[แสงและเงาในอุทยานหินอ่อน]
เสียงฝีเท้าของเหล่าอัศวินพิทักษ์วังดังกังวานเป็นจังหวะหนักแน่น เคร้ง... เคร้ง... แผ่นเกราะเหล็กกล้าสีดำขลับสะท้อนแสงอาทิตย์ยามบ่ายดูน่าเกรงขาม ทว่าในสายตาของเด็กชายคนหนึ่ง มันกลับดูเหมือนฟันเฟืองของเครื่องจักรสงครามที่ไม่มีชีวิต ระเบียงทางเดินยาวเหยียดของ พระราชวังสีเลือด ถูกปูด้วยหินอ่อนสีขาวนวลทอดยาวไปสู่บัลลังก์ที่สร้างขึ้นบนกองซากศพ กลิ่นธูปหอมราคาแพงจากแดนใต้พยายามกลบกลิ่นคาวสนิมและไอสังหารที่อบอวลอยู่ในกำแพงหิน แต่มันกลับยิ่งทำให้อากาศดูอึดอัดจนแทบหายใจไม่ออก
ในมุมที่แสงส่องไม่ถึงของศาลาไม้แกะสลักกลางอุทยานหลวง เจ้าชายอัลคาร์ด ลูเทอร์ริก อาร์คีรัส ในวัยเพียงไม่กี่ขวบ นั่งเอกเขนกอยู่บนม้านั่งหิน ดวงตาสีขรึมทอดมองไปยังลานฝึกซ้อมเบื้องหน้าด้วยแววตาที่ไร้ความรู้สึก
"ดูซะอัลคาร์ด! นี่คือพลังของว่าที่กษัตริย์องค์ต่อไป!"
เจ้าชายลำดับที่ 1 ตะโกนก้อง เส้นผมสีทองของเขาสะบัดพลิ้วขณะเหวี่ยงดาบเหล็กยักษ์หนักอึ้งฟาดลงบนหุ่นฟาง เสียงดัง ฉับ! หุ่นฟางขาดสะบั้นกระจายไปตามแรงเหวี่ยง ขณะที่ เจ้าชายลำดับที่ 2 ที่ยืนอยู่ข้างๆ หัวเราะอย่างบ้าคลั่ง พลางวาดมือในอากาศร่ายมนตร์เสริมพลัง 'เบลสซิ่ง' แสงสีแดงฉานอาบลงบนคมดาบของพี่ชายคนโต
สำหรับคนทั่วไป ภาพนี้คือความน่าเกรงขามของราชวงศ์อาร์คีรัส แต่สำหรับอัลคาร์ด...
‘ศอกขวายกสูงเกินไปสามนิ้ว... มานาที่หมุนเวียนในดาบไหลย้อนกลับไปที่ข้อมือจนเกิดแรงสะท้อนกลับเล็กน้อย... ส่วนเวทมนตร์นั่นก็แค่การรีดมานาออกมาทิ้งขว้างโดยไม่มีการควบคุมทิศทาง มันช่าง... สะเปะสะปะเหมือนเด็กน้อยหัดคลาน’
สมองของอัลคาร์ดประมวลผลทุกท่วงท่าและบทร่ายเหล่านั้นด้วยสัญชาตญาณอันน่าสยดสยอง เขาไม่ได้ตั้งใจจะจดจำ แต่มันกลับ "ซึมซับ" เข้าไปในความเข้าใจราวกับเขากำลังมองดูแผนภูมิที่แสนง่ายดายเพียงแค่กวาดสายตามองครั้งเดียว
"ลูกแม่..."
