บทที่42ร่างกายา
จ้าวเฟยหลงเดินนำหยุนฟู่ออกไปจากตลาดน้อยเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นส่วนหยุนฟู่แม้จะรู้สึกกดดันอยู่บ้างแต่เขาก็เดินตามจ้าวเฟยหลงออกไป
หลูอีปั๋วโดนจ้าวเฟยหลงเมินไม่สนใจแม้แต่น้อยทำให้สีหน้าเขียวคล้ำไปทันใดเขาเป็นคุณชายจากตระกูลระดับสองของแคว้นแม้มิอาจเทียบได้กับสามตระกูลอันดับหนึ่งแต่นอกจากนั้นในแค้วนหมิงโจวนี้เขาก็ยังเหนือกว่าผู้ใดวันนี้เขาออกมาตามหาไอ้เศษสวะบ้านนอกคนหนึ่ง แต่พอเจอตัวมันกลับเมินเฉยต่อเขาถือเป็นการดูถูกที่โจ่งแจ้งแบบที่ไม่เคยเกิดขึ้นกับเขามาก่อนในชีวิตนี้
“กล้าหันหลังให้ข้าหรือหัน...กลับ...มา...เดี๋ยวนี้”
หลูอีปั๋วชกหมัดที่เต็มไปด้วยพลังของจอมยุทธ์ขั้นหนึ่งเข้าใส่จ้าวเฟยหลงเพื่อให้ตัวของจ้าวเฟยหลงต้องหันหลับมาสู้กับเขา แต่เมื่อพลังหมัดเข้าใกล้จ้าวเฟยหลกลับวิ่งออกไปพร้อมความเร็วที่เหลือเชื่อทำให้หมัดของเขาชกอัดเข้าไปที่ความว่างเปล่าเต็มแรง
ท่ามกลางสายตาของผู้คนที่เดินไปมาหน้าตลาดน้อยหลูอีปั๋วตัวแข็งค้างด้วยความโกรธและความอับอายมันเป็นสิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาตลอดชีวิตของเขา ตัวเขาคุณชายหลูยามลงมือทำอะไรก็ตามผู้คนห้อมล้อมโดดเด่นเป็นสง่าแต่เมื่อครู่นี้ขนาดตะโกนร้อง ออกหมัดเข้าใส่ไอ้คนบ้านนอกนั่นไม่แม้แต่จะใส่ใจหันมามองนี่มันทำให้ความมั่นใจในตนเองของหลูอีปั๋วแตกร้าว เกิดเงาดำในจิตใจของเขาขึ้นมา
จ้าวเฟยหลงจับแขนของหยุนฟู่แล้วใช้ก้าวย่างดาวตกหลบหนีออกมาจากกลุ่มของหลูอีปั๋ว เขาไม่ต้องการให้เกิดจุดสนใจใดๆที่มาจากตัวเขา“มดแมลงเหล่านี้น่ารำคาญจริงๆ” จ้าวเฟยหลงบ่นกับตนเองบน
หยุนฟู่ที่ตอนนี้หายตกใจแล้วจ้องมองจ้าวเฟยหลงอย่างเหลือเชื่อ คำถามต่างๆผุดขึ้นในใจมากมาย
“เฟยหลง!!วิชาที่เจ้าใช้สูงส่งมากเจ้าไปฝึกมาจากที่ใด”
วิชาท่าร่างแบบนี้หยุนฟู่เพียงรู้ว่ามันต้องล้ำค่ามากยิ่งนักแต่จ้าวเฟยหลงคนบ้านนอกคนนี้เหตุใดจึงสามารถครอบครองมันได้
“มันเรียกว่าวิชาก้าวย่างดาวตกข้าได้มาจากผู้อาวุโสท่านหนึ่งในป่ามังกรเร้น”
