เวเนซซ่าตรวจอาการของฟลอร่าอย่างใจเย็นส่วนเื่การพยาบาลนั้นยกให้เป็หน้าที่ของอีก 2 คนที่เหลือ
“คะ... ค่ะ!”
“เข้าใจแล้วค่ะ!”
เซเรียและเด็กหญิงที่เวเนซซ่าเรียกว่าโรอาน่าพยักหน้ารับ
เซเรียรับร่างฟลอร่ามาไว้ในอ้อมแขน
ริโอะมองดูเหตุการณ์ด้วยสายตาเ็าราวกับเื่นี้ไม่เกี่ยวข้องกับเขาเลยแม้แต่น้อย
“นี่! เ้าน่ะ!”
เมื่อถูกเวเนซซ่าเรียกริโอะก็มองกลับตาขวาง
ทันใดนั้นเวเนซซ่าก็ชักดาบออกมาจากคมฝักแล้วทาบไปที่ลำคอของริโอะ
แต่ริโอะกลับไม่สะทกสะท้านแม้แต่น้อย
เพราะเขาััไม่ได้ถึงเจตนาฆ่าออกมาจากตัวหญิงสาวเลยไม่เหมือนกับชายหน้ากากที่จ้องจะฆ่าเขาก่อนหน้านี้
แต่ก็ใช่ว่าเขาจะวางใจและอ่านสถานการณ์ได้ดีเหมือนเขาไม่ใส่ใจกับสถานการณ์ตรงหน้ามากกว่า
“เล่ามาเดี๋ยวนี้นะว่าเกิดอะไรขึ้น!”
เวเนซซ่าออกคำสั่งด้วยน้ำเสียงไร้อารมณ์
ริโอะกลับหลังหันแล้วเดินจากไป
“หยุดเดี๋ยวนี้นะ!”
คริสติน่าะโออกไปแล้ววิ่งไปขวางหน้าริโอะ
“ระวัง!”
เวเนซซ่ารีบโพล่งออกไป
คริสติน่าไม่แยแสต่อคำเตือนของเวเนซซ่าแล้วฟาดฝ่ามือลงบนแก้มของริโอะ
เพียะ
เสียงตบหน้าดังขึ้น
ริโอะซึ่งสติไม่อยู่กับเนื้อกับตัวมาโดยตลอดพลันได้สติขึ้น
“เอ๊ะ..?”
ริโอะรู้สึกสับสน
ทำไมคริสติน่าต้องโมโหเขาด้วยทั้งๆ ที่เขาช่วยชีวิตของเด็กหญิงที่หายตัวไปให้แท้ๆคนทำความดีแบบเขาทำไมต้องเป็ฝ่ายถูกตบด้วย เด็กชายมึนงงสงสัยไปหมด
ตอนนี้ที่รู้สึกได้มีเพียงความชาที่แก้มตัวเองเท่านั้น
“ตอบมาสิ เงียบอยู่ได้!เ้าจงใจโกหกปิดบังพวกข้าใช่ไหม? ตั้งใจจะทำอะไรกับฟลอร่ากันแน่?!”
คริสติน่าพูดแบบคิดเองเออเอง
เด็กชายรู้สึกเหมือนมีก้อนบางอย่างติดอยู่ในลำคอจึงพูดอะไรไม่ออก และเขาไม่รู้ด้วยว่าคริสติน่าพูดถึงอะไร
“ฮะ?”
ริโอะมองั์ตาของคริสติน่า
“....”
คริสติน่ากลัวจนตัวสั่น
เมื่อกี้เธอแค่เผลอพลั้งมือไปแต่ครั้งนี้เธอตั้งใจจะตบตรงๆ อีกรอบ
ทว่าริโอะกลับจับข้อมือของคุณหนูอารมณ์ร้ายไว้ทัน
เธอจึงโกรธเป็ฟืนเป็ไฟยกมืออีกข้างที่เหลือหมายจะตบหน้าริโอะซ้ำ
ถึงอย่างนั้นริโอะก็ยังคว้าไว้ได้อีก
“ปล่อยนะ! เ้าตัวสกปรก!ข้าเหม็น!”
คริสติน่าะโเท่าไรริโอะก็ไม่ยอมปล่อย
“ปล่อยมือซะ!”
