ดาราจักรนิรันดร์กาล

    ตอนที่37 เริ่มงานประมูล

    "วิซาร์ด เหตุใดชื่อถึงได้แปลกพิกลเช่นนี้ ผู้อาวุโสหวังท่านเคยได้ยินชื่อของคนผู้นี้มาก่อนหรือไม่" จ้าวฉิงเจียเอ่ยรำพึงรำพัน แล้วหันไปถามชายชราที่สวมอาภรณ์สีเหลืองทองที่ยืนอยู่ด้านข้าง

     

    "เรียนคุณหนู ตลอดช่วงชีวิตอันยาวนานของผู้ชรา ผู้ชรายังไม่เคยได้ยินนามนี้มาก่อนเลย" ชายชราที่สวมอาภรณ์สีเหลืองทอง ตอบอย่างไม่ครุ่นคิดเลยแม้แต่น้อย ด้วยการฝึกฝนระดับเซียนของเขากาลเวลาเพียงแค่พันกว่าปีไม่ถือว่ายาวนานมากนัก เพราะฉะนั้นความทรงจำของเขายังดีอยู่ ชื่อวิซาร์ดนี้ เขาไม่เคยได้ยินมาก่อนเลยจริงๆ

     

    "แล้วผู้อาวุโสหวังคิดว่าคนผู้นี้เชื่อถือได้หรือไม่"

     

    "คุณหนูคิดจะดึงเขามาเป็นพวกเช่นนั้นหรือขอรับ หากคุณหนูคิดเช่นนั้น ผู้ชราก็ขอกล่าวกับคุณหนูตามตรง คนผู้นี้มีพลังยุทธ์ลึกลับเป็นอย่างมาก เมื่อสักครู่ผู้ชราแอบตรวจสอบเขาอยู่หลายครั้ง แต่น่าเสียดายที่ไม่ได้เงื่อนงำอะไรกลับมาเลย ทั้งที่กลิ่นอายพลังยุทธ์ของเขาเบาบาง แต่ผู้ชรากลับมองไม่เห็นถึงก้นบึ้งของพลังเขาเลย"

     

    "ผู้อาวุโสหวังประเมินเขาสูงเช่นนี้เลยหรือ" จ้าวฉิงเจียมีท่าทีฉงน โดยปกติแล้วผู้อาวุโสหวังเป็นคนที่เคร่งขรึมและรอบคอบ อีกทั้งยังเป็นปรมาจารย์การหลอมโอสถระดับที่ห้าที่มีอยู่น้อยนิดในแผ่นดิน เขาเป็นคนที่มีความหยิ่งทะนงในตนเองสูงมาก การที่บุคคลลึกลับที่เรียกตนเองว่าวิซาร์ด ทำให้ผู้อาวุโสหวังประเมินเขาสูงเช่นนี้ เช่นนั้นบุคคลที่ลึกลับท่านนี้ต้องไม่ธรรมดาอย่างที่คิดเป็นแน่

     

    "เผชิญหน้ากับผู้มีพลังยุทธ์ระดับเซียน คนทั่วไปต่อให้จิตใจเข้มแข็งมากแค่ไหนก็ต้องมีประหม่ากันบ้าง แต่วิซาร์ดผู้นี้กลับมีท่าทีที่เรียบเฉยต่อระดับพลังของข้าผู้ชรา นี่แสดงให้เห็นว่าจิตใจของเขาสูงส่งมากเลยทีเดียว" ชายชราที่สวมอาภรณ์สีเหลืองทองกล่าวด้วยท่าทางครุ่นคิด แววตาของเขาเฉียบคมราวกับกระบี่

     

