เกิดใหม่ในยุคสามก๊ก พร้อมระบบสังหารศัตรูอัปเลเวล!

    บทที่ 29 โลติด “เล่าปี่คือศิษย์ที่สั่งสอนมาได้แย่ที่สุด”

            “ดี!”

     

            เมื่อเห็นหยางเจาว่าง่ายถึงเพียงนี้ ในใจของโลติดก็นึกตื่นเต้นยินดี และยอมรับการกราบไหว้ฝากตัวเป็นศิษย์

     

            ศิษย์คนใหม่ผู้นี้ ยิ่งมองเขาก็ยิ่งรู้สึกพึงพอใจ

     

            โลติดกล่าวต่อว่า “เจ้ายังมีศิษย์พี่อีกหลายคน หากมีเวลาข้าจะแนะนำให้พวกเจ้าได้รู้จักกัน”

     

            หยางเจานึกถึงเล่าปี่ จึงเอ่ยถามว่า “เสวียนเต๋อที่เคยอยู่ในค่ายทหารวันนั้น ก็เป็นศิษย์ของอาจารย์ด้วยหรือขอรับ?”

     

            “เล่าปี่คือศิษย์ที่ข้าสั่งสอนมาได้แย่ที่สุด”

     

            เมื่อเอ่ยถึงเล่าปี่ โลติดก็ส่ายหน้าด้วยความผิดหวัง “แม้เล่าปี่จะเป็นเชื้อพระวงศ์ แต่ชาติกำเนิดต่ำต้อย ไม่ได้ดีไปกว่าเจ้านัก แต่เขากลับถือดีว่าตนไม่ธรรมดา หลายคนต่างบอกว่าเขามีปณิธานอันยิ่งใหญ่ ข้อนี้ข้าเองก็เห็นพ้องด้วย”

     

            ความผิดหวังที่เขามีต่อเล่าปี่ไม่ใช่เรื่องสานรองเท้าขาย แต่เป็นการมองความคิดของเล่าปี่ออก จึงเอ่ยต่อว่า “ข้ายอมรับว่าเขามีความสามารถไม่เลว หากอยู่ในยามที่ใต้หล้าโกลาหล เขาจะไม่มีวันยอมจำนนต่อสภาพปัจจุบันแน่นอน ทั้งยังมีความเป็นไปได้ที่จะสถาปนาราชวงศ์ฮั่นขึ้นมาอีกสายหนึ่ง”

     

            หยางเจาครุ่นคิดครู่หนึ่งก็เอ่ยถามว่า “ขอเรียนถามอาจารย์ คำว่าราชวงศ์ฮั่นอีกสายหนึ่ง หมายความว่าอย่างไรหรือขอรับ?”

     

            “ประการแรกคือ เขาจะก่อกบฏตั้งตนเป็นฮ่องเต้ ประการที่สองคือ หากราชวงศ์ฮั่นไร้ผู้ค้ำจุน เขาอาจจะเป็นผู้สืบทอดสายเลือดของราชสำนักฮั่น”

     

            โลติดลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก็เอ่ยสิ่งที่คิดในใจออกมาเสริมว่า “แต่ข้าไม่อยากเห็นแผ่นดินเกิดความวุ่นวาย!”

     

            คำประเมินที่เขามีต่อเล่าปี่ ตรงจุดและตรงประเด็นยิ่งนัก

     

            หยางเจานึกถึงเส้นทางการเติบโตของเล่าปี่ในภายหลัง เล่าปี่ได้กลายเป็นผู้สืบทอดสายเลือดราชวงศ์ฮั่นจริง ๆ แม้ช่วงเวลาการสืบทอดนี้จะสั้นยิ่งนัก

     

            เรื่องแผ่นดินเกิดความวุ่นวาย โลติดเองก็มองได้อย่างทะลุโปร่ง ยามนี้ราชวงศ์ฮั่นเต็มไปด้วยบาดแผล ปัญหาต่าง ๆ ปรากฏขึ้นไม่ขาดสาย ความโกลาหลของใต้หล้าแท้จริงแล้วอยู่ไม่ไกลเลย กบฏโพกผ้าเหลืองเป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น

     

            โลติดไม่อยากให้วุ่นวาย แต่หยางเจากลับคิดตรงกันข้าม

     

