“ถงถง พรุ่งนี้เป็วันครบรอบวันตายของพ่อ แม่อยากไปหาพ่อของลูก ลูกลางานไปเป็เพื่อนแม่ได้ไหม” เวลานี้แม่ของจางถงดูไม่เหมือนคนเป็โรคประสาทเลยสักนิด ใบหน้าใจดียิ้มแย้มกำลังมองลูกสาวที่ก้มหน้าก้มตาเก็บเสื้อผ้าด้วยสายตาอันอบอุ่น
“แม่คะ หนูลาหยุดไว้ล่วงหน้าแล้วค่ะ วางใจได้! พวกเราไปกันเวลานี้ทุกปี ไม่งั้นเดียวพ่อคิดถึงพวกเราแย่” ขณะที่พูดประโยคนี้ออกมา จางถงก็รู้สึกเศร้าจนอยากจะร้องไห้
“ดี! ดี! งั้นแม่ไปเตรียมตัวก่อน ทำถังเกา (ขนมที่ทำจากแป้งข้าวเหนียวสอดไส้น้ำตาลทรายแล้วนำไปทอด) ที่พ่อชอบกินไปเยอะหน่อยดีกว่า...” แม่ลุกขึ้นยืน พูดจางึมงำอยู่คนเดียว แล้วเดินออกจากห้องของจางถงไป
จางถงเงยหน้าขึ้นมา มองตามหลังแม่ที่ผ่ายผอมขึ้นเรื่อยๆ เธอเศร้าใจจนต้องถอนหายใจออกมา วันครบรอบวันตายของพ่อและวันที่น้องสาวหายตัวไปเป็ความทรงจำเื่เดียวที่ยังคงชัดเจนอยู่ในหัวสมองของแม่ แม่ผู้น่าสงสาร เหมือนกับการมีชีวิตอยู่จะเป็ความทรมานอย่างหนึ่งสำหรับแม่
แม่ปิดกั้นตัวเองไว้ในความทรงจำแห่งความตายอันไกลโพ้นด้วยความเต็มใจ
ในห้องทำงานทีมสอบสวนของกรมตำรวจแห่งเมืองเทียนฉาง หวังย่าหนานเดินไปเดินมาด้วยอาการร้อนรนอยู่ในห้อง พลางเหลือบตามองโทรศัพท์ที่ตั้งอยู่บนโต๊ะทำงานเป็ระยะ
ในที่สุดโทรศัพท์ก็ดังขึ้นมา เธอแทบจะกระโจนเข้าใส่ ก่อนที่เสียงโทรศัพท์จะดังขึ้นครั้งที่สอง กระบอกโทรศัพท์ก็ถูกคว้าขึ้นมาแล้ว “เสี่ยวจ้าว ว่ามา ได้อะไรจากบริษัทมือถือมาบ้าง”
“ั้แ่วันที่โทรศัพท์ของผู้ตายหวังย่าจิงเปิดใช้จนถึงตอนนี้ มีการโทรติดต่อกับหมายเลขเดียวเท่านั้น ใช้โทรศัพท์ครั้งสุดท้ายก็คือเย็นวันที่หายตัวไป ระยะเวลาโทรสิบสามวินาที”
“ชื่อแซ่เ้าของเบอร์?”
“หาไม่ได้ครับ เหมือนกับเบอร์ของผู้ตาย เป็เบอร์ที่ไม่ได้จดทะเบียนด้วยกันทั้งคู่ บันทึกการโทรก็มีแค่โทรหาเบอร์ของผู้ตายเท่านั้น หลังจากผู้ตายหายตัวไป เ้าของเบอร์ก็ไม่ได้ใช้เบอร์นั้นอีกเลย จนกระทั่งเบอร์ถูกระงับไปเมื่อวานเพราะค้างค่าโทรครับ”
หวังย่าหนานคิ้วขมวด “นายลองเช็คดูหน่อยว่ามีบันทึกการโทรกับคอลเซ็นเตอร์ของ 10086 หรือเปล่า เพราะว่าถ้ามีการโทรไปสอบถามที่ 10086 จะต้องมีบันทึกการโทรแน่นอน ฉันจะไม่ยอมถึงขนาดไม่รู้ว่าไอ้บ้านั่นมันเป็ผู้หญิงหรือผู้ชายหรอกนะ!”
