ห่านเอ๊ย! ปั้นห่านหน้าจืด สู่สัตว์เทพแห่งวังหลวง

    บทที่ 20.1

             

            ด้วยความอยากรู้อยากเห็นที่พุ่งทะลุปรอทเจียงลี่หยูไม่รอช้า เธอคว้าก้อนหินริมทางขนาดเท่ากำปั้นโยนโครมเข้าไปในช่องเก็บของ แล้วใช้นิ้วเรียวสวยจิ้มลงบนคำสั่ง 'ตั้งค่าจิตวิญญาณ' บนหน้าต่างโฮโลแกรมอย่างรวดเร็ว

             

            วิ้ง...

             

            แสงสีฟ้าสว่างวาบขึ้นเพียงเสี้ยววินาทีแล้วทุกอย่างก็กลับคืนสู่ความเงียบสงบไอคอนก้อนหินยังคงนอนนิ่งเป็นก้อนหินหน้าโง่อยู่ในตารางสี่เหลี่ยมไร้ซึ่งปฏิกิริยาตอบสนองใดๆ ไม่มีแสงออร่า ไม่มีการกลายร่างเป็นโกเลมหินหรือมีผีสางนางไม้ลุกขึ้นมาเต้นระบำอย่างที่มโนไว้

             

            หญิงสาวในคราบเทพธิดายกมือขึ้นเกาหัวแกรกๆจนมวยผมที่ประดับปิ่นทองคำแทบจะเสียทรง นัยน์ตากลมโตหรี่แคบลงเพ่งมองตัวอักษรจิ๋วที่ซ่อนอยู่ตรงมุมอธิบายรายละเอียดของสกิลอย่างถ้วนถี่อีกครั้ง

             

            [เงื่อนไขการใช้งาน:คำสั่งนี้มีผลบังคับใช้กับ 'ศพ' เท่านั้น]

             

            'ศพ!?'

             

            อดีตพนักงานออฟฟิศอ้าปากค้าง มโนสำนึกกำลังคิดคำนึงก่นด่าระบบ

             

            'ไอ้ระบบบัดซบ! ใครมันจะไปหาศพคนตายเจอตามข้างทางได้ง่ายๆวะ! นี่ฉันทะลุมิติมาเพื่อเป็นปลาเค็มตากแห้งนะโว้ย ไม่ใช่สัปเหร่อประจำศาลาวัดถึงจะได้มีศพมนุษย์ให้เก็บมาดองไว้ตั้งค่าเล่นทุกวี่ทุกวันน่ะ!'

             

            เมื่อคิดจนปวดขมับก็ยังมองไม่เห็นลู่ทางที่จะไปหาซากศพมาทดลองสกิลเจียงลี่หยูจึงตัดสินใจพับโปรเจกต์ปลุกเสกวิญญาณเก็บเข้ากรุไปก่อนหญิงสาวถอนหายใจยาวก่อนจะหันไปกวักมือเรียกศิษย์รักตัวน้อยที่นั่งตาละห้อยอยู่มุมวิมานทองคำ

             

            "หลินฮุ่ย... มานี่สิได้เวลากินข้าวแล้ว"

             

            สองศิษย์อาจารย์กำมะลอมานั่งล้อมวงกันกลางห้องโถงที่สว่างไสวไปด้วยแสงสะท้อนจากทองคำเจียงลี่หยูล้วงเอาใบไม้แห้งกรอบจากโกดังในระบบออกมา ส่งให้เด็กน้อยคนละกำมือ

             

            กร้วม... กร้วม...

             

            เสียงเคี้ยวใบไม้ดังประสานกันท่ามกลางความเงียบ แม้รสชาติที่แผ่ซ่านในโพรงปากจะเป็นความหวานฉ่ำและกลิ่นหอมกรุ่นของข้าวโพดต้มสุกใหม่ๆทว่าใบหน้าของทั้งสองคนกลับหงิกงอประหนึ่งกำลังเคี้ยวกระดาษหนังสือพิมพ์

             

            เฮ้อ...

             

            เสียงถอนหายใจยาวเหยียดดังขึ้นพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย

             

            หลินฮุ่ยกลืนใบไม้ลงคออย่างฝืดเฝื่อนแม้นางจะเคยอดอยากจนแทบตายมาก่อนแต่การต้องมาทนกินใบไม้รสข้าวโพดต้มซ้ำแล้วซ้ำเล่าทุกมื้อ ทุกวัน มันก็ทำให้อาการ 'เบื่ออาหาร' กำเริบขึ้นมาได้อย่างไม่น่าเชื่อ

             

            เจียงลี่หยูเองก็เคี้ยวใบไม้ในปากอย่างแกนๆ ห้วงสมองเริ่มวิเคราะห์ข้อจำกัดของสกิลคู่บุญอย่างทะลุปรุโปร่ง

             

            'ถึงคำสั่งแก้ไขมันจะครอบจักรวาลเปลี่ยนใบไม้เป็นข้าวโพด เปลี่ยนก้อนหินเป็นยาพาราเซตามอลได้ก็เถอะ...แต่มันก็ทำได้แค่เปลี่ยนรูปร่างหน้าตา หรือดัดแปลงชนิดของวัตถุเท่านั้น'

