บทที่ 14 มิตรภาพ
“เช่นนั้นไข่นี้พวกเรามาแบ่งกันคนละส่วน” หนิงลั่วหยิบไข่ขึ้นมาแล้วแบ่งออกเป็สามส่วน เมื่อนึกถึงตัวเองที่ครั้งหนึ่งเคยตระหนี่ถึงเพียงนี้ ก็อดหัวเราะออกมาไม่ได้
“ไม่ต้องหรอก เ้าเก็บไว้กินเองเถอะ แค่ไข่ฟองเดียว ไม่ต้องแบ่งไปแบ่งมา” หนิงเวยเอ่ย
“ถ้าพวกเ้าไม่กิน ข้าก็ไม่กินเหมือนกัน พวกเราต้องแบ่งปันทั้งสุขและทุกข์ร่วมกันไม่ใช่หรือ” หนิงลั่วสังเกตเห็นั้แ่แรกแล้วว่าหนิงเสี่ยงเสี่ยงมองไข่ด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความอยากกิน เขายังเด็กนัก ยังปกปิดความรู้สึกของตัวเองไม่เป็ แม้ใจอยากกินมากเพียงใด แต่ก็ทำเป็เมินเฉยแสร้งว่ามองไม่เห็น
สุดท้าย ด้วยความดื้อรั้นของหนิงลั่ว ทั้งสามคนก็ได้กินไข่กันไปคนละส่วน หลังจากกินเสร็จ พวกเขาก็กินอาหารที่เหลือจนหมดจึงรู้สึกอิ่ม
เมื่อน้ำแกงไข่หมดเกลี้ยง อาหารก็กินเรียบร้อยแล้ว สองพี่สาวน้องสาวจึงล้างหน้าล้างตาแล้วเข้านอนด้วยกัน พูดคุยกันก่อนนอน
หนิงเวยเล่าให้น้องสาวฟังว่าพรุ่งนี้จะมีแขกมาที่บ้าน “ท่านย่าบอกให้ข้าทำอาหารเพิ่ม แต่ข้าไม่รู้ว่าจะทำอะไรดี”
“พรุ่งนี้มีใครจะมาหรือ” หนิงลั่วถาม
“ข้าก็ไม่รู้เหมือนกัน ปกติถ้าไม่ใช่ท่านอาสามกลับมา ก็คงเป็พี่เซวียนกลับมา ญาติทางบ้านเดิมของท่านย่าก็ไม่ค่อยมา ส่วนมากจะเป็ญาติฝั่งท่านปู่ ข้าได้ยินมาว่าหลานชายของท่านปู่ใหญ่ฉลาดมาก อายุแค่สิบสามปีก็สอบผ่านระดับซิ่วไฉ[1]แล้ว ซ้ำยังมีโอกาสได้เป็จ้วงหยวนอีก เ้าคิดว่าแขกที่มาวันนี้จะเป็เขาหรือไม่?” หนิงเวยนับนิ้วไล่รายชื่อแขกที่เป็ไปได้
“ช่างเถอะ พรุ่งนี้ก็รู้เองแหละ พวกเรานอนพักผ่อนให้เต็มที่ดีกว่า” หนิงลั่วเอ่ย
“แล้วน้องสาม เ้าคิดว่าข้าควรทำอาหารอะไรดี ถ้าทำออกมาไม่อร่อย ข้าคงโดนท่านย่าดุอีกแน่ๆ” หนิงเวยถาม
“พรุ่งนี้ค่อยคิดเถอะ” หนิงลั่วเริ่มง่วงแล้วและอยากนอน
แต่พอเริ่มเข้าสู่ภวังค์หลับ หนิงลั่วกลับรู้สึกถึงบางสิ่งที่เย็นเฉียบเลื้อยเข้ามาในผ้าห่มของนาง ทำให้นางสะดุ้งร้องออกมาด้วยความใ
ถ้าหนิงเสี่ยงเสี่ยงไม่ส่งเสียงเรียก “พี่สาม!” หนิงลั่วคงหยิบแก้วน้ำข้างเตียงขึ้นมาขว้างใส่แล้ว
