78 : โลกอันแสนโหดร้าย
“นายก็เหมือนกันเหรอ”
เด็กชายคนหนึ่งเอ่ยทักคนที่อยู่ในซอยสกปรกแห่งหนึ่ง ถึงจะเต็มไปด้วยขยะและส่งกลิ่นเหม็นเน่า แต่ก็เป็นที่เดียวที่สามารถซ่อนตัวให้พ้นจากสายตาคนอื่นได้ ซึ่งอาจเป็นข้อยกเว้นสำหรับเด็กชายคนนี้
เด็กอายุราวแปดขวบนั่งหลบอยู่หลังถังขยะ ตามตัวมีรอยช้ำและผ้าพันแผลที่พันรอบดวงตาข้างซ้าย อั๊คเงยหน้ามองเด็กคนที่ทักนั้นที่อายุน่าจะพอๆ กับเขา แต่ตัวใหญ่กว่า สภาพเหมือนเพิ่งไปมีเรื่องกับใครมา ตรงมุมปากมีรอยแผลอันเกิดจากการถูกชก ในมือข้างหนึ่งถือเศษผ้าเหมือนเคยเป็นเสื้อของใครบางคนมาก่อน
เขามีรอยยิ้มแบบเด็กมีปัญหา เตรียมพร้อมจะมีเรื่องตลอดเวลาอย่างไม่สนใจบาดแผลที่ได้รับ
“...เหมือนกัน? เรื่องอะไร” อั๊คถามกลับ เริ่มไม่พอใจที่จู่ๆก็มีคนรุกล้ำเข้ามาในที่ซ่อนของตน แล้วต้องลุกยืนเพื่อไม่ให้อีกฝ่ายมายืนค้ำหัวตน
“นายน่ะ ก็ถูกทิ้งมาเหมือนกันใช่มั้ยล่ะ” เด็กชายพูดด้วยน้ำเสียงเหมือนเป็นเรื่องธรรมดา แต่สำหรับอั๊คแล้ว มันคือชนวนจุดความโกรธให้พุ่งขึ้น กำปั้นเล็กพุ่งเข้าใส่หน้าคนพูดทันที แต่คนถูกต่อยกลับยืนเฉยเหมือนไม่รู้ถึงความเจ็บที่ได้รับ เขาทำตรงกันข้ามด้วยการระเบิดหัวเราะออกมาจนอั๊คผงะถอย
“เป็นไรล่ะ ต่อยอีกสิ ฉันทำนายโกรธไม่ใช่เหรอ” อีกฝ่ายยังคงท้าทาย “ยังไงก็ไม่มีใครต้องการฉันอยู่แล้วนี่ ถ้าฉันจะตายไปอีกสักคน จะเป็นไรไป” สิ้นคำก็ปล่อยหัวเราะออกมาอีก พลางยกมือข้างที่ถือเศษผ้าขึ้นมากำไว้บนหน้าผาก อั๊คเห็นหยดน้ำร่วงลงมา จึงมองขึ้นฟ้าคิดว่าฝนคงตก แต่ท้องฟ้ายังคงปลอดโปร่งไร้วี่แววของฝน ทั้งที่อั๊คเห็นน้ำจำนวนมากไหลไปตามหน้าของเด็กชายที่ยังยืนหัวเราะอยู่แท้ๆ
อั๊คใช้เวลาทำความเข้าใจสักพักถึงได้รู้ แล้วต้องนิ่วหน้า กำมือแน่น ปล่อยให้เด็กชายที่เพิ่งรู้จักร้องไห้ต่อไป นาน...ตราบจนน้ำตานั้นเหือดแห้ง อีกฝ่ายก็พูดขึ้นมาอีก
“ฉันชื่อธุม แล้วนายล่ะ”
“...อั๊ค”
“แล้วนั่นน่ะ ฝีมือใครล่ะ”
อั๊คกำมือแน่นยิ่งขึ้นไปอีก เมื่อธุมถามถึงเรื่องแผลบนตาซ้าย แต่เขาก็ยอมตอบ “พ่อน่ะ”
“เหรอ” ธุมพยักหน้าตอบรับเหมือนเป็นเรื่องปกติ ไม่มีแม้แต่ความตกใจ
“แล้วนายล่ะ” อั๊คถามกลับ ชี้ไปที่ผ้าที่ธุมถืออยู่ “นั่นน่ะ ของใครเหรอ”
“น้องชายน่ะ...ป่วยตายไปเมื่อสามวันก่อนนี้เอง”
อั๊คเงียบไปอีกครั้ง ไม่มีแม้แต่คำปลอบใจให้ และธุมเองก็ไม่ต้องการให้เขาแสดงความสงสารออกมาเช่นกัน เพราะต่างฝ่ายต่างรู้ดี...