สัมผัสอันอ่อนนุ่มจากฝ่ามือที่คุ้นเคยแตะลงบนเส้นผมของเขา พระมารดาเอเลน่า นางสนมผู้มีนัยน์ตาโศกเศร้ายืนอยู่ข้างหลัง ใบหน้าของนางงามสง่าแต่ซูบซีด ราวกับดอกไม้ที่กำลังเหี่ยวเฉาในแจกันทองคำ
"ท่านแม่ ข้าไม่ได้หลับนะ ข้าแค่..." อัลคาร์ดสะดุ้งเล็กน้อยพยายามจะปั้นหน้าให้ดูใสซื่อ
"แม่รู้... ลูกชายของแม่เก่งกว่าใครในโลกนี้" นางกระซิบแผ่วเบาจนแทบถูกลมพัดหาย น้ำเสียงนั้นสั่นเครือด้วยความกังวล "เสียงพิณที่เจ้าแอบเล่นให้แม่ฟัง... ท่วงท่าร่ายรำที่เจ้าจดจำจากเหล่านางรำเพียงครั้งเดียวแล้วทำตามได้ดีกว่าครูฝึก หรือแม้แต่ดาบไม้ที่เจ้ากวัดแกว่งเล่นๆ ในห้อง... ทุกอย่างมันสมบูรณ์แบบเกินไป อัลคาร์ด"
นางย่อตัวลงสบตากับลูกชาย "แต่ในจักรวรรดิที่กระหายเลือดแห่งนี้ พรสวรรค์ของเจ้าชายที่เกิดจากแม่ซึ่งเป็นเพียงนางสนม... มันคือคำสาป หากพี่ๆ ของเจ้ารู้ว่า 'อัจฉริยะ' ที่แท้จริงกำลังเติบโตอยู่ใต้เงาของเขา พวกเขาจะไม่ยอมให้เจ้ามีชีวิตอยู่เพื่อมาสั่นคลอนบัลลังก์ในอนาคตเด็ดขาด"
อัลคาร์ดนิ่งเงียบ แววตาของเด็กน้อยฉายแววความเข้าใจที่เกินวัย เขาเข้าใจตรรกะของอำนาจดีกว่าใคร นับตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา เขาจึงจงใจทิ้งดาบเหล็กที่แวววาว แล้วเลือกหยิบเพียง ดาบไม้ ที่เก่าและผุพังขึ้นมาถือไว้แทน... เพื่อบอกให้โลกรู้อย่างเงียบเชียบว่าเขา "ไร้พิษสง"
[หน้ากากของคนขี้เกียจ: สองโลกในร่างเดียว]
เวลาผันผ่านไปนับสิบปี อัลคาร์ดเติบโตขึ้นท่ามกลางเสียงซุบซิบและเสียงหัวเราะเยาะของขุนนางในวัง เจ้าชายลำดับที่ 3 กลายเป็นหัวข้อตลกในวงเหล้าว่าเป็น "ขยะแห่งอาร์คีรัส"
ในห้องเรียนวิชาการปกครองที่เคร่งเครียด อัลคาร์ดมักจะนั่งอยู่แถวหลังสุด ใบหน้าซุกอยู่กับท่อนแขนฟุบบนโต๊ะไม้โอ๊กตัวหนา เสียงกรนเบาๆ ของเขาดังคลอไปกับเสียงอ่านตำราอย่างภาคภูมิใจของพี่ชายทั้งสอง
‘ตำราปกครองแดนตะวันตก หน้า 324 บรรทัดที่ 5... คำว่า "สัจธรรม" สลักอักขระผิดไปตัวหนึ่ง ทำให้ความหมายของประโยคบิดเบี้ยวไปหมด แต่ดูเหมือนท่านอาจารย์และพี่ๆ จะไม่เคยสังเกตเห็นเลยสินะ...’
เขาคิดในใจขณะที่เปลือกตายังคงปิดสนิท ความจริงแล้วเขาท่องจำทุกตัวอักษรในคัมภีร์เวทและพงศาวดารทุกม้วนในหอสมุดหลวงได้จนหมดสิ้นแล้วตั้งแต่วัย 10 ขวบ แต่การแสร้งทำเป็นโง่เขลานั้นช่างง่ายดายและปลอดภัยกว่าการแสดงความฉลาดออกมา
เมื่อเข้าสู่วัย 11 ถึง 15 ปี อัลคาร์ดเริ่มสวมหน้ากากใบใหม่— "เจ้าชายเจ้าสำราญ" เขามักจะปรากฏตัวในงานเลี้ยงพร้อมกับขวดไวน์และรายล้อมด้วยบุตรีของขุนนางที่พยายามเสนอตัวเพื่อหวังในยศถาบรรดาศักดิ์
"เจ้าชายอัลคาร์ด ท่านช่างเป็นคนที่โชคดีที่สุดในโลกจริงๆ นะเจ้าคะ ไม่ต้องเหนื่อยฝึกวิชา ไม่ต้องแบกรับภาระ แค่เสพสุขไปวันๆ" หญิงสาวในชุดราตรีหรูหรากระซิบออดอ้อนพลางรินไวน์ใส่จอกทองคำ
อัลคาร์ดยกยิ้มที่ดูเหมือนจะลุ่มหลง "นั่นสินะ... โลกนี้จะมีอะไรดีไปกว่าไวน์เลิศรสและสาวงามล่ะ?"
