ชะตาฟ้าลิขิตสวรรค์

    ตอนที่62 มอบรางวัล

            รุ่งขึ้นหนิงเฟยหลงและหนิงอันอันเดินทางไปสำนักยุทธ์หลวงหน้าสำนักประดับไปด้วยธงของแคว้น มีทหารรักษาพระนครออกมายืนประจำการ ผู้อาวุโสในสำนักล้วนออกมาหน้าสำนักผู้อาวุโสทั้งหมดได้มารวมอยู่ที่นี่แล้ว ศิษย์ทั้งหมดก็เช่นกันปีนี้เป็นปีแรกที่จะมีการมอบรางวัลใหญ่ขนาดนี้นอกจากได้รับป้ายเข้าออกหอคัมภีร์แล้ว ยังได้รับตำแหน่งขุนนางอีกงานในวันนี้จึงยิ่งใหญ่มาก ฝูงชนต่างมายืนออรอดูอัจฉริยะคนใหม่ของสำนัก

             

            “ศิษย์พี่เหตุใดวันนี้ผู้คนจึงมากมายนัก?”หนิงเฟยหลงเห็นจิ๋นหลี่พอดีจึงเอ่ยถาม

             

            “ศิษย์น้อง ไม่สิซื่อจื่อ...” จิ๋นหลี่ไม่ทันจะเอ่ยจบหนิงเฟยหลงก็ขัดขึ้น

             

            “ศิษย์พี่เรียกข้าว่าศิษย์น้องเถอะ จะเหมาะสมกว่า” จิ๋นหลี่พยักหน้ารับ

             

            “ศิษย์น้อง ข้าได้ยินมาว่าในวันนี้จักรพรรดิจะเสด็จมา ผู้อาวุโสจึงนำพาศิษย์ทั้งหลายออกมารอรับเสด็จและ...” จิ๋นหลี่เบาเสียงลง “เจ้าสำนักที่ไม่เคยมีใครพบเห็นก็จะปรากฏตัวด้วย”น้ำเสียงของมันเต็มไปด้วยความตื่นเต้น!

             

            เจ้าสำนักยุทธ์หลวงนับตั้งแต่ก่อตั้งสำนักมายังไม่เคยปรากฏตัวเลยเป็นบุคคลลึกลับอย่างยิ่ง เมื่อได้ข่าวว่าจะออกมาผู้คนจึงให้ความสนใจ

             

            “ขอบคุณศิษย์พี่”

             

            “อย่าได้เกรงใจ เชิญศิษย์น้องไปหาท่านรองเจ้าสำนักทางด้านนั้น”กล่าวจบจิ๋นหลี่ก็ชี้มือไปทางผู้อาวุโสที่จับกลุ่มคุยกันอยู่และคนที่จิ๋นหลี่ชี้ไปก็คือ คนที่สวมชุดขุนนางผ้าปักดิ้นลวดลายไก่ฟ้าหลังขาวบ่งบอกถึงตำแหน่งขุนนางบุ๋นขั้นที่ห้าในราชสำนัก

             

            เนื่องจากจักรพรรดิจะเสด็จมายังสำนักยุทธ์หลวงอาจารย์ในสำนักจึงต้องแต่งชุดขุนนางมารับเสด็จแต่หากอาจารย์ท่านใดที่ถูกเชิญมาพิเศษ ไม่มีตำแหน่งขุนนาง ก็จะใส่ชุดอาวุโสในสำนัก

             

            รองเจ้าสำนักนั้นยังดูไม่ชราและไม่คล้ายวัยกลางคน หากให้เดาคงอายุคงไม่เกินสี่สิบปีหน้าตาค่อนข้างมีเอกลักษณ์ตรงที่ใบหน้า ที่ตุ้ยนุ้ยและเปลือกตาของชายผู้นี้แทบจะปิดอยู่เสมอแม้ว่าจะลืมตาก็ตามคล้ายกับคนที่อ้วนจนตัวกลม แต่ตัวของรองเจ้าสำนักกลับผอมบาง ตัวนั้นก็ไม่เตี้ยไม่สูง

             

            หนิงเฟยหลงสาวเท้าก้าวไปอย่างสุภาพ เมื่อไปถึงก็ประสานมือทำความเคารพรองเจ้าสำนักและเหล่าผู้อาวุโส“ท่านรองเจ้าสำนัก ท่านผู้อาวุโส..”