“น้องสาม เ้าอาจจะเบลอเพราะง่วงนอน เสี่ยงเสี่ยงชอบมุดเข้าผ้าห่มพวกเราั้แ่ไหนแต่ไรแล้วนะ” หนิงเวยเอ่ย “ฮิๆ เสี่ยงเสี่ยง มาอยู่กับพี่รองเถอะ”
“ข้าอยากนอนกับพี่สาม!” หนิงเสี่ยงเสี่ยงอ้อน
หนิงลั่วรีบดึงผ้าห่มคลุมตัวแน่น ส่ายหน้าทันที เหมือนยังใไม่หาย
หนิงเวยมองท่าทางของน้องสาวอย่างแปลกใจ จึงยื่นมือมาโบกไปตรงหน้าอีกฝ่าย “เป็อะไรไป? ป่วยรอบนี้ทำให้เ้าขี้ขลาดขึ้นหรือไร แต่ก่อนเสี่ยงเสี่ยงก็ทำแบบนี้เป็ประจำ”
“ข้าแค่สะลึมสะลือเกินไปเลยใ ตอนนี้ยังรู้สึกใจหวิวๆ อยู่เลย” หนิงลั่วเอ่ย
หนิงเสี่ยงเสี่ยงเห็นพี่สามทำหน้ารังเกียจก็รู้สึกเสียใจ รีบไปหลบอยู่ข้างพี่รองทันที
“ไม่ต้องกลัวนะ เสี่ยงเสี่ยง พี่สามแค่ล้อเ้าเล่น นางรักเ้าที่สุดเลย” หนิงเวยเอ่ย
“พี่สามไม่รักข้าแล้ว” หนิงเสี่ยงเสี่ยงทำหน้าหมองเศร้า ดูท่าจะเสียใจจริงๆ
เมื่อเห็นหนิงเสี่ยงเสี่ยงทำหน้าจะร้องไห้ หนิงลั่วก็รู้สึกผิดอย่างมาก ก็แค่เด็กคนหนึ่งที่อยากนอนด้วยเท่านั้นเอง เขาเพิ่งอายุห้าขวบเท่านั้น นางคิดมากเกินไปหรือไม่ จึงพยายามตั้งสติ ทำตัวให้อ่อนโยนที่สุด แล้วพูดกับหนิงเสี่ยงเสี่ยงว่า “ข้ายอมให้นอนด้วยก็ได้ แต่คราวหน้าต้องบอกข้าล่วงหน้านะ เ้ารู้หรือไม่ว่าเวลาคนทำคนด้วยกันใมันน่ากลัวแค่ไหน”
“ฮือๆ! พี่สามไม่รักข้าแล้ว!” หนิงเสี่ยงเสี่ยงร้องไห้ออกมาทันที
หนิงลั่วรู้สึกปวดหัว นางไม่ได้ตั้งใจจะทำให้เขาเสียใจเลย
สุดท้ายก็เป็หนิงเวยที่ช่วยปลอบอยู่นาน และถึงกับร้องเพลงกล่อมให้เด็กน้อยฟังจนเขาหลับไป
“พี่รอง ข้าขอโทษนะ ข้าเป็ต้นเหตุจริงๆ” หนิงลั่วไม่ค่อยชินกับการดูแลเด็ก ไม่คิดเลยว่าใจของเด็กเล็กจะเปราะบางราวกับแก้ว นางไม่รู้จะจัดการกับสถานการณ์นี้อย่างไร
“ไม่เป็ไร แต่ต่อไปต้องอดทนกับเขามากกว่านี้นะ แม้เขาจะยังเด็ก แต่เขาเข้าใจอะไรได้มากกว่าที่พวกเราคิด ใจเขาอ่อนไหวมากเลยทีเดียว”
ทั้งสองพี่น้องพูดคุยกันอีกสักพัก ไม่นานเสียงของหนิงเวยก็เริ่มเบาลง และสุดท้ายก็มีเพียงเสียงลมหายใจสม่ำเสมอที่บอกว่านางหลับไปแล้ว
หนิงลั่วชอบความสัมพันธ์ของพวกเขา สามพี่น้องดูแลกันและกัน แบ่งปันกัน แต่การแบ่งปันอย่างเดียวไม่พอ ต้องเข้าใจและเห็นใจกันด้วย อย่างวันนี้ นางจัดการเื่ของหนิงเสี่ยงเสี่ยงได้ไม่ดี ทำให้เขาเสียใจ พรุ่งนี้นางต้องหาทางง้อเขาให้ได้
