ตอนที่ 106 หากนางจะสังหารผู้ใด เขาก็พร้อมจะลงมือให้ ความรู้สึกที่ยากจะเอ่ยของเยวี่ยหมิงคง
หลังจากกลับถึงตำหนักเซียนมรรคาสวรรค์แล้ว กู้ฉางเกอก็มิได้รีบร้อนที่จะไปถามไถ่เกี่ยวกับเรื่องสมบัติล้ำค่าที่กำลังจะปรากฏในส่วนลึกของดินแดนศักดิ์สิทธิ์นั้น
เขาเชื่อว่าบรรดามหาปรมาจารย์และเหล่าผู้อาวุโสทั้งหลาย จะต้องมาหาเขาเพื่อแจ้งเรื่องนี้ด้วยตนเองอย่างแน่นอน
ในยามนี้ นครโบราณมรรคาสวรรค์กำลังเนืองแน่นไปด้วยผู้คนจากหลากหลายมหาอำนาจที่ทยอยกันมาถึง พวกเขาต่างกดดันเหล่าผู้อาวุโสและเจ้าสำนักอย่างหนักหน่วง แม้มิอยากจะเปิดพื้นที่ต้องห้ามนั้นให้ผู้ใดเข้าไป ทว่าสุดท้ายก็มิอาจต้านทานแรงกดดันได้
ภายในสามวัน ตำหนักเซียนมรรคาสวรรค์จะมิสามารถอดทนต่อแรงกดดันนี้ได้อีกต่อไป และจะต้องเปิดเผยพื้นที่ต้องห้ามนั้นต่อโลกภายนอก
และเมื่อนั้นบรรดาอัจฉริยะรุ่นเยาว์จากทั่วสารทิศก็จะหลั่งไหลมารวมตัวกันในที่แห่งนี้ ด้วยเหตุนี้ตำหนักเซียนมรรคาสวรรค์จึงจำเป็นต้องมีผู้ที่สามารถออกมารักษาหน้าตาและเกียรติภูมิไว้
หากจะหวังพึ่งบรรดาศิษย์เอกผู้อื่นเห็นทีก็คงจะเป็นไปได้ยาก
มิต้องกล่าวถึงว่าหลายคนยังคงปิดด่านบำเพ็ญเพียรอยู่ ต่อให้พวกเขาออกจากการบำเพ็ญก็ใช่ว่าจะสามารถข่มขวัญผู้มาเยือนได้
ดังนั้น ต่อให้เหล่าผู้อาวุโสจะมิเต็มใจสักเพียงใด ทว่าสุดท้ายพวกเขาก็ต้องยอมมาก้มหัวขอร้องกู้ฉางเกออยู่ดี
ส่วนเรื่องความภักดีต่อสำนักนั้น
สำหรับศิษย์ของตำหนักเซียนมรรคาสวรรค์แล้ว มันก็นับว่าเป็นเรื่องที่จับต้องมิได้
และสำหรับกู้ฉางเกอแล้วนั้น นั่นก็ยิ่งนับว่ามิมีความหมายอันใดเลย
บรรดาผู้อาวุโสย่อมรู้ซึ้งถึงสถานการณ์เหล่านี้ดีอยู่แล้ว ด้วยเหตุนี้เมื่อถึงเวลานั้นก็ย่อมเป็นโอกาสของกู้ฉางเกอที่จะเรียกร้องทุกสิ่งตามใจชอบ… มิใช่สิ น่าจะเรียกว่าเป็นช่วงเวลาแห่งการต่อรองของเขาเสียมากกว่า
ขณะที่กู้ฉางเกอกำลังครุ่นคิดถึงเรื่องนี้อยู่นั้นเอง
โครม!