หลังจากวางสาย หวังย่าหนานก็เดินมายังกระดานไวท์บอร์ดที่มีเบาะแสเขียนไว้เต็ม แล้วจ้องไปยังภาพขยายใหญ่ของหวังย่าจิงที่ได้มาจากกล้องวงจรปิดและแปะอยู่บนกระดาน นี่น่าจะเป็ภาพสุดท้ายที่หล่อนเหลือทิ้งไว้ มันเกิดโศกนาฏกรรมที่น่ากลัวอะไรขึ้นบนร่างของเด็กผู้หญิงคนนี้กันแน่นะ หวังย่าหนานสั่นหน้า เธอคิดไม่ตก ทำไมฆาตกรจะต้องแล่เด็กผู้หญิงที่แทบจะพูดได้ว่าไร้เรี่ยวแรงคนนี้ออกเป็ชิ้นๆ ด้วย หรือว่าเพื่อเป็เกียรติให้แก่ตัวเอง หรือกำลังทำความปรารถนาที่ยังไม่เป็จริงให้สำเร็จ คนแบบไหนกันแน่นะที่ทำเื่น่าขนลุกขนาดนี้ได้
ด้านนอกหน้าต่าง ความมืดเข้าปกคลุม ดวงไฟค่อยๆ สว่างขึ้น ทั่วทั้งเมืองถูกปกคลุมไปด้วยความสว่างไสวสวยงามขึ้นในทันที
หวังย่าหนานเดินมาริมหน้าต่างเงียบๆ แล้วยื่นมือผลักหน้าต่างออก มวลอากาศสดชื่นแล่นเข้ามาทันที สายลมอบอุ่นยามค่ำคืนพัดผ่านพวงแก้มและปอยผมที่ร่วงหล่นลงมา
มองทัศนียภาพยามค่ำคืนที่สวยงามของตัวเมือง แต่ตัวเธอกลับรู้สึกอึดอัดจนต้องถอนหายใจออกมา เธอรู้ดีว่าต้องทำให้หัวสมองของตัวเองปลอดโปร่งโดยเร็ว เพราะตามที่จางถงเพื่อนสนิทเตือนไว้ ว่าคนที่เรากำลังเผชิญหน้าอยู่ไม่ใช่พวกไอคิวต่ำ หวังย่าหนานรู้สึกเหมือนมีความเครียดที่อธิบายเป็คำพูดไม่ได้กดทับอยู่บนบ่าของตัวเอง
เช้าตรู่วันรุ่งขึ้น จางถงหอบช่อดอกเบญจมาศสีขาว ส่วนแม่อุ้มกล่องข้าวอยู่ด้านข้าง พอทั้งสองคนลงจากรถแท็กซี่ ก็เดินเข้าไปในสุสานหลีซานแห่งเมืองเทียนฉางเงียบๆ
เนื่องจากไม่ใช่เทศกาลเชงเม้ง ในสุสานจึงเงียบสงัด นอกจากคนดูแลสวนแล้ว ก็ไม่เห็นมีคนมาไหว้สุสาน จางถงประคองแม่เดินไปยังมุมที่พ่อนอนหลับอย่างสงบอยู่ ที่นี่ด้านหลังเป็เขาและมีแม่น้ำขนาบข้าง ด้านตรงข้ามเป็ทะเลสาบหลี่ที่สวยงาม พ่อนอนอยู่ที่นี่อย่างสงบมาสิบเก้าปีแล้ว วันนี้ของทุกปีจางถงจะมาเยี่ยมพ่อที่จากไปหลายปีแล้วเป็เพื่อนแม่ จางถงจะรู้สึกเ็ปอย่างบอกไม่ถูกทุกครั้งที่มาที่นี่ โดยเฉพาะเมื่อเห็นท่าทางอาลัยอาวรณ์ของแม่ยามที่นั่งมองรูปถ่ายพ่อหน้าป้ายสุสาน น้ำตาของจางถงก็เอ่อล้นออกมา