    "อีกทั้งคนผู้นี้สามารถหลอมโอสถระดับสี่ขั้นสูงสุดออกมาได้ เขาต้องเป็นคนที่ไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน โอสถเหล่านี้ที่เขาหลอมออกมาต่อให้เป็นผู้ชราก็ไม่สามารถหลอมได้บริสุทธิ์ถึงเพียงนี้ อีกอย่างนึงโอสถเหล่านี้ยังมิใช่โอสถธรรมดา เพราะมันมีลวดลายอักขระสวรรค์จางๆไหลเวียนอยู่ในเม็ดโอสถ อันที่จริงผู้ชราอยากรั้งตัวเขาไว้มาก แต่กลัวว่าจะเป็นการล่วงเกินเขา หากลงมือกระทำอยากอุกอาจ บางทีผลลัพธ์ที่ได้อาจจะเลวร้ายจนพวกเรารับความเสียหายไม่ได้ก็เป็นได้"

     

    "เช่นนั้นรอดูท่าทีไปอีกหน่อย บางทีคนผู้นี้อาจจะเป็นจอมยุทธ์ลึกลับที่เร้นกายฝึกตนมาโดยตลอด ตอนนี้อาจจะเพิ่งออกจากการบำเพ็ญเพื่อมาหาทรัพยากรในการฝึกตนก็เป็นได้ แต่ถึงอย่างไรก็ต้องปลอดภัยไว้ก่อน ผู้อาวุโสหวังท่านช่วยตรวจสอบภูมิหลังของคนผู้นี้ให้ข้าที" ดวงตาของจ้าวฉิงเจียฉายแววเฉียบคมออกมา หากคนผู้นี้มีความสามารถจริงและมีภูมิหลังไม่ยิ่งใหญ่อะไร เช่นนั้นการจะเชิญเขามาเป็นพรรคพวกก็คงจะไม่ยากเท่าไหร่ แต่ถ้าหากตรวจสอบมาแล้ว ผลลัพธ์ที่ได้กลับกลายเป็นว่าเขามีภูมิหลังที่แข็งแกร่ง เช่นนั้นการจะเชิญเขามาเป็นพรรคพวกก็คงจะลำบากแล้ว

     

    "ผู้ชราจะช่วยคุณหนูตรวจสอบเรื่องนี้อย่างสุดความสามารถ" กล่าวจบร่างของชายชราที่สวมอาภรณ์สีเหลืองทองก็หายไป

     

    ด้านนอกห่างจากหอประมูลประกายดาวออกไปไม่ไกลนัก ไป๋ชิงอวิ๋นรีบลบร่องรอยของตนเอง จากนั้นก็ผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าอาภรณ์ตัวใหม่ เขาเก็บชุดคลุมสีม่วงครามที่ดูลึกลับเข้าไปในช่องเก็บของ จากนั้นก็เปลี่ยนเป็นอาภรณ์สีฟ้าลายเมฆสีขาวเพื่อให้เหมาะกับชื่อของเขา ชิงอวิ๋นแปลว่าเมฆคราม

     

    หลังจากที่ผ่อนคลายอารมณ์ของตนเองลง ไป๋ชิงอวิ๋นเพิ่งสังเกตเห็นว่าเหงื่อเย็นไหลออกมาทั่วทั้งแผ่นหลังของเขา การที่ต้องเผชิญหน้ากับจอมยุทธ์ระดับเซียนมันไม่ใช่เรื่องง่ายเลยจริงๆ หากเมื่อครู่หากเผยพิรุธออกไปแม้แต่น้อย ไม่แน่ว่าอาจจะเกิดผลเสียมากกว่าผลดี เพราะเมื่อคู่นี้สายตาของชายชรา มีทีท่าว่าอยากจะลงมือกับเขาอยู่หลายครั้ง แต่เป็นเพราะไม่สามารถอ่านสถานการณ์ของเขาได้อย่างถูกต้อง ชายชราผู้นั้นจึงไม่กล้าลงมือบุ่มบ่าม

     

    หลังจากเปลี่ยนเสื้อผ้าอาภรณ์เสร็จ ไป๋ชิงอวิ๋นก็รีบกลับไปที่โรงเตี๊ยมแสงจันทร์ในทันที เขาไม่กล้าอยู่ที่นี่นานมากนักเพราะกลัวว่าจะทิ้งร่องรอยให้สืบสาวได้ ช่วงนี้หากตัวตนของเขาเป็นความลับ มันจะส่งผลดีกว่าการที่ตัวตนของเขาถูกเปิดเผย ถึงอย่างไรหากตัวตนยังคงเป็นความลับอยู่เรื่องราววุ่นวายที่จะตามมาก็คงน้อยลงไปด้วย

