ลมกลางคืนพัดผ่านเนินหินอย่างเชื่องช้า กลิ่นเลือดจาง ๆ ยังอวลอยู่ในอากาศ มารขาวยืนอยู่ลำพังใต้เงาจันทร์ เสื้อคลุมสีขาวที่เคยสะอาดบัดนี้ขาดวิ่นเป็นริ้ว ลมพัดให้ชายผ้ากระพือราวเยาะเย้ยมัน
“อา…จารย์…ช่วย…ข้า…ด้วย…”
เพียงนึกถึงคำพูดนั้น เส้นเลือดที่ขมับก็ปูดโปน
มารขาวกำหมัดแน่นจนเล็บจิกเข้าเนื้อ ความโกรธไม่ได้ปะทุออกมาเป็นเสียงคำราม หากแต่ค่อย ๆ สะสม หนักอึ้ง ดั่งหินก้อนใหญ่กดทับอยู่กลางอก
“มันไม่ใช่แค่เด็กหนีรอด
แต่เป็นเด็กที่ “จะกลับมา” ความรู้สึกนี้น่ารำคาญนัก
มารขาวสะบัดชายเสื้อ หยุดความคิดทั้งหมดไว้เพียงเท่านั้น ภารกิจยังไม่จบ มันหมุนกายเคลื่อนตัวเรือนหายไปในความมืด เวลาผ่านไปครึ่งชั่วยาม ร่างสีขาวยังคงเร่งรีบเดินทาง จากป่าทึบเริ่มแปลเปลี่ยนเป็นแมกไม้โปร่ง มองไปที่เบื้องหน้า เห็นไฟบ้านเรือนส่องสว่างยามกลางคืนอยู่หลังกำแพงเมืองใหญ่ตระกาล ที่กลางเมืองมีหอคอยสูงใหญ่สีแดงเข้มท้าทายสายตาผู้คน
นี่คือเมือง“เพลิงนิล” ขึ้นชื่อว่าเป็นขุมกำลังหลักของตระกูลหงส์แดง มารขาวเมื่อจะหลุดพ้นออกจากป่ากลับหยุดนิ่งลง มันหอบหายใจเล็กน้อยจากความเหน็ดเหนื่อย ก่อนยกนิ้วเรียวยาวขึ้นมากดไปตามจุดต่าง ๆ บนใบหน้าหลายครั้งติดกันอย่างชำนาญ เพียงชั่วครู่ โครงหน้าที่แข็งกระด้างและไร้อารมณ์ก็เริ่มบิดเปลี่ยน กล้ามเนื้อใต้ผิวหนังขยับเล็กน้อยจนแทบไร้ร่องรอยเดิม เหลือเพียงใบหน้าธรรมดาที่ผู้คนมองผ่านโดยไม่คิดจดจำ
มารขาวเดินทอดน่องอย่างคนทั่วไป จนไปหยุดอยู่หน้าประตูเมือง นายประตูยังไม่ทันได้ถามอันใน มารขาวควักตราตระกูลหงส์แดงให้มันดูเพียงวูบหนึ่ง นายประตูก็ปิดปากเงียบสนิทจนแทบลืมหายใจ ทันทีที่ผ่านกำแพงเข้าไป มารขาวก็หายวับจากพื้นถนน ร่างเคลื่อนไหววูบไปมาตามหลังคาเรือน ไร้ซุ่มเสียง ราวกับไม่เคยมีตัวตนอยู่ตรงนั้น
ไม่นานนัก หอคอยโอ่อ่าสูงตระหง่านก็ปรากฏอยู่เบื้องหน้า ลวดลายหงส์รำแพนสีชาดประดับอยู่ทั่วผนัง
นี่คือ“วังรอง” ของตระกูล แม้เฟิงเหยียนประมุขแห่งหงส์แดงจะประกาศถอนตัวจากอำนาจหน้าฉากไปแล้ว แต่บารมีที่สั่งสมมากลับยังคงอบอวลอยู่ทุกหัวระแหง
มารขาวร่อนลงจากหลังคาอย่างแผ่วเบา ก่อนดีดตัวเองเข้าประตูหอไปโดยไม่สนใจสายตาขององครักษ์ที่ยืนเรียงราย เหล่าองครักษ์ก็ไม่สนในมัน เงาร่างสีขาวมุ่งตรงไปยังห้องโถงใหญ่ที่ซึ่งบุรุษผู้หนึ่งกำลังนั่งนิ่งสงบอยู่หลังโต๊ะไม้จันทน์หอม
