ขณะมองไปยังหลงเฉินซึ่งกำลังเข้าใกล้พี่น้องตระกูลไป๋มากขึ้นเรื่อย ๆ แม้แต่ผู้นำตระกูลหยางก็ไม่กล้าหยุดยั้งเขา
เขามีลางสังหรณ์ว่าหลงเฉินจะต้องทำให้เขาประหลาดใจในอีกไม่ช้า สำหรับหยางหยุนเทียนและหยางชิงเสวียน พวกเขาต่างตกตะลึงเมื่อสัมผัสได้ถึงคลื่นพลังมหาศาลของหลงเฉินจนตนเองมิอาจยืนหยัดได้อย่างมั่นคง
ในที่สุด พวกเขาก็ตระหนักแล้วว่าการที่ตระกูลหยางยังคงมีชีวิตรอดมาจนกระทั่งตอนนี้ และยังทำให้พี่น้องตระกูลไป๋อยู่ในสภาพตกต่ำจนต้องหันไปใช้วิธีสกปรกอย่างการลักพาตัวนั้นไม่ใช่เพราะผู้นำตระกูลหยาง หากแต่เป็นเพราะหลงเฉินที่น่าพรั่นพรึงผู้นี้ต่างหาก!
แม้ว่าหลงเฉินจะบรรลุขอบเขตชีพจรมังกรขั้นแปดแล้ว เขายังมีความสามารถในการแปลงร่างที่แปลกประหลาดซึ่งทำให้พลังของเขาเหนือกว่าผู้ฝึกฝึกยุทธ์ทั่วไป หยางชิงเสวียนและหยางหยุนเทียนเองก็รู้ว่าหลงเฉินได้กลายเป็นนักรบอสูรแล้ว แต่ในส่วนของรายละเอียดที่เฉพาะเจาะจงนั้น พวกเขายังไม่มั่นใจนัก
หลายสิ่งหลายอย่างเกิดขึ้นมากมายในช่วงเวลานี้ และหลงเฉินเองก็ไม่ค่อยได้พำนักในบ้านตระกูลหยาง ดังนั้นพวกเขาจึงไม่มีเวลาได้ถามไถ่
‘เฉินเอ๋อร์ทำได้ดีกว่าที่ข้าคาดหวังเอาไว้เสียอีก...’
ชายทั้งสามจากตระกูลหยางถอนหายใจพร้อม ๆ กัน โดยเฉพาะสำหรับหยางหยุนเทียนที่รู้สึกหวั่นเกรงในการพัฒนาอันรวดเร็วของหลงเฉินมานานแล้ว
รูปลักษณ์ของหลงเฉินในตอนนี้ทำให้ไป๋เซิงและไป๋ลี่รู้สึกตกตะลึงอย่างมาก พวกเขาไม่คาดคิดว่าความเร็วของหลงเฉินจะน่าเหลือเชื่อถึงเพียงนี้ ชั่วพริบตาเดียว ไป๋ลี่ก็รู้ตัวว่าหลงเฉินได้อันตรธานหายไปเสียแล้ว!
ครู่ต่อมา เขาก็รู้สึกถึงความเย็นเยียบที่แผ่นหลังจากนั้นก็เริ่มรู้สึกเจ็บปวด ตามด้วยคลื่นพลังมหาศาลที่ถาโถมเข้าไปในร่าง ความเจ็บปวดราวกับถูกแทงทะลุกระดูกและทะลวงเข้าไปถึงหัวใจทำให้ไป๋ลี่ก้มศีรษะลงด้วยอาการสั่นเทา และมองเห็นหนามแหลมสีแดงดุจเลือดโผล่ออกมาจากหน้าอกของตนเอง สีหน้าของไป๋ลี่ซีดเผือดลงมากกว่าเดิม
“นี่มัน... ข...ข้า... เป็นไปไม่ได้...”