พวกเขาเจ็บเกินกว่าจะปลอบใครอื่นได้อีกแล้ว
มีเสียงหัวเราะดังออกมาจากนอกซอย เรียกความสนใจเด็กทั้งสองให้มองออกไป เห็นแสงสว่างเจิดจ้าไปทั่วท้องถนน ผู้คนเดินผ่านไปมาราวกับจะไม่รู้ถึงตัวตนของเด็กสองคน
ธุมเหม่อมองอยู่ครู่หนึ่งค่อยพูดพร้อมกับรอยยิ้ม “โลกนี้นี่มัน...โหดร้ายดีเนอะ”
อั๊คเห็นคนคุยกัน ยิ้มให้กัน ไม่มีใครสนใจซอยอันแสนสกปรกแห่งนี้ ที่แม้แต่แสงยังส่องมาไม่ถึง...ได้มีชีวิต มีรอยยิ้มให้แก่กัน แต่ล่ะคนที่อั๊คเห็นช่างดูมีความสุขกันเหลือเกิน
แล้วอั๊คก็ตอบรับคำพูดของธุม ด้วยเสียงราวกับพึมพำกับตัวเองอยู่
“อืม โหดร้ายจริงๆ”
โลกนี้มันโหดร้าย
เด็กหนุ่มจับผ้าที่ใช้โพกหัวตัวเอง นึกย้อนถึงอดีตระหว่างรอให้คนของตนัยไปทำธุระ ในขณะที่ตัวเองยืนรอพิงรั้วกำแพงของโรงแรมแห่งหนึ่ง ซึ่งบัดนี้ร้างผู้คน ด้วยคนส่วนใหญ่เข้าใจว่าจะเกิดคลื่นยักษ์เข้าซัดเมือง ทำให้พวกเขาพากันหนีไป นับเป็นเรื่องยุ่งยากอีกอย่าง เพราะมันทำให้เขาจัดการธุระที่ว่าได้ช้าลง
“ยังหาไม่เจอสักคนรึไง” ธุมถามชายหนุ่มในชุดสูทคนหนึ่งที่ยืนรอกับเขา คนพวกนี้โทรติดต่อหากันรายงานความคืบหน้าอยู่ตลอดเวลาอยู่แล้ว
“จริงๆ จะใช้พวกแกสักคนก็ได้แท้ๆ ทำเรื่องให้มันยุ่งยากนักเชียว กับอีแค่ตามหาคนใจบาปเนี่ย” ธุมหงุดหงิดที่ไม่ได้ไปอยู่ร่วมเคียงข้างเพื่อน
เด็กหนุ่มกอดอกแน่น สีหน้าคล้ายอยากระเบิดอารมณ์เต็มที ทำให้คนอยู่ด้วยแอบหวั่นใจว่าหากเขาเบื่อจนทนไม่ไหวขึ้นมา ตัวเองจะกลายเป็นที่รองรับอารมณ์นั้นหรือไม่
ขณะคิดเช่นนั้น โทรศัพท์มือถือของชายหนุ่มก็ร้องขึ้นพอดี ช่วยยืดชีวิตให้ยาวต่อไปอีก
ธุมเห็นว่ามีความคืบหน้าบ้างก็พอจะเบาใจไปได้ ทว่าจากระยะสายตาการมองเห็นไปเจอจุดผิดสังเกตบนเขาที่พวกอั๊คอยู่เข้า เมื่อป่าส่วนหนึ่งบนนั้นเกิดไฟลุกลามขึ้นมาเป็นวงกว้างเห็นได้ชัดแม้มองจากตรงนี้ บ่งบอกว่าที่นั่นต้องมีเรื่องเกิดขึ้นอย่างแน่นอน ถึงยังไม่รู้ว่าไฟนั่นเป็นฝีมือใคร แต่ก็เกินพอที่จะทำให้ธุมร้อนใจจนทนรอไม่ไหวอีก
“พวกนั้นเจอคนที่ต้องการแล้วใช่มั้ย” ธุมกระชากคอเสื้อคนข้างตัวมาถาม พอเห็นอีกฝ่ายรีบพยักหน้าก็พูดต่อว่า “บอกไป ถ้าไม่อยากตายก็ตามฉันมาให้ทัน เพราะฉันจะไม่รอเฉยๆ ตรงนี้แล้ว!”
