ปรับปรุงวิชา
เมื่อเข้าใจถึงอันตรายของวิชาที่น่ากลัวเกินกว่าที่เขาคิดเอาไว้กัสก็ตระหนักว่าเขานั้นโชคดีขนาดไหนที่รอดมาได้อย่างปลอดภัย
ยิ่งคิดกัสก็ยิ่งรู้สึกเย็นเยียบไปทั้งตัวจนทำให้ใบหน้าของเขาซีดขาวไปหมด
‘ไม่แปลกเลยว่าทำไมข้าถึงได้รู้สึกว่ามันอันตรายอยู่ตลอด’
นับจากวันที่เขาประสบความสำเร็จในการฝึกฝนโดยไม่ได้ตั้งใจกัสก็เคยคิดที่จะลองอีกครั้งหลายต่อหลายครั้ง
แต่ทุกครั้งที่เขาคิดจะฝึกฝนโดยเลียนแบบวิธีที่เคยทำได้สำเร็จเขาก็มักจะรู้สึกสังหรณ์ใจไม่ดีและรู้สึกถึงอันตรายอยู่ตลอดจนทำให้เขาไม่กล้าฝึก
แรกเริ่มเดิมทีเขาคิดว่าความรู้สึกนั้นอาจจะมาจากการร่างกายของเขาที่ยังปรับตัวตามวิชาไม่ได้เท่านั้นแต่หลังจากได้ฟังคำอธิบายของน้าสาวกัสก็เริ่มรู้สึกว่าบางทีมันอาจจะมีอะไรที่มากกว่าที่เขาคิดเอาไว้
ซีต้านั้นหลังจากมองเห็นสีหน้าที่ซีดขาวของกัสก็เริ่มใจอ่อนเธอค่อยๆ วิเคราะห์แนวทางการฝึกฝนของวิชาอย่างละเอียดแล้วอธิบายให้กัสเข้าใจเพื่อเติมเต็มความรู้ของเขาให้มากขึ้นเพื่อที่กัสจะสามารถทำความเข้าใจได้ว่าอะไรที่ทำให้เขาฝึกฝนวิชานี้ได้สำเร็จโดยปลอดภัย
“เอาเถอะ..ในเมื่อเจ้ายังปลอดภัยอยู่แบบนี้ข้าก็จะไม่พูดอะไรมากแต่ข้าขอสั่งห้ามเจ้าฝึกฝนวิชานี้ตามลำพังเด็ดขาด..หากคิดที่จะฝึกมันจริงๆเจ้าต้องมีข้าอยู่ข้างๆ ด้วยเสมอเข้าใจไหม”
“ครับท่านน้า! ข้าจะฝึกก็ต่อเมื่อท่านอยู่เท่านั้น”
“ดี! เอาเป็นว่าเจ้าพยายามเรียบเรียงความเข้าใจของเจ้าก่อนแล้วอธิบายให้ข้าฟังว่าในวันนั้นเจ้าฝึกมันสำเร็จได้ยังไง”
แม้ซีต้าจะรู้ว่าวิชานี้อันตรายและน่ากลัวเป็นอย่างมากแต่เธอก็เข้าใจถึงกลไกของมันได้ในระดับหนึ่งและทราบว่าอันตรายนี้หากเฝ้าดูอย่างใกล้ชิดมันก็สามารถป้องกันได้
สิ่งที่ทำให้เธอกลัวและโกรธมากก็คือกัสแอบฝึกวิชานี้ด้วยตัวเองโดยไม่มีใครอยู่ข้างๆเท่านั้น
คำแนะนำของน้าสาวนั้นทำให้กัสต้องหยุดคิดอยู่นานสองนานก่อนจะค่อยๆ อธิบายถึงสิ่งที่เกิดขึ้นกับเขาออกมาอย่างช้าๆ
