เสวี่ยิเมื่อกลับมาถึงจวนที่พักก็ได้เรียกให้ล่งล่ง เตรียมน้ำใส่กลีบกุหลาบจำนวนมากมาไว้ให้นางเพื่อที่จะชำระล้าง...
นี้ข้าทำอะไรลงไป ชายใจคดเช่นนั้นทำไมข้าจะต้องไปใยดีเฟยหร่ง นะเฟยหร่ง... ความรู้สึกรักใคร่ของเ้าทำให้ข้ารู้สึกสะอิดสะเอียนเหลือเกิน "ช่วยเเล้วอย่างไร เป็คนดีเเล้วอย่างไร? สุดท้ายเเล้วความตายที่เขามอบให้แก่เ้า ตอบเเทนความรักของเ้า คุ้มค่าเเล้วหรือ หยาง เฟย หร่ง "
........................
"ท่านหญิงเ้าคะ.. เมื่อคืนเหตุใดเมื่อคืนท่านไม่กลับจวน ซ้ำยังกลับมาในสภาพมอมเเมมเช่นนี้เ้าคะ หากไทเฮาทรงทราบล่งล่ง สิบหัวก็ไม่พอตัด"
"ข้าหลงทาง..."
"หลงทาง จะเป็ไปได้หรือเ้าคะ "
"ล่งล่ง!! " เสวี่ยิมิรู้จะหาข้อเเก้ตัวอย่างอื่นจึงทำได้เพียงเเสร้งอารมณ์เสียไปก็เท่านั้น
.
.
.
.
ณ.. สวนเหมย ที่บัดนี้ถูกแปรเปลี่ยนเป็ลานฝึกเรียบร้อยเเล้ว
"อาหย่ง... ท่านเป็ถึงเเม่ทัพใหญ่คงจะมีฝีมือการยิงธนูอยู่มาก ยังไงมาเเข่งยิงธนูกับข้า ดีหรือไม่"
เสวี่ยิสลัดภาพที่นางกระทำดีต่อจิ้นเหอ ออกไปจากหัวไม่ได้.... นางคิดว่านั้นคือสิ่งนางไม่ควรทำ น่าตาย คนเช่นนั้นข้ามิควรจะเห็นใจหรือเเม้นเเต่จะคิดช่วยเหลือ นางจึงอยากออกเเรงเพื่อระบายอารมณ์เสียหน่อย
หน่ำซ้ำวันนี้ใจนางจู่ๆ ก็เกิดนึกถึงอวี้เหวินหย่งขึ้นมา มีสิ่งใดติดข้างในใจของหยางเฟยหร่งผู้นี้กันนะ
"ยิงธนู.. ข้านะยิงเก่งอยู่เเล้ว หากเเต่ท่านหญิงเฟยหร่งผู้สูงศักดิ์ งดงามราวเทพธิดาเดินดิน เนื้อตัวนวลๆ ของถูกธนูบาดเอาจะมิคุ้มเสีย"
"ปากเ้านี่นะ คำพูดหวานหูเช่นนี้ใครพูดข้าล้วนชื่อ หากเเต่ออกจากปากเ้า ข้าคงต้องกลับมาคิดเสียสิบวัน" เสวี่ยิยิ้ม
"อ้ออีกอย่าง เ้ายิงธนูเป็ด้วยหรือ... เราเป็สหายกันมานับสิบปี ข้าไม่เคยรู้มาก่อน" อวี้เหวินหย่ง ทำหน้าตาทะเล้น
"อ้อ ที่ผ่านมาข้าเเอบๆ ไว้ กลัวว่าบุรุษจะไม่ชอบ สตรีจับดาบถือธนู" เสวี่ยิคล้ายจะไม่มีพิรุจเเต่ก็มี
เสวี่ยิก็มิได้กล่าวสิ่งใดตอบกับไป... หากเเต่คว้าธนูขึ้นมา ง้างสายของธนูทดสอบดูเท่านั้น
นางพบว่า สายธนูคันนี้มันช่างเบาหวิวซ่ะเหลือเกิน หาก มันหย่อนยานเช่นนี้เเล้วลูกธนูที่พุ่งออกไปจะไปได้ไกลสักเพียงไหนเชียว..
หากเเต่พุ่งไปได้คงไม่สามารถเจาะทะลุชุดของนักรบต่างฝ่ายได้หรอก ไร้ประโยชน์เสียจริง... ธนูเด็กน้อยเช่นนี้!!