"เฟิงอวี้เฉิน" บุรุษวัยกลางคนผู้มีใบหน้าคมคายแต่แฝงด้วยความกังวลล้ำลึก เขาคือเจ้าบ้านตระกูลเฟิงคนปัจจุบัน ผู้ที่ต้องแบกรับภาระเป็นหน้าฉากให้แก่บิดาผู้ยิ่งใหญ่อย่างเฟิงเหยียนที่ถอนตัว อวี้เฉินเงยหน้าขึ้นจากฎีกาในมือ เมื่อเห็นสภาพยุ่งเหยิงและรอยเลือดบนเสื้อผ้าของคนสนิท หัวใจเขาก็กระตุกวูบ
"นายท่าน... ข้าไร้ความสามารถ" มารขาวเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่สั่นอยู่บ้าง สองมือของมันนำมาประสานเป็นการขออภัย “ความลับนิกายเทวะเรารั่วไหล เมื่อข้าไปถึงจุดนัดพบ ปรากฏว่าคนของนิกายเทวะถูกสังหาร โดยเด็กหนุ่มคนหนึ่ง“
”เด็กหนุ่ม?…“ เฟิงอวี้เฉินเลิกคิ้วด้วยความแปลกใจ ”หรือแม้แต่เจ้าก็พ่ายแพ้มันมางั้นหรือ?“
มารขาวกัดฟันแน่น เพลิงแค้นในใจถูกจุดขึ้น ไม่ทราบจะตอบผู้เป็นนายอย่างไร
”ต้องให้ข้าถามรอบที่สองหรือไม่“ น้ำเสียงที่ราบเรียบเกินไปของอวี้เฉินสร้างความกดดันยิ่ง
”ข้าไม่แพ้…เพียงแต่มันหนีไปได้ วิชาตัวเบาของมันร้ายกาจนัก พลังทำลายล้างของมันนับว่ารุนแรงกว่าข้า เสียอีก สมกับที่เป็นศิษย์ของ ฉีซิ่น เพียงแต่วิธีการต่อสู้มันเหมือนเด็กหัดเดิน” คำว่าศิษย์ของฉีซิ่นพอหลุดจากปาก สร้างความมึนงงแก่อวี้เฉินยิ่งนัก แทบดับเพลิงโทสะที่มีต่อลูกน้องไร้ความสามารถทิ้งไป
“ฉีซิ่นผู้นั้นมันมีศิษย์? แล้วลูกศิษย์ฉีซิ่นมันโผล่หัวมาทำไมที่ห้องลับข้า ? มันสังหารคนของนิกายเทวะเพื่ออะไร? “
อวี้เฉินกลายเป็นนั่งกุมขมับ มารขาวที่เห็นก็เข้าใจผู้เป็นนาย เพราะมันเองตอนพบกับซูหมิงก็เกิดคำถามในหัวขึ้นมากมายเช่นกัน มารขาวไม่ต้องรอให้นายสั่ง ระหว่างที่อวี้เฉินนั่งครุ่นคิด มันค่อยๆเล่าเรื่องราวอย่างละเอียดตั้งแต่พบเจอกับเด็กหนุ่ม อวี้เฉินรับฟังไปครุ่นคิดไป ไม่สามารถจับต้นชนปลายถูก แผนการร่วมมือกันระหว่างตระกูลหงส์แดงกับนิกายเทวะต้องเป็นความลับสุดยอด ห้ามผู้ใดล่วงรู้ ข้อหากบฎแผ่นดินร้ายแรงเกินกว่าจะรับมือ
อวี้เฉินโบกมือให้มารขาวหยุดพล่าม มารขาวหุบปากลง โน้มตัวลงรอรับคำสั่งอย่างตั้งใจ
“สถานการณ์ตระกูลเรายามนี้ มีสายตาคนของไป๋หลิงจับจ้องทุกฝีก้าว ตัวข้าเองเคลื่อนไหวลำบากนัก มารขาวเอ๋ย..เจ้าจงใช้ใบหน้านี้ไปก่อน เครื่องหมายใดของตระกูลในตัวเจ้าจงทิ้งมันไว้ที่นี่“ อวี้เฉินเอ่ยด้วยน้ำเสียงเด็ดขาด ก่อนนำพู่กันจุ่มหมึก วาดแผนที่ในกระดาษเปล่า ส่งยื่นให้แก่มารขาว