เริ่มต้นจากการส่งพลังของพรไปยังหัวใจและปอดซึ่งก็ทำให้ซีต้าพยักหน้ารับด้วยความพอใจ แนวทางนี้นับว่ามีจุดที่ปลอดภัยอยู่ในขั้นต้น
ยิ่งเธออ่านบันทึกของบลูไซต์ตามไปด้วยเธอก็พอจะเข้าใจว่าบลูไซต์นั้นคิดได้ละเอียดมากกว่าที่เธอคิดเอาไว้ในตอนแรกแต่ยังไงเสียในสายตาของผู้รักษา ความคิดนี้ก็ยังเด็กและไร้เดียงสาไปอยู่ดี
จริงอยู่ว่าการฝึกฝนเพียงหัวใจและปอดเป็นวิธีที่ปลอดภัยแต่ทั้งนี้ก็เป็นเพียงความปลอดภัยในขั้นแรกเริ่มเท่านั้น หากฝึกฝนต่อไปมากๆเข้ามันก็ใช่ว่าจะปลอดภัยเสมอไป
อวัยวะทั้ง5 ที่กล่าวในวิชานี้มีการทำงานที่ผสานกันอย่างเป็นระบบเทียบกันแล้วพวกมันก็คล้ายกับรถม้า 5 คันที่ผูกโยงเข้าด้วยกัน
หากรถม้าทั้ง5 คันวิ่งได้เร็วพอๆ กัน มันก็ย่อมเดินทางได้อย่างรวดเร็วและปลอดภัยแต่ถ้ามีรถม้าคันใดคันหนึ่งที่เร็วเป็นพิเศษ มันก็จะฉุดดึงรถม้าคันอื่นให้เร็วขึ้นได้เช่นเดียวกัน
ทว่ามันก็ยังสร้างภาระให้กับรถม้าที่ถูกฉุดดึงซึ่งถ้ามันเร็วมากจนเกินไปจนรถม้าที่ถูกฉุดดึงไม่อาจรับได้ไหวมันก็มีความเป็นไปได้ที่รถม้าคันนั้นจะพลิกคว่ำ
ผลสุดท้ายที่จะเกิดขึ้นในตอนนั้นก็คือการทำงานที่ล้มเหลวของอวัยวะภายในและนำไปสู่ความตายในที่สุด
ซีต้าค่อยๆให้ความรู้เกี่ยวกับการทำงานร่วมกันของอวัยวะทั้ง 5แก่กัสอย่างตั้งใจเพื่อเติมเต็มความรู้ที่ขาดไปให้กับกัสทำให้เขามีความเข้าใจต่อวิชานี้มากยิ่งขึ้นและยิ่งเพิ่มความมั่นใจให้เขาได้มากขึ้นไปอีก
‘แบบนี้เองก่อนหน้านี้ข้าคิดเพียงแค่ว่าหัวใจกับปอดคือตัวขับเคลื่อนพลังในร่างกายส่วนอวัยวะอื่นๆ เป็นเพียงแหล่งพลังงานเท่านั้นแต่ดูเหมือนว่ามันจะไม่ใช่อะไรที่เรียบง่ายแบบนั้นสินะ’
ในความคิดของกัสหากฝึกฝนหัวใจกับปอดให้ดีพอเขาก็จะสามารถระเบิดพลังออกมาได้อย่างรุนแรงมากยิ่งขึ้นส่วนอวัยวะอื่นๆ นั้นไม่ได้สำคัญเท่าไหร่
ซึ่งจริงๆแล้วมันก็ไม่ผิด ทว่าปัญหามันอยู่ตรงที่พลังที่ระเบิดออกมานั้นอาจจะมากเกินกว่าที่อวัยวะที่เหลือจะรับไหวและอาจจะทำให้เกิดอาการบาดเจ็บภายในจนนำไปสู่ความตายได้