เวเนซซ่าพูดด้วยน้ำเสียงสุขุมพร้อมทาบดาบไว้ที่ต้นคอของริโอะอีกครั้ง
ริโอะจ้องเวเนซซ่าเขม็งทีหนึ่งก่อนจะปล่อยมือคุณหนูปากร้าย
คริสติน่าเห็นว่าถูกปล่อยแล้วก็ตบหน้าริโอะไปอีกฉาดหนึ่ง
ริโอะเห็นแล้วแต่ตั้งใจจะไม่ป้องกัน
“ฮึ!”
ริโอะหัวเราะเหยียดคริสติน่า
คุณหนูอารมณ์ร้ายมองใบหน้านั้นแล้วรู้สึกเสียวสันหลัง
คริสติน่านั้นถูกฟูมฟักเลี้ยงดูในฐานะเ้าหญิงมาโดยตลอดจึงไม่เคยโดนใครหัวเราะเยาะใส่หน้าแบบนี้มาก่อน
“ท่านคริสติน่าเลิกยั่วโมโหเขาได้แล้วนะเพคะ!”
“ก็เ้านี่มันเป็คนเลวนี่ มันกำลังหยามเกียรติราชวงศ์เราอยู่นะ!”
“ก็เขาไม่รู้ว่าท่านเป็องค์หญิงนี่ท่านต้องถามเขาให้แน่ใจก่อนสิเพคะ”
“เ้าก็จับมันไว้ซะสิ!”
เ้าหญิงน้อยวีนใส่เวเนซซ่าจนเธอต้องถอนหายใจอย่างระอา
“เอ่อ..คืออย่างนี้นะ เ้า...ริโอะสินะ ไปพระราชวังด้วยกันหน่อยได้ไหม?”
“ไม่”
ริโอะปฏิเสธอย่างไร้เยื่อใย
“แย่หน่อยนะ นี่ไม่ใช่ ’คำขอร้อง’แต่เป็ ’คำสั่ง’ ต่างหาก เ้าไม่มีสิทธิ์ที่จะปฏิเสธ”
เวเนซซ่าพาดดาบไว้ตรงตำแหน่งคอเด็กชายอีกครั้งหากขยับดาบอีกเพียงมิลฯเดียว คมดาบคงจะเฉือนเข้าเนื้อคอเขาแน่
แต่ริโอะไม่กลัวคำขู่ของเวเนซซ่าแม้แต่น้อยจึงจ้องกลับเขม็ง
เด็กสาวก็จ้องเขาตอบเช่นกัน
คริสติน่า เซเรียโรอาน่าซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์นี้ มองดูสถานการณ์ตึงเครียดอยู่ห่างๆ
ความเงียบของผู้คนทั้ง 5 ยังคงดำเนินต่อไป
(ไอ้หนูนี่ มันใช่เด็กแน่หรือ?)
เวเนซซ่าแอบทึ่งความไม่กลัวตายของริโอะอยู่ในใจ
ถ้าเป็เด็กธรรมดาทั่วไปคงจะโวยวายร้องห่มร้องไห้ หรือร้องขอชีวิตไปนานแล้ว
แต่เด็กชายกลับไม่ฟังคำสั่งแถมยังยืนหยัดจนถึงที่สุดทั้งๆ ที่ตัวเองเสียเปรียบกว่าแท้ๆ
เวเนซซ่ารู้สึกกลัวริโอะขึ้นมา
“ผมก็แค่ช่วยคนหมดสติเท่านั้นแหละถ้าเด็กคนนั้นตื่นขึ้นมาก็ลองถามเขาดูเองสิ”
“ไม่ได้!เ้าต้องพูดทุกอย่างเอง!”
เวเนซซ่าปฏิเสธข้อเสนอของริโอะอย่างทันควัน
ตอนนี้พูดอะไรไปก็คงไม่มีประโยชน์ล่ะมั้ง
เวเนซซ่าแค่พยายามจะวางอำนาจเพื่อให้เราไปพระราชวังด้วยกันกับพวกเธอแค่นั้นเอง
ถ้าใช้พลังเมื่อกี้โจมตีเวเนซซ่าแล้วหนีเราจะรอดไหมนะ
พวกนี้ดันจำหน้าเราได้แล้วด้วยสิแถมสู้ไปก็ไม่รู้ว่าจะชนะหรือเปล่า
แต่ถ้าทำแบบนั้นล่ะก็ริโอะก็ไม่ต่างจากการเป็อาชญากร
เพราะฝ่ายตรงข้ามเป็พวกขุนนางเสียด้วย
เป็ตัวเลือกที่แย่สุดๆ
ริโอะจึงเตรียมใจ
“...แค่เล่าให้ฟังก็พอ?”