เมื่อเห็นว่าเขาชอบน้ำแกงไข่มากขนาดนั้น หนิงลั่วก็ตัดสินใจว่าหากอยากให้เขากลับมาอารมณ์ดี คงต้องใช้ของกินเข้าช่วย นางคิดอยู่พักหนึ่ง ในที่สุดก็นึกออกว่าจะทำอะไรให้น้องชายกินพรุ่งนี้ ตัดสินใจว่าไว้จะไปดูในครัวว่ามีวัตถุดิบอะไรเหลืออยู่ แล้วค่อยดัดแปลงก็ได้ พอดีกับที่หนิงเวยก็กังวลเื่ทำอาหารในวันพรุ่งนี้ ถ้าอีกฝ่ายทำไม่ไหว นางอาจจะต้องเข้าไปช่วย
หนิงลั่วนอนพลิกตัวไปมาพักใหญ่กว่าจะค่อยๆ เคลิ้มหลับไป และคืนนี้นางก็ฝันอีกแล้ว แต่คราวนี้ไม่ใช่ฝันถึงเสี่ยวอู่ แต่เป็ฝันว่าตนเองขึ้นูเาไปเก็บสมุนไพรหายากมากมาย ทั้งโสมและเห็ดหลิงจือ
ในฝัน หนิงลั่วคิดว่า ถ้าขายของพวกนี้ได้ ข้าต้องรวยแน่ๆ! จึงเก็บทุกอย่างที่เจอไว้เต็มมือ จนกระทั่งไม่สามารถถือเพิ่มได้อีกแล้ว ขณะที่กำลังเดินกลับลงมา จู่ๆ พื้นใต้เท้าก็หายไป นางตกลงไปอย่างรวดเร็ว และเมื่อลืมตาขึ้นมาอีกที ก็พบว่าฟ้าสว่างแล้ว
เมื่อเห็นบรรยากาศรอบตัว หนิงลั่วก็อดหัวเราะออกมาไม่ได้ “ที่แท้ก็เป็แค่ฝันสินะ”
แต่การฝันดีเช่นนี้น่าจะเป็ลางมงคล หนิงลั่วคิดเช่นนั้น แล้วมองไปรอบๆ ห้องก็พบว่าพี่รองกับน้องชายไม่อยู่ จึงเรียกเสียงดัง “พี่รอง? เสี่ยงเสี่ยง? ข้าตื่นแล้วนะ!”
แต่ไม่มีใครตอบ
หนิงลั่วพึมพำกับตัวเอง “หรือว่าพี่รองจะไปช่วยแม่เฒ่านั่นทำอาหารแล้ว นี่ยังเช้าอยู่เลยนะ”
หนิงลั่วลองร้องเรียกอีกสองสามครั้ง และทันใดนั้นหนิงเสี่ยงเสี่ยงก็เดินเข้ามา แต่เขาไม่มองนางเลย เพียงโยนก้อนแป้งครึ่งก้อนลงตรงหน้า “อาหารเช้า น้ำแกงอยู่ในหม้อ”
พูดจบ เด็กชายก็หันหลังเดินจากไป
ปกติแล้ว น้องชายจะติดหนิงลั่วมาก ชอบมานั่งข้างๆ พูดคุยถามนั่นนี่ไม่ยอมห่าง แต่วันนี้ดูเหมือนว่าเมื่อคืนที่นางไม่ยอมนอนกับเขา จะทำให้เขาเสียใจมากจริงๆ
เด็กคนนี้ช่างเป็เด็กที่จดจำความรู้สึกได้ดีเสียจริง
หนิงลั่วมองเขาอย่างสนุกสนาน กล่าวว่า “เสี่ยงเสี่ยง เ้ากำลังโกรธอยู่หรือ ข้าแค่ล้อเล่นกับเ้าเท่านั้น อย่าเมินข้าเลยนะ”