เสียงดังสนั่นราวกับฟ้าคำรามก็ดังขึ้น รถลากสีดำทองวิจิตรกำลังพุ่งทะยานมาจากฟากฟ้า โดยมีเทพหงส์ศักดิ์สิทธิ์เก้าหัวลากผ่านผืนฟ้าลงมาด้วยท่วงท่าสง่างาม
ยามที่รถศึกศักดิ์สิทธิ์ขนาดใหญ่แล่นผ่าน แรงกดดันนั้นคล้ายทำให้ท้องฟ้าสั่นสะเทือน บรรดาศิษย์ที่ประจำการลาดตระเวนอยู่หน้าประตูภูผาตำหนักเซียนมรรคาสวรรค์ต่างเผยสีหน้าตื่นตระหนก รุดหน้าเข้าไปหมายจะขัดขวางทันที
“ไปกล่าวกับกู้ฉางเกอเสียว่าข้าได้มาถึงแล้ว!”
ทำนองเสียงใสทว่าเยียบเย็นดุจหยาดน้ำค้างในฤดูเหมันต์ดังแว่วมาจากภายในรถศึก ชวนให้ผู้ฟังรู้สึกถึงอำนาจอันยิ่งใหญ่ที่แผ่ซ่านออกมา
ภายในรถศักดิ์สิทธิ์นั้น เยวี่ยหมิงคงได้นั่งประทับอยู่ในอาภรณ์ผ้าแพรสีขาวหม่น นางงดงามราวกับภาพวาดของเทพธิดาอันเร้นลับ
ปิ่นปักผมโบราณเกล้าขึ้นสูงรับกับเรือนผมสีดำขลับราวกับหยก เผยใบหน้าที่งดงามจนผู้คนมิอาจละสายตาได้ คิ้วเรียวโค้งดุจใบหลิว ดวงตาคู่คมดั่งนัยน์ตาหงส์เพลิงลึกล้ำแฝงไว้ด้วยความเยือกเย็น ดุจความลึกลับแห่งห้วงมหาสมุทร
นางมองลอดผ่านม่านบางเบาออกไป แม้เพียงสายตาก็สะท้อนรัศมีแห่งความเป็นจักรพรรดินีอันทรงอำนาจ น่าเกรงขามจนบรรดาศิษย์ตรงหน้าประตูต่างรู้สึกได้ถึงจิตวิญญาณที่สั่นคลอน ความหวาดกลัวแผ่ซ่านไปทั่วหัวใจโดยมิอาจควบคุมได้
“ผู้ใดกันเล่าช่างบังอาจถึงเพียงนี้ กล้ากล่าวเรียกนามของศิษย์เอกกู้โดยตรง!”
“เทพหงส์ศักดิ์สิทธิ์เก้าหัวลากรถหรือ ด้วยบารมีที่เทียบเคียงได้กับศิษย์เอกกู้ที่ใช้มังกรสวรรค์ครามเก้าหัวลากรถมิผิดเพี้ยนเช่นนี้”
บรรดาศิษย์พากันตกตะลึง งุนงงสงสัยถึงฐานะของผู้มาเยือนที่อาจหาญถึงเพียงนี้
ทว่ามินานนัก ก็มีผู้หนึ่งรีบกระตุกแขนเสื้อเพื่อนร่วมสำนักแล้วกระซิบเสียงเบาว่า “คนผู้นั้นคือเยวี่ยหมิงคง คู่หมั้นของ ศิษย์เอกกู้ยังไงเล่า! นางคือองค์หญิงสี่แห่งราชสำนักเซียนไร้เทียมทาน ผู้ที่จะก้าวขึ้นเป็นจักรพรรดินีผู้ยิ่งใหญ่ในอนาคต!”
“เฮือก!”
ทันทีที่ได้ยินคำกล่าวนี้ ศิษย์หลายคนต่างสูดลมหายใจอย่างอดมิได้ ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตกตะลึงพรึงเพริด
สตรีผู้นี้นับเป็นหนึ่งในยอดอัจฉริยะที่ชื่อเสียงสะท้านไปทั่วสวรรค์ทั้งเก้า ด้วยอำนาจและฝีมืออันเด็ดขาด นางได้สร้างชื่อไว้ทั่วหล้า
มิน่าแปลกใจเลยที่นางจะกล้ากล่าวนามของศิษย์เอกกู้ได้อย่างมิเกรงใจเช่นนี้!