            มีเพียงแผ่นดินวุ่นวาย เขาจึงจะสามารถสร้างผลงานยิ่งใหญ่ได้ นึกในใจว่าวันหน้าตนเองคงต้องทำเรื่องอกตัญญูเนรคุณเหมือนอย่างเล่าปี่แน่แล้ว

     

            “ดูจากสถานการณ์ยามนี้ มีความเป็นไปได้สูงที่แผ่นดินจะเกิดความวุ่นวาย”

     

            โลติดเอ่ยถอนหายใจ เปลี่ยนหัวข้อเอ่ยต่อว่า “เมื่อถึงลั่วหยาง เจ้าจงไปพักที่จวนของข้าก่อน ข้าจะช่วยเสนอชื่อขอความดีความชอบให้เจ้า ไม่มีวันปล่อยให้ความสามารถของเจ้าต้องสูญเปล่าแน่นอน”

     

            หยางเจาโค้งกายคารวะอีกคราว “ศิษย์ขอบพระคุณอาจารย์ขอรับ!”

     

            …

     

            เช้าวันรุ่งขึ้น

     

            โลติดนำกองทัพใหญ่ ออกเดินทางกลับลั่วหยางอย่างเป็นทางการ

     

            ระหว่างทาง เขานั่งอ่านหนังสืออยู่ในรถม้า

     

            โจโฉควบม้าขึ้นมาขนานข้างไปกับหยางเจา “ได้ยินว่าท่านหลูจงหลางรับหยางซือหม่าเป็นศิษย์ ขอแสดงความยินดีด้วยนะหยางซือหม่า”

     

            หยางเจากล่าวอย่างถ่อมตนและยิ้มแย้มว่า “ข้าเพียงโชคดี ได้รับความเมตตาจากอาจารย์ เมื่อถึงลั่วหยาง ยังต้องขอให้โจตูเว่ยช่วยดูแลอีกแรงขอรับ”

     

            “หยางซือหม่าอย่าได้เกรงใจข้าถึงเพียงนั้น”

     

            โจโฉตั้งใจจะผูกมิตรกับหยางเจา จึงกล่าวต่อว่า “หมิงกวางเรียกข้าว่าเมิ่งเต๋อก็พอ ข้าดูออกว่าท่านหลูจงหลางอยากจะผลักดันหมิงกวาง”

     

            ความสัมพันธ์ของพวกเขาทั้งสองคนสนิทสนมขึ้นโดยไม่รู้ตัว “แต่ฐานะกำเนิดของหมิงกวางออกจะลำบากเสียหน่อยนะ! ยกตัวอย่างเช่นตัวข้า คิดจะก้าวขึ้นไปข้างหน้าอีกสักขั้นสองขั้น แรงต้านก็มหาศาลยิ่งนัก”

     

            บิดาของโจโฉในยามนี้ยังไม่ได้ซื้อตำแหน่งไท่เว่ย*[1] ส่วนท่านปู่ก็เป็นขันที

     

            ฐานะเช่นนี้ยังคงไม่เป็นที่ยอมรับของพวกตระกูลขุนนาง เขาจึงรู้สึกเป็นกังวลแทนหยางเจา

     

            “ไม่เป็นไร ทุกอย่างปล่อยให้เป็นไปตามชะตา”

     

            หยางเจาบอกว่าไม่ใส่ใจ แต่ความจริงในใจวางแผนไว้เรียบร้อยแล้ว

     

            การไปเป็นขุนนางที่ลั่วหยางไม่ใช่สิ่งที่เขาต้องการ ในยุคจลาจลที่จะถึงนี้ สิ่งสำคัญที่สุดมีสองประการ คือ เสบียงอาหารและกำลังทหาร

     

            ลั่วหยางเป็นเพียงแท่นกระโดดของหยางเจาเท่านั้น

     

            เขาไตร่ตรองอย่างถี่ถ้วนแล้ว ถัดจากนี้จะมุ่งหน้าพัฒนาไปทางเสบียงอาหารและกำลังทหาร ขอเพียงทำได้ดี เรื่องตำแหน่งขุนนางก็ไม่สำคัญอีกต่อไป

     

            ไม่แน่ว่าตระกูลขุนนางเหล่านั้น ในอนาคตยังต้องมาพึ่งพาบารมีของเขา

     

            “หมิงกวางปล่อยวางยิ่งนัก!” โจโฉยิ้มกล่าว

     

