ผู้อาวุโสสาขาหลักที่กำลังนั่งมองเหตุการณ์ทุกอย่างก็เผลอลูบเคราด้วยความพึงพอใจ
แม้ก่อนหน้านี้หยุนเฟยหยางจะแสดงความสามารถที่เหนือชั้นในการทดสอบเป็นผู้ติดตาม แต่พวกเขาก็ไม่เคยเห็นหยุนเฟยหยางได้ต่อสู้อย่างเอาจริงเอาจังเลยสักครั้ง
นี่เป็นครั้งแรกเลยก็ว่าได้ที่หยุนเฟยหยางแสดงฝีมือในการต่อสู้กับผู้ที่แข็งแกร่งกว่าตน และอีกฝ่ายยังเป็นถึงผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดในบรรดาผู้อาวุโสสาขารอง
นั่นทำให้พวกเขาทุกคนยอมรับไปโดยปริยายว่า สถานะผู้ดูแลพิเศษเหมาะสมแล้วที่จะอยู่กับหยุนเฟยหยาง
ย้อนกลับไปเมื่อคืนนี้ ผู้อาวุโสส่วนใหญ่ต่างก็ไม่เห็นด้วยกับความคิดของหนี่หุนลั่วที่จะยกสถานะผู้ดูแลพิเศษให้แก่หยุนเฟยหยาง
หยุนเฟยหยางเพิ่งจะเข้าสู่ตระกูลหนี่ได้ไม่เกินสองวัน และยังไม่มีใครรู้ภูมิหลังที่แท้จริงของเขา ไม่ว่าอย่างไรเหล่าผู้อาวุโสจะไม่ยอมมอบหน้าที่สำคัญของตระกูลหนี่ให้แก่คนที่ยังไว้ใจไม่ได้
แต่หนี่หุนลั่วมีเหตุผลเป็นของตนเอง และเหตุผลนั้นก็มากพอที่จะโน้มน้าวให้ผู้อาวุโสส่วนใหญ่เห็นดีเห็นชอบไปกับความคิดของเขา
จนสุดท้ายหนี่หุนลั่วก็ได้ตัดสินใจประกาศกลางที่ประชุม ว่าจะมอบสถานะผู้ดูแลพิเศษให้กับหยุนเฟยหยาง จึงได้เกิดเหตุการณ์ในวันนี้ขึ้น...
หนี่หุนลั่วค่อยๆเดินลงมาและตบไหล่เขาเบาๆ “เฟยหยาง เจ้าไม่ทำให้ข้าผิดหวังจริงๆ”
จางหลินไม่ได้ยิ้มหรือแสดงอาการดีใจใดๆ เขาเพียงแค่ชูกำปั้นและกล่าวขึ้น “ท่านประมุขหนี่ ข้าอยากจะพูดอะไรบางอย่าง”
“โอ้?” หนี่หุนลั่วอุทานเบาๆ ก่อนที่เขาจะยิ้มออกมา “พูดมาเถิด”
จางหลินตัดสินใจพูดตรงๆโดยไม่อ้อมค้อม “ข้าต้องขอขอบคุณท่านและตระกูลหนี่ที่ให้โอกาสข้า แต่จุดมุ่งหมายในชีวิตของข้าไม่ได้อยู่ที่นี่ เมื่อใดที่ข้ามีความแข็งแกร่งที่เพียงพอ ข้าก็จะจากที่นี่ไป”
คำพูดที่ตรงไปตรงมาของเขาทำให้บรรยากาศในห้องโถงเงียบสงัด แม้แต่หนี่เหิงเหยียนและหนี่ซวงก็รู้สึกประหลาดใจที่จางหลินกล้าที่จะพูดในสิ่งที่คิดออกมา โดยไม่สนความคิดหรือปฏิกิริยาตอบกลับของหนี่หุนลั่ว
หากเป็นคนปกติ คำพูดนี้ก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้ผู้ที่ให้โอกาสรู้สึกโกรธและขุ่นเคือง ราวกับว่าพวกเขาได้เลี้ยงสุนัขที่ไม่เชื่อง
ทว่าปฏิกิริยาของหนี่หุนลั่วกลับเกินความคาดหมาย เขาหัวเราะเสียงดังและตบไหล่จางหลินอีกครั้งอย่างพึงพอใจ “ฮ่าๆๆ คนหนุ่มที่มีจิตใจมุ่งมั่นเช่นเจ้าจะมาตายรังอยู่ในตระกูลเล็กๆของข้าได้อย่างไร? ต่อให้เจ้าจะไม่จากไป ข้าก็จะขับไล่เจ้าออกไปสู่โลกที่กว้างกว่านี้อยู่ดี”
