จังหวะที่ซาทูรอสกำลังดึงกางเกงของเธอลงมา สายตาของเขาก็จับจ้องไล่ตามขอบกางเกง ที่กำลังค่อย ๆ เผยให้เห็นเนินท้องน้อยและเนินทุ่งหญ้าขึ้นอย่างเบาบาง แต่เขาเพิ่งถกลงมาได้ไม่ถึงครึ่ง หญิงสาวก็ลุกขึ้นมาถกกางเกงขึ้นสวมใส่ด้วยสีหน้าอับอาย
ซาทูรอสที่กำลังงุนงงพร้อมกับคำถามที่เกิดขึ้นในใจว่า “จบแล้วเหรอ?” เขาเลยทำอะไรไม่ถูก จึงได้แต่ยืนมองตรงปลายเตียงอย่างเงียบ ๆ ก่อนที่พิเทร่าจะยันตัวขึ้นแล้วลุกขึ้นมาจูบปากเขาไปทีหนึ่ง แต่ครั้งนี้ไม่ใช่จูบแบบก่อนหน้านี้ มันเป็จูบที่เธอดูดปากของเขาจนดัง “จ๊วบ” จากนั้นเธอก็บอกซาทูรอสว่า
“ไว้เราค่อยมาเล่นกันใหม่คราวหน้าดีไหม?”
แม้ว่าความรู้สึกของชายหนุ่มจะยังคงค้างเติ่ง ท่อนเอ็นที่สั่นกระตุกจนไม่อาจหาความหมายของมันได้ เขาก็ทำได้เพียงพยักหน้ารับด้วยใจที่เฝ้ารอ และทั้งคู่ก็ตัดสินใจแยกย้ายกันไปอาบน้ำ ก่อนที่ป้าและลุงจะตื่นขึ้นมาพบพวกเขาเสียก่อน
พิเทร่าลอบมองท่าทางหงุดหงิดงุนง่านของซาทูรอส ก่อนจะฉีกยิ้มขึ้นหัวเราะเบา ๆ
“หึหึหึหึหึ...”
ในเช้าวันรุ่งขึ้นดูเหมือนว่าอาการาเ็ที่บ่าของซาทูรอสก็แทบไม่รู้สึกเ็ปอีกแล้ว เขาได้ความจากพิเทร่าว่ายาที่เธอนำมาใช้กับเขาเมื่อคืน แท้ที่จริงเป็โอสถล้ำค่าจากสำนักอักษร สามารถใช้ระงับการเ็ปและรักษาอาการาเ็ภายในประเภทนี้ได้ดีนัก
แต่บ่าของเขาก็ยังคงมีสภาพบวมเป่ง ทำให้มองดูแล้วน่ากลัวไม่น้อย ด้วยเหตุนี้ในตอนเช้าเมื่อชาร์ลตื่นขึ้นมาพบเห็น เขาจึงตัดสินใจไม่ซักไซร้ซาทูรอสอีกต่อไป เพราะด้วยความสงสารและรู้สึกผิดที่ลงมือรุนแรงเกินเหตุ
หลังจากนั้นบรรยากาศภายในบ้านก็เข้าสู่ปกติอีกครั้ง เพราะชาร์ลได้นั่งรถม้ากลับไปยังเมืองหลวงอีกครั้ง ทำให้ป้าทีม่าแปลงกายเป็หญิงปากร้าย ยังคงคอยแขวะด่าจิกกัดเขาเช่นเดิม
ส่วนความสัมพันธ์ระหว่างเขากับพิเทร่าก็ดีขึ้นทุกวัน ไม่ต่างจากคู่รักเลยแม้แต่น้อย จนบางครั้งป้าทีม่าก็อดสงสัยไม่ได้ว่าในระหว่างที่คลาดสายตาตนเองไป พวกเขาทั้งสองมีอะไรบางอย่างเกิดขึ้นหรือไม่
ด้วยความระแคะระคายนี้ ทั้งลุงชาร์ลและป้าทีม่าจึงตัดสินใจหาอาจารย์หญิงมาสอนพิเศษทั้งวรยุทธและความรู้ต่าง ๆ ให้แก่นางที่บ้านในวันหยุด โดยอ้างว่าอยากให้นางพัฒนาก้าวหน้าเร็ว ๆ แต่แท้จริงแล้วเพื่อที่จะให้มีคนคอยสอดส่องใน่ที่พวกเขาไม่อยู่บ้านต่างหาก
ส่วนเวลานอน ป้าทีม่าก็จะชวนให้พิเทร่าไปนอนกับเธอเสมอ เวลาที่ชาร์ลไม่ได้กลับมาบ้าน ทำให้พิเทร่าและซาทูรอสแทบจะหาเวลาอยู่ด้วยกันสองต่อสองไม่ได้เลย
ประกอบกับตัวซาทูรอสที่ต้องมีการฝึกหนักและเข้มข้นขึ้นทุกวันจนสายตัวแทบขาด ทำให้เขามาถึงบ้านก็ทานข้าวอาบน้ำนอนหลับทันที จนเวลาล่วงเลยผ่านไปถึง 3 ปี ....