            โลติดที่อยู่ในรถม้าได้ยินเข้าก็รู้สึกพอใจอย่างยิ่ง ความปรารถนาต่อลาภยศสรรเสริญของหยางเจา ไม่ได้หนักหน่วงเหมือนอย่างเล่าปี่

     

            เมื่อนึกถึงเล่าปี่ เขาก็ขมวดคิ้วมุ่น ยามนี้เล่าปี่คงเดินทางถึงลั่วหยางแล้ว ถือว่ามีผลงานสร้างชื่อ กลับไปคราวนี้ ตนเองคงต้องถูกตอแยขอให้ช่วยเสนอชื่อ เพื่อให้ได้ตำแหน่งขุนนางเล็ก ๆ สักตำแหน่ง

     

            ยังมีเรื่องของจูฮงอีก...

     

            “กลับไปค่อยว่ากัน!”

     

            โลติดวางเรื่องเหล่านี้ไว้ข้างกายชั่วคราว

     

            ด้านนอกรถม้า

     

            หยางเจาและโจโฉยังคงพูดคุยกัน ทว่า หัวข้อที่คุยไม่ใช่เรื่องตระกูลขุนนางหรือคนธรรมดาอีกต่อไป แต่ค่อย ๆ เปลี่ยนไปเป็นเรื่องความรู้ ความสามารถ ตลอดจนขนบธรรมเนียมในลั่วหยาง

     

            ในใจของหยางเจาไม่ปฏิเสธการผูกมิตรกับโจโฉ

     

            ในแผนการพัฒนาในอนาคตของเขา โจโฉคือตัวแปรสำคัญที่ขาดไม่ได้

     

            ดังนั้น ทั้งสองคนจึงพูดคุยกันอย่างถูกคอ

     

            กองทัพเดินทางมาได้ระยะหนึ่ง ในที่สุดก็เดินทางมาถึงนอกเมืองลั่วหยาง

     

            กองทัพมุ่งหน้าไปยังค่ายทหารของทัพเหนือห้าค่ายก่อน ฟางรุ่ยถูกจัดสรรให้อยู่ที่นั่นชั่วคราว ส่วนหยางเจาติดตามโลติดเข้าเมือง ไปพักอาศัยที่จวนของโลติดโดยตรง

     

            หลังจากเข้าเมือง โจโฉก็ขอตัวแยกย้ายกลับไป

     

            เมื่อกลับถึงจวน โลติดก็พาหยางเจาไปแนะนำกับลูกชายอย่างโลอวี้

     

            “ท่านคือหยางเจา หยางหมิงกวางหรือ?” โลอวี้เอ่ยถามด้วยความตกใจ

     

            หยางเจาเอ่ยถามกลับด้วยความสงสัยว่า “ท่านรู้จักข้าด้วยหรือขอรับ?”

     

            เขาเพิ่งจะเคยมาลั่วหยางเป็นครั้งแรก ยังคงไร้ชื่อเสียงเรียงนาม ไร้คนรู้จัก ต่อให้เป็นลูกชายของโลติดก็ไม่น่าจะรู้จักตนเองได้

     

            โลติดเองก็แปลกใจเอ่ยถามว่า “เกิดเรื่องอันใดขึ้น?”

     

            “อ๋องกานหลิงเดินทางมาถึงลั่วหยาง ก็นำเรื่องของหยางหมิงกวางไปเล่าขานจนดังกระฉ่อนไปทั่วเมืองลั่วหยางเลยขอรับ”

     

            โลอวี้อธิบาย “ชื่อของหยางเจาแพร่สะพัดไปทั่วลั่วหยางแล้วขอรับ”

     

            หยางเจา “...”

     

            โลติด “...”

     

            ไม่มีใครคาดคิดว่า อ๋องกานหลิงจะมีแผนการเช่นนี้

     

            หลิวจงอาจจะไตร่ตรองดูแล้ว ด้วยฐานะและตำแหน่งของหยางเจา ย่อมยากที่จะสร้างผลงานได้ เพื่อตอบแทนบุญคุณจึงไม่เพียงแต่กราบทูลเรื่องของหยางเจาต่อหน้าพระพักตร์ฝ่าบาทหลายครา ทว่ายังช่วยสร้างชื่อเสียงให้แก่หยางเจา จนกลายเป็นเรื่องที่ไม่มีใครไม่รับรู้ในยามนี้

     

            “การกระทำของอ๋องกานหลิง ไม่รู้ว่าเป็นเรื่องดีหรือเรื่องร้ายกันแน่!”