“เหตุใดครั้งก่อนที่เยวี่ยหมิงคงมาเยือนตำหนักเซียนมรรคาสวรรค์เพื่อพบกับศิษย์เอกกู้ จึงมิได้มีท่าทีเช่นนี้เล่า”
“หรือข่าวลือที่ว่าพระธิดาจักรพรรดิกับศิษย์เอกกู้เริ่มระหองระแหงกันเมื่อเร็วๆ นี้จะเป็นความจริงเสียแล้ว”
ศิษย์ทั้งหลายลอบถกเถียงเรื่องราว ใจครั่นคร้ามหวั่นเกรงมิกล้าขวางทาง ก่อนปล่อยให้ราชรถสีดำทองแล่นทะยานผ่านประตูภูผาเข้าสู่ภายในอย่างราบรื่น
ในทันใด ตำหนักเซียนมรรคาสวรรค์ก็ปั่นป่วนสะเทือนเลื่อนลั่นไปทั่ว มิเพียงศิษย์มากมายที่พากันปรากฏตัว แม้แต่เหล่าผู้อาวุโสและศิษย์เอกทั้งหลายต่างก็โคจรพลังส่องสายตาเพ่งมองมาจากระยะไกล
ขณะนี้ยุคสมัยแห่งการเปลี่ยนแปลงได้ใกล้เข้ามาทุกขณะ การเสด็จมาถึงของเยวี่ยหมิงคงผู้เป็นว่าที่จักรพรรดินีแห่งราชสำนักเซียนไร้เทียมทานนั้น นับว่าเป็นเหตุการณ์ที่ได้สร้างความแตกตื่นไปทั่วหล้า
ผู้คนต่างประหวั่นสงสัยว่าครั้งนี้จะเกี่ยวข้องกับศิษย์เอกกู้ หรือไม่ ทว่าบางเสียงก็ลือกันว่า เยวี่ยหมิงคงนั้นคงมาเพื่อจะแย่งชิงส่วนแบ่งผลประโยชน์จากขุมทรัพย์ลับภายในดินแดนอันลึกสุดของตำหนักเซียนมรรคาสวรรค์
ณ ยอดเขาของผู้อาวุโสใหญ่ กู้เซียนเอ๋อร์ผู้กำลังจมอยู่กับการฝึกฝนมหาบรรพศาสตราอันทรงพลัง เบื้องหลังมีเงาดั่งอาภรณ์แห่งมรรคาปรากฏขึ้น ลวดลายอักขระโบราณหมุนวนส่องแสงเจิดจรัส ดูแปลกตาและศักดิ์สิทธิ์ยิ่งนัก
นางเองก็สัมผัสได้ถึงคลื่นพลังมหาศาลที่ถาโถมมาแต่ไกล ใบหน้าน้อยๆ ฉายแววสงสัย ก่อนจะเบนสายตาไปยังทิศทางนั้น
“ว่าที่คู่หมั้นของกู้ฉางเกอหรือ”
“นางมาที่แห่งนี้ด้วยเหตุอันใดกัน”
แม้ช่วงนี้นางจะสัมผัสได้ลางๆ ว่าเหตุการณ์ในอดีตอาจมีเงื่อนงำซ่อนอยู่ ทว่าก็หาได้กระทบต่อความตั้งใจที่นางจะล้างแค้นกู้ฉางเกอไม่
การเสด็จมาถึงของเยวี่ยหมิงคงผู้เป็นพระธิดาองค์ที่สี่แห่งราชสำนักเซียนไร้เทียมทาน กลับทำให้กู้เซียนเอ๋อร์รู้สึกมิสบายใจขึ้นมาฉับพลัน
นางคิดไปเองโดยสัญชาตญาณว่า เยวี่ยหมิงคงต้องเป็นพวกเดียวกับกู้ฉางเกออย่างแน่นอน