-------------
ใจกลางป่าแห่งหนึ่งที่มีแม่น้ำลำธารไหลผ่าน เสียงนกร้องขับขานชวนให้ผู้คนตั้งใจฟังได้เพลิดเพลินไปกับมัน อีกทั้งคล้ายจะช่วยผ่อนคลายจิตใจที่ตึงเครียดให้ปล่อยวางลงได้อย่างไม่ยากเย็นนัก
มีหนึ่งบุรุษและหนึ่งสตรีกำลังเล่นวิ่งไล่จับกันอย่างสนุกสนานร่าเริง หยอกล้อกันอย่างมีความสุข คล้ายกับคู่รักเทพเทวาที่สิงสถิตอยู่ ณ ป่าแห่งนี้ก็ว่าได้
ความจริงแล้วบุรุษผู้นี้ก็คือซาทูรอสทีมีอายุ 14 ปี แต่รูปร่างของเขาเริ่มสูงใหญ่และแข็งแรงกำยำขึ้นมากขึ้นผิดปกติ สูงถึง 160 เซ็นติเมตร ต่างจากคนวัยเดียวกันอยู่อักโข ผิวพรรณหน้าตาดูผ่องใส ซึ่งที่จริงก็เป็ผลพวงมาจากการฝึกของเขานั่นเอง
ส่วนสตรีที่ดูเหมือนเทพธิดาก็ไม่ใช่ใครอื่น พิเทร่าได้เติบโตจนกลายเป็หญิงสาวอย่างเต็มตัว ทั้งรูปร่างหน้าตานั้นเรียกได้ว่าเป็่เวลาที่บานสะพรั่งและงดงามที่สุดของอิสตรี ส่วนด้านพลังฝีมือของเธอในตอนนี้ก็ได้ก้าวเข้าสู่ระดับ ยอดฝีมือขั้นต้น ภายในวัยเพียงแค่ 19 ปีเท่านั้น นับได้ว่าเป็อัจฉริยะผู้หนึ่งของยุคก็ว่าได้
ทุกครั้งที่ซาทูรอสเคลื่อนไหว แม้จะเป็การก้าวะโเล่นตามธรรมชาติของเขา มองดูให้ความรู้สึกเหมือนกวางป่าะโเล่นไปมา แต่มันก็รวดเร็วยิ่งกว่าคนทั่วไปถึงหลายเท่าตัว จนแม้แต่พิเทร่าก็ยังอดทึ่งไม่ได้ เพราะเธอจำต้องโคจรพลังยุทธอย่างเต็มที่อยู่ตลอดเวลาเพื่อที่จะวิ่งตามเขาให้ได้ทัน ส่วนด้านซาทูรอสกลับไม่ได้มีอาการเหนื่อยหอบออกมาให้เธอได้เห็นเลยแม้แต่ครั้งเดียว
“ข้าละอยากรู้จริง ๆ ว่าเ้าฝึกฝนวิชาด้วยวิธีไหนกัน ถึงได้ก้าวหน้าได้ถึงขนาดนี้ ถ้าไม่ติดว่ามันคือความลับของเ้าล่ะก็ ข้าคงจะเค้นคำตอบและให้เ้าช่วยสอนพี่บ้างเสียแล้ว” พิเทร่าหยุดหอบหายใจ แล้วพูดขึ้นกับเขา
“ฮ่าฮ่า ต่อให้พี่รู้ ข้าเชื่อว่าพี่คงจะไม่อยากฝึกมันอย่างแน่นอน แม้แต่ข้าเองยังต้องรู้สึกกลัวเสมอ เวลาจะฝึกวิชา..” ซาทูรอสตอบ
แน่นอนว่าสิ่งที่เขาพูดนั้นไม่ได้เกินจริงเลยแม้แต่น้อย เพราะการฝึกซ้อมของซาทูรอสนับวันยิ่งหฤโหดและเข้มข้นขึ้นเรื่อย ๆ นั่นจึงทำให้ร่างกายของเขาและทักษะต่าง ๆ แข็งแกร่งขึ้นกว่าเดิมอย่างผิดหูผิดตา จนดูไม่เหมือนผู้พิการทางยุทธอีกต่อไปแล้ว
พิเทร่าหยุดวิ่งไล่จับและนิ่งเงียบผิดปกติ ก่อนจะถอนหายใจด้วยสีหน้าอมทุกข์แล้วเอ่ยกับเขาว่า
“ที่จริงแล้วที่พี่ชวนเ้ามาในวันนี้ พี่มีอะไรจะบอก...”