จ้าวเฟยหลงตอบตามความจริงเพราะหากความสามารถของเขาลึกลับเกินไปย่อมอาจนำไปสู่ปัญหาต่างๆอีกมากมาย หากลดเรื่องยุ่งยากไปบ้างก็คงดีไม่น้อยแน่นอนว่าเรื่องที่เล่าไม่ใช่ความจริงทั้งหมดอยู่ดี
“ยอดเยี่ยม” พูดได้แค่นั้นหยุนฟู่ก็หน้าสลด
“แล้วข้าจะมีวาสนาได้พบผู้อาวุโสแบบเจ้าบ้างหรือไม่นะ”
“อย่าเศร้าไปเลยน่า หากคนเรามีความตั้งใจเหตุใดจะไร้หนทาง”จ้าวเฟยหลงให้กำลังใจ
“อื้ม...รีบกลับกันเถอะ”หยุนฟู่ชักชวน
“สองพี่น้อง คงรอพวกเราแย่แล้ว”จ้าวเฟยหลงชะเง้อไปทางที่ตั้งกระโจม
จากนั้นทั้งสองคนก็เดินทางกลับกระโจมอย่างรีบเร่งขณะเดียวกันข่าวการถูกเมินเฉยของหลูอีปั๋วก็กระจายไปทั่ว
“ปั้ง!!” เสียงฝ่ามือฟาดลงบนโต๊ะ ทำให้คนที่อยู่รอบๆสะดุ้งสุดตัวไม่มีใครกล้าเอ่ยคำพูดขึ้นมาต่อหน้าของเซี่ยหลี่เฉียง
“เจ้าคนไม่ได้เรื่องเรื่องง่ายๆแค่นี้ก็ทำไม่สำเร็จแล้วยังมีหน้ากลับมาหาข้าอีก”
หลูอีปั๋วยืนสั่นสะท้านเมื่ออยู่ต่อหน้าเซี่ยหลี่เฉียงคุณชายตระกูลอันดับสองเช่นเขาจากที่เคยยิ่งใหญ่องอาจสูงส่งบัดนี้เหลือเพียงความกลัวที่อยู่ในจิตใจ
“คุณชายเซี่ยพวกมันหนีหายไปอย่างรวดเร็ว ข้าและลูกน้องหาพวกมันเท่าไหร่ก็หาไม่เจอแต่ท่านไม่ต้องห่วงข้าจะออกไปตามล่ามันเดี๋ยวนี้”หลูอีปั๋วรีบหันหลังกลับออกไปทันที
“ช้าก่อน!!”เซี่ยหลี่เฉียงเอ่ย
"“คุณชายเซี่ยมีอะไรจะสั่งข้าน้อย”หลูอีปั๋ว นอบน้อมอย่างสุดชีวิต
“จะไม่มีครั้งต่อไปจงจำเอาไว้ให้ดี” เสียงเย็นเยียบราวน้ำแข็งแทงตัดขั้วหัวใจของหลูอีปั๋ว
“ข้าน้อยทราบแล้ว”
ตอนนี้หลูอีปั๋วเหมือนดั่งได้ขึ้นขี่หลังเสือแล้วจะลงตอนนี้คงทำไม่ได้เรื่องนี้โทษใครไม่ได้เป็นเขาเองที่หุนหันเสนอตัวรับทำภาระกิจนี้ จนต้องตกอยู่ในสถานะการณ์ล่อแหลมเช่นนี้จากนั้นก็เดินนำลูกน้องออกไปอย่างร้อนรนตามหากลุ่มของจ้าวเฟยหลงแล้วจบภาระกิจนี้เสีย
เมื่อกลับจากตลาดน้อยจ้าวเฟยหลงก็ทำการเปลี่ยนกระโจมเป็นแบบทั่วไปไม่สะดุดตานี่จึงทำให้กลุ่มของหลูอีปั๋วตามหาพวกเขาไม่เจอ
หลังจากจัดข้าวของต่างๆเรียบร้อยแล้วจ้าวเฟยหลงจึงขอทำการตรวจดูแผลของไช่ลู่ แม้ว่านางจะคัดค้านหรือขอผัดผ่อนการตรวจจากเขาเช่นใดจ้าวเฟยหลงก็ทำการตรวจอยู่ดี