และหากเป็นเช่นนั้น การทวงถามความเป็นธรรมและชำระแค้นจากกู้ฉางเกอก็คงจะยิ่งยากเย็นขึ้นหลายส่วน
…
บนยอดเขาไร้พ่าย ภายในตำหนักอันโอ่อ่าและสูงตระหง่าน
กู้ฉางเกอลืมตาขึ้น ถอนสติกลับออกมาจากมิติเชื่อมต่อของระบบ
เสียงอึกทึกจากหน้าประตูภูผาดังมาถึงที่แห่งนี้ตั้งแต่เมื่อครู่
รถศึกสีดำทองแล่นตระหง่านผ่านท้องนภา กวาดผ่านยอดเขาและเกาะน้อยใหญ่ สร้างความตื่นตระหนกไปทั่ว มิมีศิษย์หรือแม้แต่ผู้อาวุโสคนใดกล้าเข้าขัดขวาง
กู้ฉางเกอก้าวออกมาจากตำหนัก มองออกไปไกลลิบ พลันเห็นเงาดำกำลังเคลื่อนเข้ามายังยอดเขาแห่งนี้
เขาเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย
ท่าทีที่โหมกระหน่ำราวกับสายลมกราดเกรี้ยวเช่นนี้ เยวี่ยหมิงคงดูคล้ายว่ากำลังเต็มไปด้วยโทสะ คงเป็นเพราะเขาจับได้ว่านางแอบซ่อนตัว นางจึงโกรธเกรี้ยวจนมิอาจระงับอารมณ์ได้กระมัง
ก็ใช่ว่าจะน่าแปลกใจอันใดนัก ในเมื่อผู้ที่คืนชีพกลับมาพร้อมกับล่วงรู้เหตุการณ์ล่วงหน้าได้อย่างนางนั้น ย่อมมิมีทางได้เปรียบตนเลยแม้แต่น้อย
กู้ฉางเกอคิดพลางมองรถศึกสีดำทองที่แล่นลงสู่พื้นดิน เยวี่ยหมิงคงก้าวออกมาในอาภรณ์เรียบง่ายทว่าสง่างาม ใบหน้างดงามเย็นชา รุดเดินเข้าหาเขาอย่างรวดเร็ว
ในขณะเดียวกัน เยี่ยนจีก็พลันปรากฏตัวขึ้นจากความว่างเปล่าข้างกายของกู้ฉางเกอ นางติดตามเยวี่ยหมิงคงกลับมาด้วยเช่นกัน
“เกิดอันใดขึ้นหรือ” กู้ฉางเกอเหลือบตามองเยี่ยนจีพลางเอ่ยถามเสียงราบเรียบ
เยี่ยนจีพยักหน้ารับก่อนเอ่ยตอบว่า “คุณชาย ตอนที่ข้าได้พบกับองค์หญิงเยวี่ยหมิงคงนั้น นางกำลังวางกลอุบายอย่างแยบยลเพื่อสังหารบุรุษหนุ่มผู้หนึ่งที่มีพลังเพียงระดับเจ้าครองแคว้น…”
“ทว่าสุดท้าย บุรุษหนุ่มผู้นั้นก็หนีรอดไปได้ แม้แต่ข้าเองก็มิทันตามรอยของเขา”
เยี่ยนจีกล่าวเล่าสิ่งที่เกิดขึ้นโดยย่อให้กู้ฉางเกอฟัง
“บุรุษหนุ่มระดับเจ้าครองแคว้น ทว่ากลับหนีรอดไปได้อย่างนั้นหรือ”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น กู้ฉางเกอพลันหรี่ตาลงอย่างครุ่นคิดเล็กน้อย