เปลวเพลิงแผดเผาล้อมรอบ ส่งผลให้อากาศอบอ้าวในป่ายิ่งทวีความร้อนยิ่งขึ้น แต่มันกลับไม่ลามไปที่อื่นราวกับจะขังเด็กจำนวนหนึ่งที่กำลังโรมรันเข้าหากันไว้ภายใน หากมีเพียงสองคนเท่านั้นที่อยู่รอบนอก เพราะหนีออกมาได้ทัน
เด็กหนุ่มผมดำแซมทองต้องลากเด็กสาวอีกคนให้ตามมาด้วย ซึ่งเธอขัดขืนคิดอยากจะกระโจนเข้าไปในกองไฟเสียให้ได้
“ปล่อยนะพี่ทิน ฉันไม่ปล่อยให้เอลมันสู้อยู่ในนั้นคนเดียวหรอก” เพียวส่งเสียงแหลมดัง พยายามขืนตัวเต็มที่
“คนเดียวที่ไหน เห็นอยู่ว่ามีเจ้าเตี้ยกับคนอื่นอีก” ทินแย้งหน้าตาย ก่อนกระชากเพียวเข้ามาใกล้ พลางตีหน้าจริงจังอย่างที่เพียวไม่เคยเห็นมาก่อนจนเธอนึกกลัว พูดเสียงชัด “เธออยู่ในนั้น ก็เป็นได้แค่ตัวถ่วงเท่านั้น”
ตัวถ่วง คำนี้ตีใส่หน้าเพียวอย่างจัง เป็นคำต้องห้ามที่เธอพยายามไม่คิดมาตลอด รู้ดีว่าตัวเองเป็นอย่างที่ว่ามา ไม่อาจช่วยเพื่อนสู้ได้ เพราะเป็นเพียงคนธรรมดา ต้องบอกว่าโชคดีแค่ไหนแล้วที่เธอมีโอกาสหนีออกมาได้ก่อน
เพียวหวนนึกถึงรอยยิ้มของเอลยามผลักตนกับพี่ทินออกมา ก่อนจะถูกม่านไฟกั้นไว้ ฝืนบอกตัวเองว่านั่นไม่ได้หมายถึงการจากลา ต้องไม่ใช่!
แล้วเพียวก็ทรุดลงไปนั่งกับพื้น เด็ดใบเขียวที่ปกคลุมบนหน้าดินแบบระบายอารมณ์ที่ตัวเองไม่อาจทำอะไรได้เลย
“จะนั่งอีกนานมั้ย” ทินถาม
“แล้วจะให้ทำไงล่ะ!” เพียวแหวใส่ ไม่คิดเกรงใจพี่ของเพื่อนอยู่แล้ว “ถ้าหากมาถึงตรงนี้แล้ว ทำอะไรไม่ได้ล่ะก็ อย่างน้อยก็ขอรออยู่ใกล้ๆ ก็ยังดี”
ทินถอนหายใจเฮือกใหญ่ให้เพียวได้ยินว่าเขาเอือมเธออยู่ชัดๆแบบไม่ไว้หน้ากันเลยทีเดียว จนเพียวเผลอคิดไปว่าหากฆ่าพี่ของเพื่อนทิ้งหมกป่าจะเป็นไรไหม ในเมื่อทินทำเหมือนรู้ดีไปหมดทุกอย่างจนน่าหมั่นไส้
“ถ้าเธอจะนั่งอยู่ตรงนี้ ได้เป็นตัวถ่วงของจริงแน่”
“ก็พี่ทินบอกเองนี่ ว่าฉันมันตัวถ่วง” เพียวเถียงกลับ
“พี่หมายถึงถ้ายังอยู่ในนั้นต่างหาก” ทินชี้ไปตรงไฟ “แต่ถ้าออกมาแล้วก็มีเรื่องที่ยังทำได้อยู่นี่” แล้วเขาก็ยื่นมือไปหาอีกฝ่ายที่เหมือนยังไม่เข้าใจ “ยังมีเพื่อนอีกคนที่ต้องไปช่วยไม่ใช่เหรอ”
ตอนแรกเพียวเข้าใจว่าทินหมายถึงเนียร์ แต่อีกความคิดหนึ่งก็เข้าแทรกขึ้นมาทันที จนเข้าใจว่าเขาหมายถึงใคร
“โม!”