“อืมถ้าเ้าบริสุทธิ์ข้าก็ไม่ทำอะไร แต่ในระหว่างทางเ้าต้องเล่าให้ฟังก่อนด้วย”
และแล้วริโอะซึ่งเป็เพียงแค่เด็กกำพร้าคนหนึ่ง จึงได้เดินทางจากสลัมซึ่งอยู่เขตนอกสุดในอาณาจักร ไปยังพระราชวังซึ่งอยู่เขตชั้นในสุดของนครหลวง
10 นาทีต่อมา
ตอนที่ริโอะถึงพระราชวังพวกนักสืบจากพระราชวังก็ได้เดินทางไปยังกระท่อมจุดเกิดเหตุ
รอบๆกระท่อมมีชาวบ้านในสลัมมุงดูกันเต็มไปหมด
“ท่านอัลเฟร็ด!”
“พบผู้รอดชีวิตครับ!”
ทหารรักษาการณ์นายหนึ่งเปิดประตูออกมา
“มัดแล้วพาตัวมาให้ข้ามันอาจจะเป็หนึ่งในผู้สมรู้ร่วมคิดในคดีลักพาตัวก็ได้”
อัลเฟร็ดออกคำสั่ง
อัลเฟร็ด เอมาล อายุราว 20 ปลายๆเขาเป็ชายชาตรีที่มีบุคลิกองอาจ บนชุดอัศวินของเขาถูกคลุมด้วยผ้าคลุมหรูหรา
มีคนคนหนึ่งที่สังเกตการปฏิบัติงานของเหล่านักสืบมาโดยตลอด
คนผู้นั้นสวมชุดคลุมสีดำอยู่จึงทำให้คาดเดาได้ยากถึงอายุ หน้าตา และเพศ
ในตอนนั้นเองชายผู้หนึ่งได้ถูกมัดไว้ถูกลากตัวออกมาจากกระท่อม
เขาคือคนที่ต่อสู้กับริโอะก่อนหน้านี้
ตอนนี้เขาถูกถอดหน้ากากเพื่อเผยใบหน้าที่แท้จริงแล้ว
เขาได้สติกลับคืนมาแล้วแต่ร่างกายยังไม่ได้รับการฟื้นฟู หน้าตาเขาจึงเหยเกไปด้วยความเ็ป
เมื่อผู้ที่ใส่ชุดคลุมสีดำเห็นภาพนั้นจึงพึมพำขึ้นว่า
“แย่ล่ะสิ”
เสียงห้าวทุ้มทำให้ทราบว่าเ้าของเสียงคือเพศชาย
ฮู้ดซ่อนความรู้สึกและสีหน้าเขาไว้มิดชิดแม้สิ่งที่พูดจะดูไม่ดี แต่น้ำเสียงเขากลับเยือกเย็น
“...ช่วยไม่ได้”
เขาพึมพำและถอนหายใจกับตัวเอง ก่อนจะหยิบหินเล็กๆคล้ายอัญมณีออกมาจากกระเป๋าด้านในชุดคลุม
ชายชุดดำบีบก้อนกรวดอย่างแรงจนแหลกคามือ
“อ๊า...ก อั่ก....!”
หลังจากที่หินแหลกสลายชายหน้ากากก็มีอาการทรมานทุรนทุราย
ร่างกายของชายผู้นั้นกระตุกรุนแรงและสิ้นใจในชั่วพริบตา
“ฮะ......เฮ้ย!”
ทหารที่หิ้วปีกอยู่ใจึงะโขึ้นมา
“เกิดอะไรขึ้นน่ะ?”
อัลเฟร็ดถามเมื่อสังเกตเห็นความไม่ปกติ
ทหารเช็กลมหายใจก่อนจะตอบชายหนุ่ม
“ขะ...เขาเสียชีวิตไปแล้วครับท่าน”
“ว่าไงนะ?”
อัลเฟร็ดเลิกคิ้วถาม
ชายปริศนาในชุดดำจ้องมองเหตุการณ์อย่างไม่วางตาด้วยสีหน้าพึงพอใจ
“เรียบร้อย....ภารกิจเสร็จสิ้นกลับเลยดีกว่า”
ก่อนจะพึมพำแล้วจากไป