             

            “ซื่อจื่อมาแล้ว ยืนรออยู่กับพวกเราก็แล้วกัน”รองเจ้าสำนักกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ คล้ายไม่ใส่ใจเรื่องนี้เท่าใดนัก

             

            “ขอรับ” รับคำสั่งแล้วชายหนุ่มก็ถอยออกไปร่วมแถว ตั้งแต่พบกันหนิงเฟยหลงรู้สึกไม่ถูกชะตากับรองเจ้าสำนักผู้นี้เท่าใดนักสัญชาตญาณของมันบอกให้ระวังตัว

             

            ยืนรอกว่าครึ่งชั่วยามจึงมองเห็นขบวนกองทหารชุดเกราะเหล็กลายพยัคฆ์ ที่ก้าวเดินมาอย่างพร้อมเพรียงมีขุนพลท่านหนึ่งขี่ม้านำหน้าขบวน ในมือถือทวนยาว ใบหน้าเคร่งขรึม ถัดมาคือคนถือธง‘หู่’ (พยัคฆ์) พลิ้วโบกสะบัดแสดงแสนยานุภาพให้ผู้คนที่พบเห็นได้หวั่นเกรง

             

            ในครั้งนี้กองทหารค่ายพยัคฆ์ได้รับผิดชอบในการอารักขาขบวนเสด็จร่วมกับกองทหารราชองครักษ์หลวง

             

            เมื่อขบวนเสด็จนั้นมาถึงก็มีขันทีเฒ่าคนหนึ่งก้าวออกมารองเจ้าสำนักพลันเดินออกมา

             

            “จ้าวกงกง” รองเจ้าสำนักประสานมือให้ ต่างคนต่างทำความเคารพแก่กันตามมารยาท

             

            “ท่านรองเจ้าสำนักวันนี้ฝ่าบาททรงพระประชวรไม่สามารถร่วมขบวนมาด้วยได้คนที่มาคือองค์ชายสี่” จ้าวกงกงกระซิบข้างหูรองเจ้าสำนักหลังกล่าวเสร็จทั้งสองก็เดินถอยหลังออกจากกัน

             

            “องค์ชายสี่เสด็จแล้ว!” ชายหนุ่มผู้สมอาภรณ์สีเหลืองขลิบทอง เดินออกมาจากรถม้าที่โอ่อ่าพลางกวาดสายตามองฝูงชนด้านหน้า พร้อมเผยสายตาที่ว่างเปล่า

             

            “ฝ่าบาท!!”ผู้คนต่างทำความเคารพอย่างพร้อมเพรียง

             

            “ตามสบาย”  ชายหนุ่มโบกมือขึ้น

             

            “องค์ชายเชิญเสด็จด่านในก่อน” รองเจ้าสำนักผายมือเชิญองค์ชายสี่เข้าไปภายในสำนัก

             

            องค์ชายสี่เดินนำเข้าไปในสำนักตามด้วยเหล่าผู้อาวุโสและราชองครักษ์สีหน้าของหนิงเฟยหลงไม่ค่อยดีอย่างเห็นได้ชัด ใครไม่รู้บ้างว่าองค์ชายสี่มีความเกี่ยวข้องใดกับตระกูลถู?และในการทดสอบ หนิงเฟยหลงพึ่งลงมือทำร้ายคุณชายถู ‘ถูหยงเฮ่า’ ไปในการทดสอบที่สองครั้งนี้อาจนำปัญหามาสู่มันได้

             

            หอโชติช่วง

             

            องค์ชายสี่เดินมาถึงที่ประทับพร้อมด้วยเหล่าผู้อาวุโสและศิษย์สำคัญจำนวนหนึ่ง จ้าวกงกงก็นำราชโองการมาให้องค์ชาย

             

            “ราชโองการ!” สิ้นเสียงผู้คนต่างคุกเข่าลงรอรับราชโองการ

             

            “แต่งตั้งหนิงเฟยหลง ทายาทเป่าเฉิงโหว เป็นขุนนางขั้นหกตำแหน่งรองแม่ทัพชายแดนตะวันออก และมอบป้ายหยกกระบี่หอคัมภีร์ยุทธ์หลวงสามารถเข้า-ออกได้ตลอด จบราชโองการ”

