ในห้องที่คล้ายจะมืดมิด มีเพียงไฟสลัวจางๆ ที่จุดจุดหนึ่งซึ่งเป็นบัลลังก์สีมืด
เมื่อหลี่เค่อก้าวเท้ามาถึงผ่านประตูมิติ ห้องห้องนี้กลายเป็นสว่างจ้า ปรากฏร่องรอยอารยธรรมของโลกใบนี้จากหลากยุคสมัยถูกแกะสลักอยู่ข้างผนังกำแพง มันไม่ได้ดูเก่าแต่ร่วมสมัย
หลี่เค่อไม่สนใจรายละเอียดยิบย่อย เขาขึ้นไปนั่งบนบัลลังก์ทันที
แล้วจากนั้นไม่นานเหล่า 'ทาสบาป' ก็รับรู้ถึงการมาของนายเหนือหัว ผู้เป็นเจ้าชีวิต
...
"นายท่าน..." เสียงหน้ากากอรุณดังเบา จากนั้นเขารีบหยิบมือถือและติดต่อใครบางคนให้รีบมาที่นี่ทันที
นั่นก็ทำให้เฉินรุ่ยฟางสังเกตเห็นความผิดปกติบางอย่าง เพราะอยู่ๆ บริกรชราก็พูดคำว่า 'นายท่าน' ขึ้นมาสิ่งนี้มันดูแปลก แต่นางก็ถามอะไรไม่ได้มากนักว่าที่นี่เกิดอะไรขึ้นท่านผู้เฒ่าจึงดูร้อนรน เพราะนางยังใหม่กับที่นี่เกินไป แค่นี้บริกรชราก็ใจดีกับนางมากแล้ว
"คุณหนูโบตั๋นพร่างจันทรา [ชื่อแฝงของเฉินรุ่ยฟาง ณ ‘หอราตรีรื่นรมย์’] บ่าวชราต้องขออภัย ข้าคงไม่มีเวลาให้คำแนะนำอะไรท่านอีกแล้ว ข้าได้แนะบ่าวคนอื่นให้มาดูแลท่าน จากนี้ขอให้ท่านมีปรารถนาสมหวัง เนื่องจากท่านมาที่นี่ครั้งแรก อย่างที่ข้าเคยได้กล่าวไป ทุกๆ ครั้งที่มีธิดาแห่งหอราตรีรื่นรมย์คนใหม่ปรากฏ พวกเราจะมีการเปิดตัวธิดาคนใหม่ให้แก่เหล่าผู้สูงส่งทั้งหลายรับรู้เสมอ ท่านสามารถร้องขอสิ่งที่ปรารถนา ต่อรองกับสิ่งที่ท่านต้องเสียไปเวลา ร่างกาย ความสวยงาม สุนทรียศิลป์ จำไว้ว่าสิ่งเหล่านี้..." หน้ากากอรุณต้องการพูดต่อว่า 'อย่าได้รีบร้อนตัดสินใจหรือตกลงหากสิ่งที่ต้องเสียไม่คุ้มกับสิ่งที่ท่านได้รับ' แต่ดูเหมือนเขาจะไม่มีโอกาสได้พูดมัน
บริกรหนุ่มเดินมาถึงเขาเรียกบริกรชราหน้าการอรุณว่า 'ผู้เฒ่าอรุณ' พร้อมโค้งกายนอบน้อม ทันทีที่บริกรชราได้ยิน เขายิ้มให้เฉินรุ่ยฟาง จากนั้นร่างของเขากลายเป็นหมอกสีขาวและหายไปต่อหน้าต่อตานางทันที
"ผู้เฒ่าอรุณคือปรมาจารย์จริงๆ ด้วย" เฉินรุ่ยฟางพูดน้ำเสียงเต็มไปด้วยความตื่นเต้นประหลาดใจ ทักษะแบบนี้ไม่ใช่ผู้บ่มเพาะระดับต่ำแน่นนอน
...