แม้ว่าเขาจะไม่เชื่อในสิ่งที่เกิดขึ้น ทว่าความเจ็บปวดที่ถูกแทงทะลุร่างก็ทำให้ไป๋ลี่ตระหนักได้ว่าตนเองกำลังจะตาย จิตของเขาค่อย ๆ เลือนรางไปและโลกก็เริ่มมืดลงเรื่อย ๆ
ทันใดนั้น เขาก็เริ่มตระหนักถึงสีหน้าตกตะลึงของผู้นำตระกูลหยางและคนอื่น ๆ ที่กำลังมองไปข้างหลังของเขา แม้ไป๋ลี่จะอยากรู้และต้องการเห็นสิ่งที่อยู่ข้างหลังของตนเหลือเกิน แต่เขาก็เหลือเวลาไม่มากนัก สติที่เลือนรางยิ่งทำให้เขารู้สึกอ่อนแรงลงทุกที
อย่างไรก็ตาม เมื่อคิดว่าใครกันที่อยู่ข้างหลัง ดวงตาของเขาก็เบิกโพลงขึ้นในทันที และตระหนักได้ว่าผู้ที่ฆ่าเขาก็คือหลงเฉินซึ่งเขาไม่เคยใส่ใจเลยตั้งแต่แรกนั่นเอง!
แต่ถึงกระนั้นก็สายไปเสียแล้ว เมื่อในที่สุดเขาก็นึกขึ้นได้ จิตของเขาก็ถึงขีดจำกัด ท่ามกลางความรู้สึกเคียดแค้นชิงชังไร้ที่สิ้นสุด ไป๋ลี่ก็สิ้นลมหายใจ
หลังจากที่ถูกหลงเฉินเหวี่ยงออกไป ร่างของเขาก็กระแทกลงกับพื้นเบื้องหน้าผู้นำตระกูลหยางและคนอื่น ๆ
ในเวลานี้ ทุกคนเรียกสติกลับมาได้อีกครั้ง ผู้นำตระกูลหยางและคนอื่น ๆ มองไปยังร่างไร้วิญญาณที่ดวงตาเบิกกว้าง จากนั้นก็มองหลงเฉินที่ถ่มน้ำลายใส่ร่างนั้น พวกเขาตกตะลึงจนพูดอะไรไม่ออก
ทันทีที่หลงเฉินสังหารไป๋ลี่ ไป๋เซิงก็ตกใจถึงขีดสุด เมื่อร่างของผู้เป็นน้องชายร่วงลงกับพื้น เขารู้สึกถึงความเดือดดาลอันยากจะประมาณได้ ซึ่งสุดท้ายก็แปรเปลี่ยนเป็นความหวาดกลัวอย่างรวดเร็ว
เขารีบหันหลังกลับและเตรียมตัวที่จะหนี ด้วยรู้ดีว่าหยางเสวี่ยชิงเป็นหลักประกันเพียงอย่างเดียวที่เขาเหลืออยู่ แต่ถึงกระนั้น ตอนที่เขาหันหลัง ฝ่ามือเย็นเยียบก็พุ่งมาคว้าคอเขาไว้ พลังปราณมหาศาลและเงื้อมมือที่แข็งแกร่งนั้นไม่ได้ด้อยกว่าเขาเลยสักนิด ไป๋เซิงตระหนักได้ว่าหากเขาเคลื่อนไหวแม้เพียงเล็กน้อย เขาคงต้องตายลงเดี๋ยวนั้น!
ไป๋เซิงถูกยกจนลอยจากพื้นด้วยเงื้อมมือของหลงเฉิน เมื่อมองลงไปยังดวงตาสีแดงดุจเลือด เขาก็คิดถึงการตายของไป๋ลี่ ไป๋เซิงที่อยู่มานานหลายปีกลับรู้สึกหวาดกลัวเงามัจจุราชที่ลอยวนเวียนอยู่บนศีรษะ
เขาตื่นกลัวเสียจนหน้าซีดเผือดและรีบเอ่ยปากอ้อนวอน
“ได้โปรด! ปล่อยข้าไปเถอะ ข้าสัญญาว่าจะพาตระกูลไป๋ทั้งหมดออกไปจากเมืองพฤกษาหมอกและมอบทรัพย์สินทุกอย่างของตระกูลไป๋ให้เจ้าทั้งหมดเลย!”