พอมีความเข้าใจมากขึ้นหัวใจของกัสก็เย็นเยียบลงแต่ในเวลาเดียวกันนั้นเขาก็สัมผัสได้ถึงแนวทางที่ปลอดภัยของมันด้วยเช่นกัน
“ท่านน้าซีต้า หากข้าเปลี่ยนวิธีเสียใหม่จากเดิมที่ส่งพลังไปหล่อเลี้ยงอวัยวะเพียงส่วนใดส่วนหนึ่งเป็นการปล่อยให้พลังไหลเวียนไปตามเส้นเลือดโดยอิสระแทนท่านคิดว่าวิธีนี้จะสามารถแสดงพลังของวิชานี้ออกมาได้หรือไม่”
ซีต้ามีสีหน้าครุ่นคิดอย่างจริงจัง เธอนิ่งเงียบไปนานเพื่อวิเคราะห์หาความเป็นไปได้จากแนวคิดนี้ก่อนจะพยักหน้าน้อยๆ
“แนวความคิดนี้มีความเป็นไปได้และปลอดภัยในระดับหนึ่ง..แต่นั่นก็ขึ้นอยู่กับตัวเจ้าว่าสามารถควบคุมพลังของพรได้มากแค่ไหนหากเจ้าควบคุมมันได้ไม่ดีพอมันก็ยังอันตรายมากอยู่ดี”
ได้ยินแบบนั้นกัสก็เบาใจและมีความเชื่อมั่นเพิ่มขึ้นอย่างมากเพราะความสามารถในการควบคุมพลังของเขานั้นเป็นสิ่งที่กัสมั่นใจมากทีเดียว
ช่วงเวลานั้นกัสนึกอยากจะขอให้น้าของเขาช่วยดูเขาตอนที่ฝึกสักหน่อยแต่ก่อนที่กัสจะได้เริ่มต้นพูดอะไร ประตูบ้านก็ถูกเคาะเบาๆ และเปิดออก
“ท่านน้าซีต้า ท่านมิซ่าท่านพี่..ได้เวลาอาหารกลางวันแล้วค่ะ”
น้องสาวคนโตของเขาปรากฏตัวขึ้นมาที่ด้านหน้าของประตูบ้านพร้อมกับกลิ่นหอมของอาหารที่ลอยมาให้ได้กลิ่นทำเอาท้องของกัสถึงกับส่งเสียงร้องออกมาเลยทีเดียว
ซีต้าเองก็มีท่าทีประหลาดใจพลางหันไปมองเวลาจากบันทึกโลกวิญญาณของเธอ
“ตายจริง..เวลานี้แล้วหรือเนี่ย”
กัสเองก็มองไปยังนาฬิกาจากบันทึกโลกวิญญาณเช่นกันและตกใจเล็กน้อยที่เห็นว่ามันเกือบจะบ่ายแล้วจึงรีบลุกขึ้นแล้วเอ่ยปากเชื้อเชิญน้าและมิซ่าไปทานอาหารกลางวันร่วมกัน
“ท่านน้า มิซ่าพวกเราไปทานข้าวกันดีกว่า ผลผลิตที่ข้าปลูกสดใหม่มากทีเดียวรับรองว่าพวกท่านต้องพอใจแน่”
“ถ้าเจ้าพูดแบบนี้ละก็ น้าก็ไม่เกรงใจละนะมิซ่าไปกันเถอะเดียวกัสของเจ้าจะหิวโหยจนไม่สบาย”
“อาจารย์ค่ะ บอกแล้วไงคะว่าท่านกัสไม่ใช่ของข้าสักหน่อย..”