“นางจะปิดบังข้าทำไมนะ”
จ้าวเฟยหลงไม่เข้าใจความคิดของนางหลังจากที่เปิดผ้าพันแผลคำตอบก็ของคำถามก็เฉลยออกมา
“นี่มัน!!” จ้าวเฟยหลงพูดเสียงดังจนเรียกความสนใจจากหยุนฟู่และไช่ฉีที่กำลังประดาบกันอยู่
“เฟยหลง มีอะไรอย่างนั้นหรือ” ทั้งสองคนเดินเข้ามาแล้วถามขึ้นด้วยความสงสัย
เมื่อหยุนฟู่และไช่ฉีเดินมามองที่แผลของไช่ลู่ดวงตาทั้งสองคนต่างเบิกโพลงด้วยความตกใจ เพราะตำแหน่งของแผลที่เคยอยู่บนแขนของนางบัดนี้ไม่หลงเหลือร่องรอยของแผลที่ถูกพิษเลยแม้แต่น้อยต่อให้จ้าวเฟยหลงจะให้ยารักษาดีขนาดไหนก็ควรหลงเหลือร่องรอยเอาไว้แต่ภาพมี่เห็นคือผิวสีขาวเนียนนุ่มไร้ตำหนิใดๆ
จ้าวเฟยหลงมองไช่ลู่ครู่หนึ่งจึงพูดขึ้น “ในที่นี้มีแต่สหายเจ้าเล่ามาเถอะ บางทีมันอาจทำให้สบายใจขึ้น”
ไช่ลู่ฟังจ้าวเฟยหลงพูดตอนแรกนางตกใจ ที่จ้าวเฟยหลงรู้เรื่องความลับนี้ของนางแต่สุดท้ายก็เข้าใจได้จ้าวเฟยหลงมีความสามารถมากล้นการที่รู้เรื่องความลับนี้ของนางก็ไม่แปลกอันใด
“ข้าไม่ต้องการพูดถึงมันแต่...เฟยหลง เจ้าบอกพวกเขาก็ได้”
ไช่ลู่อนุญาตให้เล่าความลับนี้ของนางได้ท่ามกลางสายตาอยากรู้อยากเห็นสองคู่จ้าวเฟยหลงได้นั่งลงข้างไช่ลู่แล้วเริ่มเล่าเรื่องของนาง โดยหยุนฟู่และไช่ฉีคิดยังไงก็คิดไม่ออกว่า จ้าวเฟยหลงไปรู้ความลับของไช่ลู่ตั้งแต่ตอนไหน
“คนเราทุกคนเกิดมาพร้อมกับหลายสิ่งที่ติดตัวมาเช่นความรู้ ความสามารถ ความอดทน ความมุ่งมั่นตั้งใจและพรสวรรค์เพื่อใช้ในการบ่มเพาะพลัง หากผู้ฝึกยุทธ์คนใดมีคุณสมบัติเหล่านี้มากติดตัวมาแต่กำเนิดย่อมเรียกได้ว่าคนคนนั้นมีโชควาสนาและอาจกลายเป็นอัจฉริยะเลยก็ว่าได้”
“แต่ผู้ที่มีคุณสมบัติเหล่านี้เทียบไม่ได้เลยกับบุคคลที่เรียกได้ว่าเป็นลูกรักแห่งสวรรค์”
“ทำไมหรือพี่เฟยหลง”ไช่ฉีไม่สามารถทนต่อไปได้จึงถามคำถามออกมา
จ้าวเฟยหลงยิ้ม แล้วพูดต่อไป
“การที่จะถูกเรียกว่าลูกรักแห่งสวรรค์นั้นต้องเกิดมามีร่างกายายังไงล่ะ”จ้าวเฟยหลงตอบคำถาม