ซาทูรอสหันหน้ากลับไปมองเธอและพบว่าอีกฝ่ายมีสีหน้าที่เศร้าสร้อยลงอย่างเห็นได้ชัด ทำให้เขารู้สึกใจคอไม่ดีเช่นกัน
“…อีก 1 สัปดาห์พี่จะต้องย้ายไปอยู่ที่อาณาจักรเจียงหู…และไม่รู้ว่าเมื่อไหร่จะได้กลับมา”
“ทำไมล่ะ? ที่นั่นมันไกลมากเลยไม่ใช่เหรอ” ซาทูรอสตื่นใถาม
“เดิมทีสำนักอักษรที่พี่เรียนอยู่ เป็เพียงแค่สาขาย่อยเท่านั้น สาขาหลักจะมีชื่อเต็มว่า สำนักหมู่ตึกบัณฑิต และในทุก ๆ 5 ปี ทางสำนักหมู่ตึกบัณฑิตจะส่งคนมาคัดเลือกศิษย์ที่มีคุณสมบัติเพื่อเข้าสู่สำนักหลัก ซึ่งคุณสมบัติขั้นต่ำสุดคือต้องมีพลังอยู่ในระดับยอดฝีมือขั้นต้น และพี่ก็ผ่านเงื่อนไขนั้นพอดี ดังนั้นตามธรรมเนียมของสำนักหลักแล้ว ทุกคนจะต้องไปอยู่อาศัยที่สำนัก”
“ห๊ะ แบบนั้นก็ดีน่ะสิ แสดงว่าพี่ได้เลื่อนขั้นเป็ศิษย์ของสำนักใหญ่แล้วนะเนี่ย พี่รู้ไหมว่าต้องมีคนอีกหลายหมื่นหลายแสนคนที่ต้องอิจฉาจนอยากลงไปดิ้นกับพื้นน่ะ!!”
ซาทูรอสที่ได้ยินอดดีใจไปกับเธอด้วยไม่ได้ เพราะมันถือได้ว่าเป็โอกาสที่ดีที่สุดสำหรับผู้ฝึกตนเป็เซียนเลย
แต่ทว่าสีหน้าของหญิงสาวกลับตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง เหมือนเธอไม่ได้ยินดีกับมันสักเท่าใดนัก
จู่ ๆ ซาทูรอสก็เหมือนจะฉุกใจนึกขึ้นได้เลยถามออกไปว่า
“หรือว่าพี่ไปอยู่ที่นู้นถาวร?”
พิเทร่าเงยหน้าขึ้นมาก่อนจะพยักหน้าน้อย ๆ ตอบกลับ
ซาทูรอสนิ่งเงียบไปอยู่พักใหญ่ เพราะเขารู้ว่าจะต้องแยกจากกับอีกฝ่ายโดยที่ไม่รู้เลยว่าจะมีโอกาสได้พบกันอีกเมื่อไหร่
เนื่องจากเป็ที่ทราบกันโดยทั่วไปว่า ศิษย์ของสำนักหลักเปรียบเสมือนบุคคลล้ำค่า จึงจำเป็ที่จะต้องถูกดูแลและฝึกฝนอย่างใกล้ชิด เป็บุคคลที่สามารถเชิดหน้าชูตาสำนักได้เลย เพราะเมื่อใดก็ตามที่ทางสำนักจะต้องส่งคนไปทำภารกิจหรือไปพบปะสังคมระหว่างจอมยุทธหรือผู้ฝึกตนเป็เซียนด้วยกัน