เดินขึ้นบันไดอีกสามขั้นแล้วเลี้ยว จากนั้นเดินต่อไปอีกราวห้าเมตร ก็จะถึงหน้าป้ายสุสานของพ่อ จางถงคุ้นเคยกับสถานที่นี้เป็อย่างดี ถึงจะปิดตา เธอก็เดินมาถึงหน้าป้ายสุสานของพ่อได้ถูก
เหลืออีกไม่ถึงห้าเมตรก็จะถึงแล้ว อยู่ๆ จางถงก็ชะงักฝีเท้าลง ขาทั้งสองไม่เขยื้อนราวกับถูกตะปูตรึงไว้ เธอแทบไม่เชื่อสายตาตัวเอง หน้าป้ายสุสานของพ่อที่ห่างออกไปไม่ถึงห้าเมตร กลับมีช่อดอกเบญจมาศและบุหรี่ที่ถูกจุดวางอยู่ แถมบุหรี่ยังไหม้ไม่หมดมวนอีกด้วย...
“คุณแน่ใจจริงๆ ใช่ไหมคะว่าวันนี้ไม่มีใครมาไหว้พ่อของฉัน” จางถงเปิดเผยสถานะแล้วสอบถามผู้ดูแลสุสานที่ยืนอยู่ด้านข้าง
ผู้ดูแลสุสานพยักหน้า “คนที่มาไหว้จะต้องลงทะเบียนชื่อแซ่ ตลอดจนหมายเลขป้ายสุสานก่อนครับคุณตำรวจ” เขากลืนน้ำลายลงด้วยความกระอักกระอ่วน
“ั้แ่เกิดเหตุการณ์ขโมยเถ้ากระดูกคราวก่อน ทางเราก็ได้รับบทเรียน จึงจัดระบบรักษาความปลอดภัยเสียใหม่ให้เข้มงวดขึ้น ทั้งยังติดตั้งกล้องวงจรปิดไว้ทั่วทั้งสุสานอีกด้วย จึงมั่นใจได้ว่าจะไม่เกิดเหตุการณ์เลวร้ายแบบนั้นขึ้นอีกแน่นอนครับ ดังนั้นคุณตำรวจครับ สำหรับจุดนี้คุณวางใจได้เลยครับ!”
ผู้ดูแลสุสานอธิบายอย่างละเอียดยิบ จางถงตัดสินใจไม่ต่อความยาวสาวความยืด จึงเปลี่ยนคำถาม “ฉันขอดูบันทึกกล้องวงจรปิดของเช้าวันนี้จะได้ไหมคะ”
“แน่นอนครับ!” เพื่อแสดงให้เห็นความสัมพันธ์อันดีของตนเองกับทางตำรวจ ผู้ดูแลสุสานจึงรีบพาจางถงเข้าไปยังห้องควบคุมกล้องวงจรปิดที่อยู่ด้านข้าง เขาชี้ไปทางแผงควบคุมแล้วเอ่ย “เชิญตามสบายเลยนะครับ”
จางถงพยักหน้า แล้วนั่งลงที่หน้าจอดูกล้องวงจรปิด หมุนคันบังคับให้กล้องไปอยู่ในตำแหน่งป้ายสุสานของพ่อ แล้วจึงเริ่มการตรวจสอบ
คอมพิวเตอร์เริ่มเข้าสู่โหมดการทำงานอย่างรวดเร็ว เริ่มจากหน้าจอที่ดำสนิท แล้วท้องฟ้าค่อยๆ สว่างขึ้น แต่ยังคงไม่เห็นร่องรอยของสิ่งมีชีวิตในสุสานที่อึมครึมและเงียบสงัด กล้องอินฟาเรดบันทึกการเคลื่อนไหวของต้นหญ้าในสุสานได้ทุกอณู