จากนั้นใบหน้าที่เริงร่าของเขาก็แปรเปลี่ยน ก่อนที่เขาจะกล่าวประโยคหนึ่งด้วยน้ำเสียงที่จริงจัง “เฟยหยาง ทำในสิ่งที่เจ้าต้องการ แต่ขอเพียงแค่ระหว่างที่เจ้าอยู่ที่นี่ อย่าทรยศตระกูลหนี่ก็พอ”
จางหลินที่ได้ยินก็ประสานมืออย่างซาบซึ้ง “ไม่ต้องกังวล เรื่องนั้นจะไม่มีวันเกิดขึ้น”
หนี่หุนลั่วยิ้มและตบไหล่เขาอีกสองครั้ง “เอาล่ะ พวกเจ้าไปได้แล้ว”
จากนั้นจางหลิน หนี่เหิงเหยียน หนี่ซวงและอาเหลียงก็โค้งคำนับ ก่อนที่พวกเขาจะออกจากห้องโถงและตรงไปยังรถม้า เพื่อที่จะออกเดินทางสู่สำนักจักรพรรดิดารา
เมื่อในห้องโถงหลงเหลือเพียงแค่หนี่หุนลั่วและเหล่าผู้อาวุโสสาขาหลัก จู่ๆหนี่หานเย่ก็ลุกขึ้นและเอ่ยถาม “หุนลั่ว เขามีพรสวรรค์ถึงขนาดนั้น แต่เจ้าไม่คิดจะรั้งเขาไว้เลยหรือ?”
หนี่หุนลั่วจิบชาหนึ่งคำและกล่าวเปรียบเปรย “ตระกูลหนี่เปรียบเสมือนฝูงเหยี่ยว พวกเราจะหยุดยั้งมังกรไม่ให้โบยบินได้อย่างไร?”
จากนั้นเขาก็มองไปยังหมู่เมฆสูงชันพลันกล่าวอย่างลึกซึ้ง “แม้ตอนนี้เขาจะยังเป็นลูกมังกรที่บินไม่ได้ แต่ตราบใดที่เขาเติบใหญ่ มังกรที่แท้จริงก็จะต้องกลับคืนสู่ท้องนภาในสักวัน”
การประเมินของหนี่หุนลั่วทำให้หนี่หานเย่ประหลาดใจ เขายิ้มอย่างช่วยไม่ได้ “ข้าหวังว่าทำคำพยากรณ์ของเจ้าจะเป็นเรื่องจริง”
หนี่หุนลั่วยิ้มมุมปาก “ข้าอาศัยการพยากรณ์มาตลอดชีวิตจนสามารถสร้างตระกูลหนี่ให้กลายเป็นตระกูลชั้นนำได้ ฉะนั้นท่านไม่จำเป็นต้องกังวล และรอดูสิ่งที่เฟยหยางจะตอบแทนพวกเราในอนาคตเถิด”
เอี๊ยด~
ประตูห้องโถงถูกเปิดออก พร้อมกับชายวัยกลางคนที่ก้าวเข้ามาด้วยฝีเท้าไม่รีบร้อน
หนี่หุนลั่วเหลือบมองและถาม “เป็นอย่างไรบ้าง?”
ชายวัยกลางคนยื่นม้วนกระดาษให้แก่หนี่หุนลั่วอย่างนอบน้อม “มีชายที่ชื่อหยุนเฟยหยางอยู่จริงๆ เขาอายุ 19 ปีและเกิดที่เมืองอู่โจว แต่ต่อมาได้อพยพไปอยู่ที่เมืองหยางโจวหลังจากที่ตระกูลของเขาถูกกลุ่มทุนพ่อค้าจากเขตที่หนึ่งฆ่าล้างบาง เขาได้มาเป็นขอทานอยู่ในเมืองหยางโจวสามปีและเป็นสมาชิกของกลุ่มทหารรับจ้างสองปี หลังจากนั้นก็ไม่มีการเคลื่อนไหวอีกเลยราวกับว่าข้อมูลของเขาไม่มีการบันทึกไว้”
หนี่หุนลั่วที่ได้ยินเช่นนั้นก็ถอนหายใจอย่างเวทนา “ไม่แปลกใจเลย ความสิ้นหวังในชีวิตได้หล่อหลอมให้เขาเป็นคนที่ไร้หัวใจและโหดเหี้ยมเช่นนี้”
.