คนเหล่านี้จะเปรียบเสมือนตัวแทนของสำนักนั้น ๆ ไม่อาจเดินทางไปไหนมาไหนได้ตามใจชอบ ซึ่งก็จะแลกมาด้วยการดูแลและเอาใจใส่จากสำนักเป็อย่างดี ทั้งทรัพยากรล้ำค่าสำหรับฝึกฝน หรือแม้แต่โอกาสในการเรียนรู้เคล็ดวิชาลับของสำนัก ซึ่งมันต่างจากศิษย์ทั่วไปของสำนักย่อยราวฟ้ากับเหว
พอชายหนุ่มกลับมาคิดว่า ตัวเขานั้นไม่ใช่ผู้ฝึกตนเป็เซียน อีกทั้งไม่ได้สังกัดสำนักใดเลย นั่นจึงทำให้โอกาสที่บุคคลธรรมดาจะไปพบปะกับเธอนั่นเป็ไปได้ยากมาก ไม่ต่างกับคนธรรมดาอยากพบฮ่องเต้เลย
จากนั้นพิเทร่าก็เอ่ยขึ้นทำลายความเงียบขึ้นมาว่า
“แต่ตอนนี้ทางสำนักให้พี่หยุดพักได้ อย่างน้อยเราก็ยังมีเวลาอยู่ด้วยกันอีก 1 สัปดาห์นะ”
หญิงสาวส่งรอยยิ้มที่พยายามปั้นแต่งให้ดูสดใสร่าเริง แต่มันก็ไม่ได้คลายความเศร้าให้ชายหนุ่มเท่าใดนัก จนดวงตาทั้งสองของชายหนุ่มแปรเปลี่ยนเป็หม่นหมองไปในทันที
พิเทร่าเดินขยับกายเข้ามาใกล้ชายหนุ่ม ก่อนจะยกมือขึ้นััแก้มบนใบหน้าอีกฝ่ายอย่างแ่เบา แล้วเขย่งตัวขึ้นจุมพิตริมฝีปากของเขา
ซาทูรอสเองก็หลับตาลงโอบกอดร่างของหญิงสาวอย่างแแ่ ราวกับว่ากลัวเธอจะหายไปจากเขา เป็่เวลาที่เขารู้สึกกลับมาว้าเหว่อีกครั้ง เหมือนอยู่ ๆ เสี่ยวหนึ่งของจิตใจได้หล่นหายไปั้แ่ได้ยินว่าเธอจะต้องจากไปอยู่ในที่ที่ห่างไกลมาก
หญิงสาวซุกหน้าและขยับศีรษะซุกไซร้บนอกของเขาอย่างออดอ้อน ก่อนจะเอ่ยขึ้นว่า
“วันนี้เ้าไม่ฝึกวิชาหรือไง?”
สิ้นคำ ซาทูรอสก็สะดุ้งขึ้นและนึกขึ้นได้ว่าเวลานี้เขาจะต้องไปฝึกวิชากับชายชราอีกแล้ว ก่อนจะผละเธอออกห่างแล้วบอกกับเธอว่า
“จริงด้วย ข้าลืมไปเลย ถ้าเช่นนั้นข้าจะรีบไปรีบกลับนะ ส่วนพี่ก็รีบกลับบ้านล่ะ”
พิเทร่าพยักหน้ายิ้มรับจนตาหยี หลังจากนั้นซาทูรอสก็ถีบตัวพุ่งหายไปราวกับเงา เพียงพริบตาเดียวบริเวณดังกล่าวก็ไร้ร่องรอยของชายหนุ่มอย่างสิ้นเชิง ไม่ว่าพิเทร่าจะเปิดจิตััสำรวจโดยรอบในรัศมี 300 เมตร ก็ไม่พบเขาเลย จนเธอถึงกับแสดงสีหน้าตื่นใ ไม่อาจเก็บอาการเอาไว้ได้
“...นี่เขา...ระดับยอดฝีมือขั้นสุดยอด?!”
