“คุณหนูเ้าคะ บ่าวว่าเราอย่าเพิ่งเข้าไปจะดีกว่าเ้าค่ะ คุณชายซัวหยางเองก็เพิ่งกลับมาจากการสอบบัณฑิต คุณชายอาจจะอยากร่ำสุรากับสหายก่อนก็เป็ได้นะเ้าคะ” เสี่ยวเม่าผู้เป็สาวใช้เอ่ยเตือนคุณหนู
เยว่ซินใบหน้างอง้ำ ก่อนหน้านั้นไม่กี่เดือนที่นางปักปิ่น ‘ซัวหยางติดการสอบเพื่อเข้ารับตำแหน่งขุนนาง’ ซ้ำร้ายเมื่อกลับมาถึงจวนสกุลเสิ่น นางและผู้เป็พี่ชายก็มิได้สนทนากันเลยสักคำ จนถึงวันนี้ จวนสกุลเสิ่นได้เปิดประตูต้อนรับเหล่าสหายของเสิ่นซัวหยางที่ร่วมเข้าสอบขุนนางมากหน้าหลายตา ไม่เพียงแต่นางจะถูกสั่งให้อยู่แค่ในห้อง ยังถูกสั่งมิให้ออกไปเดินเพ่นพ่าน เพราะด้านนอกมีแต่บุรุษ!! “แล้วหลังจากวันนี้เล่า ข้าจะมีโอกาสได้สนทนาอีกหรือไม่ อยู่จวนเดียวกันแต่มิได้พบหน้ากันราวกับอยู่คนละแผ่นดิน” ใบหน้างามหมองลง พลางคิดถึงยามที่ยังเป็เด็ก นางและพี่ซัวหยางแทบจะไม่เคยอยู่ห่างกันเลย รับสำรับร่วมกัน เล่นด้วยกันทุกวัน จวบจนพี่ซัวหยางเข้าสู่วัยสิบห้าหนาว ทุกอย่างเริ่มเปลี่ยนไป การศึกษาเล่าเรียนอย่างหนักหน่วงของพี่ซัวหยางทำให้นางและอีกฝ่ายมิได้พบหน้ากันเหมือนเดิม...จากที่เคยพบกันทุกวัน กลายเป็หนึ่งเดือน พบกันแค่หนึ่งครั้ง ดูอย่างในวันนี้ ‘นางคงมีสิทธิ์แค่มองดูแผ่นหลังกว้างของพี่ชายรูปงามเท่านั้นใช่หรือไม่?’
เสี่ยวเม่าได้แต่ถอนใจ “บ่าวว่าเรากลับเข้าไปในห้องเถิดเ้าค่ะ”
“เฮ้อ ก็ได้” ร่างบางในชุดสีชมพูหวานหันหลังกลับไปทางเรือนเล็กของตน ถอนหายใจเพื่ออดทนเก็บเื่ราวมากมายที่อยากจะพูดกับอีกฝ่ายเอาไว้ หนึ่งในคำพูดนั้นก็มีหนึ่งเื่สำคัญคือคำอวยพรย้อนหลังยามที่นางผ่านพ้นวันปักปิ่น…แต่จะได้ฟังหรือไม่ มันก็เป็อีกเื่
“คุณหนูเยว่ซิน!!”