“เจ้าไปตามสถานที่นี้ ที่นั่นบิดาข้าพักผ่อนอยู่ จงบอกกล่าวทุกเรื่องที่พบเจอให้แก่บิดาข้า”
เมื่อรู้ว่าตนต้องไปเข้าพบเฟิงเหยียน มารขาวชะงัก ร่างกายสะท้านอย่างห้ามไม่ได้ “เฟิงเหยียนผู้นั้น มีกลิ่นอายเดียวกันกับประมุขนิกายเทวะเรา” แค่คิดก็ขนลุกซู่ไปทั่วร่าง มารขาวเก็บแผนที่เข้าอกเสื้อ น้อมกายรับคำสั่ง ก่อนเดินออกไปอย่างเงียบงัน
เมื่อไร้คนนอก ห้องนี้ก็กลับมาสงบอีกครั้ง อวี้เฉินหยิบกระดิ่งสีดำออกมาจากลิ้นชักโต๊ะอย่างบรรจง มันมองกระดิ่งนั้นอยู่ชั่วครู่ คล้ายชั่งใจว่าจะสั่นมันดีหรือไม่
“กริ้ง” กระดิ่งกระทบกันเกิดเป็นเสียงแหลมใส เพียงครู่เดียว แสงไฟจากตะเกียงในห้องสั่นไหวเล็กน้อย ก่อนเงาร่างสีดำค่อยๆโผล่ออกมาจากเงามืดราวกับเป็นเนื้อเดียวกัน บุรุษในชุดสีดำสนิทก้าวเท้าเข้ามาเล็กน้อย แสงจากตระเกียงสาดส่องถึงแค่บริเวณลำคอมัน ไม่สามารถมองเห็นหน้าตาที่อยู่ในเงามืด อวี้เฉินประสานมือคราหนึ่ง “มารดำ…ขอภัยที่ต้องเรียกท่าน แม้ปกติท่านรับใช้บิดาข้าเพียงผู้เดียว แต่เรื่องนี้เป็นเรื่องเร่งด่วน เราขอบากหน้าใช้งานท่าน“ บุรุษในชุดดำยังคงยืนอยู่ที่เดิม ”ท่านประมุขเฟิงเหยียนสั่งเราให้มารับใช้ท่าน คำสั่งท่านบัดนี้เท่ากับคำสั่งประมุข“
อวี้เฉินจึงเล่าคร่าวๆในเรื่องของซูหมิง อธิบายหน้าตาจากความทรงจำของมารขาว
“เราจะไปฆ่ามัน” ไม่ต้องรอให้อวี้เฉินเอ่ยจบ ร่างสีดำก็หายไป
หลังจากมารดำจากไป อวี้เฉินยืนมองความว่างเปล่าอยู่สักพัก ก่อนจะนึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ ภาพของบุตรสาวของตนเอง ที่ยอมกลับเรือนง่ายดายนัก ภาพของบุตรสาวตนเองที่ตื่นกลัวมันเกินไปตอนพบเจอ ภาพบุตรสาวมันที่ไม่ใส่เสื้อนอก ยืนขวางมันไว้ที่หน้าประตูศิลา……
หัวใจอวี้เฉินคล้ายถูกกระชากออก มันเดินอย่างเงียบงันมาหยุดที่หน้าเรือนหยินชิง แสงจันทร์สาดจับใบหน้าที่เต็มไปด้วยเพลิงโทสะ มันเคาะประตูเรือนด้วยมือที่สั่นเทา “เฟิงลี่หยิน บิดาเอง“
ภายในห้องเงียบสนิทอยู่ชั่วอึดใจ ก่อนจะมีเสียงฝีเท้าแผ่วเบาเคลื่อนที่มาหยุดหลังบานประตู บานเลื่อนไม้ฉลุค่อย ๆ ขยับเปิดออก เป็นหยินชิงอยู่ในชุดนอนที่ไม่ค่อยเรียบร้อยนัก
“เปรี๊ยะ!”