สาวน้อยเริ่มจะแสดงท่าทีง้องอนออกมาบ้างแล้ว เธอส่งเสียงบ่นไม่ดังนักทั้งยังมีใบหน้าที่แดงระเรื่อยิ่งขับเน้นให้มิซ่าดูน่ารักน่ามองมากขึ้นไปอีก
กัสเองก็หัวเราะออกมาเบาๆโดยไม่พูดอะไรนอกจากเดินตามน้องสาวของเขาไปพลางโอบเอวของเด็กสาวเพื่อปลอบโยนจิตใจที่ขุ่นมัวของเธอ
กิริยาที่แสดงออกถึงความสนิทสนมนี้ทำให้ดวงตาของมิซ่าสั่นไหวขึ้นมาชั่วครู่เธอมองดูมือของกัสที่โอบอยู่ที่เอวของน้องสาวในลักษณะที่แทบจะสัมผัสกับสะโพกของเธอแล้วเด็กสาวก็รู้สึกแปลกๆ ในหัวใจจนมีสีหน้าที่เปลี่ยนไปเล็กน้อย
ซีต้าที่เฝ้ามองอยู่นั้นสังเกตเห็นปฏิกิริยานี้ได้ในทันทีและอดไม่ได้ที่จะเลิกคิ้วขึ้นด้วยความประหลาดใจ
‘นี่ยังไม่ถึงครึ่งวันเลยนะ..ยัยหนูเริ่มที่จะมีความรู้สึกต่อกัสแล้วหรือ’
อารมณ์ความรู้สึกของมนุษย์นั้นเป็นสิ่งที่มีความละเอียดอ่อนซับซ้อนมากที่สุดและเป็นหัวข้อที่ถูกถกเถียงและวิจัยกันมากที่สุดในตำหนักผู้รักษามาเสมอ
แต่ถึงจะผ่านมานานหลายร้อยปีก็ยังไม่มีปรมาจารย์ท่านไหนสามารถกำหนดรูปแบบที่ตายตัวให้กับอารมณ์ความรู้สึกของมนุษย์ได้
ด้วยเหตุนี้เองแม้ซีต้าจะมองเห็นความผิดปกติของลูกศิษย์ได้แต่เธอก็ยังไม่กล้าตัดสินว่าความรู้สึกของลูกศิษย์ที่รักของเธอแท้ที่จริงแล้วเปลี่ยนไปในทิศทางไหนกันแน่
‘ข้าคงต้องเฝ้าดูต่อไปสินะ..พี่ชายเอ๋ยพี่ชาย ดูเหมือนลูกสาวของท่านจะเจอกับปัญหาหัวใจแล้วนะ’
สองศิษย์อาจารย์ตามกัสไปยังล้านกว้างเล็กๆบริเวณหน้าบ้านหลักเพื่อร่วมทานอาหารกลางวันร่วมกับกัสและน้องสาว
ในวันนี้บนโต๊ะอาหารของกัสไม่ได้มีอิจิโกะกับน้องร่วมด้วยอย่างที่เคยเพราะแขกคนสำคัญอย่างน้าสาวและคู่หมั้นทำให้กัสไม่สามารถใช้ความเคยชินของเขากับทั้งสองได้
นอกจากนั้นแล้วตามปกติมื้อกลางวันของพวกเขาก็มักจะเป็นอะไรที่ง่ายๆที่ใช้มือหยิบทานได้ตรงๆ จึงไม่ค่อยตั้งโต๊ะอาหารเท่าไหร่นัก
แต่ครั้งนี้เพราะซีต้ากับมิซ่ามาเยือนทำให้น้องสาวคนโตของกัสต้องหยุดงานประจำของเธอมาทำเตรียมอาหารไว้ตั้งแต่เมื่อชั่วโมงก่อน
อาหารบนโต๊ะในวันนี้ถูกน้องสาวคนโตของกัสทำออกมาอย่างสุดฝีมือมันจึงน่าทานมากกว่าทุกๆวันทั้งยังมีปริมาณที่มากเป็นพิเศษอีกด้วย
“เหมือนที่ได้ยินมาไม่มีผิด..แต่ว่านะ กัสเจ้ากินเยอะไปหน่อยไหม”
มือของกัสที่กำลังจะจับช้อนส้อมหยุดมือไปในทันทีก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองน้าของเขาด้วยความแปลกใจ
“เยอะหรือครับ ข้าเองก็กินแบบนี้ทุกวันอยู่แล้วหรือว่าการกินอาหารมากจนเกินไปจะทำให้เกิดเรื่องไม่ดี..”