“แล้วมันเป็นยังไงร่างกายาที่ว่านั่น” หยุนฟู่เองก็ไม่เคยได้ยินเรื่องแบบนี้มาก่อนเช่นกัน
“ร่างกายาคือสิ่งที่สวรรค์มอบให้แก่คนคนหนึ่งมันคือสิ่งที่ได้รับมาโดยการถ่ายทอดทางสายเลือดจากบรรพชนของคนๆนั้น ส่งผลให้หาพบเจอร่างกายาได้ยากมากอัตราส่วนก็คือหนึ่งในสิบล้านคนแต่ร่างกายานี้หาพบเจอได้ยากมากต่อให้คัดหาจากสิบล้านคนก็ตาม”จ้าวเฟยหลงเล่าให้ไช่ฉีและหยุนฟู่ฟัง
“แล้วมันแตกต่างยังไงกับกายาธรรมดา”หยุนฟู่ถามขึ้น
“นอกจากจะหาพบเจอได้ยากแล้วร่างกายาสามารถส่งเสริมการบ่มเพาะของเจ้าของร่างในแบบที่ผู้ฝึกยุทธ์ทั่วไปไม่สามารถฝันถึงทำให้ก้าวหน้าเร็วกว่าพื้นฐานแน่นกว่าที่สำคัญพวกเขาเหล่านั้นใช้ออกพลังได้ตามกายาที่ตนเองครอบครองและเมื่อได้รับการผึกฝนอย่างถูกวิธีแล้วความก้าวหน้าก็จะยิ่งรวดเร็วมากขึ้นกว่าคนทั่วไปหลายเท่า”
“พี่เฟยหลงถ้าอย่างนั้นพี่สาวของข้ามีร่างกายาแบบใด” ไช่ฉีเริ่มอยากรู้มากขึ้น
“พี่สาวของเจ้ามีร่างกายาพฤกษาของธาตุไม้ทำให้มีพลังในการรักษาเยียวยาตนเองได้อย่างรวดเร็ว”
จ้าวเฟยหลงบอกข้อมูลอีกเล็กน้อยให้แก่หยุนฟู่และไช่ฉี จากนั้นก็ส่งทั้งสองก็ออกไปฝึกดาบด้วยกันเหลือเพียงจ้าวเฟยหลงและไช่ลู่สองคน
จ้าวเฟยหลงมองตาของนางแล้วเอ่ยขึ้น“เพราะร่างกายานี่สินะ ถึงทำให้เกิดปัญหาใหญ่ที่บ้านของเจ้า”
ไช่ลู่หลบตาเพราะกลัวน้ำตาจะไหลออกมาให้ชายหนุ่มเห็นจึงได้แต่พยักหน้า
“อย่าโทษตัวเองและจงตั้งใจฝึกฝนเมื่อถึงเวลา การล้างแค้นของเจ้าย่อมอยู่ไม่ไกล” จ้าวเฟยหลงเอ่ย
“ยามเมื่อถึงเวลาคัดเลือกศิษย์จงกล้าหาญและขอทำให้เต็มที่หากสำนักรู้ว่าเจ้ามีร่างกายาพฤกษา คงรับตัวเป็นศิษย์สายในแบบไม่ต้องคัดเลือกอะไรอีกแน่นอน”
เมื่อได้ฟังจ้าวเฟยหลงอธิบายให้ฟังนางจึงยิ้มบางๆให้แสดงให้เห็นว่านางเบาใจขึ้นมีความหวังในชีวิตแล้วหลังจากประสบกับเรื่องร้ายๆที่ผ่านเข้ามา
รัตติกาลเยื้องย่างผ่านทุ่งกระโจมเหล่าผู้ฝึกยุทธ์บรรดาชายหนุ่มหญิงสาวที่มีความหวังจะเข้าเป็นศิษย์ของสำนักตงหยางก็เริ่มเข้าสู่นิทราเสียงอึกทึกตลอดวันค่อยๆเบาลงจนทุ่งกระโจมเงียบงัน การนอนหลับก็นับเป็นหนทางที่สามารถผ่อนคลายเพิ่มพลังที่ขาดหายไปกลับมา แต่ว่ามีคนอีกเจ็ดคนยังคงมุ่งหลับไม่นอนคอยสอดส่องสายตาหาจ้าวเฟยหลง แต่จนแล้วจนรอดก็ยังไม่พบเจอ