ใบหน้าของนางถูกมือหยาบตบใส่เข้าอย่างจัง สีขาวนวลที่แก้มถูกแทนที่ด้วยรอยฝ่ามือ หยินชิงลูบไปที่แก้มอย่างแผ่วเบา พยายามกลั้นน้ำตาไม่ให้ไหลออก นางมองไปที่บิดาตนเอง ที่บัดนี้เหมือนกลายเป็นคนไม่รู้จัก หน้าตาอวี้เฉินดุร้ายยิ่ง หยินชิงค่อยๆถอยกายกลับ อวี้เฉินมองเขม็งไปที่นางจนนางทรุดตัวลง สายตาทั้งดุร้าย เหยียดหยาม โกรธแค้นนี้ หยินชิงไม่อาจต้านทานได้
“เจ้าได้ทำลายตระกูลเราลงแล้ว อีกไม่กี่วันคืน บิดาเจ้า ท่านปู่เจ้าคงถูกประหาร เจ้ารีบหนีไปซะ!”
หลังพูดจบ อวี้เฉินก็เดินจากไปด้วยหัวใจที่หนักอึ้ง สักครู่เสียงฝีเท้าน้อยๆวิ่งไล่หลังตามมา
“ข้าขอโทษ นี่มันเรื่องอันใดท่านพ่อโปรดบอกข้า”
เสียงพูดปนเสียงสะอื้นดูน่าเวทนา
อวี้เฉินกระตุกยิ้มที่มุมปากเล็กน้อย ก่อนปั้นหน้าเคร่งเครียดหันกลับมา มันเอามือหยาบเช็ดคราบน้ำตาให้นาง ดึงนางเข้ามากอดอย่างแผ่วเบา
“เด็กโง่…เรื่องของผู้ใหญ่เจ้าไม่ต้องรับรู้ เอาเป็นว่าตระกูลเราถูกบีบคั้น ระหว่างที่ตระกูลเราอ่อนแอ นิกายลับแอบมาติดต่อกับเรา ช่วงนั้นจิตใจท่านปู่เจ้าย่ำแย่ เผลอตกปากรับคำ บัดนี้เราคิดถอนตัว กลับมีผู้หนึ่งรู้ความลับ หากมันเอาไปแพร่งพราย เราคงสิ้นทั้งตระกูล”
อวี้เฉินปล่อยนางนางสะอื้น สับสน อยู่ในอ้อมกอด ก่อนคลายมือออก อวี้เฉินผู้ที่นางเคยเห็นแต่ด้านเข้มแข็ง บัดนี้ปรากฏมีน้ำคลอบริเวณดวงตา
“ลูกข้า…เจ้าไปซะ”
อวี้เฉินพยายามกลั้นน้ำเสียงไม่ให้สั่นคลอ ก่อนจะเอ่ยต่อ
“บิดารู้เรื่องแล้วว่าเจ้าเคยซ่อนมันไว้ที่ห้องลับ บุรุษผู้นั้นที่รู้ความลับตระกูลเรา แต่ตอนนี้ข้าไม่มีข้อมูลของบุรุษผู้นั้นเลย”
อวี้เฉินพูดไว้เท่านี้มันก็จุกที่คอจนไม่สามารถพูดต่อ จึงเดินจากไป มันหันไปสั่งองค์รักษ์ด้วยเสียงก้องกังวาลให้พาหยินชิงหนีออกจากเมือง
หยินชิงตกอยู่ในความสับสน ท่ามกลางเสียงฝีเท้าของเหล่าทหารใกล้เข้ามา นางมองไปที่แผ่นหลังของบิดาที่ค่อยๆทอดไกลออก ราวกับแผ่นหลังนั้นจะหายไปตลอดกาล
“ท่านพ่อ…..” เสียงตะโกนของหญิงสาวไล่ตามมา ก่อนนางจะวิ่งมาสวมกอดจากด้านหลัง
“ข้าไม่ให้ท่านตาย ท่านอยากรู้เรื่องใดข้าจะบอกท่านจนหมดสิ้น….”
น้ำตาของบุตรสาวเลอะเต็มแผ่นหลังใหญ่
แสงจันทร์สาดจับใบหน้าอวี้เฉินที่เต็มไปด้วยรอยยิ้มชั่วร้าย