สีหน้าของซีต้าเปลี่ยนไปเล็กน้อยเธอมีท่าทีครุ่นคิดอยู่ชั่วขณะก่อนจะส่ายหน้า
“ถ้าเป็นคนอื่นข้าก็พอจะบอกได้ว่ามันไม่ดีแต่สำหรับเจ้า ข้าบอกอะไรไม่ได้จริงๆผลตรวจร่างกายของเจ้าบอกว่าเจ้ามีสุขภาพที่ดีมากเลย ไม่มีไขมันในเลือดที่มากเกินไประดับน้ำตาลในเลือดก็ปกติ ทว่าความดันดูจะมากเกินไปบ้าง..แต่เรื่องนี้น่าจะเป็นผลจากการฝึกฝนวิชาของเจ้า”
เมื่อน้าสาวบอกว่าไม่มีปัญหาอะไรกับการกินของเขา กัสก็โล่งใจและเริ่มเชิญชวนทุกคนทานอาหารก่อนจะกินกันอย่างสุขสำราญเป็นที่สุดโดยเฉพาะซีต้ากับมิซ่าที่ดูจะชอบรสชาติของอาหารมื้อนี้เป็นพิเศษ
“อร่อยมากเลยค่ะ”
“นั่นสิ..เพราะของในดันเจี้ยนมันสดใหม่มากละนะ อีกอย่างฝีมือของเจ้าก็ไม่เลวเลย ดูเหมือนจะสูสีกับแม่ของเจ้าแล้วนะเด็กน้อย”
เมื่อได้รับคำชมใบหน้าของเด็กสาวก็แดงระเรื่อขึ้นมารอยยิ้มของเธองดงามมากเป็นพิเศษ โดยเฉพาะคำชมที่ทำให้เธอรู้สึกภาคภูมิใจอย่างมากของซีต้าที่บอกว่าเธอมีฝีมือสูสีกับแม่ของเธอแล้ว
เหตุผลที่ทำให้น้องสาวคนโตดีใจขนาดนี้ก็เพราะเธอรู้ดีว่าพี่ชายของเธอนั้นชอบรสมือของแม่มากที่สุดการที่ถูกชมว่าฝีมือของเธอสูสีกับแม่แบบนี้ย่อมทำให้เธอภาคภูมิใจและดีใจเพราะนั่นหมายถึงความชอบของพี่ชายที่มีต่อเธอนั่นเอง
“ใช่แล้ว น้องของข้าฝีมือดีมาก ข้าละชอบตรงนี้ที่สุดเลย!มันทำให้ข้ารู้สึกเหมือนอยู่ที่บ้านเสมอ”
“ท่านพี่..ขอบคุณนะคะ น้องจะพยายามฝึกฝนให้มากขึ้นเพื่อที่ท่านพี่จะได้รู้สึกเหมือนกับอยู่ที่บ้านมากกว่านี้..”
คำชมของซีต้ากับมิซ่านั้นทำให้เด็กสาวภาคภูมิใจได้ทว่าคำชมของกัสนั้นทำให้เธอมีความสุขมากที่สุดเลยทีเดียว
กัสที่ได้ยินแบบนั้นก็ยิ้มกว้างและพยักหน้าด้วยความยินดีโดยไม่ทันสังเกตเห็นสายตาของสองศิษย์อาจารย์ที่มองมายังพวกเขาเลย
“หวานกันดีจริงๆ นะข้าชักจะอิจฉาเจ้าแล้วสิเด็กน้อย..เจ้าด้วยแม่ตัวเล็ก”
คำพูดที่พอส่งมาถึงน้องสาวทั้งสองของกัสก็ทำให้เด็กสาวทั้งสองยิ้มกว้างด้วยความพอใจก่อนจะพากันทานอาหารของตัวเองต่อไปจนหมดและช่วยเก็บกวาดโต๊ะจนสะอาดเรียบร้อย
หลังจากเสร็จสิ้นมื้ออาหารกัสก็จำต้องออกไปทำงานของตัวเองบ้างเช่นกันเขาเริ่มจากการเดินตรวจรอบดินแดนของเขาคำนวณวันเวลาของการเก็บเกี่ยวและกำหนดการในการปลูกผักวิเศษรอบต่อไปเพื่อสร้างปราการธรรมชาติชุดใหม่มาทดแทนชุดที่กำลังจะเติบโตเต็มที่
สิ่งนี้เป็นเรื่องสำคัญมากทั้งต่อตัวเขาและดินแดนแห่งนี้ทำให้กัสไม่อาจปล่อยใจไปกับการฝึกฝนเพื่อเพิ่มความแข็งแกร่งของเขาเพียงอย่างเดียวได้