อวี้เหวินหย่งเห็นเสวี่ยิจับๆ ลูบๆ ง้างๆ ดึงๆ สายธนูอยู่อย่างนั้น ด้วยสีหน้าที่ไม่ค่อยจะพอใจนัก เขาเลยเดินไปหยิบธนูจากหลังม้าของเข้ามาให้นาง...
"เอา เอาของข้าไป หากเเต่ว่ามันหนักเสียหน่อยหากเ้ามีเเรงรั้งสายธนูนี้ไหว ข้าอวี้เหวินหย่ง จะมอบธนูคู่กายของข้านี้ให้กับเ้า"
เมื่อเสวี่ยิรับเอาธนูจากมือของอวี้เหวินหย่ง นางก็สามารถจำได้ทันทีเลยว่าธนูคันนี้คือธนูที่นางเคยใช้ ทำาเมื่อ 200 ปี ที่เเล้วหากเเต่ว่าในตอนนี้มันมีสภาพที่ดีกว่าเดิมมาก
ในอดีตเสวี่ยิได้อาศัยธนูคันนี้เข่นฆ่าเหล่าข้าศึกเเคว้นเว่ยเหนือ จากในระยะไกล นับนับร้อยนับพัน
เสวี่ยิรู้สึกดีใจอย่างยิ่งราวกลับว่าได้พบเพื่อนเก่าของนางอีกครั้ง ที่ผ่านมานางรู้สึกโดดเดี่ยวเหลือเกิน โลกที่นางเคยอยู่เคยอาศัย เปลี่ยนเเปลงไปอย่างกระทันหัน
"อาหย่งเ้าพูดเเล้วไม่คืนคำเเน่หนะ หากข้าใช้ธนูคันนี้ได้คล่องมือ เ้าต้องยกมันให้กับข้า เเล้วเ้าห้ามมาร้องขอคืน ข้าไม่ให้เ้านะ"
"ข้าเป็คนรักษาคำพูด อย่างไร ก็อย่างนั้นไม่โลเล ไม่กลับคำ"
.
.
.
.
หลังจากนั้นเสวี่ยิก็ได้รั้งสายธนูขึ้นอย่างอารมณ์ดี นี่สิถึงคู่ควรจะเรียกว่าธนู... เพียงเเค่รั้งสายก็ทำให้ข้ารู้สึกถึงกลิ่นเืไอา.... ดินเเดนสนามรบที่ข้าจากมา
เสวี่ยิยังคงมุ่งมั่นที่จะยิงธนูอยู่อย่างนั้น การที่นางได้ใช้ธนูคู่ใจอีกครั้ง ทำให้นางสดใสขึ้นอย่างประหลาด ธนูทุกดอกที่พุ่งออกจากคันธนูของนาง ย่อมไม่มีพลาดเป้า
อวี้เหวินหย่งเห็นดังนั้นถึงกลับไม่อยากจะเชื่อสายตาตนเอง.. สตรีที่อยู่ตรงหน้าเขา คือเฟยหร่ง ท่านหญิงสูงศักดิ์ ผู้นั้นจริงหรือ นางเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงจริงๆ สตรีที่อยู่ตรงหน้าเขาตอนนี้เหามะที่จะเคียงคู่อยู่บนหลังม้ากับเขาเสียจริง.... อวี้เหวินหย่งอมยิ้มอย่างยินดี
.
.
.
.
หลายวันผ่านไป
ภายในโรงเตี้ยม หมี่เย่ว โรงเตี้ยมชื่อดังของเมืองหลวง ที่เหล่าชนชั้นสูงเเละเหล่าเศษฐีคหบดี มีฐานนะมักจะนิยมมารับประทานอาหาร หรือพบปะเพื่อเจราจาการค้า
วันนี้เสวี่ยิจู่ๆ ก็รู้สึกเบื่ออาหารของจวนท่านหญิงเสียเหลือเกิน จึงชวน ล่งล่งออกมารับประทานอาหารนอกบ้านบ้าง ก่อนที่นางจะตัวเเห้งตายเพราะความไม่อยากอาหาร
ล่งล่งก็ทำหน้าที่ของสาวใช้อย่างดีเยี่ยมจัดเตรียมให้เถ้าเเก่จัดหาที่ให้ท่านหญิงของนางได้รับประทานอาหารอยู่ที่ชั้นสอง ให้นางอยู่เป็ส่วนตัวห่างจากเหล่าบุรุษ