เธอจำได้อย่างแม่นยำเลยว่า ในวันที่เธอผ่านการทดสอบจากคนของสำนักหลัก ผู้ที่มาจากสำนักหลักได้เปิดเผยพลังของตนเองแล้วว่าเขาอยู่ในระดับยอดฝีมือขั้นสุดยอด ซึ่งในตอนนั้นเธอเองก็ไม่อาจจับััการเคลื่อนไหวของอีกฝ่ายได้เลยแม้แต่น้อย แต่ในวันนี้ซาทูรอสกลับสามารถทำได้เช่นเดียวกัน นี่จึงหมายความชายหนุ่มมีโอกาสสูงมากที่เขาจะมีพลังฝีมือในระดับยอดฝีมือขั้นสุดยอด
---------------
ซาทูรอสใช้เวลาไม่ถึง 5 นาที เขาก็มาถึงสถานที่ลับสำหรับฝึกวิชาจนได้ เขาผ่อนลมหายใจออกคราหนึ่ง ก่อนจะเงยหน้ามองชายชราที่นั่งรอคอยอยู่ก่อนแล้ว
ชายชราหวนนึกคิดวันเวลาที่ผ่านมาระหว่างเขากับซาทูรอส ตลอดมาเขาช่วยฝึกฝนร่างกายและจิตใจเด็กน้อยมาเป็เวลาถึง 3 ปีเต็ม ไม่ว่าเื่ราวใด ๆ ซาทูรอสมักจะนำมาพูดคุยระบายและปรึกษากับเขาเสมอมา ต่างฝ่ายต่างก็สนิทชิดเชื้อจนแทบจะกลายเป็พ่อกับลูกเสียแล้ว
“แล้ววันนี้เราฝึกอะไรดี?” ซาทูรอสเดินเข้ามาเอ่ยถามชายชราอย่างกระตือรือร้น
ชายชราถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ก่อนจะพูดขึ้นมาว่า “ในวันนี้ข้าจะให้เ้าดำน้ำลงไปเก็บหินที่อยู่ใต้น้ำตกแล้วนำมันกลับมาหาข้า ข้าจะไม่จำกัดเวลาและถ้าหากเ้าทำสำเร็จ จะถือว่าเ้าได้ผ่านพื้นฐานการฝึกทั้งหมด”
“ได้เลย ว่าแต่หินแบบไหนล่ะที่ท่าน...” ซาทูรอสยังเอ่ยไม่ทันจบ เขาก็มีอาการปากค้าง ตากระตุก ด้วยความตกตะลึง
ชายชราหายตัวไปและกลับมาพร้อมกับหินขนาดใหญ่ภายในพริบตา ซาทูรอสจ้องมองไปที่ก้อนหินขนาดมหึมา เขาเดาไม่ออกเลยว่ามันจะหนักเพียงใด
“หินนี่น่าจะหนักราว ๆ 5 ถึง 6 ร้อยกิโลกรัม ตีเป็น้ำหนักตัวเ้าประมาณ 8 เท่าได้ล่ะมั้ง” ชายชรากล่าว
ซาทูรอสพูดไม่ออก แต่ภายในใจนั้นเบาหวิว เหมือนิญญาออกจากร่างไปแล้วเรียบร้อย
“ว่าไง แค่นี้ก็กลัวแล้วรึ?” ชายชราแขวะถาม
ซาทูรอสไม่ตอบคำ เพราะกำลังทำใจอยู่ แต่ก็เห็นชายชราทำเถาวัลย์ที่มีขนาดยาวมาก ๆ มามัดติดกับก้อนหินดังกล่าว ก่อนจะโยนมันลงไปใต้น้ำด้วยท่าทางสบาย ๆ ราวกับว่ามันเป็แค่ก้อนหินขนาดกำปั้นเท่านั้นเอง
“ตู้มมม!!!!” เสียงน้ำสาดกระจายขึ้นสูงเกือบ 4 เมตร เห็นได้ชัดว่ามันควรจะหนักอย่างที่ชายชราพูดจริง ๆ
ซาทูรอสหันไปถามอีกฝ่ายเพื่อความแน่ใจว่า
“ท่านบอกว่าไม่จำกัดเวลา หมายถึงข้าสามารถกลับขึ้นมาหายใจได้ใช่หรือไม่?”
“ได้สิ” ชายชราตอบ ในขณะเดียวกันสายตาของเขายังคงจับจ้องอยู่ที่เชือกเถาวัลย์ที่กำลังไหลออกจากมือไม่หยุด ก่อนจะพูดขึ้นว่า
“อืม ลึกเหมือนกันแหะ”
คำพูดสั้น ๆ ไม่กี่คำ ทำเอาเด็กหนุ่มใจแป๋วไม่เป็ท่า แค่แบกหินหนักขนาดนั้นขึ้นมาจากน้ำก็ว่ายากแล้ว และกระแสน้ำที่นี่เขานั้นรู้ดียิ่งกว่าในบ้านของตนเองเสียอีก เพราะมันทั้งเชี่ยวกราดและรุนแรงแค่ไหน เขานั้นรู้ซึ้งกว่าใคร นี่ยังจะมาบอกว่าลึกอีกเหรอเนี่ย?
ซาทูรอสสูดหายใจเข้าออกลึก ๆ ช้า ๆ และผ่อนคลายลง เพราะต่อให้เขากังวลต่อไป หินมันก็ไม่ลอยขึ้นมาอยู่ดี ไม่ว่าจะสำเร็จหรือล้มเหลว ยังไงเขาก็ต้องพยายามทำให้ดีที่สุด…