     

    ใช้เวลาไม่นานในที่สุดก็กลับมาถึงโรงเตี๊ยมแสงจันทร์ ไป๋ชิงอวิ๋นเดินไปที่ลานด้านหลังโรงเตี๊ยมแสงจันทร์ เขากวาดตามองไปรอบๆภายในลานด้านหลัง ตอนนี้ไม่มีร่างเงาสหายของเขาอยู่เลยแม้แต่คนเดียว ไป๋ชิงอวิ๋นพยักหน้าอย่างพึงพอใจ

     

    "ไม่ทำให้ข้าผิดหวังเลยจริงๆ สมแล้วกับที่เป็นผู้มีร่างกายพิเศษ สามารถฝึกฝนทักษะวิชาที่คนอื่นต้องใช้เวลาในการฝึกหลายเดือนให้สำเร็จในขั้นแรกได้ภายในเวลาแค่ไม่กี่วัน เจ้าพวกนี้ถือว่ามีแววใช้ได้"

     

    ไป๋ชิงอวิ๋นเดินกลับขึ้นไปที่ห้องพักที่ชั้นสอง เมื่อเปิดประตูเข้าไปเขาก็เห็นสหายทั้งสามของเขานอนหมดสภาพอยู่บนเตียงเดียวกัน ช่วงที่ฝึกทักษะท่าร่างการเคลื่อนไหวพวกเขาคงอ่อนเพลียมาก เมื่อฝึกฝนสำเร็จจึงรู้สึกอ่อนเพลียอย่างถึงที่สุด ไป๋ชิงอวิ๋นก็รู้สึกว่าตัวเองนั้นไม่สามารถแบกรับความอ่อนเพลียทั้งหลายได้แล้วเช่นเดียวกัน เขาทิ้งตัวลงบนเตียงเดียวกับสหายของเขาจากนั้นก็ผลอยหลับไป

     

    ความเหนื่อยล้าที่สะสมมามันไม่น้อยเลยจริงๆ ด้วยสภาพร่างกายของไป๋ชิงอวิ๋นในตอนนี้เพียงแค่หัวถึงหมอนก็หลับเป็นตายแล้ว หลายวันมานี้เหนื่อยล้ามากจริงๆ ไม่น่าเชื่อมาก่อนว่าในอดีตตัวเองที่เคยโต้รุ่งสามวันเพื่อเขียนโปรแกรมส่งลูกค้าแล้วยังรู้สึกว่าร่างกายของตัวเองยังสบายๆ พอมาถึงวันนี้กลับอยากพักผ่อนจนห้ามตัวเองไม่ได้

     

    ทั้งสี่คนหลับเหมือนซ้อมตาย พวกเขาจมอยู่กับห้วงนิทรารมณ์ไม่รับรู้เรื่องราวภายนอกอีก

     

    ตอนนี้ความวุ่นวายที่สมาคมโอสถแห่งเมืองจินหยางถูกคลี่คลายโดยผู้อาวุโสที่สวมใส่อาภรณ์สีเหลืองทอง อาภรณ์ของเขาเหมือนกับอาภรณ์ของผู้อาวุโสหวัง แต่ทั้งสองคนไม่ใช่คนเดียวกัน เขาคนนี้คือผู้อาวุโสห้าแห่งสมาคมโอสถเมืองจินหยาง ความวุ่นวายที่ไป๋ชิงอวิ๋นก่อขึ้นก็ได้เขาคนนี้นี่แหละเป็นผู้จัดการ

     