ในเวลาเดียวกัน หลี่เค่อวุ่นวายอยู่กับการควบคุมห้องแห่งนี้ ซึ่งมันมีเล่ห์กลมากมายของป่าดำที่ใช้ควบคุมผู้คนภายใต้
ป่าดำเจ้าเล่ห์ เขาเตรียมตัวเสมอ เขารู้ว่าการย้ายวิญญาณจะมีช่วงเวลาที่อ่อนแอ เพื่อให้มั่นใจว่าจะควบคุมคนของตัวเองได้ ในห้องนี้จึงเป็นสถานที่ผนึกเศษจิตวิญญาณของทุกคนไว้ มีเพียงป่าดำเท่านั้นที่เข้าออกห้องนี้ได้อย่างอิสระ
แต่เมื่อหลี่เค่อมาที่นี่แทน หลี่เค่อสามารถฆ่าใครก็ได้เมื่อเขาอยู่ที่นี่ แน่นอนว่ามันอยู่บนเงื่อนไขที่ว่าเขามีเคล็ดวิชาควบคุมวิญญาณเช่นเดียวกับป่าดำ
"ใช่จริงๆ เคล็ดวิชาของป่าดำที่ใช้ควบคุมที่นี่ คือเคล็ดวิชาที่ไม่สมบูรณ์ของ 'เวทย์ผนึกฟ้าดิน' เพียงแค่ข้ามาถึงที่นี่ข้าก็ควบคุมมันได้อย่างสมบูรณ์เช่นเดียวกับป่าดำ"
มือหลี่เค่อประทับไปที่พื้นด้านหน้าบัลลังก์ ไม่ช้าทั่วห้องส่องสว่างไปด้วยอักษรวิญญาณ ซึ่งเป็นอักษรเวทย์ศักดิ์สิทธิ์ซึ่งแฝงพลังอัศจรรย์
ตอนนี้ทั่วร่างหลี่เค่อมีสายหมอกสีดำล้อมกายจากการดึงพลังลึกลับของห้องแห่งนี้ออกมาใช้ หลี่เค่อกระโดดถอยหลัง นั่งบนบัลลังก์อย่างอหังการดุจราชาปีศาจ ที่ยากจะแยกแยะว่าเป็นใคร
จากนั้นหลี่เค่อก็เริ่มควบคุมกำแพงด้านหนึ่งของห้องแห่งนี้ พลิกหมุนมัน กำแพงใหญ่หนาแผ่นหนึ่งหมุนเร็ว ปรากฏสลับกลับด้านปรากฏเป็นชั้นวางม้วนจารึกเรื่องราว สิ่งเหล่านี้คือข้อมูลลับต่างๆ ที่ถูกป่าดำสะสมและบันทึกไว้ แต่สิ่งนี้ไม่ใช่สิ่งที่หลี่เค่อสนใจ
สิ่งที่เขาสนใจคือในจำนวนม้วนจารึกมากมาย มันได้ซ้อนป้ายฐานะบางอย่างของป่าดำเอาไว้ เพื่อบอกทุกคนว่าตัวเขาคือ นายของสถานที่แห่งนี้
หลี่เค่อใช้พลังจิตดึงป้ายฐานะที่ซ่อนอยู่ในม้วนจารึกเรื่องราวจำนวนมากออกมาอย่างแม่นยำ
ป้ายเหล็กดำมันอยู่ในมือของหลี่เค่อ หลี่เค่อพลิกมัน เขาก็เห็นข้อความสลักว่า 'นิรันดร์' และคำว่า 'สหชาติไร้กังวล' ซึ่งมันก็คืออีกหนึ่งตัวตนของป่าดำยามเขาอยู่ที่นี่
หลี่เค่อวางป้ายเหล็กดำเหมันต์นี้หันหน้าออก เขาทำดังเช่นนิสัยคุ้นเคยของป่าดำ
"ประตูจงเปิด" น้ำเสียงหลี่เค่อก้องกังวาน สุดปลายโถงกว้าง ปรากฏว่าบริกรเฒ่าหน้ากากอรุณยืนอยู่ด้านหน้าสุด ด้านหลังเขามีบริกรคนอื่นๆ ยืนอยู่ด้านหลังอีกครึ่งร้อย แต่ละคนไม่สามัญเพราะทุกคนถัดจากหน้ากากอรุณคือระดับสี่ทั้งหมด ไม่มีผู้ใดมีระดับต่ำกว่านี้เลย หากนับกันเฉพาะในอาณาจักรสนแดง ผู้บ่มเพาะระดับสี่ห้าสิบคน ระดับห้าหนึ่งคน ย่อมนับเป็นขุมกำลังที่สะเทือนแผ่นดินภายใต้เจ้าอาณาจักรและเหล่าเซียนขุนเขาแน่นอน เกรงว่าเหล่าตระกูลบรรดาศักดิ์ผู้ที่จะมีขุมกำลังแข็งแกร่งกว่านี้เกรงว่าต้องเป็นตระกูลชั้นห้า 'ตระกูลเหล็กกล้า' เป็นต้นไป ต่ำกว่านี้ขุมกำลังตรงนี้เพียงพอทำลายทุกตระกูล