เสียงเรียกอันน่าในั้นแม้มิใช่เสียงพี่ซัวหยางของนาง แต่ในเมื่อนางคือเ้าของนาม อย่างไรก็ต้องหันไป ขวับ!! ทุกสายตาของบุรุษทั้งหกคนต่างมองนางด้วยรอยยิ้มไม่เว้นแม้กระทั่ง…บุรุษที่นางเฝ้ารอด้วยความหวัง การเดินเข้าไปคำนับอย่างมีมารยาทพร้อมกับรอยยิ้มจึงเป็เื่ที่ควรกระทำ ^^ “ยินดีที่ได้พบเ้าค่ะคุณชายทุกท่าน” นางมิได้เจาะจงว่าเป็ผู้ใด ก้มหน้าต่ำอย่างสำรวมกิริยา ใบหน้าหวานลอบยิ้มก่อนจะเงยหน้าขึ้น “พี่ซัวหยาง”
เหอจิ้งเทาเกาศีรษะแก้เก้อ “อ่า…ข้าเป็ผู้เรียกเ้า ใยจึงเรียกแต่พี่ซัวหยาง หรือพวกเราที่นั่งอยู่ตรงนี้ตัวเ้าจะมิรู้จัก” เอ่ยเย้าน้องสาวบุญธรรมผู้งดงามของสหายที่พวกเขารู้จักนางเมื่อสมัยที่ยังร่ำเรียนในสำนักศึกษา ก่อนจะย้ายออกไปเมื่อผ่านพ้นวัยสิบห้าหนาว
^^ “มิใช่เช่นนั้นเ้าค่ะคุณชายเหอ พวกท่านทุกคนในที่นี้ข้าย่อมรู้จักนามของทุกคน เพียงแต่วันนี้มากันครบ จะทักทายผู้ใดก่อนหน้าย่อมลังเล สุดท้ายจึงมีเพียงนามพี่ซัวหยาง”
คำกล่าวค้านอย่างน่ารักนั้นเรียกรอยยิ้มของเหล่าบุรุษได้ทั้งศาลา สตรีร่างเล็ก ใบหน้าหวานล้ำ ดวงตากลมโตกับพวงแก้มแดงก่ำตรงหน้า ที่มีนามว่าเย่วซิน แต่เดิมน่าทะนุถนอมอย่างไร มาวันนี้ย่อมไม่เคยเปลี่ยน หากผู้เป็พี่ชายนอกไส้อย่างเสิ่นซัวหยางไม่หวงนางจนออกนอกหน้า ไม่แน่ว่ามากกว่าสามในหกบุรุษที่นั่งอยู่ตรงนี้ต้องส่งแม่สื่อมาทาบทามนางแล้ว
เสิ่นซัวหยางยกยิ้มตรงมุมปาก เด็กทารกในวันนั้นเติบโตจนงดงามล่มเมือง ‘และเขาจะไม่ยอมเสียนางไปให้ใครนอกจากเขาที่จะเป็เ้าของนางเพียงผู้เดียว’ “เยว่ซินมานั่งกับพี่ตรงนี้สิ” ตบที่ว่างด้านข้างของตนเองที่มีไว้สำหรับนาง ใจอยากจะอวยพรรับขวัญในวันปักปิ่นที่ตัวเขามิได้อยู่ร่วม…แต่ยามนี้คงไม่เหมาะ เมื่อวันนี้เป็การนั่งสนทนาเกี่ยวกับการสอบขุนนางของเขาและสหายที่เพิ่งจบสิ้นไปพร้อมกับการรอฟังผลสอบที่ครั้งนี้จำนวนผู้สอบมีมากมายหลายร้อยคน ไม่ต่างกับตำแหน่งขุนนางที่ทางราชสำนัก้าก็มีนับร้อยตำแหน่งเช่นกัน แต่ละตำแหน่งล้วนถูกส่งไปเริ่มต้นหาประสบการณ์ที่ชนบทและหัวเมืองต่างๆ รอบนอกเมืองหลวง ‘ก็หวังว่าเขาจะสอบติดเป็หนึ่งในตำแหน่งเ่าั้’ หากมันสำเร็จไปได้ด้วยดี เขาจะขอเริ่มต้นสร้างครอบครัวของตนเองกับสตรีอันเป็ที่รักด้านข้างอย่าง ‘เย่วซิน’
เ้าของนามอย่างเย่วซินแม้อยากจะเดินเข้าไปนั่งร่วมด้วยตามคำเชิญ แต่นางยังมิอาจกระทำได้เพราะมารยาทสตรีที่ดี ที่ผ่านพ้นวันปักปิ่นแต่ยังมิได้ออกเรือนควรปฏิบัตินั้น มิควรนั่งร่วมกับบุรุษฉกรรจ์มากมายเหล่านี้ที่มิใช่คนในครอบครัวได้ จะกล่าวอ้างว่าแล้วเสิ่นซัวหยางเล่า? ‘เขากับนางหาใช่พี่น้องคลานตามกันมา แม้อยากนั่งเคียงข้างสนทนาก็ควรจะเป็วันอื่น’ “มิได้เ้าค่ะ มันไม่งาม อีกอย่างพวกท่านกำลังร่ำสุรา จะอย่างไรก็ไม่เหมาะ วันนี้เย่วซินขอตัวเข้าโรงครัวทำสำรับให้ทานดีกว่าเ้าค่ะ”