    ข่าวคราวเรื่องที่ไป๋ชิงอวิ๋นมาที่สมาคมแห่งนี้ถูกสั่งให้ปิดเป็นความลับ หากข่าวแพร่งพรายออกไปผู้อาวุโสห้าประกาศไว้อย่างเด่นชัดว่า จะเอาชีวิตของคนผู้นั้นมาเชือดไก่ให้ลิงดู อิทธิพลของผู้อาวุโสห้าแห่งสมาคมโอสถเมืองจินหยางไม่มีจอมยุทธ์คนไหนกล้าท้าทายเขาเลยแม้แต่คนเดียว เพราะจอมยุทธ์ที่สามารถหลอมโอสถระดับห้าขึ้นมาได้บนแผ่นดินนี้มีเพียงแค่หยิบมือเท่านั้น อิทธิพลของเขาน่ากลัวยิ่งกว่าห้าตระกูลใหญ่เสียอีก

     

    บ่ายวันต่อมาไป๋ชิงอวิ๋นรู้สึกตัวตื่นขึ้น เขาบิดตายไล่ความขี้เกียจ การได้นอนหลับอย่างเต็มอิ่มนี่มันดีจริงๆ ความรู้สึกอ่อนเพลียไร้กำลังก่อนหน้านี้ถูกขับไล่ออกไปหมดแล้ว เวลานี้เหลือเพียงแค่ความสดชื่นกระปรี้กระเปร่า กำลังวังชาล้วนแต่กลับมาอย่างครบถ้วนสมบูรณ์แล้ว

     

    กู่หวงตื่นขึ้นเป็นคนที่สอง จากนั้นก็เรียงกันไปตามลำดับ หยางเฉินตื่นขึ้นเป็นคนที่สาม ส่วนมู่ปิงเฟิงก็ตื่นขึ้นเป็นคนที่สี่ เมื่อได้นอนอย่างเต็มอิ่มกำลังวังชาก็ถูกเติมเต็มกลับมาอย่างครบถ้วน

     

    "การฝึกช่วงนี้เป็นยังไงบ้าง" ไป๋ชิงอวิ๋นเอ่ยถามขึ้น

     

    "ก็ฝึกแค่ทักษะท่าร่างการเคลื่อนไหวเพียงเท่านั้น เมื่อวานข้าคิดว่าพวกเราจะเหี่ยวตายแล้วซะอีก โชคดีที่เจ้ากลับมาทันเวลาจึงสามารถกู้สถานการณ์กลับมาได้" หยางเฉินบ่นกะปอดกะแปด เขารู้สึกว่าเมื่อวานนี้ตัวเองเพิ่งผ่านอาการเฉียดตายมา การไม่ได้กินข้าวติดต่อกันหลายวันไม่น่าเชื่อว่ามันจะน่ากลัวได้ถึงขนาดนี้

     

    "ลำบากแค่นี้ก็บ่นแล้วเหรอ ทางเบื้องหน้ายังอีกยาวไกล ความยากลำบากไม่ได้จบอยู่เพียงเท่านี้แน่นอน ข้ารับรองได้" ไป๋ชิงอวิ๋นยื่นมือออกไปตบไหล่สหายของเขาอย่างให้กำลังใจ

     

    "ว่าแต่โอสถที่เจ้าให้พวกข้ากินเมื่อวาน มันคือโอสถอะไรกันแน่ จนถึงตอนนี้ข้ายังสัมผัสพลังของมันที่ไหลเวียนอยู่ในร่างกายของข้าได้อยู่เลย โชคดีที่เคล็ดวิชาที่พวกเราฝึกฝนมีพลังแข็งแกร่งมากพอ ไม่เช่นนั้นพวกข้าทั้งสามคนอาจจะตัวระเบิดตายไปแล้วก็ได้" กู่หวงเอ่ยถามอย่างสงสัย เขาดูดซับพลังของโอสถมาตั้งแต่เมื่อวานนี้แล้ว แต่พลังของมันเหมือนกับเป็นทะเลสาบขนาดใหญ่ดูดซับเท่าไหร่ก็ดูดซับไม่หมด อีกทั้งเขายังรู้สึกว่ารากฐานของตนเองมั่นคงมากยิ่งขึ้น ตอนแรกที่กลืนโอสถลงท้องไปพลังที่ปะทุออกมาจากโอสถน่ากลัวเป็นอย่างมาก โชคดีที่เคล็ดวิชาร่างกระดูกอมตะแข็งแกร่งมากพอร่างกายของเขาจึงไม่เป็นอะไร แต่ถ้าหากเคล็ดวิชาที่ฝึกฝนอ่อนแอกว่านี้เพียงเล็กน้อย ด้วยระดับพลังที่ต่ำต้อยของเขาร่างคงระเบิดแตกสลายเป็นผุยผงไปนานแล้ว