ส่วนข้างในวงล้อมแห่งไฟที่อั๊คเป็นคนสร้างขึ้นนั้น เหล่าสองผู้ใช้ไม้ โชลและวาลต่างควบคุมต้นไม้ที่มีอยู่เข้าจู่โจมเอม ผู้ใช้ไม้แห่งโรงเรียนเทพาพิทักษ์ หลายต้นถอนตัวขึ้นมาจากพื้นจนเกิดหลุมกว้างหลายหลุม ก่อนเข้าขยับฟาดฟันใส่คู่ต่อสู้ไม่ยั้ง ไม้ปะทะไม้ เปลือกกะเทาะแตกกระจายทุกครั้งที่พวกมันกระแทกใส่กัน
เอมที่ถูกรุม ได้ดีมเข้ามาช่วย เด็กหนุ่มผู้ใช้ลมคอยช่วยกันแขนไม้หนาที่ตรงเข้าใส่เอม และผลักจนกระเด็นกลับไปหาเจ้าของ โชลกับวาลรีบกระโดดแยกเป็นสองฝั่ง หลบต้นไม้ใหญ่ที่ถูกซัดมาล้มโครมคั่นกลางระหว่างจุดที่พวกเขายืนอยู่เมื่อครู่
“ไม่เป็นไรใช่มั้ยครับ” โชลที่ยันตัวลุกเอ่ยถามเด็กสาวที่อยู่อีกด้านหนึ่งของต้นไม้ที่นอนขวาง
วาลไม่ได้ตอบ แต่รีบวางมือลงบนลำต้นข้างตัว ส่งผลให้ด้านฝั่งตรงข้ามที่เธอสัมผัสมีกิ่งไม้ที่ถูกสร้างขึ้นมายืดยาวพุ่งออกไปผ่านหน้าโชลพอดี และทันใดนั้นเองกิ่งไม้นั้นก็ถูกเฉือนเนื้อไม้บาดลึกสองรอยด้วยกัน ราวกับต้องของมีคม
วาลหันกลับไปทางคู่ต่อสู้ เจอดีมส่งยิ้มลอยหน้าลอยตาอยู่บนต้นไม้ที่เอมควบคุมอยู่มาให้ ก่อนทั้งสี่คนเข้าปะทะกันอีกครั้ง
ขณะใจกลางเปลวเพลิงที่ล้อมรอบ เด็กหนุ่มผู้ใช้ไฟทั้งสองคนเข้าสู้กันอยู่ ทางฝ่ายฟิวส์มีเด็กสาวรัดผมแกละต่ำเข้าช่วยด้วย
ลูกไฟดวงใหญ่ปรากฏขึ้นในมืออั๊คก่อนจะขว้างไปทางฟิวส์ หากแส้เส้นสีน้ำตาลเหลือบเขียวก็เข้าพันรัดข้อมืออั๊คและดึงเบี่ยงไปอีกทางเสียก่อน ทำให้ไฟนั้นคลาดเป้า เกลสะบัดแส้ในมือตนแล้วเชือกยาวนั้นก็ปล่อยอีกฝ่ายกลับมาหาเธออยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะหวดไปทางเด็กหนุ่มอีกครั้งอย่างไม่ออมแรง แต่อั๊คก็กระโดดขึ้นสูงหลบปลายแส้นั้นได้ หากยังคงไม่พ้น เมื่อฟิวส์กระโดดขึ้นตามอยู่ในระดับสูงกว่า สองมือประสานเงื้อขึ้นกระแทกอีกฝ่ายให้ลงกระแทกพื้นเบื้องล่างอย่างแรง
เลียนที่อยู่ไม่ไกลจากตรงนั้นคิดจะเข้าไปช่วย แต่อั๊คกลับตะโกนห้ามเสียก่อน
“อยู่ตรงนั้นเถอะ ฉันไม่เป็นไร”
เลียนกลั้นใจไปพักหนึ่ง แล้วถอยกลับไปตามคำบอก เฝ้ามองอั๊คสู้กับฟิวส์และเกลอีกครั้ง แม้ใจอยากเข้าไปช่วยมาแค่ไหน ก็ทำได้เพียงรออยู่ตรงนี้ เพราะเธอนั้นอ่อนแอ จึงถูกปกป้องเสมอมา เป็นเช่นนั้นมาตั้งแต่ยังเด็ก
เด็กสาวก้มหน้ามองมือตน และเงยหน้าขึ้นมองการต่อสู้ของเพื่อนๆต่อไป
หลังตึกเรียนสองชั้นเก่าขาดการดูแล และไม่ค่อยมีเด็กคนไหนคิดมาแถวนี้ ยิ่งเป็นครูยิ่งไม่ต้องพูดถึง จึงเป็นแหล่งชั้นดีสำหรับการคิดทำอะไรในที่ลับตา อย่างเช่นการกลั่นแกล้งใครสักคน ทว่า...เด็กผู้ชายหลายคนในระดับชั้นสูงกว่ากลับถูกเด็กผู้ชายเพียงสามคนที่อายุน้อยกว่าไล่กลับไป บ่งบอกถึงฝีมือที่เหนือกว่า แล้วสามคนนั้นก็ยืนค้ำหัวมองคนที่พวกเขาเข้าช่วย
ร่างเล็กยิ่งมุดตัวเหมือนคิดจะจมตัวเองให้หายเข้าไปในกำแพง บาดแผลตามตัวยังเจ็บช้ำจากการถูกซ้อม และเธอก็ไม่อยากจะต้องโดนอีก
“โห นึกว่าลูกหมาที่ไหนถูกทิ้งมาซะอีก” เด็กชายท่าทางนักเลงพูด ตรงคอมีผ้าผูกไว้คล้ายผ้าพันคอ ทั้งที่อากาศไม่ได้หนาว
“เห เสียงเล็กๆแบบลูกหมาเมื่อกี้นี้เป็นเธอเองเหรอเนี่ย” เด็กชายอีกคนยื่นหน้าเข้าไปใกล้ มองด้วยความอยากรู้อยากเห็นแบบไม่ปิดบัง ยิ่งทำให้อีกฝ่ายซุกหน้าลงกับเข่าตัวเองหนีจากสายตาของเขา ตัวสั่นด้วยความหวาดกลัว
แต่แล้วสองคนนั้นก็ถูกดึงให้ถอยห่างออกมา เผยให้เห็นเด็กชายคนสุดท้ายซึ่งมีผ้าพันแผลปิดดวงตาซ้าย
“ฉันว่าพวกนายทำเธอกลัวนะ”
“หา! แต่พวกเราช่วยเธอไว้นี่” คนที่ดูใสซื่อสุดถามอย่างไม่เข้าใจ “ถ้าจะกลัว ฉันว่ากลัวไม่นายก็ธุมมากกว่านา ฉันออกจะตัวสะอาดสะอ้าน ไม่มีผ้าพันแผลดูน่ากลัวกับผ้าสกปรกๆ รอบคอนั่น”
ร่างที่ซุกตัวอยู่สะดุ้งโหยง เมื่อได้ยินเสียงตบหัว เด็กคนนั้นร้องคราง
“ให้พูดกี่ครั้งถึงจะจำว่านั่นมันของน้องชายฉัน ไอ้ดีม”
กิ๊งก่อง!