แต่หนิงเสี่ยงเสี่ยงกลับเบือนหน้าหนี ส่งเสียงฮึดฮัดเล็กน้อย มือเล็กๆ ไขว้ไว้ด้านหลัง ท่าทางเหมือนผู้ใหญ่ตัวน้อย เขาไม่ได้เดินจากไป เพราะรอให้นางมาง้อเสียก่อน หนิงลั่วคิดไม่ถึงว่าเด็กชายตัวเล็กๆ เวลางอนจะน่ารักขนาดนี้
“โห! ดูสิใครเอ่ย! วันนี้ใส่เสื้อผ้าใหม่ ช่างดูดีจริงๆ!” วันนี้หนิงเสี่ยงเสี่ยงแต่งตัวต่างจากวันอื่นๆ เสื้อผ้าของเขาไม่ขาดรุ่งริ่งเหมือนทุกวันแล้ว เขาสวมเสื้อคลุมผ้าฝ้ายสีน้ำเงินอ่อน แม้จะไม่ใช่ของใหม่เอี่ยม แต่ก็ไม่มีรอยปะเลย แขนเสื้อยาวเกินไปเล็กน้อยจนต้องพับขึ้น
ด้วยเสื้อผ้าชุดนี้ ทำให้หนิงเสี่ยงเสี่ยงดูเหมือนคุณชายจากตระกูลมั่งคั่ง เขาดูสง่างามขึ้นมาก
หากมองจากใบหน้า หนิงเสี่ยงเสี่ยงมีหน้าตาคล้ายบิดาของพวกนาง หนิงโหย่วหรง คิ้วเรียวยาว ผิวขาวกว่าสองพี่สาว ร่างผอมบาง ดูคล้ายบัณฑิตหนุ่มผู้บอบบาง แต่ในแววตากลับมีประกายความแข็งแกร่งอยู่บ้าง น่าจะเป็ผลจากที่ต้องเติบโตภายใต้การกดขี่ของย่าหนิงกับเฉินซื่อ ความลำบากทำให้เขาแข็งแกร่งขึ้น ซึ่งเป็สิ่งที่เด็กจากตระกูลร่ำรวยทั่วไปไม่มี
เห็นน้องชายผอมแห้งเหมือนกับต้นถั่วงอกที่สามารถปลิวไปยามถูกลมพัดได้ทุกเมื่อ หนิงลั่วจึงตัดสินใจแน่วแน่ว่าหากนางมีเงิน จะต้องเลี้ยงดูเขาให้ดี ให้มีสุขภาพแข็งแรง ตอนนี้เขายังอยู่ใน่วัยเติบโต หากขาดสารอาหาร จะส่งผลต่อความสูงและสุขภาพในอนาคตของเขาได้
รูปร่างหน้าตาหนิงเวยกับหนิงลั่วก็ไม่ได้ขี้ริ้วขี้เหร่อะไร เพียงแต่พวกนางผอมเกินไป ผิวพรรณหมองคล้ำ และเนื่องจากภาวะขาดสารอาหารที่ยาวนาน ร่างกายของพวกนางไม่ได้เติบโตเต็มที่ ทำให้รูปร่างผอมแห้งราวกับถั่วฝักยาว
ครั้งนี้หนิงเสี่ยงเสี่ยงไม่ได้เถียงหรือต่อต้าน เพียงเอ่ยกับหนิงลั่วว่า “ท่านเองก็มีเสื้อผ้าใหม่นะ รีบลุกขึ้นมาเถอะ พี่รองกำลังทำอาหารในครัวคนเดียวอยู่” กล่าวจบ เขาก็วิ่งออกไป ไม่รู้ว่าไปทำอะไรที่ห้องอื่น
หนิงลั่วมองไปที่ข้างเตียงก็พบว่า มีเสื้อผ้าชุดใหม่ที่ไม่ใช่ชุดที่นางใส่เมื่อวานวางไว้ตรงนั้น ดูแล้วน่าจะเป็พี่รองที่เตรียมไว้ให้ เสื้อผ้าชุดนี้เป็เสื้อคลุมลายดอกไม้ตัวเล็กๆ พร้อมกับกางเกงขายาวสีดำ ดูจากรอยเย็บแล้วน่าจะเป็ชุดเก่าของพี่สาวทั้งสองที่นำมาตัดแก้ให้พอดีกับตัวนาง เพราะตามตะเข็บยังเห็นร่องรอยการตัดเชื่อมผ้าอยู่ บริเวณชายเสื้อสั้นลงเล็กน้อยและถูกเย็บขอบเพิ่มขึ้นมา หากไม่สังเกตจริงๆ คงไม่เห็นว่านี่เป็เสื้อผ้าที่ถูกดัดแปลงแล้ว