“ใช่แล้วเจ้าค่ะ” เยี่ยนจียืนยัน ก่อนกล่าวเสริมว่า “บุรุษผู้นั้นครอบครองตราหยกดำซึ่งสามารถปลดปล่อยพลังการโจมตีอย่างเต็มกำลังของผู้ทรงพลังระดับมหาศักดิ์สิทธิ์ อีกทั้งยังมีเล่ห์กลมากมาย องค์หญิงเยวี่ยหมิงคงถึงกับพาผู้แข็งแกร่งระดับผู้ศักดิ์สิทธิ์สี่คนไปด้วย คิดว่ากลอุบายครั้งนี้ไร้ช่องโหว่ดุจตาข่ายฟ้าดิน ทว่าสุดท้ายก็ยังพลาดพลั้งไป”
“ข้ารู้แล้ว” กู้ฉางเกอพยักหน้าเล็กน้อย น้ำเสียงไร้คลื่นอารมณ์ ทว่าภายในใจกลับแอบส่ายศีรษะอย่างนึกขัน
เหตุที่เยวี่ยหมิงคงมีสีหน้าหม่นหมองเช่นนี้ เกรงว่าคงเป็นเพราะเรื่องนี้เอง
จากคำกล่าวเล่าของเยี่ยนจี เขาแทบจะเดาได้มิยากว่าบุรุษหนุ่มผู้นั้นคงเป็นเย่หลิง ผู้ถือครองชะตาฟ้าลิขิตคนใหม่ที่ระบบเคยแจ้งเตือนไว้
โดยธรรมชาติผู้ถือครองชะตาฟ้าลิขิตย่อมสังหารได้อย่างยากเย็น เพราะมีโชคชะตาอันไร้ตัวตนคอยคุ้มครองอยู่ โดยเฉพาะเมื่อยิ่งเป็นผู้ถือครองชะตาฟ้าลิขิตแห่งสวรรค์เบื้องบนแล้ว
หากนางทำสำเร็จ นั่นจึงนับว่าน่าประหลาดใจยิ่งกว่าเสียอีก
เพียงแต่ว่า เยวี่ยหมิงคงกลับคิดหาทางวางแผนสังหารผู้ถือครองชะตาฟ้าลิขิตผู้นั้น ถึงกับลงมือสังหารเขา ทว่าสุดท้ายก็ล้มเหลว เรื่องนี้ทำเอากู้ฉางเกอถึงกับอึ้งงันไปเล็กน้อย มิหนำซ้ำยังอยากจะหัวเราะออกมาเสียด้วยซ้ำ
สตรีผู้ถือครองชะตาฟ้าลิขิตคิดจะลงมือสังหารบุรุษผู้ถือครองชะตาฟ้าลิขิต ทว่าสุดท้ายกลับพลาดพลั้งมิสำเร็จ
เขาเองก็มิรู้ว่าจะเอ่ยสิ่งใดกับเยวี่ยหมิงคงดีแล้ว กับความสามารถเพียงเท่านี้ นางกลับยังคิดจะมาล้างแค้นเขาด้วยเรื่องราวในอดีตชาติอีกหรือ
กู้ฉางเกอจ้องมองดวงตาเย็นชาราวกับน้ำแข็งที่มองมาเหมือนกับโทษว่าทุกอย่างเป็นความผิดของเขา ก่อนจะส่ายศีรษะพลางแค่นหัวเราะในใจ
หรือว่าสุดท้ายนางสังหารเย่หลิงมิสำเร็จ ก็เลยพาลโทษเขาไปด้วยอย่างนั้นหรือ
ในขณะนั้นเอง คลื่นพลังในความว่างเปล่าก็พลันสั่นไหว ร่างของเยี่ยนจีพลันเลือนหายไป นางมักจะมิปรากฏตัวต่อหน้าผู้อื่นอย่างง่ายดาย
“หมิงคง มิได้พบกันเสียนาน มิคิดถึงสามีผู้นี้บ้างหรือ” กู้ฉางเกอหัวเราะขึ้นอย่างแผ่วเบา สายตาจับจ้องอยู่ที่โฉมงามตรงหน้า