จางถงเร่งเทปด้วยความเร็วเท่าที่จะทำได้ ไม่นานนัก ที่เวลาประมาณตีห้าสามสิบนาที คนสวนปรากฏตัวขึ้น พร้อมกับสะพายกระเป๋าหนักๆ เดินมายังข้างแปลงดอกไม้ในสุสาน หลังจากวางกระเป๋าลง เขาก็หยิบกรรไกรตัดหญ้าอันใหญ่ออกมา แล้วเริ่มงานตัดแต่งกิ่งไม้ที่ทำประจำทุกวัน
ภาพเหล่านี้เป็ไปตามที่คนดูแลสุสานพูดไว้ ไม่มีสิ่งผิดปกติใดๆ เกิดขึ้น
ทว่าภาพที่ปรากฏให้เห็นหลังจากเวลาแปดโมงไปนั้นทำให้จางถงประหลาดใจ เวลาแปดโมงห้านาที หลังจากที่สุสานเปิดให้คนนอกเข้าได้ไม่นาน บนทางเดินเล็กๆ ในสุสานก็ปรากฏเงาคนสวมเสื้อโค้ทสีดำ ในมือถือช่อดอกเบญจมาศ เขาเดินตรงไปยังหน้าป้ายสุสานของพ่อจางถง วางดอกไม้ลง จุดบุหรี่ แล้วยืนไว้อาลัยเงียบๆ จางถงใจเต้นตึกตัก เนื่องจากคนคนนี้หันหลังให้กล้องตลอด จางถงจึงหมดโอกาสเห็นใบหน้าของเขา นอกจากผมสีขาวโพลนและความสูงราวร้อยแปดสิบเิเ
ในเวลาไม่ถึงห้านาที ชายลึกลับผู้นี้ก็จากไปอย่างรวดเร็ว เหลือไว้เพียงช่อดอกเบญมาศหน้าป้ายสุสานที่จางถงเห็น และบุหรี่ที่เผาไหม้ไปแล้วครึ่งมวนนั้น
คนคนนี้เป็ใครกันแน่นะ เพื่อนของพ่อก็มีอยู่แค่ไม่กี่คน คุณลุงที่เหลืออยู่เพียงคนเดียวก็เสียไปด้วยโรคมะเร็งสมองเมื่อปีที่แล้ว ดังนั้น่เวลาหลายปีที่พ่อเสียจนถึงตอนนี้ นอกจากตนเองกับแม่แล้ว ก็แทบจะไม่มีใครมาไหว้พ่อเลย
จางถงจ้องเขม็งไปยังด้านหลังของชายลึกลับคนนั้น รอให้เขาหันหน้ามา แค่ด้านข้างก็ยังดี แต่ก็ไม่เลย จนกระทั่งเขาเดินหายลับไปตรงมุมถนนเล็กๆ ในสุสาน ทิ้งไว้แค่เพียงภาพเื้ัเท่านั้น ไม่นานอีกฟากถนนในสุสานก็ปรากฏภาพจางถงเดินประคองแม่เข้ามา
หลังจากไหว้พ่อเสร็จแล้ว จางถงก็เดินประคองแม่ออกจากสุสาน จิตใจเธอว้าวุ่นไม่สงบเอาเสียเลย ขณะกำลังรอรถแท็กซี่ จางถงก็อดใจไม่ไหว หันไปถามแม่ด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “แม่คะ แม่จำตอนที่พ่อยังมีชีวิตอยู่ได้ไหมคะ พ่อมีเพื่อนที่สนิทสนมกันเป็พิเศษไหมคะ แบบคุณลุงเฉินแบบนั้นน่ะค่ะ”
แม่ยังไม่รู้ว่าเกิดเื่อะไรขึ้น มองจางถงด้วยความมึนงง แล้วส่ายหน้า “ผ่านมาตั้งหลายปีแล้ว แม่จำไม่ค่อยได้หรอก”
“แม่ลองนึกดูอีกทีได้ไหมคะ” จางถงไม่ละความพยายาม
แม่ยังคงส่ายหน้าไม่รับรู้อะไรทั้งสิ้น