             

            “น้อมรับราชโองการ ขอบพระทัยฝ่าบาท” หนิงเฟยหลงถวายบังคมหนึ่งคราแล้วรับราชโองการไป

             

            ทว่าไม่ทันที่ชายหนุ่มจะได้รับราชโองการจากองค์ชายสี่ก็มีเสียงหนึ่งดังขึ้น

             

            “ช้าก่อน! องค์ชายกระหม่อมมีเรื่องจะฟ้องร้อง...”เมื่อมองไปก็พบถูลู่หลิ่งที่กำลังจะร้องขอความเป็นธรรม

             

            “ถูลู่หลิ่งเจ้ามีเรื่องใด ก็ค่อยกล่าวหลังเสร็จสิ้นพิธีไม่ได้หรือ?หรือว่าเจ้ามีมีเรื่องสำคัญใดเป็นพิเศษ” รองเจ้าสำนักกล่าวตักเตือนทว่าสายตากลับมองไปที่หนิงเฟยหลง

             

            “เจ้าแก่นี่ร้ายกาจนัก ทำทีเหมือนจะช่วยแต่กลับจงใจหาเรื่อง”ชายหนุ่มอดคิดขึ้นไม่ได้

             

            องค์ชายสี่เบือนหน้าไปมองถูลู่หลิ่งแล้วพยักหน้าให้เป็นการส่งสัญญาณให้เริ่มฟ้องร้องได้

             

            “หนิงเฟยหลงนั้น เป็นผู้มีจิตใจโหดเหี้ยม ไม่มีคุณธรรมสังหารลูกพี่ลูกน้องของตน และยังทำร้ายผู้เข้าร่วมทดสอบบาดเจ็บสาหัสบุคคลเช่นนี้ไม่สมควรเป็นขุนนางรับใช้บ้านเมือง..”

             

            “เรื่องนี้เป็นจริงหรือไม่?” องค์ชายสี่แสร้งหันมาถามรองเจ้าสำนักทำท่าทีสงสัยเพื่อไม่เกิดข้อพิรุธขึ้น

             

              “เรื่องนี้ย่อมเป็นเรื่องจริงถูลู่หลิ่งได้รับมอบหมายให้ควบคุมดูแลการทดสอบ คำพูดของเขาย่อมเชื่อถือได้”รองเจ้าสำนักเอ่ยตอบพร้อมกล่าวเสริม

     

              องค์ชายสี่กลับมามองชายที่อยู่เบื้องหน้าด้วยสายตาที่ไม่เป็นมิตรเท่าใดนักแล้วจึงว่า “เจ้าไม่สมควรได้เป็นขุนนางจริง ๆ ความโหดเหี้ยมและไร้คุณธรรม ย่อมไม่เป็นที่ยอมรับของขุนนางและผู้คนเจ้ามีข้อแก้ต่างใดหรือไม่?”

     

              “องค์ชายกระหม่อมมีข้อโต้แย้งอนึ่งการทดสอบในครั้งที่สองไม่ได้แจ้งว่า ห้ามต่อสู้กันจนบาดเจ็บสาหัส...”

     

              “แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าเจ้าจะต้องลงมืออย่างโหดเหี้ยม!” ถูลู่หลิ่งกล่าวแทรกแย้งออกมา

     

              “แล้วสรุปว่าข้าทำผิดกฎเกณฑ์หรือไม่?”หนิงเฟยหลงกล่าวถามด้วยสีหน้าเรียบเฉย ทว่าน้ำเสียงกลับจริงจัง พลางกวาดสายตามองไปยังผู้คนในห้องโถงนั้นด้วยสายตาที่บ่งบอกถึงไร้ความผิดบ่งบอกว่าตนเป็นผู้ถูกใส่ร้าย ซึ่งก็เป็นเช่นนั้นจริง ๆ

     

              ถูลู่หลิ่งเห็นดังนั้นก็กัดฟันกรอด! “เจ้าเด็กบัดสบ!” มันลอบสบถด่าชายหนุ่มอยู่ภายในใจ

     