หลงเฉินหัวเราะอย่างเยือกเย็น เขาไม่ตอบตกลงหรือปฏิเสธ
เวลานี้ เมื่อผู้นำตระกูลหยางตระหนักแล้วว่าหลงเฉินคือผู้ที่สังหารไป๋ลี่ ทุกคนต่างก็พากันเข้ามารวมตัวอยู่รอบ ๆ หลงเฉิน และเมื่อมองไปยังสภาพน่าสมเพชของไป๋เซิง คนตระกูลหยางทั้งสามต่างก็รู้สึกพึงพอใจอย่างมาก โดยเฉพาะผู้นำตระกูลหยาง เมื่อเห็นพี่ชายผู้ทรยศ ผู้ที่เขาให้การยอมรับมาตลอดทั้งชีวิตตกอยู่ในเงื้อมมือของเขาในที่สุด อารมณ์ของเขาพลุ่งพล่านอย่างดุเดือด
“เฉินเอ๋อร์... รู้ใช่ไหมว่าต้องทำเช่นไร?”
เมื่อไป๋เซิงอ้อนวอนขอความเมตตา ผู้นำตระกูลหยางมองเขาด้วยสายตาเย็นชาและเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงไร้ความรู้สึก
เจตนาของเขาช่างแจ่มชัด เพราะไป๋เซิงไม่ได้รับอนุญาตให้มีชีวิตอยู่ในโลกนี้อีกต่อไป
ไป๋เซิงมองผู้นำตระกูลหยางด้วยแววตาโกรธแค้นพลางเอ่ยขึ้น
“น้องหยาง เราเป็นพี่น้องกันมาทั้งชีวิต! ไยเจ้าถึงโหดเหี้ยมถึงเพียงนี้? เห็นแก่ที่ข้าเคยช่วยเหลือเจ้ามามากมาย เจ้าจะตอบแทนความเมตตานั้นด้วยการปล่อยข้าไปในครั้งนี้ไม่ได้รึ?”
ผู้นำตระกูลหยางเย้ยหยัน
“ในคืนที่ท่านใส่บุปผาฝันร้ายลงไปในปากของข้า เราก็หาใช่พี่น้องกันแล้ว! เฉินเอ๋อร์ อย่ามัวเสียเวลาอยู่เลย ลงมือได้แล้ว...”
เมื่อสิ้นคำพูดสามคำสุดท้ายของผู้นำตระกูลหยาง น้ำตาของไป๋เซิงก็เริ่มเอ่อล้นออกมา เขารู้สึกว่าแรงกดที่คอเริ่มมากขึ้น และเมื่อเห็นว่าหลงเฉินและคนตระกูลหยางคนอื่น ๆ ไม่ต้องการไว้ชีวิตเขา เขาก็รู้ว่าคราวเคราะห์ของตนได้มาถึงแล้ว
เขาคิดว่าตนเองได้วางแผนการกำจัดตระกูลหยางอย่างเฉียบขาด แต่ทว่าสองครั้งสองคราที่แผนการล้มเหลวด้วยน้ำมือของพวกเขา ...ด้วยน้ำมือของหลงเฉิน เมื่อเห็นว่าเด็กหนุ่มผู้นี้ถูกลิขิตให้มีอนาคตที่ยิ่งใหญ่ในภายภาคหน้า ไป๋เซิงรู้สึกไม่ยอมจำนนอยู่ลึก ๆ สิ่งที่เขาเสียใจมากที่สุดก็คือการที่เขาไม่ได้จัดการหลงเฉินเสียก่อนที่เขาจะพัฒนาวิทยายุทธ์มาถึงระดับนี้
‘สงเอ๋อร์ หากตอนนั้นเจ้าชั่วร้ายกว่านี้ ตระกูลไป๋ของเราก็คงไม่พบกับจุดจบเช่นในวันนี้ หลงฉิงหลานมีความลี้ลับบางอย่างที่ซ่อนเร้นจากพวกเรามาตลอดหลายปี พวกเราน่าจะตระหนักได้ก่อนหน้านี้ว่าลูกชายของเขาก็คงไม่ได้เป็นเพียงเด็กไม่เอาไหน...’