             

            นัยน์ตาคู่สวยทอดมองเศษใบไม้ในมืออย่างปลงตก

             

            'มันไม่ได้มีจิตวิญญาณของการปรุงอาหารแบบที่พ่อครัวแม่ครัวเขาทำกันไม่มีการตั้งกระทะผัดไฟลุก ไม่มีการเหยาะซีอิ๊ว เติมน้ำมันหอยหรือตุ๋นกระดูกหมูจนเปื่อยยุ่ย... ระบบมันอาจจะเก่งเรื่องตัดต่อพันธุกรรมแต่มันสอบตกเรื่องศิลปะก้นครัวอย่างสิ้นเชิง!'

             

            ความจริงข้อนี้ทำเอาหญิงสาวที่ใฝ่ฝันอยากมีชีวิตสุขสบายกินหรูอยู่ดี ถึงกับห่อเหี่ยวใจ เพราะต่อให้แก้ไขใบไม้ให้รสชาติเหมือนเป็ดปักกิ่งสัมผัสที่เคี้ยวอยู่ในปากมันก็ยังเป็นความสากกระด้างของใบไม้แห้งๆ อยู่ดี

             

            ค่ำคืนนั้นในวิมานทองคำอันยิ่งใหญ่ตระการตาสองศิษย์อาจารย์ผู้มีรูปโฉมงดงามปานนางสวรรค์จึงกอดคอกันล้มตัวลงนอนบนเตียงไม้อย่างเซ็งๆจบสิ้นวันไปพร้อมกับความเบื่อหน่ายในรสชาติอาหารที่จืดชืดและซ้ำซากจำเจที่สุดในโลกหล้า

             

            เช้าวันใหม่เริ่มต้นขึ้นพร้อมกับความเรื่อยเปื่อยที่แสนจะน่าเบื่อหน่ายมันเป็นความจืดชืดระดับที่สตรีผู้งดงามปานล่มเมืองก็ยังอธิบายออกมาเป็นคำพูดไม่ถูก

             

            หลินฮุ่ยเองก็มีสภาพไม่ต่างกันแม้ตอนนี้พวกนางจะหลุดพ้นจากความอดอยาก ได้สวมใส่ชุดแพรพรรณชั้นเลิศและอาศัยอยู่ในวิมานทองคำอันยิ่งใหญ่ตระการตาทว่าวิถีชีวิตกลับขาดแคลนสีสันอย่างรุนแรงสองศิษย์อาจารย์ได้แต่เดินนวยนาดวนเวียนไปมาในคฤหาสน์หลังโตอย่างไร้จุดหมาย ประหนึ่งวิญญาณเร่ร่อนที่หาทางไปผุดไปเกิดไม่ได้

             

            จนกระทั่งในช่วงสายขณะที่เจียงลี่หยูกำลังเดินทอดน่องออกไปที่ลานดินหน้าจวนสายตากลมโตก็พลันไปสะดุดเข้ากับก้อนขนสีดำๆ ที่นอนแอ้งแม้งอยู่บนพื้น

             

            เมื่อเดินเข้าไปดูใกล้ๆ ก็พบว่าเป็นศพของอีกาตัวหนึ่งสภาพของมันนอนหงายท้อง ลิ้นจุกปาก ตาเหลือกค้าง ตายสนิทศิษย์ส่ายหน้า

             

            หญิงสาวเงยหน้าขึ้นมองหลังคาจวนของตนเองที่ถูกเคลือบด้วยทองคำบริสุทธิ์แสงแดดยามสายตกกระทบหลังคาสะท้อนแสงจ้าจนแสบตาประหนึ่งแฟลชกล้องถ่ายรูป

             

            'อืม... น่าเวทนาแท้ คงจะบินเพลินๆแล้วโดนแสงสะท้อนจากหลังคาทองคำแยงจนตาบอดชั่วขณะ จนบินชนกำแพงตายอนาถสินะความรวยของฉันนี่มันเป็นภัยต่อระบบนิเวศเสียจริงๆ'

             

            เจียงลี่หยูถอนหายใจเตรียมจะหิ้วปีกนกโชคร้ายตัวนี้ไปขุดหลุมฝังเพื่อไถ่บาป ทว่าในเสี้ยววินาทีนั้นเองสมองของหญิงสาวก็คิดบางอย่างขึ้นมาได้

             

            'เดี๋ยวนะ...เงื่อนไขของคำสั่งตั้งค่าจิตวิญญาณ คือต้องใช้กับศพไม่ใช่หรือไงแล้วไอ้อีกาลิ้นจุกปากนี่ มันก็คือศพเหมือนกันนี่หว่า แค่ไม่ใช่ศพคน!'

             

    คล้ายกับเรื่องห่านเอ๊ย! ปั้นห่านหน้าจืด สู่สัตว์เทพแห่งวังหลวง ที่คุณอ่าน