              “นั่นย่อมไม่ผิดแต่การที่เจ้าลงมือเกินกว่าเหตุจะกล่าวโต้แย้งอย่างไร?”รองสำนักเห็นว่าถูลู่หลิ่งเงียบไปตนเองก็กล่าวเสริมแทนช่างเป็นการกล่าวว่าร้ายอย่างสมบูรณ์แบบ

     

              “อย่างไรเสียข้าคงต้องยอมรับหากว่า  ท่านจะให้ข้าผิดให้ได้ คนเราย่อมผิดพลาดกันได้การต่อสู้ก็ยิ่งมีข้อผิดพลาดมากมาย ท่านคิดเช่นนั้นหรือไม่?”ชายหนุ่มเอ่ยตอบพลางมองไปที่รองเจ้าสำนักด้วยสายตาที่เย็นชา

     

              รองเจ้าสำนักเห็นสายตาเช่นนั้นก็อดหรี่ตาแคบลงกว่าเดิมไม่ได้นัยน์ตานั้นแฝงไปด้วยจิตสังหารที่คุกรุ่น ประกายเยียบเย็นถูกแผ่ออกมาบรรยากาศก็เริ่มเคร่งเครียด

     

            ใครจะคาดว่า เหตุการณ์ดี ๆในวันนี้ จะยุ่งยากเช่นนี้ อยู่ๆรองเจ้าสำนักและผู้อาวุโสต่างร่วมมือกันเล่นงาน บุคคลที่ควรจะได้รับการยกย่องในอนาคตชายหนุ่มผู้นี้ย่อมต้องเป็นความภาคภูมิใจของสำนัก แต่การกระทำในวันนี้ของพวกมันคล้ายจงใจจะสร้างปัญหาให้ชายหนุ่มผู้เป็นอนาคตของสำนักผู้นี้

             

            “ไร้สัมมาคารวะสิ้นดี! ท่านรองเจ้าสำนักอุตส่าห์เห็นถึงความเยาว์ของเจ้าจึงคิดที่จะสั่งสอนให้สำนึกไม่เพียงเจ้าไม่สำนึกกลับยอกย้อน” ถูลู่หลิ่งกล่าวขึ้นด้วยโทสะกล่าวจู่โจมชายหนุ่มอย่างรวดเร็วและเรียกร้องต่อองค์ชายสี่ต่อ “องค์ชายกระหม่อมขอให้พระองค์ช่วยเป็นตัวแทนพวกกระหม่อมถวายฎีกาให้กับองค์จักรพรรดิเรียกคืนราชโองการ และจับกุมหนิงเฟยหลงเพื่อรอราชโองการฉบับใหม่ด้วยพะยะค่ะ”

             

            “ขอองค์ชายเป็นตัวแทนของพวกกระหม่อมด้วย!!”ผู้อาวุโสส่วนหนึ่งต่างคุกเข่าลงเรียกร้องให้องค์ชายเป็นตัวแทนของพวกมัน

             

            องค์ชายสี่เห็นว่าสมความประสงค์แล้วจึงว่า “ดี!เช่นนั้นข้าจะเป็นตัวแทนของพวกท่านนำเรื่องนี้ไปกราบทูลเสด็จพ่อและจะถวายฎีกาที่เกี่ยวกับข้อเรียกร้องนี้ พวกเจ้าเห็นว่าอย่างไร?ส่วนเรื่องจับกุม...”

             

            “พวกกระหม่อมเห็นด้วยพะยะค่ะ”

             

            “สารเลว!ข้าทำตามกฎถึงเพียงนี้ พวกเจ้ายังหาว่าข้าผิด เช่นนั้นข้าก็คงไม่ต้องเกรงใจแล้ว!”กล่าวจบราชโองการและป้ายหยกกระบี่ก็หายไปจากมือขององค์ชายสี่และจ้าวกงกงแล้วสองสิ่งนั้นปรากฏอยู่บนฝ่ามือของชายหนุ่มตั้งแต่เมื่อใดไม่มีใครรู้เพียงรู้ตัวอีกทีมันก็ไม่อยู่แล้ว

             

            หนิงเฟยหลงเคลื่อนตัวโดยใช้ก้าวย่างชมจันทร์หายไปจากโถงหอโชติช่วงอย่างไร้ร่องรอยผู้คนในโถงนั้นต่างตื่นตกใจเมื่อพวกมันไม่เห็นชายหนุ่มที่เคยยืนอยู่ต่อหน้าพวกมันแล้ว “มันไปที่ใด...?”