ไป๋เซิงรู้สึกสิ้นหวังขณะที่เขาใคร่ครวญถึงเรื่องนี้…
อย่างไรก็ตาม เมื่อมองไปที่หยางเสวี่ยชิง หยางชิงเสวียน และหยางหยุนเทียน ไป๋เซิงก็หัวเราะออกมาอย่างบ้าคลั่งชั่วครู่หนึ่งและเอ่ยขึ้น
“อยากฆ่าข้าก็เชิญ แต่โซ่ตรวนสีครามที่มัดร่างของหยางเสวี่ยชิงอยู่จะมิอาจปลดออกได้หากปราศจากกุญแจหรือกระบี่วิญญาณระดับสูง...”
ไป๋เซิงคิดว่าเขาสามารถข่มขู่ตระกูลหยางได้ด้วยคำพูดนี้ เพราะหากหยางเสวี่ยชิงถูกพันธนาการด้วยโซ่ตรวนเช่นนี้ไปตลอดกาล นางก็เหมือนกับตายทั้งเป็น
สิ่งที่ทำให้ไป๋เซิงสูญสิ้นความหวังทั้งหมด คือเมื่อคนตระกูลหยางมองหน้ากันและยิ้มออกมา หยางชิงเสวียนก็เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล
“ดูเหมือนว่าสุนัขเฒ่าตระกูลไป๋จะไม่รู้เลยสินะว่าของกำนัลจากตระกูลหลิงอู่นั้นมีกระบี่วิญญาณระดับสูงอยู่ด้วย!”
ตอนนั้นเองที่ไป๋เซิงยอมแพ้ซึ่งทุกสิ่ง เขาจะไม่รู้ได้อย่างไรว่าไม่มีโอกาสหนีรอดไปจากที่นี่ได้อีกแล้ว?
เมื่อคิดได้เช่นนั้น ไป๋เซิงรู้สึกปล่อยวางได้ในที่สุด เขามองคนตระกูลหยางด้วยสีหน้าท่าทางราวกับคนเสียสติ
“ฆ่าข้าเสียหากพวกเจ้าต้องการ ข้า...ไป๋เซิงไม่อยากมีชีวิตอยู่อีกต่อไปแล้ว อย่างไรเสีย ข้าเกรงว่าคนตระกูลหยางจะเหลือเพียงพวกเจ้าไม่กี่คน ฮ่า ๆ ๆ หยางชางชง เรายังมีทายาทตระกูลไป๋ แต่สำหรับตระกูลหยางของเจ้า ดูเหมือนว่าสายเลือดจะถูกตัดขาดเสียแล้ว ครั้งนี้ ข้าไม่ได้พ่ายแพ้ต่อพวกเจ้าหรอก!”
ขณะที่ไป๋เซิงกำลังพูดอยู่นั้น สีหน้าของหลงเฉินและคนอื่น ๆ ก็เปลี่ยนไปในทันที ผู้นำตระกูลหยางรู้ว่าหยางชิงเสวียนบอกให้คนอื่น ๆ ออกจากเมืองพฤกษาหมอกไปแล้ว แต่หลังจากได้ฟังจากไป๋เซิง ดูเหมือนว่าตระกูลไป๋ได้คาดการณ์เรื่องนี้ไว้ล่วงหน้าแล้วเช่นกัน เมื่อนึกขึ้นได้ว่าไป๋จ้านหลงและไป๋จ้านเฟิงไม่ได้อยู่ที่นี่ คนตระกูลหยางต่างก็นิ่วหน้า สำหรับหยางชิงเสวียนและหยางหยุนเทียน ความตกใจนั้นมากมายท่วมท้นเสียจนพวกเขาเสียการทรงตัว
เมื่อเห็นสีหน้าเจ็บปวดของพวกเขา ไป๋เซิงหัวเราะอย่างบ้าคลั่ง
“ด้วยความเร็วของจ้านหลงและคนอื่น ๆ ใครจะรู้ว่าป่านนี้คนตระกูลหยางจะตายหมดแล้วหรือยัง สุดท้ายแล้วตระกูลหยางของพวกเจ้าก็ถึงคราวสูญสิ้น!”