เสียงออดดังขึ้นเรียกความสนใจทั้งสี่คน
“หวา ต้องกลับไปเรียนอีกแล้วเหรอเนี่ย” ดีมครวญ และเดินออกไปพร้อมกับธุม มีเพียงเด็กชายที่มีแผลตรงตาเท่านั้นที่ยังอยู่ตรงหน้าเธอ ดวงตาข้างขวาที่เหลือเพียงข้างเดียวหันมาสบตากับร่างเล็กที่คอยมองลอดผ่านเส้นผมยาว
“จะไปมั้ย เธอคงไม่อยากหนีเรียนหรอก เกิดมีคนแจ้งผู้ปกครองขึ้นมาคงยิ่งลำบาก” เขาพูดเสียงเรียบ ไม่ได้บ่งบอกว่าเป็นห่วงแต่อย่างใด “แล้วเธอชื่ออะไรล่ะ ฉันชื่ออั๊ค”
เธอไม่ได้ตอบ แต่ใช้นิ้วเขี่ยดินบนพื้นแทน เป็นตัวขยุกขยุยอ่านได้ว่า ‘เลียน’
“เหรอ เลียนเหรอ วันหลังถ้าโดนใครแกล้งอีก มาบอกฉันล่ะกัน...ถ้าอยากให้ช่วยล่ะก็” อั๊คว่า ก่อนจะเดินตามเพื่อนอีกสองคนไป หากก้าวไปได้เพียงครึ่งก้าวก็ต้องหยุด เมื่อมีมือเล็กๆ ของอีกคนคว้าขากางเกงไว้ ทำให้อั๊คเหลือบมองไปยังร่างเล็กนั้นอีกครั้ง
“ทำไม...ถึงช่วยล่ะ”
เป็นครั้งแรกที่อั๊คได้ยินเสียงพูดของเธอ มันช่างเบาและเล็กเหมือนคนไร้เรี่ยวแรง เขายื่นมือมาทำให้เลียนสะดุ้งเล็กน้อย แต่เขาไม่ได้ทำอะไรนอกไปจากเปิดผมเธอขึ้นไป มือเขาอยู่ตรงหน้าผากเธอ ส่งต่อไออุ่นจากมนุษย์ด้วยกันมาให้
“เพราะเธอกับพวกเรา เหมือนกัน” อั๊คตอบ ด้วยสีหน้านิ่งเฉยไม่เปลี่ยนแปลง กล่าวต่อเสียงเรียบ “เป็นเพียงสิ่งไร้ค่า”
สัมผัสตรงหน้าผากถูกผละออกไป เลียนได้แต่มองเขากลับไปยืนอยู่ข้างสองคนที่ยืนรออยู่เพื่อไปพร้อมกันหายไปเมื่อเลี้ยวมุม
กว่าเลียนจะกลับไปถึงห้องเรียน ครูประจำชั้นก็เริ่มสอนไปได้สักพักหนึ่งแล้ว และไม่มีการหันมาไถ่ถามเลยแม้แต่น้อย เพียงปรายตามองและลงไปติ๊กชื่อว่าเธอมาลงสมุดเท่านั้น แต่เมื่อเธอนั่งลงที่ตัวเองแล้ว กระดาษที่ถูกฉีกออกจากสมุดแผ่นหนึ่งก็ถูกส่งมาจากโต๊ะที่นั่งอยู่ติดกัน
ถึงไม่สนใจเรื่องเรียน ก็ห้ามส่งเสียงในห้องเด็ดขาด มีเด็กหลายคนลองดีไปแล้ว พวกเขาถูกลงโทษจนไม่มีใครกล้าทำอีก
คนที่ส่งกระดาษมาให้เป็นเด็กผู้หญิงผมหยิกกับหน้าตาคมดูสวยมากกว่าน่ารักกว่าเด็กคนอื่นๆ เป็นเพื่อนสนิทเพียงคนเดียวของเลียน
‘ไปได้มาจากไหน’
เลียนอ่านข้อความบนกระดาษนั้น เงยหน้ามองเอมที่ชี้นิ้วตรงแก้มตัวเองเป็นการถามถึงรอยฟกช้ำบนหน้า เลียนส่ายหน้าเป็นการบอกไม่มีอะไร แน่นอนว่าเอมทำท่าไม่พอใจอย่างเห็นได้ชัด แต่ก็ยอมอ่านข้อความที่ถูกส่งกลับมา
‘มีคนช่วยไว้น่ะ เด็กผู้ชายสามคน น่าจะอยู่ห้องข้างๆ’
เลียนสังเกตว่าเอมทำหน้าเหมือนนึกอะไรขึ้นได้ รีบเขียนยิกๆ กลับมาอย่างรวดเร็ว