"บ่าวชรายินดีต้อนรับการกลับมาของเจ้าชีวิต" หน้ากากอรุณพูดพร้อมโค้งกายต่ำ ทุกคนด้านหลังทำตามทันที
"..." หลี่เค่อนิ่งเงียบไม่ได้พูดอะไร ดูเหมือนนิสัยพูดน้อยของเขาจะคล้ายป่าดำอยู่หลายส่วน ดังนั้นเขาจึงทำตามนิสัยเดิมของตัวเองได้ ไม่ปลอมแปลงสิ่งใด
หน้ากากอรุณคุ้นชินเรื่องแบบนี้ เขาจึงเงยหน้าขึ้นและกล่าววาจาต่อทันที
"'สนแดง' ปั่นป่วน 'เมฆคล้อย' วุ่นวาย 'วายุกระซิบ' สามอ๋องปรารถนาชิงดีชิงเด่น นอกจากนั้นช่วงนี้ยังมีปัญหาที่อาจจะเริ่มส่งผลถึงพวกเราอยู่บ้างขอรับ 'ถางซือฉีอ๋อง' ได้รับบาดเจ็บหนัก การเปลี่ยนแปลงราชันอาจจะเริ่มต้นขึ้น หากสถานการณ์สถานเบากรมกระทรวงต่างๆ จะเริ่มชิงอำนาจ ในเดือนที่แล้วประตูนรกปรากฏ แท้จริงเป็นการทดสอบของเหล่าเซียนขุนเขา พวกเขาอยากรู้ว่า 'ถางซือฉีอ๋อง' บาดเจ็บหนักแค่ไหน สุดท้ายการไม่ปรากฏตัวก็เป็นอีกคำตอบหนึ่ง เพียงแต่บ่าวชราไม่กล้าตีความหมาย เพียงแต่ได้ขอร้องให้เหล่านายหญิง 'สตรีไร้ลุ่มหลง' เป็นผู้ตรวจสอบเรื่องนี้, แต่สิ่งหนึ่งที่ทำเรายืนยันได้หลังปรากฏประตูนรกคือ รากฐานมหานครแห่งนี้เสียหายไม่น้อยมีคนบาดเจ็บและล้มตายจำนวนมาก ณ เขตเมืองชั้นนอกของมหานคร เวลาเพียง 2 ชั่วยามผู้คนตายถึง 1.5 ล้านคน ส่วนใหญ่เป็นคนธรรมดาและเหล่าระดับต่ำ..."
หลี่เค่อรับฟังอย่างตั้งใจพร้อมในใจขบคิด นี่สินะตัวตนของป่าดำ ช่างลึกนัก ในตัวตนปลอมทั้งหลาย ตัวตน 'สหชาติไร้กังวล' คือผู้ปกครอง ‘หอราตรีรื่นรมย์’ นอกจากมันจะเป็นรากฐานเพื่อการบ่มเพาะของป่าดำ
แต่มันยังมีหน้าที่ในการรวบรวมข้อมูลข่าวสารต่างๆ จากดินแดนผู้บ่มเพาะมนุษย์
ตอนนี้เพียงแค่หลี่เค่อรับรู้ของมูลหยาบๆ แต่สิ่งที่ได้กับลึกซึ้งจนมอบภาพรวมของอาณาจักรบริเวณนี้ได้ 'สนแดง' 'เมฆคล้อย' 'วายุกระซิบ' ย่อมหมายถึงสามอาณาจักรยิ่งใหญ่ละแวกนี้
'ปั่นป่วน' 'วุ่นวาย' 'สามอ๋องปรารถนาชิงดีชิงเด่น' ย่อมเป็นการแสดงอัจฉริยภาพของบ่าวชราตรงหน้าหลี่เค่อ ที่ตอนนี้เขาพยายามค้นความทรงจำของป่าดำว่าชายชราคนนี้คือใคร ผู้เฒ่ายอดเยี่ยมนะ เขาดีพอที่จะสรุปเรื่องราวหมื่นคำเหลือเพียงสามประโยคทอง คนแบบนี้ย่อมนับเป็นยอดบุรุษ หลี่เค่อจำต้องให้ความสนใจคนแบบนี้
ไม่เช่นนั้นหากเขาเผยจุดอ่อนต่อหน้าคนแบบนี้ สิ่งที่ตามมาอาจจะคือความตายของตัวเองได้
หลี่เค่อกัดฟันใต้หน้ากาก ทำสายหมอกที่ปกคลุมร่างขมุกขมัวดูน่าหวาดกลัว บ้างปรากฏรูปปีศาจ บ้างปรากฏเป็นหัวกะโหลกคำราม
นอกจากบ่าวเฒ่าหน้ากากอรุณ ผู้คนที่เหลือต่างคุกเข่าร่างสั่น เพราะพวกเขาคิดว่าเจ้าชีวิตของพวกเขามีโทสะต่ออะไรบางอย่าง และอาจจะพลากชีวิตของพวกเขาไปง่ายๆ ดังเช่นนิสัยเดิม
เสียงผู้คนก้องกังวานคำว่า เจ้าชีวิตโปรดเมตตาดังก้องต่อเนื่อง