“กู้ฉางเกอ เจ้ามิต้องเสแสร้งต่อหน้าข้าอีกแล้ว เจ้าเรียกข้ามาที่นี่ด้วยเหตุอันใด”
เยวี่ยหมิงคงมิได้มีท่าทีสะทกสะท้าน ก่อนจับจ้องมองเขาด้วยสายตาเย็นเยียบ พลางเอ่ยถามขึ้นอย่างมิอ้อมค้อม
เมื่อครู่นางก็ได้เห็นเยี่ยนจีที่เพิ่งปรากฏตัวขึ้นมา ทำให้ใจของนางอดรู้สึกหึงหวงขึ้นมาอย่างประหลาด ทว่าภายนอกกลับยังคงท่าทีเย็นชาดังเดิม
ใบหน้าที่งดงามดุจเทพธิดา ยามนี้ยิ่งเย็นชาราวกับกระบี่คมกริบที่ไร้ความรู้สึก
กู้ฉางเกอส่ายศีรษะเบาๆ อย่างมิสนใจสิ่งใด ก่อนจะยื่นมือโอบรอบเอวบางของนางอย่างเป็นธรรมชาติ โดยมิสนใจการดิ้นรนขัดขืนแม้แต่น้อย “เจ้ายังมิได้ตอบคำถามแรกของข้าเลยนะ”
“ข้าจะคิดถึงคนใจหินอย่างเจ้าด้วยเหตุอันใด ฝันไปเถิด” เยวี่ยหมิงคงกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงเย็นชา
ตั้งแต่คราวอยู่ที่ตระกูลกู้ ระหว่างนางและเขาได้ปรากฏความบาดหมางกันอย่างชัดเจนไปแล้ว หลายสิ่งหลายอย่างที่เคยเสแสร้งแกล้งทำก็มิจำเป็นจะต้องฝืนอีกต่อไป
ในสายตาของนาง การกระทำทุกอย่างของกู้ฉางเกอล้วนแล้วแต่มีจุดประสงค์แอบแฝง มิว่าถ้อยคำหรือท่าทีที่เขาแสดงออกมา ล้วนมิใช่ความจริงใจเลยสักนิด
ผู้ใดจะรู้ว่ายามนี้เขากำลังวางแผนการใดอยู่
“เจ้ากล่าวเช่นนี้ ทำเอาข้าเจ็บปวดใจนัก มาเหยียบถึงดินแดนอนันต์สวรรค์แล้ว ยังมิคิดจะแวะมาหาข้าสักนิด เจ้ามิอยากจะพบหน้าข้าขนาดนั้นเลยหรือ”
กู้ฉางเกอกล่าวพลางส่ายศีรษะราวกับรู้สึกผิดหวังเสียใจยิ่งนัก
“ไม่แม้แต่นิดเดียว” เยวี่ยหมิงคงตอบกลับด้วยใบหน้าไร้ความรู้สึก ไร้ซึ่งความลังเลแม้แต่น้อย
“ทว่าข้าน่ะคิดถึงเจ้าเหลือเกิน เมื่อรู้ว่าเจ้ามาถึงดินแดนอนันต์สวรรค์ ข้าก็อดรนทนมิไหวรีบมาหาเจ้าเลยทีเดียว” กู้ฉางเกอกล่าวพลางยิ้มบาง
เยวี่ยหมิงคงกลอกตาขึ้นอย่างมิสบอารมณ์ การกระทำนั้นชวนให้ดูน่ารักอยู่บ้าง ทว่าเมื่อผสานเข้ากับสีหน้าอันเย็นชา กลับยิ่งเพิ่มเสน่ห์อันเย้ายวนบางอย่างขึ้นมาอย่างน่าประหลาด
หากสิ่งที่กู้ฉางเกอกล่าวเป็นความจริง นางคงจะรู้สึกยินดีอยู่มิน้อย ทว่าในเมื่อรู้ดีว่าเขาเพียงแต่กล่าวเล่นลมเท่านั้น หัวใจของนางจึงมิไหวติงเลยแม้แต่น้อย