เมื่อเห็นกัสที่ทำงานหนักซีต้าเองก็ไม่พูดอะไรมากนักนอกจากนำเอาข้อมูลของกัสไปนั่งวิเคราะห์และใช้มันสอนมิซ่าไปในตัวเพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลาเปล่า
พอตกเย็นกัสก็มีเวลาว่างอีกครั้งคราวนี้เขาเดินมาเคาะประตูบ้านของน้าสาวด้วยตัวเอง ก่อนจะยิ้มน้อยๆด้วยความเกรงใจที่ทำให้น้าของเขาและมิซ่าต้องรอนาน
“ขออภัยด้วยครับท่านน้าที่ทำให้ท่านเสียเวลา”
“ไม่ต้องคิดมากหรอกกัสเจ้าเป็นหลานชายของข้านะไม่จำเป็นต้องเกรงใจข้าขนาดนั้นมิซ่าเองก็เป็นคู่หมั้นของเจ้า หากมามัวเกรงใจกันแบบนี้จะทำให้ข้ารู้สึกไม่ดีนะ”
รอยยิ้มของซีต้านั้นให้ความรู้สึกที่ผ่อนคลายกับกัสเป็นอย่างมากทำให้ความรู้สึกเกรงใจของเขาสลายหายไปและกลับมาทำตามแผนการเดิมของเขาได้อีกครั้ง
“เราจะเริ่มทดลองกันเลยดีไหมครับท่านน้า..หรือว่าจะลองให้ข้าใช้พลังให้ดูก่อนดีเผื่อว่าพวกท่านจะได้ข้อมูลการทำงานของพรที่ข้ามีก่อน”
คำแนะนำนี้ทำให้ซีต้ายิ้มกว้างและพยักหน้าให้ด้วยความชื่นชมจากนั้นก็นำเอาดวงตาวิญญาณของเธอออกมาเพื่อเตรียมตัววิเคราะห์ข้อมูลของกัสในตอนที่ใช้พลัง
มิซ่าเองก็เตรียมตัวพร้อมแล้วเช่นกันเธอเปิดบันทึกโลกวิญญาณของเธอขึ้นมาบ้างเพื่อช่วยเสริมประสิทธิภาพให้กับบันทึกของอาจารย์และในเวลาเดียวกันนั้นก็เพื่อรอรับข้อมูลของกัสไปพร้อมกัน
“เริ่มได้เลย ข้าพร้อมแล้ว”
“ครับ!”
กัสขานรับอย่างหนักแน่นจากนั้นก็นำเอาของกินออกมาจำนวนหนึ่งแล้วกินลงไปตามมาด้วยการกระตุ้นพลังของพรที่กระเพาะที่เขาชำนาญมากที่สุดและมั่นใจว่ามันจะไม่เกิดความเสียหายต่อร่างกายของเขา
ช่วงเวลานั้นดวงตาของซีต้าและมิซ่าก็เปลี่ยนไปพวกเธอดูจริงจังขึ้นมากและให้ความสนใจกับตัวเลขบนหน้าจออย่างละเอียดชนิดที่ไม่ยอมกะพริบตาเลยสักครั้ง
ช่วงเวลาในการย่อยอาหารและการดูดซึมเข้าสู่ร่างกายนั้นกินเวลาเพียงไม่กี่นาทีเท่านั้นซึ่งมันเป็นระดับความเร็วที่น่าทึ่งมากในสายตาของผู้รักษาทั้งสอง
“น่าตกใจมาก..มันเป็นธรรมชาติมากเลย ทั้งที่เร็วจนผิดธรรมชาติขนาดนี้”
หัวคิ้วของซีต้าขมวดเข้าหากันแน่นเธอคิดด้วยท่าทีที่เคร่งเครียดเป็นพิเศษต่อตัวเลขที่เปลี่ยนแปลงไปในหน้าจอ
มิซ่าเองก็มีท่าทีสงสัยและประหลาดใจเธอไม่ชำนาญและมีประสบการณ์มากเท่ากับอาจารย์ของเธอทำให้เธอไม่สามารถเข้าใจกลไกตามธรรมชาติของร่างกายได้ลึกซึ้งเท่า