‘ที่มีคนเป็นแผลตรงตากับอีกคนที่มีผ้าผูกคอใช่มั้ย’
เด็กสาวพยักหน้า ส่งกระดาษกลับ ‘รู้จักเหรอ’
‘รู้จักอีกคนน่ะ มันชื่อดีม เด็กแถวบ้าน’
เลียนถือดินสอค้างไว้ครู่หนึ่ง เหมือนไม่แน่ใจว่าควรบอกเพื่อนดีไหม แต่สุดท้ายเธอก็ส่งกระดาษกลับไปพร้อมข้อความใหม่
‘มีคนบอกว่าช่วยฉัน เพราะฉันเป็นสิ่งไร้ค่าเหมือนพวกเขาล่ะ’
แม้เป็นตัวอักษร แต่เอมก็อารมณ์ขึ้นจนเกือบจะด่าออกมาแล้ว ดีที่เลียนรีบดึงเธอหยุดไว้ทัน เอานิ่วจ่อปากมองไปทางครูสอนอย่างหวาดหวั่น เธอไม่อยากถูกทำโทษ เอมหันไปเขียนเส้นหนาหนักอย่างใส่อารมณ์
‘ใครพูด ฉันจะไปเอาคืนให้เอง’
เลียนส่ายหน้าเร็วๆ
‘ฉันไม่โกรธหรอก เพราะไร้ค่าเหมือนกัน ถึงต้องการกันและกันไงล่ะ’
แล้วเอมก็เห็นเลียนส่งยิ้มกลับมา ทั้งที่ปกติยากที่จะเห็นเธอยิ้ม ไม่ว่าจะในโอกาสใดก็ตาม ทำให้เอมยอมเออออตามไปด้วย แม้จะไม่เข้าใจสิ่งที่เลียนเขียนถึงก็ตาม
แบบนั้นแหละดีแล้ว เอมเหลือบมองอีกฝั่งหนึ่ง เห็นด้วยกับการกระทำของอั๊คที่ไม่ให้เลียนเข้ามาช่วย
แม้พวกเธอจะฆ่าคนไปมาก ไม่ว่าจะด้วยหน้าที่หรือความต้องการของตัวเองก็ตาม จะมีเพียงคนเดียวเท่านั้นที่มือห้ามเปื้อนเลือด คนนั้นคือ เลียน
พวกเขาตกลงกันมาก่อนหน้านี้แล้ว ก่อนที่ศึกนี้จะเริ่มขึ้นลากยาวออกไปจนถึงเมื่อตอนได้รับพลังจากธรรมชาตินี้แรกๆ
เลียนเคยถามถึงเหตุผลที่ไม่ยอมให้เธอฆ่าใคร เป็นเพราะเธออ่อนแอเกินกว่าจะฆ่าคนอื่นได้อย่างนั้นเหรอ แต่คำตอบที่ได้รับกลับมานั้นไม่ใช่เลย
‘เพราะพวกเราต้องการใครสักคนช่วยล้างมือให้น่ะ’
หลังทุกอย่างจบสิ้น เลือดไม่อาจล้างเลือดให้กันได้ มีแต่จะยิ่งพอกพูนหนาขึ้นเรื่อยๆ พวกเขาต้องการใครสักคนคอยช่วยชำระล้างให้ ไม่ใช่ว่าเป็นเลียนเพราะเธอนั้นอ่อนแอ คนอ่อนแอก็สามารถเข้มแข็งขึ้นได้ ไม่ใช่เพราะว่าเธอนั้นขี้กลัว คนขี้กลัวยามจำเป็นก็ลงมือฆ่าคนได้
ทั้งหมดนั้นเป็นเพราะทุกคนต่างคิดว่าเลียนนั้นเป็นคนสำคัญสำหรับตน เป็นคล้ายตัวแทนจากหลายๆ สิ่ง ทั้งเพื่อน ทั้งคนรัก เหนืออื่นใดคือเลียนใสบริสุทธิ์กว่าใครในบรรดาพวกเขาทั้งห้าคน ไม่ใช่แบบผู้มีจิตใจบริสุทธิ์ แต่เธอเป็นเพียงคนเดียวที่ยังไม่มีมลทินติดตัว ฉะนั้นพวกเขาจะยอมให้เธอแปดเปื้อนไปไม่ได้เด็ดขาด
และนั่น เป็นสิ่งที่คนคอยจับตาดูอยู่สังเกตได้ไม่ยาก เอลรีบพุ่งเข้าหาเลียนทันที ใช้ลมเข้าช่วยเป็นแรงผลักไปข้างหน้า จนแม้แต่หมัดเล็กๆของเธอก็สามารถหนักขึ้นได้จนทำให้เลียนซึ่งถูกชกเข้าหน้าอย่างจังล้มไถลไปกับพื้น