     

    "ไม่ต้องเก็บมาใส่ใจมากนักหรอก ก็แค่โอสถธรรมดาๆ มีค่าให้พูดถึงที่ไหนกัน" ไป๋ชิงอวิ๋นบอกปัดเขาไม่อยากอธิบายเรื่องนี้ "รีบอาบน้ำผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าเถอะ งานประมูลใกล้เริ่มแล้ว"

     

    "นี่พวกเราสามารถเข้าร่วมได้จริงๆหรือ" มู่ปิงเฟิงถามขึ้นดวงตาของเขาเป็นประกาย

     

    "เรื่องนั้นแน่นอน เพียงแต่การไปครั้งนี้พวกเราต้องปลอมตัวกันหน่อย ห้ามเปิดเผยตัวตนที่แท้จริงของพวกเราให้ใครรู้อย่างเด็ดขาด" ไป๋ชิงอวิ๋นกล่าวกำชับด้วยน้ำเสียงเด็ดขาด

     

    สหายทั้งสามมองหน้าเขาเป็นตาเดียว

     

    "ทำไมหรือ" หยางเฉินถามขึ้นอย่างสงสัย

     

    "ช่วงนี้ข้าก่อเรื่องไว้นิดหน่อย หากคนอื่นรู้ว่าข้าเข้าร่วมงานประมูล มันอาจจะนำภัยอันตรายถึงชีวิตมาสู่พวกเราเร็วเกินไป"

     

    "แล้วพวกเราต้องปลอมตัวยังไง" กูหวงถามขึ้น

     

    "เรื่องนี้ง่ายดายมาก แค่พวกเจ้าโคจรเคล็ดวิชาที่พวกเจ้าฝึกฝนอยู่แค่นี้ก็ได้แล้ว จำไว้ให้ดีไม่ต้องกระตุ้นทักษะบดบังสวรรค์ ครั้งนี้สามารถโคจรเคล็ดวิชาฝึกตนของพวกเจ้าเพียวๆได้เลย"

     

    "เช่นนั้นก็ไม่มีปัญหา พวกเรารีบไปเตรียมตัวเถอะ" มู่ปิงเฟิงลุกขึ้นเดินนำหน้าสหายของเขาเพื่อไปชำระล้างร่างกาย

     

    "นี่คือชุดที่พวกเจ้าต้องสวมใส่ ข้าเตรียมไว้ให้พวกเจ้าแล้ว" ไป๋ชิงอวิ๋นหยิบชุดคลุมสีดำออกมาจากช่องเก็บของ เขาโยนให้กับสหายของเขาคนละตัว

     

    กู่หวง หยางเฉินและมู่ปิงเฟิงก้มมองดูชุดคลุมสีดำในมือ ชุดแบบนี้จะใส่ไปขโมยของบ้านใครกันละเนี่ย แต่งกายด้วยชุดคลุมสีดำมิดชิดเช่นนี้ หากคนอื่นไม่มองว่าพวกเขาเป็นโจร เช่นนั้นคนที่มองมาก็คงมีตาแต่ไร้แววเต็มทนแล้วล่ะ

     

    ไป๋ชิงอวิ๋นเองก็หยิบชุดคลุมสีม่วงครามของเขาออกมาเช่นเดียวกัน ทั้งสี่คนผลัดกันเข้าไปอาบน้ำชำระกาย กว่าจะแต่งกายเสร็จฟ้าก็เริ่มมืดแล้ว ทั้งสี่คนรวมตัวกันอยู่ในห้อง ไป๋ชิงอวิ๋นใช้เคล็ดวิชาวาจาสิทธิ์พาพวกเขาเคลื่อนย้ายออกไปที่ด้านนอก ทั้งสี่คนปลอมตัวเป็นจอมยุทธ์ลึกลับ กลิ่นอายที่พวกเขาปลดปล่อยออกมาทรงพลังและน่าเกรงขามเป็นอย่างมาก