แสงสว่างแรกของวันสาดส่องพ้นเหลี่ยมเขาเทียนอี้แสงอบอุ่นส่องกระทบลงบนกระโจมน้อยใหญ่หลากสีสันทำให้ทุ่งกระโจมกลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้งเสียงพูดคุยเริ่มค่อยๆดังขึ้นมาเหล่าคนรับใช้เริ่มทำงานของตนอีกครั้งเพื่อคอยรับใช้นายของตนเองเพราะวันนี้คือวันทำการทดสอบคนที่มาสมัครเป็นศิษย์ของสำนักตงหยางนั่นเอง
“ไช่ฉีบอกลาพี่สาวของเจ้าได้แล้ว”
จ้าวเฟยหลงบอกให้น้องชายเข้าไปอำลาพี่สาวเพราะตอนนี้พาหนะที่จะพาไช่ฉีออกเดินทางมาถึงแล้วเขาขอให้หมิงโจวอ๋องรับเอาไช่ฉีไปดูแลและจวนอ๋องก็ส่งคนมารับแล้ว
“ท่านพี่ข้าสัญญาว่าจะไม่ดื้อไม่ซนจะตั้งใจฝึกฝนจากนั้นข้าจะมาสมัครเป็นศิษย์สำนักตงหยางเพื่ออยู่กับท่านอีกครั้ง”ไช่ฉีสะอื้นไห้
“เด็กโง่ไม่ต้องรอนานขนาดนั้นหรอกเมื่อไหร่พี่ก้าวหน้ามากพอพี่จะไปหาเจ้าเองไม่ต้องห่วง อย่าลืมกินข้าวให้ตรงเวลา ห่มผ้าตอนเข้านอนด้วยเจ้าน่ะชอบเตะผ้าห่มจะทำให้เป็นหวัดได้”
ไช่ลู่ก็ไม่อาจห้ามน้ำตาของนางเช่นกัน
เมื่อกล่าวอำลากันแล้วไช่ลู่จูงมือน้องชายมาส่งให้เจ้าเฟยหลงจากนั้นเขาพาไช่ลู่เดินไปที่เนินแห่งหนึ่งใกล้ๆกับที่ตั้งกระโจมไม่นานร่างขนาดใหญ่ของสัตว์อสูรตนหนึ่งก็ปรากฏขึ้นพร้อมกับชายคนหนึ่งที่อยู่ข้างๆ
“เฒ่าซีฮันคารวะคุณชายจ้าว” คนรับใช้จวนอ๋องทำความเคารพทันทีที่พบหน้าจ้าวเฟยหลง
ด้วยเหตุนี้ทำให้ทั้งกลุ่มยิ่งพิศวงในตัวจ้าวเฟยหลงมากขึ้นไปอีกชายหนุ่มบ้านนอกแต่สามารถเรียกใช้คนของจวนอ๋องกระทั่งคนนั้นยังให้ความเคารพเขาอีกจ้าวเฟยหลงเขามีความลับแค่ไหนกัน
“ผู้อาวุโสเกรงใจมากไปแล้ว รบกวนท่านมาเป็นธุระให้ต้องขออภัยอย่างยิ่ง” จ้าวเฟยหลงเอ่ย
“มิได้ๆ ขอเพียงท่านเอ่ยปากข้าย่อมต้องทำให้เต็มที่อยู่แล้วว่าแต่เขาอยู่ที่ไหนละ”
เฒ่าซีฮันถามหาคนที่จะไปส่ง ตอนนั้นเองเงาขนาดเล็กก็เคลื่อนออกมาจากด้านหลังของจ้าวเฟยหลงแล้วประสานมือคำนับเฒ่าซีฮัน