             

            เมื่อหนิงเฟยหลงออกมาถึงหน้าหอเหล่าทหารราชองครักษ์หลวงก็เข้ามาล้อมจับทันที

             

            ไม่นานองค์ชายสี่ก็มีคำสั่งให้จับตัวหนิงเฟยหลง รองเจ้าสำนักนำพาผู้อาวุโสและศิษย์ในสำนักตามจับกุม ร่วมกับทหารราชองครักษ์

             

            หนิงเฟยหลงใช้ร่างลมหวนร่วมกับก้าวย่างชมจันทร์ทะยานขึ้นบนอากาศเพียงพริบตาก็ไปปรากฏบนอากาศห่างออกไปอีกสามสิบจั้ง

             

            “นั่น!เรื่องจริง...?”ฝูงชนต่างพึมพำออกมาไม่คิดว่าชายหนุ่มผู้นี้จะเก่งกาจวิชาตัวเบาถึงเพียงนี้ ไม่เท่านี้มันยังอยู่แค่ขั้นที่สองเท่านั้นไม่เคยปรากฏว่าจะมีวิชาตัวเบาร้ายกาจถึงเพียงนี้มาก่อน เพียงพริบตาก็โผล่ไปไกลแล้วแม้แต่ระดับแก่นแท้พลังก็ไม่แน่ว่าจะทำได้หากแข่งในเรื่องความเร็วพวกมันคงต้องพ่ายให้กับชายหนุ่มอย่างไม่ต้องสงสัย

             

            ทหารราชองครักษ์กว่าพันนายไล่ตามหนิงเฟยหลงไป รองเจ้าสำนักมองดูอยู่ชั่วครู่แล้วจึงออกคำสั่ง! “ถูลู่หลิ่งเจ้านำผู้อาวุโสของสำนักไล่ตามมันไป จับตัวมาให้ได้!”กล่าวจบสายตาของมันก็พลันเย็นเยียบ!

             

            กองทหารและสำนักยุทธ์หลวงไล่ล่าจึงไม่ง่ายที่ชายหนุ่มจะหนีไปได้ และที่ที่หนิงเฟยหลงจะไปก็คือจวนอ๋องเพื่อนเก่าของมัน อี้อ๋องนั่นเอง

             

            ทว่าระหว่างทางจะต้องหลบหลีกการโจมตีไปมา จึงเสียเวลาอยู่มากใบหน้าปรากฏร่องรอยของความเหนื่อยล้า สีหน้าก็ดำคล้ำ “ไม่รู้ว่าเสี่ยวหวงจะอยู่จวนหรือไม่? แต่เราคงต้องไปที่นั่นก่อน เพื่อหลบหลีกให้พ้นภัยไม่เช่นนั้นก็ต้องยอมรับข้อหา รองเจ้าสำนักตาปิดนั่น สารเลวนัก!”แววตาของมันปรากฏดวงไฟลุกโชนอยู่ไม่น้อย

             

            หนิงเฟยหลงถูกไล่ล่าตั้งแต่สำนักยุทธ์หลวงจนถึงกำแพงเมืองชั้นสองค่อนข้างเหนื่อยล้าแล้วระหว่างทางเข้าประตูแต่ละชั้นมันสามารถเข้าไปอย่างง่ายดาย ด้วยฐานะซื่อจื่อพอเข้ามาถึงชั้นที่สองมันก็รีบตรงดิ่งไปยิ่งพื้นที่ของเชื้อพระวงศ์ทันที

             

            ในยามนี้ชายหนุ่มหนีสุดชีวิตแม้จะเก็บซ่อนพลังก็ตามแต่การหลบหนีก็ถือว่าไม่ยากเย็น คนส่วนใหญ่ที่มีฝีมือติดตามมา จะมีพลังยุทธ์อยู่ระดับกำเนิดพลังทั้งสิ้นจะมีเพียงถูลู่หลิ่งและผู้อาวุโสอีกห้าคนที่อยู่กำเนิดพลังขั้นปลายที่พอจะติดตามชายหนุ่มได้อย่างกระชั้นชิดที่เหลือย่อมไม่อาจทำสิ่งใดได้เลย

             

            ..........