     

    โดยเฉพาะออร่าสีทองของกู่หวงมันแผ่กระจายอำนาจของมหาราชันย์ออกมาอย่างน่าเกรงขาม แสงสีฟ้าครามที่แผ่กระจายออกมาจากร่างของมู่ปิงเฟิงก็กดดันไม่แพ้กัน กลิ่นอายของกิเลนน้ำแข็งบรรพกาลถูกปลดปล่อยออกมาเป็นระยะๆ ทำให้อากาศรอบด้านเกิดภาพเงาที่เหมือนกับภาพหลอนขึ้นรอบๆตัวของเขา

     

    หยางเฉินให้ความรู้สึกสงบนิ่ง สรรพสิ่งรอบข้างล้วนแล้วแต่มีสมดุลของมัน แผนภาพวงกลมไท่จี๋ปรากฏขึ้นใต้ฝ่าเท้าของเขา ไป๋ชิงอวิ๋นก็มีรูปธรรมจักรวาลหมุนวนอยู่รอบกาย ทั้งสี่คนเดินมาถึงหน้าหอประมูลประกายดาว พนักงานต้อนรับจำบุคคลลึกลับที่สวมใส่อาภรณ์สีม่วงครามได้ เขารีบเดินเข้าไปต้อนรับในทันที แต่เพียงไม่นานเขาก็ตัวแข็งทื่อไม่กล้าเดินหน้าต่อ กลิ่นอายแห่งความน่าเกรงขามแผ่กระจายออกมาจากบุคคลทั้งสี่ ตั้งแต่ที่เขาเป็นพนักงานต้อนรับอยู่ที่หอประมูลประกายดาวแห่งนี้ ก็มีเพียงแค่จอมยุทธ์ระดับเซียนที่สามารถทำให้เขารู้สึกหวาดกลัวเช่นนี้ได้

     

    ไป๋ชิงอวิ๋นเดินเข้าไปใกล้ๆพนักงานต้อนรับคนนั้น เขาคว้ามือออกไปกลางอากาศจากนั้นแผ่นป้ายสีทองแผ่นหนึ่งก็ปรากฏขึ้นในมือของเขา เมื่อพนักงานต้อนรับมองเห็นสีของแผ่นป้ายหมายเลขห้องและชื่อของเจ้าของป้ายที่สลักอยู่บนนั้น เขาก็โค้งตายคารวะอย่างนอบน้อมจากนั้นก็ผายมือเชื้อเชิญแขกผู้ทรงเกียรติทั้งสี่คน พนักงานต้อนรับคนนั้นเดินนำพวกเขาไปที่ห้องส่วนตัวห้องหนึ่งในทันที

     

    ภายใต้การนำทางของพนักงานต้อนรับ ไป๋ชิงอวิ๋นและสหายของเขาก็ถูกนำมาที่ห้องประมูลส่วนตัว และเมื่อมาถึงห้องประมูลพนักงานต้อนรับก็รีบโค้งกายคารวะจากนั้นก็รีบเดินจากไป เขารู้สึกหวาดกลัวบุคคลทั้งสี่นี้จากใจจริง ไม่รู้ว่าพวกเขาเป็นใครมาจากไหน เหตุใดกลิ่นอายของพวกเขาจึงได้น่ากลัวถึงเพียงนี้

     

    เมื่อพนักงานต้อนรับคนนั้นจากไป ประตูห้องประมูลส่วนตัวก็ปิดลง หยางเฉินมองไปรอบๆด้วยความตกตะลึง กู่หวงและมู่ปิงเฟิงก็มีท่าทางไม่ต่างกัน

     

    "โอ้โห..นี่พวกเราได้อยู่ในห้องส่วนตัวเลยหรือเนี่ย" หยางเฉินกล่าวขึ้นขณะที่เดินสำรวจไปทั่วห้อง

     