ภาพนั้นส่งผลให้เพื่อนของเลียนชะงักไปในบัดดล หากเข้ามาช่วยไม่ได้เมื่อยังติดพันกับการต่อสู้
สัญญาที่ต้องรักษา เลียนเตือนตัวเอง และไม่คิดโต้กลับ ลุกขึ้นยืนกระท่อนกระแท่น ปากเลือดตรงมุมปากออกพลางมองเอลที่อยู่ไกลออกไป แต่เพียงครู่เดียวถัดมา ร่างบางที่เคยอยู่ห่างกลับปรากฏขึ้นตรงหน้าในระยะประชิดในพริบตา มือเงื้อขึ้นสูง และในมือนั้นถือมีดไว้ส่องประกายยามต้องแสง
เลียนหลับตาแน่นเผชิญชะตากรรม ทว่าเธอกลับได้ยินเสียงโครมของบางอย่างเข้าปะทะกันจึงลืมตาขึ้น เห็นท่อนไม้ยักษ์ยืดยาวข้ามฟากจากอีกด้านหนึ่งที่เอมอยู่มาไกลถึงตรงนี้
เอลยกแขนขึ้นกันใบหน้า เท้าลากดินบนพื้นเป็นรอยยาวที่ไถลมาไกล แขนข้างซ้ายที่ถูกกระแทกอย่างจังเป็นรอยแดงชัด เธอลดแขนสองข้างลง ก็พอดีกับที่เอมวิ่งมาตามท่อนไม้ที่เธอสร้างไว้เข้ามา กระโดดใช้สองขาถีบเข้ากลางลำตัวเอลอย่างแรง ส่งร่างบางกระเด็นหายเข้าไปในม่านไฟที่ล้อมรอบเป็นกำแพงนั้น ได้ยินเสียงกรีดร้องของเธอดังตามมาติดๆ
“เอล!!” โชลคิดจะเข้าไปช่วย หากเพียงขยับก็จำต้องหยุดลงอย่างกะทันหัน เมื่อสัมผัสได้ถึงกรงเล็บไร้รูปตวัดผ่านหน้า ตัดปอยผมสีน้ำตาลออกมาให้ดูเป็นของต่างหน้า ถ้าโชลหยุดตัวเองช้าไปอีกนิด ใบหน้าของเขาคงถูกแฉลบออกมาเป็นแผ่น
“เลิกสนใจกันแบบนี้ มีเสียใจนา” ดีมยิ้มพรายไม่ต่างจากตัวตลกหน้าขาวที่หุบยิ้มลงไม่ได้ และต้องการให้คนสนใจในตัวเอง
โชลมองจุดที่เอลหายไป ไฟตรงช่วยนั้นหายไปชั่วขณะด้วยฝีมืออั๊ค และเอมก็วิ่งผ่านช่องโหว่นั้นกอ่นไฟจะขยับปิดดังเดิม โชลหันกลับมาอย่างขัดใจเมื่อยังไปช่วยเธอไม่ได้ คิดโค่นเด็กหนุ่มตรงหน้าลงให้เร็วที่สุด แต่ดีมก็กระโดดไปมาหลบตาจู่โจมของเขาอย่างง่ายดาย
ไหลลื่น รวดเร็วคล้ายสายลมยากจับต้อง
นั่นทำให้โชลรู้ได้ว่าไม่มีทางเอาชนะอีกฝ่ายได้ด้วยการสู้อย่างลวกๆแน่นอน
แม้จะลอยผ่านข้ามม่านไฟมาได้หลุดออกมาเป็นอิสระ แต่ก็ต้องแลกกับรอยแผลไฟลวกตามตัว สร้างความแสบร้อนให้กับเด็กสาวเป็นอย่างยิ่ง แต่ที่นี้ไม่มีน้ำให้เธอใช้ดับร้อน มีแต่ลมที่เธอสร้างขึ้นมาพัดไอเย็นช่วยบรรเทาเท่านั้น
เอลลองลุกยืน โชคดีที่แผลไม่หนักมากจนลุกไม่ได้ ก่อนเดินไปเก็บมีดที่ตกอยู่ไม่ไกลขึ้นมา เมื่อกี้อีกเพียงนิดเดียวเท่านั้น คมมีดนี้ก็จะได้ลิ้มรสเลือดแล้ว แม้จะเตรียมใจมาแล้ว แต่เอลก็ยังรู้สึกว่าดีเพียงใดที่ยืดเวลาออกไปได้อีกหน่อย
ตึก!