“นี่หรือเหตุผลที่เจ้าส่งนางผู้นั้นมาลากตัวข้ามา” เยวี่ยหมิงคงกล่าวถามด้วยเสียงเย็นชา
เพียงแค่เอ่ยถึงสตรีนางนั้น หัวใจของนางก็คล้ายกับถูกเผาไหม้ไปด้วยความหึงหวง ความอิจฉาริษยาเอ่อท้นขึ้นมาในจิตใจ
นางรู้ดีว่ากู้ฉางเกอมิได้ชอบพอนาง ทว่าการที่เห็นเขามีสตรีผู้อื่นอยู่เคียงข้าง หัวใจก็กลับรู้สึกขมปร่าอย่างห้ามมิอยู่
ที่สำคัญนางยังอดสงสัยมิได้ว่า ในชาติภพก่อนนั้น กู้ฉางเกอมิเคยมีสตรีใดข้างกาย ทว่าในชาตินี้เหตุใดเรื่องราวจึงพลิกผันได้ถึงเพียงนี้ เรื่องราวมากมายที่นางมิอาจคาดคิดล้วนเกิดขึ้นพร้อมกันทั้งสิ้น
“จับตัวมาอย่างนั้นหรือ หมิงคง เจ้าคงเข้าใจข้าผิดไปมากโขแล้วละ”
“อีกอย่าง...เหตุใดอากาศถึงได้อบอวลไปด้วยกลิ่นแห่งความหึงหวงเช่นนี้เล่า”
“เยี่ยนจีเป็นผู้ติดตามที่ข้าพามาจากโลกเบื้องล่าง นางถือได้ว่าเป็นผู้ภักดีต่อข้า หรือว่า...เจ้ากำลังหึงหวงนางอยู่หรือ”
คำพูดที่กล่าวออกมานั้นฟังดูอ่อนโยน ทว่าแฝงไว้ด้วยความหยอกเย้า
เมื่อได้ยินดังนั้น สีหน้าของเยวี่ยหมิงคงจึงดูสงบลงอยู่บ้าง ทว่ายังคงแฝงด้วยแววเย็นชาดังเดิม นางแค่นเสียงเบาก่อนจะตอบกลับไปอย่างมิยี่หระว่า
“กู้ฉางเกอ เจ้าช่างหลงตัวเองเกินไปแล้ว”
การที่เขาอธิบายเรื่องนี้ให้นางฟัง ดูเป็นสิ่งที่หาได้ยากนัก จึงทำให้นางอดรู้สึกประหลาดใจมิได้
“ว่ามาเถิด เจ้าเรียกข้ามาหาในครั้งนี้เพราะมีเรื่องอันใดกันแน่”
เยวี่ยหมิงคงมิปักใจเชื่อสักนิดว่าเขาจะมาโดยไร้ซึ่งจุดประสงค์
“บอกว่าข้าคิดถึงเจ้า เจ้าก็มิเชื่อ ข้าจะทำอันใดได้เล่า”
กู้ฉางเกอยังคงกล่าวพลางยิ้มบาง ท่าทีสงบนิ่งจนยากจะหยั่งถึง
“แม้เจ้าจะกล่าววาจาให้สวยหรูปานใด ข้าก็มิมีทางเชื่อหรอก” เยวี่ยหมิงคงตอบกลับด้วยเสียงเรียบเฉย ดวงตาคู่คมปรายมองเขาอย่างมิไว้วางใจ นางอดนึกมิได้ว่าชาติก่อนเหตุใดจึงมิเคยเห็นความหน้าด้านของบุรุษผู้นี้
เมื่อเห็นนางแสดงท่าทีเช่นนั้น กู้ฉางเกอก็คล้ายจะเลิกหยอกล้อนางไปชั่วขณะ ก่อนเปลี่ยนเป็นเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงจริงจังขึ้น