เสวี่ยิก็เริ่มหยิบหน่องไก่ทอดชิ้นโต กลิ่นหอมกรุ่นขึ้นมาอย่างเเรก เมื่อนางกำลังจะอ้าปาก กัดกิน ก็ถูกล่งล่ง กล่าวเตือนให้นางอย่าอ้าปากกว้างจนเกินไป มันไม่เหมาะสม เสวี่ยิเมื่อเห็นล่งล่ง กล่าวดังนั้น นางก็นึกท้าท้ายโดยการที่ยิ่งอ้าปากให้กว้างเเละเคี้ยวให้เสียงดังจนผิดวิสัย.... นางได้เเกล้งล่งล่ง ทำให้ เจริญอาหารขึ้นมาได้ไม่น้อย
ทันใดนั้นเองเสวี่ยินางก็ได้ยินเสียงเอะอะโวยวายจากด้านล่างของโรงเตี้ยมเสวี่ยิที่ได้โผล่หน้าลงมาเพื่อสำรวจดูว่าเกิดเหตุการณ์ใดขึ้น
เสวี่ยิผมว่ามีชายคนหนึ่งที่เเต่งตายโทรมๆ ในมือถือกะลา ทำท่าทางขออาหารจากคนงานในร้าน... คนงานในร้านนั้นก็ไล่ชายคนนั้นให้ไปห่างๆ ทั้งกำลังจะสาดน้ำไล่ให้ชายคนนั้นให้ไปห่างๆ เสวี่ยิเห็นดังนั้นก็อดรนทนไม่ได้ที่จะยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือชายคนนั้น
เสวี่ยิรีบวิ่งลงไปทางด้านล่างทันที เมื่อนางเดินไปถึงด้านล่างก็พบว่าชายคนนั้นถูกสาดน้ำไปจนร่างเปียกปอนเเละหนาวสั่น ผมเพร่าที่รุงรังยิ่งทำให้ดูน่าสงสารนัก
'เลวทราม ต่ำช้า รังเเกคนไม่มีทางสู้'
เสวี่ยิไหนเลยนางจะทนดูไหว อดีตนางก็เคยตกอยุ่ใน่เวลายากลำบากเช่นกัน ผู้ที่เคยตกยากย่อมเข้าใจกัน เพียงข้าวเปล่าหนึ่งชาม หมั่นโถเเข็งๆ สักลูก เพียงเท่านั้น เพียงเท่านั้น......
"นี้ เ้าทำไมต้องทำอะไรรุนเเรงกับชายผู้นี้ด้วย หากไม่ให้อาหารเขาก็บอกให้เขาจากไปดีๆ ทำไมต้องทำการที่ไร้มนุษยธรรมเช่นนี้" หลังจากเสวี่ยิยืนชี้หน้าด่า คนงานของร้านอย่างเมามัน ก็ได้หันไปประคอง ชายขอทานผู้นั้นอย่างไม่มีทีท่ารังเกียจ
เสวี่ยิได้หยิบผ้าเช็ดหน้าของนางออกมาเพื่อซับน้ำที่ถูกสาดไปที่ใบหน้าของชายขอทานผู้นั้น.... เมื่อนางได้เห็นใบหน้าที่เเท้จริงของชายผู้นั้นใกล้ๆ กลับพบว่าชายขอทานผู้นั้นคือ
.
.
.
"ซือเฉิง (ความสุขเเละความสำเร็จ) ..." ขุนพลคู่ใจข้า ไยชาติภพใหม่นี้เ้าอนาถนัก ข้าได้เกิดใหม่เป็ท่านหญิงเเม้นจะโงง่งมไปเสียหน่อย เเต่ชะตาก็ไม่น่าอนาถถึงขั้นเป็ขอทานเช่นเ้า โอ้์ท่านกระทำต่อผู้ปกป้องชาติกู้เเผ่นดินเช่นนี้หรือ
เสวี่ยิเเหงนมองท้องฟ้า นางยิ้มเจือนๆ "เสี่ยวเฉิงต้าิจะดูเเลเ้าเอง"
.
.
.
.
โปรดติดตามตอนต่อไป
**ตอบคำถาม**
-เพราะยังไง เฟยหร่งก็ยังคงมีจิตใจที่มั่นคงต่อจิ้นเหอถึงขั้นยอมตายไม่ยอมพรากจาก ถึงเสวี่ยิจะเข้าร่างนาง หากเเต่ว่า ความรู้สึกและจิตวิญญา่ณคงจะตัดขาดจากกันได้ยาก
เเละไรท์ก้้าให้ ทุกคนเห็นว่า เสวี่ยิเเม้นจะฆ่าคนเป็ผักปลา หากเเต่นางกระทำเเค่ในสนามรบ หากพบคนรู้จักมีภัยเเล้วไม่ยื่นมือช่วยเหลือ ย่อมไร้คุณธรรม
.
.
.
.
.
ขอบคุณทุกคอมเม้นต์เเละการติดตามนะคะ