.
.
อาเหลียงเป็นผู้ขับรถม้าของตระกูลหนี่ขึ้นเหนือเพื่อตรงไปยังสำนักจักรพรรดิดารา ภายในรถม้าคือร่างของจางหลิน หนี่เหิงเหยียนและหนี่ซวงที่กำลังจ้องมองจางหลินด้วยคำถามมากมาย
เนื่องจากสถานะของจางหลินไม่ใช่แค่ผู้ติดตามแต่เป็นผู้ดูแลพิเศษ ดังนั้นเขาจึงได้รับอนุญาตให้นั่งรถม้าพร้อมกับนายน้อยและคุณหนูน้อยของตระกูลชั้นนำได้โดยไร้ข้อกังขา
หากแต่ในระหว่างการเดินทาง จางหลินไม่ได้ปริปากพูดอะไรแม้แต่คำเดียว
หนี่ซวงทำลายบรรยากาศที่อึดอัดโดยการเข้าไปใกล้ และซักถามด้วยความอยากรู้อยากเห็น “เฟยหยาง เจ้าทำได้อย่างไร?”
จางหลินที่กำลังอ่านตำราไม่ได้ละสายตา หากแต่ถามกลับว่า “ท่านกำลังหมายถึงอะไร?”
หนี่ซวงยังคะยั้นคะยอถาม “เจ้าตัดผ่านกระบี่ของผู้เฒ่าจุนโหยวได้อย่างไร? ในสาขารองไม่เคยมีผู้เฒ่าคนไหนที่สามารถเอาชนะผู้เฒ่าจุนโหยวได้เลย”
หนี่เหิงเหยียนพยักหน้าเห็นด้วย “แม้จะเป็นการลอบโจมตี แต่หากไม่มีความแข็งแกร่งที่ทัดเทียมกัน ก็คงไม่สามารถเอาชนะคู่ต่อสู้ที่แข็งแกร่งกว่าได้”
จางหลินมองทั้งสองก่อนจะตอบห้วนๆ “เขาแค่ฝึกมาไม่พอ”
มุมปากของหนี่ซวงและหนี่เหิงเหยียนกระตุกอย่างหนัก
หนี่จุนโหยวถือได้ว่าเป็นอัจฉริยะในด้านของศิลปะการต่อสู้ตั้งแต่วัยเยาว์ ในบรรดาผู้เฒ่าสาขารองในปัจจุบัน ไม่มีแม้แต่คนเดียวที่จะสามารถปราบปรามเขาลงได้
แม้แต่สมาชิกสาขาหลักบางคนก็ยังมีฝีมือที่ด้อยกว่าหนี่จุนโหยวมาก หากจะกล่าวว่าหนี่จุนโหยวฝึกมาไม่พอ นั่นคงเป็นแค่เรื่องตลก
หนี่ซวงจ้องมองใบหน้าที่มีรอยแผลเป็นของจางหลินอยู่นาน จนนางอดไม่ได้ที่จะเอ่ยถาม “เฟยหยาง ในชีวิตนี้เจ้าเคยยิ้มบ้างหรือไม่? เจ้าดูเหมือนตุ๊กตาหุ่นฟางที่มีแค่หน้าเดียวเลย”
“ยิ้ม?” จางหลินชะงักไป เขาไม่ได้พูดอะไรได้แต่ส่ายหน้าเบาๆเป็นคำตอบ
ตั้งแต่การล่มสลายของตระกูลจาง และเขาต้องสูญสิ้นทุกอย่างในชีวิตไป เขาลืมไปแล้วว่าความสุขคืออะไร รอยยิ้มคืออะไร และเสียงหัวเราะคืออะไร
เสียงในหัวของเขาไม่มีอะไรมากไปกว่าการล้างแค้น!
บางทีหากเขาล้างแค้นได้สำเร็จเขาคงจะยิ้มได้กระมัง…