    "ชิงอวิ๋นเจ้านี่สุดยอดมากจริงๆ ใช้วิธีการไหนกันถึงสามารถใช้ห้องส่วนตัวเช่นนี้ได้" มู่ปิงเฟิงเอ่ยถามขึ้นด้วยสีหน้าฉงน แต่ภายในดวงตาของเขากลับเป็นประกายสุขสว่าง การได้เข้ามาในห้องประมูลส่วนตัวเช่นนี้หากไม่ได้มากับผู้นำตระกูล พวกเขาก็ไม่มีสิทธิ์เข้ามานั่งในห้องส่วนตัวที่เลิศหรูเช่นนี้

     

    "ฟังข้าให้ดี หลังจากนี้ดูให้มากพูดให้น้อย มีสายตาจากภายนอกกำลังจ้องมองพวกเราอยู่" ไป๋ชิงอวิ๋นกล่าวขึ้นด้วยสีหน้าเคร่งขรึม

     

    สหายทั้งสามคนของไป๋ชิงอวิ๋นหันมองซ้ายมองขวา พวกเขาเริ่มมีความรู้สึกระแวดระวังขึ้นมาแล้ว ดูเหมือนว่างงานประมูลครั้งนี้จะไม่ง่ายอย่างที่พวกเขาคิดเอาไว้ ทั้งสี่คนนั่งประจำตำแหน่ง ไม่นานไฟในโรงประมูลก็ติดขึ้น เวทีใหญ่ใหญ่หน้าโรงประมูลเหมือนกับถูกแสงสปอร์ตไลท์สาดส่องลงไปกลางเวที

     

    หญิงสาวผู้มีความงดงามและหุ่นอันเร่าร้อนเดินออกมากลางเวทีพร้อมกับแสงของสปอร์ตไลท์ นางสวมชุดกี่เพ้าสีแดงเพลิงทุกสัดส่วนล้วนแน่นกระชับ เผยให้เห็นทรวดทรงองค์เอวของนางอย่างเด่นชัด นางกวาดตามองผู้เข้าร่วมงานประมูลที่ได้ที่นั่งอยู่ด้านหน้าเวที จากนั้นก็กวาดสายตามองออกไปที่ด้านหลัง สุดท้ายจึงกวาดสายตาขึ้นมองไปด้านบนที่เป็นห้องประมูลส่วนตัว ทั้งหมดมีอยู่สิบสามห้องด้วยกัน ซึ่งผู้ที่สามารถขึ้นไปนั่งอยู่บนห้องประมูลส่วนตัวเหล่านั้นได้ส่วนใหญ่แล้วเป็นผู้มีอิทธิพล และเป็นผู้เยี่ยมยุทธ์ที่มีชื่อเสียงมาอย่างยาวนานทั้งสิ้น

     

    "วันนี้หอประมูลประกายดาวรู้สึกเป็นเกียรติเป็นอย่างยิ่ง ที่แขกผู้สูงศักดิ์ทุกท่านเสียสละเวลาอันมีค่ามาเข้าร่วมงานประมูลในครั้งนี้ ผู้น้อยจ้าวหมิงอิ๋งจะเป็นผู้ดำเนินงานประมูลในครั้งนี้ และเพื่อไม่เป็นการเสียเวลาของแขกผู้มีเกียรติทุกท่าน ผู้น้อยจ้าวหมิงอิ๋งขอเปิดงานประมูลขึ้น ณ บัดนี้"

     

    เสียงปรบมือดังสะท้านโรงประมูล แขกผู้มีเกียรติทั้งหลายที่มาในงานประมูล ล้วนแล้วแต่ส่งเสียงโห่ร้องออกมาอย่างยินดี แม่นางจ้าวหมิงอิ๋งถือว่าเป็นสาวงามล้มเมือง ได้นางมาเป็นผู้ดำเนินงานประมูลในคราวนี้ ถือว่าเป็นกำไรของทุกคนที่มาร่วมงานในวันนี้ แล้วแบบนี้จะไม่ให้พวกเขาส่งเสียงร้องออกมาอย่างดีใจได้อย่างไร

     

     

     

     

    คล้ายกับเรื่องดาราจักรนิรันดร์กาล ที่คุณอ่าน