ร่างบางตื่นตัวหันไปทางเสียงฝีเท้านั้นทันใด เอลเห็นเด็กสาวอีกคนที่มีผมหยิกและเจาะจมูกก้าวเข้ามาใกล้ด้วยท่าทีโกรธแค้น
“เมื่อกี้แกคิดจะทำอะไรเลียนกันหา!” ทุกครั้งที่เอมขยับเข้าใกล้ อีกฝ่ายก็สัมผัสได้ว่าต้นไม้รอบกายสั่นขึ้นมาคล้ายเกิดแผ่นดินไหว ทั้งที่พื้นที่ยืนอยู่นั้นไม่ได้สั่นแต่อย่างใด
เอลตั้งมือยกมีดขึ้นมาเตรียมพร้อม ท่าทางนั้นทำให้เด็กสาวอีกคนหัวเราะลั่น
“คิดว่ามีดเล่มเล็กแค่นั้นจะทำอะไรฉันได้งั้นเหรอ ยัยหนูน้อย ตอนนี้เหลือแค่แกคนเดียวแล้ว อย่าหวังว่าจะมีเพื่อนคนไหนมาช่วยเลย”
“...แบบนี้แหละ ที่ฉันต้องการ” เอลพูด อย่างที่อีกฝ่ายไม่เข้าใจว่ามันดีตรงไหน เพราะจากที่ผ่านมา เอมคิดว่าเอลนั้นอ่อนแอจนต้องให้เพื่อนคนอื่นคอยช่วยอยู่เสมอ
“ต้องการเหรอ” เอมยิ้มเยาะ “เธอคิดเหรอว่าจะชนะฉันได้ด้วยตัวคนเดียว”
นิ่งไปครู่ กว่าเอลจะตอบกลับมา “ไม่รู้สิ ฉันแค่คิดว่าจะพยายามทำทุกอย่างเพื่อเอาชนะเธอ เพราะฉะนั้นไม่ว่าจะมีทางไหนที่สามารถเพิ่มโอกาสจะชนะได้ล่ะก็ ฉันจะไม่ลังเลเลือกใช้ เพราะงั้น...”
ช่วงคั่นประโยคนั้น เอมเห็นอีกฝ่ายทำบางอย่างบริเวณดวงตา และเธอก็รู้ได้ทันทีว่าเอลกำลังถอดคอนแทร็คเลนส์ของตัวเองออกทั้งสองข้างลงกล่องเก็บ
“ดีแล้วล่ะที่ฉันกับเธอแยกออกมาแบบนี้ เพราะฉันคงใช้วิธีนี้ไม่ได้ หากยังมีคนอื่นอยู่ ไม่อยากให้ใครถูกลูกหลงน่ะ มันอาจเป็นความคิดโง่เง่าก็จริง แต่ว่านะ...” เอลปล่อยให้ดวงตาของเธอได้เป็นอิสระเห็นทุกอย่างโดยไร้การกลั่นกรองใดๆ ทั้งสิ้น และเมื่อใดที่ได้เห็นสีดำ-แดง เธอก็จะปล่อยให้ความต้องการของตัวเองถูกกระตุ้นโดยไม่คิดห้ามตัวเองอีกต่อไป เพราะนี่คือการเตรียมใจของเธอ สิ่งที่เธอได้บอกกับตัวเองไว้ก่อนที่จะเดินทางมาถึงนี่
เอลสูดลมหายใจเข้า แล้วมองไปยังร่างของเอมที่อยู่ไม่ไกลอย่างเต็มตา ประกาศชัด “ฉันไม่ให้เนียร์มีบาปติดตัวอยู่คนเดียวหรอก”
เอมเห็นศัตรูยอมใช้ทุกวิถีทางเพื่อเอาชนะเธอแล้ว ถึงกลับหัวเราะหึ ก่อนจะหันมาถอดคอนแทร็คเลนส์ของตัวเองออกบ้าง
“ย่อมได้ ตาต่อตา เลือดต่อเลือด ไม้ต่อลม”
ทันใดนั้นเองตามพื้นดินก็มีรากไม้ผุดขึ้นมาขยับเลื้อยพันไปทั่วพื้น โดยสุดปลายไม้ทั้งหมดนั้นขึ้นตั้งชูหันปลายแหลมเข้าหาเอลทั้งหมด ราวกับอสรพิษเตรียมจู่โจมเหยื่อ
“ฉันจะขยี้แกให้เละ ให้สาสมกับที่บังอาจมาชกหน้าเลียนเลย”