     

            โลติดเอ่ยอย่างจนปัญญา จากนั้นก็สั่งให้คนรับใช้ไปจัดสรรห้องพักให้แก่หยางเจา

     

            ตกดึก

     

            โลติดเรียกหยางเจาไปที่ห้องหนังสือ

     

            “หมิงกวาง ในอดีตเคยอ่านหนังสือเล่มใดมาบ้าง?”

     

            เขาเอ่ยถามก่อนเป็นอันดับแรก อยากรู้ขอบเขตความรู้ของหยางเจา

     

            หยางเจาครุ่นคิดดู ในยุคหลังเขาอ่านหนังสือมาไม่น้อย แต่อ่านอย่างสะเปะสะปะ ชัดเจนว่าไม่ตรงกับหลักคำสอนของขงจื๊อในยุคสมัยนี้ จึงเอ่ยว่า “ศิษย์เคยอ่านผ่านตามาบ้างทุกประเภทขอรับ ซ้ำยังอ่านอย่างสะเปะสะปะ ยากจะเอ่ยอธิบายได้”

     

            อ่านหนังสือสะเปะสะปะ แต่ก็เติบโตเป็นผู้มีความสามารถได้

     

            โลติดเอ่ยชื่นชม “หนังสือของข้าที่นี่มีครบถ้วนทุกเล่ม ในอนาคตหากเจ้าอยากอ่าน สามารถมาอ่านได้ทุกเมื่อ มีสิ่งใดไม่เข้าใจก็มาถามข้าได้ทุกเมื่อ เจ้ามีจิตใจทำประโยชน์เพื่อบ้านเมืองและประชาชน อาจารย์นึกยินดียิ่งนัก”

     

            หยางเจานึกในใจว่าสามารถรับมือไปได้ชั่วคราว หากอาจารย์คิดจะทดสอบความรู้เรื่องคัมภีร์ขงจื๊อหรือสี่ตำราห้าคัมภีร์*[2] ตนเองคงไม่รู้จะตอบอย่างไร จึงเอ่ยว่า “ขอบคุณอาจารย์”

     

            โลติดเอ่ยถอนหายใจว่า “น่าเสียดาย ยามนี้ราชวงศ์ฮั่นยิ่งมายิ่งแย่ลง!”

     

            ไม่ต้องเอ่ยถึงว่าแผ่นดินจะเป็นอย่างไร เพียงแค่ลั่วหยางแห่งนี้ พระเจ้าเลนเต้ฝ่าบาทองค์ปัจจุบันก็โง่เขลาเบาปัญญาอย่างยิ่ง เขาเอ่ยถามต่อว่า “เจ้าคิดว่าข้อเสียของราชวงศ์ฮั่นในยามนี้อยู่ที่ใด?”

     

            หยางเจาครุ่นคิดครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยว่า “มีสามประการขอรับ ขันทีและพระญาติฝั่งมารดา ส่วนประการที่สาม ศิษย์ไม่อาจเอ่ยสุ่มสี่สุ่มห้าได้ขอรับ”

     

            “สองประการแรก กล่าวได้ถูกต้อง!”

     

            โลติดพยักหน้ารับเล็กน้อย

     

            ขันทีและพระญาติฝั่งมารดา สลับกันผูกขาดอำนาจสร้างความวุ่นวายแก่การเมือง ไม่ใช่เรื่องที่เกิดขึ้นเพียงวันสองวันในราชวงศ์ฮั่น เขาเอ่ยถามอีกว่า “หมิงกวาง เจ้ามองออกได้อย่างไร?”

     

            [1] ไท่เว่ยเป็นตำแหน่งสมุหกลาโหม หรือผู้บัญชาการทหารสูงสุด หนึ่งในสามมหาเสนาบดีของราชวงศ์ฮั่น

     

            [2] สี่ตำราห้าคัมภีร์ คือ ชุดคัมภีร์วรรณกรรมและปรัชญาพื้นฐานของลัทธิขงจื๊อ ที่ใช้ในการศึกษาและสอบรับราชการในจีนโบราณ

    คล้ายกับเรื่องเกิดใหม่ในยุคสามก๊ก พร้อมระบบสังหารศัตรูอัปเลเวล! ที่คุณอ่าน