“ข้าได้ยินเยี่ยนจีกล่าวว่า เจ้าลงมือวางแผนสังหารบุรุษหนุ่มผู้หนึ่งที่มีเพียงพลังระดับขั้นเจ้าครองแคว้นหรือ ทว่าสุดท้ายกลับปล่อยให้เขาหนีรอดไปได้ นี่มันเรื่องอันใดกัน”
“เขาทำสิ่งใดให้เจ้าขุ่นเคืองกัน บอกข้ามาเสีย สามีผู้นี้จะช่วยเจ้าสังหารเขาเสียเอง ให้มันรู้เสียบ้างว่าผู้ใดกันแน่ที่มิควรล่วงเกินเจ้า”
แน่นอนว่ากู้ฉางเกอคาดเดาได้มิยากว่า เยวี่ยหมิงคงคงหมายมาดที่จะลอบสังหารบุรุษผู้ถือครองชะตาฟ้าลิขิตเพื่อช่วงชิงโอกาสแห่งสวรรค์
เรื่องนี้สำหรับเขาแล้วก็นับว่าเป็นสิ่งที่น่าสนใจมิน้อย
เขาตั้งใจจะใช้คำพูดแยบยลหลอกถามข้อมูลจากปากเยวี่ยหมิงคง
เมื่อได้ยินถ้อยคำของกู้ฉางเกอ เยวี่ยหมิงคงถึงกับชะงักไปชั่วขณะ ยามนี้กู้ฉางเกอยังมิรู้ถึงการมีอยู่ของเย่หลิง ดังนั้นที่เขากล่าวว่าจะสังหารเย่หลิงเพื่อช่วยนางเอาคืน คงคิดว่าเย่หลิงจะทำให้นางมิพอใจสินะ
มิรู้ว่าด้วยเพราะเหตุอันใด หัวใจของเยวี่ยหมิงคงถึงได้รู้สึกสั่นไหวขึ้นมา บุรุษผู้เห็นแก่ตัวและเย็นชาเช่นกู้ฉางเกอนี้ กลับแสดงท่าทีเหมือนจะใส่ใจเรื่องราวของนางอย่างนั้นหรือ
“เจ้ามิคิดจะถามไถ่ถึงสาเหตุของเรื่องราวก่อนหรืออย่างไร” เยวี่ยหมิงคงกลอกตาเล็กน้อย “มิสนว่าถูกหรือผิดก็จะสังหารคนเสียแล้วหรือ”
กู้ฉางเกอหัวเราะเบาๆ “นั่นนับว่ามีอันใดให้น่าสนใจนักหรือ เจ้าจะสังหารเขา ข้าก็จะสังหารผู้นั้นแทนให้เจ้า”
ถ้อยคำนี้ทำให้เยวี่ยหมิงคงถึงกับกลั้นหายใจไปชั่วขณะ
มิเสียทีที่เป็นกู้ฉางเกอ เพียงถ้อยคำสั้นๆ ทว่ากลับเจือความอำมหิตจนฟ้าดินต้องสะท้านไหว สังหารหรือมิสังหาร ถูกหรือผิด ล้วนมิอยู่ในความสนใจของเขา
หากนางต้องการจะสังหารผู้ใด เขาก็พร้อมจะสังหารผู้นั้นให้
สิ่งนี้คือตัวตนของเขาอย่างแท้จริง
เยวี่ยหมิงคงจ้องมองกู้ฉางเกอด้วยดวงตาคู่คมดั่งหงส์ ราวกับจะมองลึกเข้าไปถึงจิตวิญญาณ ในใจพลันบังเกิดความรู้สึกบางอย่างที่ยากจะเอื้อนเอ่ย
แท้จริงแล้ว…เขาก็มิใช่ว่าจะมิแยแสนางเลยแม้เพียงนิด