หยางชิงเสวียนจับจ้องไปที่ไป๋เซิงด้วยสายตาโกรธแค้น จากนั้นก็มองผู้นำตระกูลหยางพลางเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเจ็บปวด
“ท่านพ่อ... อู่เอ๋อร์ และคนอื่น ๆ ...”
หลงเฉินไม่เคยคาดคิดว่าเรื่องจะลงเอยเช่นนี้ ความโกรธแค้นภายในใจของเขาทวีความรุนแรงขึ้นอีก เมื่อเห็นว่าตาแก่ผู้นี้จะตายอยู่รอมร่อ แต่เขายังคงเยาะเย้ยด้วยความพอใจ หลงเฉินจึงใช้กำลังทั้งหมดบีบคอไป๋เซิงจนเขาตายคามือในที่สุด!
เมื่อคิดว่าหนึ่งในยอดฝีมือแห่งเมืองพฤกษาหมอกจะต้องมาตายในสภาพเช่นนี้ ด้วยน้ำมือของเด็กหนุ่มอายุเพียงสิบหกปี ย่อมเป็นสิ่งที่ไม่มีใครเคยคาดคิดมาก่อน
หลงเฉินก็ไม่เคยวาดฝันว่าเขาจะกลายเป็นยอดฝีมือแห่งเมืองพฤกษาหมอกภายในเวลาเพียงแค่เดือนเดียว ชื่อเสียงและความสำเร็จนี้ล้วนแล้วแต่เป็นผลมาจากหยกมังกรลึกลับและแก่นโลหิตสืบทอด!
“ท่านปู่ ข้าจะฝากผลกระจัดวิญญาณและท่านแม่ไว้กับท่านด้วย หลิงชิงและคนอื่น ๆ อาจจะกำลังตกที่นั่งลำบาก ดังนั้นข้าจะรีบไปช่วยพวกเขาให้เร็วที่สุด!”
ขณะมองไปยังเด็กหนุ่ม ผู้นำตระกูลหยางพยักหน้าด้วยท่าทีเคร่งขรึม
ในเวลานี้ พวกเขาเชื่อมั่นในตัวหลงเฉินเกินกว่าใคร เขากลายมาเป็นเสาหลักของตระกูลแทนผู้นำตระกูลหยางซึ่งช่วยเหลือตระกูลหยางเอาไว้
หากเป็นช่วงสองสามเดือนก่อนหน้าและมีใครบางทำนายถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นเอาไว้เช่นนี้ ทุกคนคงคิดว่าคนผู้นั้นจะต้องเสียสติไปแล้วอย่างแน่นอน แต่ถึงกระนั้น ความจริงก็ได้ประจักษ์แก่สายตาของทุกคนแล้ว
-----------------------------
หยาดน้ำตารินไหลออกมาจากดวงตาของหยางหลิงชิง
คนแก่ คนไร้ทางสู้ ผู้หญิงและ เด็ก ๆ ตระกูลหยางต่างจับกลุ่มกันตัวสั่นเทิ้ม ในเวลานี้ ผู้ที่มีฝีมือพอจะตอบโต้กลับมีเพียงพวกเขาทั้งสามคน หยางหลิงชิง หยางหลิงเยวี่ย และหยางอู่เท่านั้น
ทว่าคู่ต่อสู้ของพวกเขาในตอนนี้คือบุตรชายคนโต ไป๋จ้านหลง และบุตรชายคนที่สี่ ไป๋จ้านเฟิง เช่นเดียวกับไป๋ซื่อเฉินและไป๋ซื่อจีที่ฟื้นตัวดีแล้ว
ทั้งสี่คนกำลังหัวเราะร่าพลางมองหยางหลิงชิงและคนอื่น ๆ ในบรรดาคนเหล่านั้น ไป๋ซื่อจีหัวเราะเยาะเย้ยและเอ่ยขึ้น
“เป็นอย่างไรล่ะ? หลิงชิง หลิงเยวี่ย พวกเจ้าทั้งสองตัดสินใจได้แล้วหรือยัง? ตอนนี้ตระกูลหยางของพวกเจ้าถึงคราวจบสิ้น หากพวกเจ้าเพียงยินยอมติดตามข้ากับพี่ชายไป พวกเจ้าก็จะมีโอกาสรอด!”