สิ่งเดียวที่มิซ่าเข้าใจคือพลังของพรนั้นได้สร้างกระบวนการที่พิเศษและไม่เป็นอันตรายต่อตัวกัสและทำให้อาหารที่เขากินเข้าไปถูกสะสมเอาไว้เป็นไขมันโดยสมบูรณ์ในเวลาเพียงไม่กี่นาที
“สมแล้วที่เป็นพรศักดิ์สิทธิ์ น่าทึ่งจริงๆ ค่ะ”
“ใช่..น่าทึ่งมากข้าชักสนใจแล้วสิว่าวิชาที่เจ้าฝึกฝนนั้นจะใช้พลังของพรในรูปแบบไหน..กัสเจ้าพร้อมหรือยัง”
สีหน้าของกัสเปลี่ยนเป็นจริงจังมากขึ้นและเริ่มพยักหน้าซีต้าก็ทำการหยิบเอาอุปกรณ์บางอย่างออกมาวางเรียงรายเอาไว้ในระยะที่เอื้อมมือถึง
มิซ่าเองก็เริ่มร่ายเวทออกมาแล้วหน่วงมันเอาไว้เพื่อเตรียมใช้งานได้ตลอดเวลา
เมื่อเห็นการเตรียมพร้อมที่จริงจังของน้าสาวกับคู่หมั้นแล้วกัสก็มีความมั่นใจมากยิ่งขึ้นและเริ่มทดสอบตามรูปแบบที่เขาเคยทำมาก่อนหน้านี้
‘เริ่มจากพลัง 1 เปอร์เซ็นต์ก็แล้วกัน..หัวใจ 1 ปอด 2’
สัดส่วนของพลังที่ใส่ลงไปนั้นเป็นไปตามรูปแบบที่เขาคิดว่าดีที่สุดเขาเพิ่มพลังให้ปอดเยอะกว่าหัวใจเพราะกลไกของปอดนั้นจะส่งผลไปยังหัวใจต่อซึ่งหากส่งพลังเข้าไปในรูปแบบนี้มันจะทำให้เกิดสมดุลที่มั่นคงกว่า
เมื่อกระแสพลังของความหิวโหยไหลผ่านเข้าไปในหัวใจและปอดร่างกายของกัสก็มีปฏิกิริยาขึ้นในทันที อุณหภูมิมันเพิ่มสูงขึ้นหัวใจเต้นเร็วขึ้นและการหายใจมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
ผลลัพธ์นี้หากมองจากภายนอกก็จะเห็นได้เพียงสิ่งที่เปลี่ยนไปแบบหยาบๆแต่เมื่อมองผ่านตัวเลขที่แสดงอยู่บนบันทึกโลกวิญญาณแล้ว
สองศิษย์อาจารย์ก็ทำสีหน้าราวกับได้พบกับโลกใบใหม่
ดวงตาของทั้งสองเบิกกว้างขึ้นด้วยปฏิกิริยาที่น่าตระหนกพวกเธอมองดูตัวเลขที่วิ่งไปในทิศทางเดียวกันอย่างสมดุลมันไม่รุนแรงหรือโดดเด่นไปในทิศใดทิศหนึ่งหากแต่เพิ่มขึ้นในสัดส่วนที่พอเหมาะไม่รุนแรงจนเกินไป
“ไม่น่าเชื่อ..กัสเจ้ายังไม่ได้ส่งพลังให้กับอวัยวะส่วนอื่นใช่ไหม”
“ครับท่านน้า ตอนนี้ข้าส่งพลังให้กับหัวใจและปอดเท่านั้น”
สีหน้าของซีต้าเปลี่ยนไปอย่างมากเธอมีความเข้าใจในพลังของหลานชายมากยิ่งขึ้นและในเวลาเดียวนั้นเธอก็ตระหนักว่าการที่วิชาซึ่งไม่สมบูรณ์ของบลูไซต์นั้นสามารถใช้กับกัสได้จริงๆก็เพราะพรศักดิ์สิทธิ์ของกัสไม่ใช่ตัววิชาหรือความโชคดีเพียงอย่างเดียว
สองศิษย์อาจารย์เฝ้ามองตัวเลขอยู่นานจนกระทั่งมั่นใจว่าความเปลี่ยนแปลงของอวัยวะทั้งสองส่วนนี้มีความสมดุลและไม่มีทีท่าว่าจะเกิดการล้มเหลวได้พวกเธอก็เริ่มเบาใจและบอกให้กัสดำเนินการขั้นต่อไปได้
“ลองทำตามที่เจ้าเคยทำดูก่อน จำเอาไว้ ค่อยๆและใช้พลังให้น้อยที่สุด..”