             

            จวนอี้อ๋อง

             

            ทหารองครักษ์กวาดตามองด้วยสายตาที่เย็นชาเมื่อเห็นหนิงเฟยหลงในสภาพทุลักทุเล เสื้อผ้าและทรงผมก็ดูยุ่งเหยิงทว่ายังคงมีความหล่อเหลาให้เห็นอยู่ “หยุด! ผู้มาเป็นใคร? ที่นี่เป็นจวนอ๋องเข้ามาโดยพละการมีโทษถึงประหาร!”องครักษ์หน้าประตูจวนกล่าวออกอย่างไม่หวั่นเกรง ใบหน้าดุดัน!

             

            “ข้ามีเรื่องอยากขอเข้าพบอี้อ๋องโดยด่วน พวกเจ้ารีบไปแจ้งข้าคือซื่อจื่อเป่าเฉิงโหว หนิงเฟยหลง!”

             

            “ซื่อจื่อเป่าเฉิงโหว? นี่เจ้ากำลังล้อข้าเล่นอยู่หรือไม่?เหตุใดซื่อจื่อของจวนโหวถึงมีสภาพเช่นนี้ได้ ยากจะเชื่อ จะไปไหนก็ไปอย่ามาขวางหน้าจวน!” องครักษ์ยังคงมองด้วยสายตาที่เย็นชาที่แตกต่างจากก่อนหน้าคือมันเริ่มมองชายหนุ่มด้วยสายตาที่เหยียดหยาม

             

            หนิงเฟยหลงไม่ได้กล่าวตอบโต้ตอนนี้ไม่เหลือเวลาแล้ว อย่างนั้นก็เช่นนี้เถอะ!ชายหนุ่มกระโจนเข้าไปในจวนอย่างไม่รีรอทหารองครักษ์เรียกระดมทหารไล่จับหนิงเฟยหลงเข้าไปในจวน

             

            ชายหนุ่มเมื่อเข้ามาได้ก็รีบตรงไปยังตึกหลัก “เสี่ยวหวง เสี่ยวหวง! ท่านอยู่หรือไม่? เพื่อนของท่านกำลังลำบากแล้ว!”

             

            แอ๊ด... เสียงประตูจากภายในตึกดังขึ้น “เสี่ยวหลงเจ้ามาได้อย่างไร?” ชายหนุ่มผู้หนึ่งก้าวออกมาจากภายในห้องใบหน้าประดับด้วยรอยยิ้มอย่างอ่อนโยน

             

            หนิงเฟยหลงยิ้มอย่างขมขื่น “เสี่ยวหวงนี่ไม่ใช่เวลามาเย้าข้าแล้ว ตอนนี้องค์ชายสี่ได้มีคำสั่งให้กุมตัวข้าไว้ข้าหนีออกมาจากสำนักยุทธ์หลวง...”

             

            “เจ้าว่าอะไรนะ!!!!” เยว่หวงได้ฟังก็ตกใจเป็นอันมาก มันไม่คิดว่าเรื่องงจะใหญ่ถึงเพียงนี้

             

            “เจ้าจะให้ข้าช่วยอย่างไร?” เยว่หวงอย่างกระวนกระวาย

             

            “ท่านใจเย็นก่อน ขอเพียงองค์รัชทายาทออกหน้า เรื่องในวันนี้คงไม่บานปลายท่านช่วยส่งคนไปเชิญองค์รัชทายาทมาได้หรือไม่? ส่วนเรื่องราวที่เหลือข้าจะทยอยเล่าให้ท่านฟัง”

             

            เยว่หวงพยักหน้าตอบรับสีหน้ามีความกังวลเล็กน้อย “ทหาร!ปิดประตูจวนเรียกระดมทหารในจวนมารอรับคำสั่ง!”

             

            “ขอรับ!”

             

            ไม่นานทหารในจวนอ๋องกว่าห้าร้อยนายก็ได้มาประจำการอยู่หน้าตึกเยว่หวงจัดสรรกำลังคนให้อยู่ประจำจุดแล้วส่งขันทีคนสนิทของตนไปทูลเชิญองค์รัชทายาทมายังจวนอี้อ๋องตามคำขอของหนิงเฟยหลง

             

    คล้ายกับเรื่องชะตาฟ้าลิขิตสวรรค์ ที่คุณอ่าน