ทางฝั่งตระกูลหยาง ด้วยการโจมตีของคนตระกูลไป๋ทั้งสี่ หยางอู่ได้ล้มลงไปแล้ว
เวลานี้ เขานอนอยู่ในอ้อมแขนของหยางหลิงเยวี่ยด้วยใบหน้าซีดเผือด รอยเลือดที่มุมปากยังคงปรากฏให้เห็นแม้ว่าเขาจะเช็ดมันออกไปแล้ว เห็นได้ชัดว่าในการต่อสู้ครั้งนี้ทำให้เขาบาดเจ็บมากกว่าครั้งก่อน
หยางหลิงเยวี่ยกำลังร่ำไห้ น้ำตาของนางร่วงหล่นราวกลีบของดอกไม้บาน นางมองไป๋ซื่อจีด้วยสายตารังเกียจ
“พวกเจ้าทั้งสองคนรุมพี่ชายข้าคนเดียวแบบนี้จะเรียกว่าเก่งกาจอย่างไรไม่ทราบ? คนตระกูลไป๋ล้วนชั่วช้าเลวทราม ทำได้เพียงใช้วิธีต่ำ ๆ รังแกคนไม่มีทางสู้และผู้หญิงเท่านั้นล่ะ!”
ไป๋ซื่อจีไม่ได้รู้สึกโกรธหลังจากถูกหยางหลิงเยวี่ยสบประมาท เขายิ้มและเอ่ยขึ้น
“ดูเหมือนว่าความโง่เง่าของเจ้าจะไม่ธรรมดาเลยทีเดียว ในโลกนี้มีเพียงผลลัพธ์เท่านั้นที่สำคัญ หาใช่วิธีการไม่ ในตอนนี้ปู่ของเจ้าและเจ้าเด็กเหลือขอนั่นคงถูกยอดฝีมือจากลัทธิเซียนโลหิตกำจัดไปแล้ว ส่วนพวกเราที่นี่ก็ต้องกำจัดขยะไร้ค่าจากตระกูลหยางทั้งหมดก่อนจะกลับไปเลี้ยงฉลอง ดูเหมือนว่าเวลาใกล้จะหมดลงแล้ว ถ้าเช่นนั้นข้าคงไม่เสียเวลากับเจ้าอีก สำหรับผู้หญิงทั้งสองคน ข้าจะใช้กำลังพาตัวพวกเจ้าไป ส่วนทุกคนที่เหลือ... ต้องตายอยู่ที่นี่!”
เรื่องลัทธิเซียนโลหิตและหยางเสวี่ยชิงที่ถูกจับเป็นตัวประกัน หยางหลิงชิงรู้เรื่องนี้มาก่อนแล้ว เมื่อคิดว่าพวกเขาถูกฆ่าตายจนหมดและตระกูลหยางที่ยิ่งใหญ่ต้องพบกับจุดจบเช่นนี้ หัวใจของพวกเขาทุกคนล้วนแตกสลาย
หากหยางชิงเสวียนไม่ให้คำแนะนำพวกเขาก่อนจากไป เด็กที่เหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่ออย่างพวกเขาคงไม่สามารถทนได้จนถึงตอนนี้
ตอนนั้นเอง ไป๋ซื่อเฉินและไป๋จีเริ่มเดินเข้ามาหาคนตระกูลหยาง ผู้หญิงและเด็กต่างกรีดร้องตาม ๆ กัน เมื่อมองไปยังคนตระกูลหยางที่อยู่ข้างหลัง หยางหลิงชิงกัดฟันแน่นและพูดกับหยางอู่
“พี่ใหญ่ ส่งกระบี่ผลึกมายามาให้ข้า...”
****************************