หนิงลั่วไม่ได้เื่มากเกี่ยวกับเสื้อผ้า ในบ้านหลังนี้มีเสื้อผ้าที่ไม่มีรอยปะ นับว่าเป็ของดีมากแล้ว
ที่แท้วันนี้เป็วันรับสะใภ้ใหม่ของหนิงโหย่วไฉ ย่าหนิงจึงออกคำสั่งว่าวันนี้เป็วันสำคัญที่สุดของตระกูลหนิง ยิ่งใหญ่กว่าวันปีใหม่เสียอีก ทุกคนต้องแต่งกายให้เรียบร้อย ไม่ทำให้ตระกูลหนิงอับอายขายหน้า หากไม่มีเสื้อผ้าใหม่ ก็ต้องใส่ชุดที่ดูเรียบร้อยที่สุดเท่าที่มี
“ฮิๆ จริงๆ ก็มีเสื้อผ้าใหม่ให้ใส่ด้วย” หนิงลั่วหัวเราะเบาๆ ก่อนรีบใส่เสื้อผ้าใหม่อย่างรวดเร็ว ความรู้สึกเมื่อใส่ชุดนี้ดีมาก ไม่แข็งกระด้างเหมือนชุดเก่า และยังหนากว่าเดิม ทำให้รู้สึกอบอุ่นขึ้น
หลังจากล้างหน้าและกินข้าวเช้าแล้ว หนิงลั่วก็เห็นหนิงเสี่ยงเสี่ยงยืนเอามือซุกเข้าไปในแขนเสื้อ นิ่งเฉย ไม่พูดไม่จา ท่าทางเหม่อลอย นางมาอยู่ที่นี่ได้ไม่กี่วัน แต่เป็ครั้งแรกที่เห็นเขาดูมีเื่กลุ้มใจ ทำให้รู้สึกสงสารเขาขึ้นมา
ในบ้านหลังนี้มีเพียงพวกเขาสามพี่น้อง จะปล่อยให้เกิดความตึงเครียดในความสัมพันพี่น้องไม่ได้ นางต้องหาทางแก้ไข
พี่สาวคนโต หนิงฉยง ไม่รู้ว่าไปอยู่ที่บ้านญาติหรือที่อื่น เพราะตลอดสองวันที่ผ่านมาไม่มีข่าวของนางเลย
ดูจากสีหน้าของหนิงเวย หนิงฉยงคงไม่เป็อะไร หนิงลั่วจึงยังไม่กังวลเื่ของพี่สาวคนโตมากนัก ตอนนี้คิดว่าต้องจัดการเื่ในบ้านให้เรียบร้อยก่อน แล้วค่อยไปสอบถามเื่ของหนิงฉยงทีหลัง
แม้รูปลักษณ์ภายนอกของหนิงลั่วจะเป็เด็กสาวอายุสิบขวบ แต่จิตใจก็ยังเป็คนในยุคปัจจุบัน นางรู้ว่าต้องหาทางเปลี่ยนแปลงบ้านหลังนี้ให้ดีขึ้น และสำหรับปัญหาเื่หนิงเสี่ยงเสี่ยงงอนนั้น นางต้องหาทางแก้ไขให้ได้
“เสี่ยงเสี่ยง เ้าทำอะไรอยู่ตรงนี้ เหตุใดจึงไม่คุยกับข้าเลย เ้าเริ่มห่างเหินกับข้าแล้วหรือ หากเ้ายังทำเช่นนี้ ข้าจะไม่สนใจเ้าแล้วนะ” หนิงลั่วพูดพร้อมกับทำท่าเช็ดน้ำตา แกล้งทำเป็เสียใจเพื่อให้เขาเลิกงอน
[1] ซิ่วไฉ เป็ระดับแรกของการสอบจ้วงหยวนหรือจอหงวนในระบบการสอบเข้ารับราชการของจีนโบราณ