“ข้าน้อยไช่ฉี คารวะผู้อาวุโส”ได้เห็นกิริยาที่สุภาพอ่อนน้อมของไช่ฉีเฒ่าซีฮันก็รู้สึกพอใจในตัวของเด็กน้อยอย่างมาก
“อืม...ดีเป็นเมล็ดพันธุ์ที่ดี”เมื่อพูดเสร็จก็หันไปประสานมือต่อจ้าวเฟยหลง
“หากไม่มีอะไรแล้วข้าขอพาเด็กคนนี้ไปก่อน และจะดูแลเขาเป็นอย่างดี”
จ้าวเฟยหลงพยักหน้ารับหันมองเด็กน้อย“ไช่ฉีถึงเวลาแล้ว ตามท่านผู้อาวุโสไปได้แล้ว”
ไช่ฉีหันมองหน้าพี่สาวแล้วโบกมือลา
“ท่านพี่รักษาตัวด้วย”จากนั้นเดินตามเฒ่าซีฮันขึ้นไปบนหลังสัตว์อสูร ไม่นานสัตว์อสูรก็ทะยานบินขึ้นสู่ฟ้าพาไช่ฉีหายลับตาไป
ไช่ลู่โบกมือส่งน้องชายน้ำตาหลั่งไหลอาบแก้มนองหน้า เสียงตะโกนแหบแห้งที่ไม่สามารถได้ยินทำให้จ้าวเฟยหลงและหยุนฟู่ที่มองเห็นภาพนี้รู้สึกสงสารจับใจเพราะความอ่อนแอทำให้ตระกูลแตกสลาย พี่น้องต้องแยกจากกัน แต่ไม่ว่ายังไงชีวิตก็ต้องเดินต่อไปทั้งสองคนค่อยๆเดินจากไปให้นางได้อยู่คนเดียวเพื่อให้ได้ปลดปล่อยอารมณ์ได้อย่างเต็มที่
ราวหนึ่งเค่อไช่ลู่ก็กลับมาที่กระโจมโดยที่ไม่มีการสื่อสารทั้งสามเตรียมเนื้อเตรียมตัวตนเองเพื่อให้พร้อมที่สุดในการเข้ารับการทดสอบมีแต่ต้องเข้าเป็นศิษย์ให้ได้เท่านั้นที่จะเปลี่ยนแปลงชีวิตของพวกเขาได้มีแต่ต้องแข็งแกร่งมากขึ้นเท่านั้นถึงจะทำให้ตนเองและคนที่รักปลอดภัย
หลายคนที่โชคร้ายแม้แบกความหวังมาเพื่อเข้าเป็นศิษย์สำนักตงหยางแต่บางคนก็ถูกกลั่นแกล้ง ข่มเหงรังแกจนต้องถอนตัวออกไปก่อนถึงเวลาคัดเลือกด้วยซ้ำทำได้แต่พร่ำเพ้อถึงความอ่อนแอของตนเองแต่ก็ยังดีกว่าอีกส่วนที่เสียชีวิตไปจึงไม่อาจทำได้แม้แต่จะถอนตัวเพื่อกลับไปหาครอบครัว
เส้นทางเดินของผู้ฝึกยุทธ์เต็มไปด้วยการฆ่าฟันทุกก้าวย่างมีเลือดเจิ่งนองที่ใต้เท้า หากตนไม่ตายเขาก็ตาย ดังนั้นหากไม่เข้าใจหลักการนี้การมิอาจก้าวสู่ความยิ่งใหญ่แห่งการฝึกยุทธ์ได้
กระโจมถูกเก็บเข้าสู่แหวนมิติบ้างก็เก็บลงถุงหนังสัตว์อสูร ทุ่งกระโจมที่หลากสีตอนนี้เริ่มลดน้อยลงไปทุกทีวันนี้หากใครที่ได้เข้าเป็นศิษย์ก็จะได้เข้าอาศัยที่ในสำนัก แต่หากไม่ผ่านการทดสอบก็ต้องกลับบ้านอย่างไม่มีข้อแม้