เสียงเครื่องยนต์คำรามแข่งกับลมหอบแรกของรุ่งสาง ล้อเหล็กบดไปบนถนนลูกรังที่ยังชื้นจากฝนเมื่อคืน "วรเดช" กัดฟันแน่น มือนึงจับแฮนด์ อีกมือหนึ่งกดแผ่นกระดาษพับอย่างดีแนบ อกเสื้อทหารราบเปื้อนฝุ่นจากการเดินทางข้ามคืน แต่แววตาไม่หวั่นไหวแม้แต่น้อย
“กองทัพญี่ปุ่น... ขึ้นฝั่งแล้วที่อ่าวมะนาว... ต้องรีบแจ้งสัตหีบให้ส่งกำลังมาช่วยก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป!”
เขาระลึกถึงคำพูดของผู้บังคับบัญชาก่อนออกวิ่งเมื่อสามชั่วโมงที่แล้ว เสียงปืนจากชายฝั่งยังดังก้องอยู่ในหัว ญี่ปุ่นมาเร็วกว่าที่ใครจะคิดไว้ และชายแดนภาคใต้ยังไร้การเตรียมรับมืออย่างเพียงพอ
เส้นทางจากประจวบฯ ลงสู่สัตหีบไม่ง่าย... ถนนมีแต่หลุมบ่อ ป่าทึบสองข้างทางซ่อนภัยทั้งจากธรรมชาติและศัตรูที่อาจแฝงตัว
ลมหายใจของวรเดชสั้นลงตามแรงเครื่องยนต์ มือเขากำแน่นขึ้นเรื่อย ๆ เขาไม่ใช่ทหารแนวหน้า ไม่ได้ถือปืนอยู่ในสนามรบ แต่ภารกิจของเขา... อาจเปลี่ยนผลของการรบทั้งแนวฝั่งทะเล
“ต้องไปให้ถึงสัตหีบก่อนพระอาทิตย์ขึ้น…” คำที่วรเดช อารัมภบทอยุ่ในใจ
"วรเดช" ไม่ใช่ทหารธรรมดา แม้เครื่องแบบของเขาจะมอมแมมเช่นเดียวกับพลทหารอื่นๆ บนแนวชายฝั่งตะวันออก แต่สิ่งที่แฝงอยู่ภายใต้เสื้อตัวนั้น คือเครื่องหมายสัญลักษณ์ลับของราชองครักษ์ผู้มีหน้าที่ปกป้องราชวงศ์... แม้ต้องแลกด้วยชีวิต
ภารกิจของเขาไม่ใช่แค่การส่งข่าวว่าญี่ปุ่นบุก แต่คือการที่ต้องปลอมตัวมาเป็ทหารเพื่อสืบหาความลับต่อราชการในญี่ปุ่นที่มีต่อพระบารมีของราชการไทย เนื่องจากอุดมการณ์ทางเมืองชาตินิยมที่ลุกฮือ อาจจะเป็ผลร้ายต่อกลุ่มราชวงศ์ทั่วโลก มีแต่ราชการทหารชั้นผู้ใหญ่ และ เสนาบดีไม่กี่คนเท่านั้นที่ทราบว่า วรเดช คือ คนของพระราชวัง
ไม่มีใครรู้... ไม่มีใครควรรู้
เขาขับฝ่าหมอก ถนนลูกรังไม่ต่างอะไรจากสนามประลองโชคชะตา และวรเดชมีเพียงไม่กี่ชั่วโมง... ก่อนที่รถน้ำมันจะหมด