สีหน้าของซีต้าจริงจังขึ้นมาก มิซ่าเองก็กำมือแน่นจนมือสั่นดวงตาของทั้งสองหันมามองกัสเพียงชั่ววูบก็หันกลับไปมองหน้าจอต่อเพื่อจับตามองความเปลี่ยนแปลงทั้งหมดที่เกิดขึ้น
“ทราบแล้ว..”
กัสสูดลมหายใจเข้าไปอีกครั้ง สมาธิของเขาผนึกตัวแน่นขึ้นมันมั่นคงขึ้นพลังงานไหลเวียนอย่างเป็นระบบแล้วไหลผ่านเข้าไปยังอวัยวะ 3ส่วนที่เหลือ
ช่วงเวลานั้นความเปลี่ยนแปลงของตัวเลขก็ทวีความรุนแรงขึ้นมากในเส้นกราฟมันเปลี่ยนจากเส้นเฉียงจนกลายเป็นเส้นตั้งแทบจะในทันทีและมีความเปลี่ยนแปลงที่ขึ้นลงอย่างต่อเนื่องราวกับสัญญาณชีพจรหัวใจ
ดวงตาของซีต้าเบิกกว้างขึ้นเธอแทบจะสั่งให้กัสหยุดมือไว้แต่หัวใจของความเป็นผู้รักษาก็ได้หยุดเธอเอาไว้เพื่อเฝ้ามองความเปลี่ยนแปลงให้ลึกซึ้งยิ่งกว่าเดิม
ช่วงเวลานั้นดวงตาของซีต้าทอประกายวาววับราวกับพบเจอกับขุมทรัพย์ทางปัญญาที่ล้ำค่าอย่างที่ไม่อาจประเมินได้
ความเปลี่ยนแปลงของตัวเลขที่คนภายนอกไม่อาจเข้าใจได้ทว่าสิ่งที่ซีต้ามองเห็นมันได้บอกให้เธอรู้ถึงความเปลี่ยนแปลงที่น่าตกตะลึงของกัสได้เป็นอย่างดี
ภายใต้การขับเคลื่อนพลังของพรความหิวโหยได้ไหลผ่านหัวใจไปตามอวัยวะแต่ละส่วนและไหลผ่านไปยังร่างกายทุกๆส่วนด้วยการหนุนนำของหัวใจ
ขั้นตอนที่ละเอียดนี้เป็นสิ่งที่ยากจะมองเห็นด้วยตาเปล่าได้แต่ตัวเลขที่ปรากฏอยู่ได้บอกให้รู้ถึงปริมาณไขมันที่ถูกเผาผลาญออกไปอย่างรวดเร็ว
ความแข็งแกร่งของร่างกายแต่ละส่วนที่เพิ่มพูนขึ้นอย่างต่อเนื่องไม่เว้นแม้กระทั่งอวัยวะภายในทั้งหมดที่ยากต่อการฝึกฝน