เขากระดกไวน์เข้าปาก ทว่าในใจกลับรู้สึกเหมือนกำลังดื่มน้ำเปล่าที่เย็นชืด ดอกไม้ที่ประดับในงานเลี้ยงไม่มีกลิ่นหอมสำหรับเขา ความสุขที่คนทั่วโลกต่างอิจฉาแท้จริงแล้วมันคือ กรงขัง ที่เขาสร้างขึ้นด้วยความตั้งใจ เพื่อใช้กำบังลมพายุร้ายที่จะพัดมาถึงตัวเขาและพระมารดา
เขายอมเป็น "ตัวตลก" ดีกว่าเป็น "เป้าหมาย" ของการลอบสังหาร... แต่ความสงบสุขจอมปลอมนั้นก็อยู่ได้ไม่นานนัก
[ความเงียบงันในแสงสี]
คืนแล้วคืนเล่าที่อัลคาร์ดต้องประคองจอกไวน์ทองคำ ท่ามกลางเสียงดนตรีสดใสที่บรรเลงขับกล่อมเหล่านักรบผู้กระหายเลือด เขาจงใจปล่อยตัวให้ดูทรุดโทรม ขอบตาคล้ำจากการแสร้งทำเป็นอดนอนเพราะเที่ยวเล่น แต่ในความเป็นจริง ทุกค่ำคืนที่เขาสะบัดตัวออกจากอ้อมกอดจอมปลอมของเหล่าบุตรีขุนนาง อัลคาร์ดจะเร้นกายเข้าไปในส่วนลึกที่สุดของห้องสมุดต้องห้าม หรือไม่ก็ร่ายเวทอำพรางกายเพื่อออกไปฝึกฝนในป่าลึกหลังวัง
เขาไม่ได้ฝึกเพื่อพิชิตใคร... เขาฝึกเพื่อ "ความเข้าใจ"
มือที่หยาบกร้านจากการกำดาบไม้ซ้ำแล้วซ้ำเล่านับล้านครั้ง เริ่มสัมผัสได้ถึงกระแสมานาที่ไหลเวียนอยู่ในอากาศ ในขณะที่พี่ชายของเขาต้องพึ่งพาม้วนคัมภีร์และการร่ายคำศักดิ์สิทธิ์ที่ยาวเหยียด แต่อัลคาร์ดกลับเพียงแค่ "หายใจ" เขาก็สามารถสั่งการมานาให้ควบแน่นจนดาบไม้ธรรมดาๆ มีความหนาแน่นยิ่งกว่าเหล็กกล้าชั้นดี
‘ถ้าข้าฟันดาบนี้ออกไป... หัวของพี่ใหญ่จะหลุดออกจากบ่าก่อนที่เขาจะทันได้อ้าปากร่ายเวทเสียอีก’ อัลคาร์ดคิดพลางมองดูเงาตัวเองในกระจกเงาฝุ่นจับ แววตาของเขาคมปลาบดุจเหยี่ยว ก่อนจะรีบหรี่ตาลงและปั้นหน้าเซื่องซึมเมื่อได้ยินเสียงสาวรับใช้เดินผ่านมา
เขากลายเป็นผู้เชี่ยวชาญในการหลอกลวง... จนบางครั้งเขาก็ลืมไปว่า "อัลคาร์ดที่แท้จริง" คือใครกันแน่
[สัญญาณแห่งความล่มสลาย]
ทว่า... หน้ากากที่เขาสวมมานับสิบปีก็เริ่มร้าวราน เมื่อสิ่งที่เขารักเพียงสิ่งเดียวในโลกนี้กำลังจะถูกพรากไป
ก่อนวันเกิดครบรอบ 15 ปีของเขาไม่กี่สัปดาห์ พระมารดาเอเลน่าล้มป่วยลงอย่างกะทันหัน ร่างกายที่เคยผุดผ่องกลับซูบซีดลงจนเห็นกระดูก ใบหน้าของนางบิดเบี้ยวด้วยความเจ็บปวดที่หาสาเหตุไม่ได้ อัลคาร์ดทิ้งขวดไวน์และหน้ากากคนเจ้าสำราญทันที เขาคุกเข่าอยู่ข้างเตียงมารดา พลางมองดูเหล่านักบวชหลวงที่พากันมารุมล้อม
"โอ้ เทพผู้สร้างผู้ทรงพระเมตตา... โปรดประทานแสงสว่างแห่งการเยียวยา ช่วยรักษาปวงข้าผู้อ่อนแอด้วยเถิด! [เกรทเตอร์ ฮีลลิ่ง]"
นักบวชชั้นสูงร่ายเวท [เกรทเตอร์ ฮีลลิ่ง] แสงสีทองนวลตาอาบไล้ไปทั่วร่างของเอเลน่า คนรอบข้างต่างพากันสรรเสริญในความงดงามของปาฏิหาริย์ ทว่าอัลคาร์ดกลับเบิกตากว้างด้วยความสยดสยอง
ในสายตาของอัจฉริยะที่มองทะลุถึงแก่นแท้ของมานา... เขาเห็นสิ่งที่คนอื่นมองไม่เห็น
ภายใต้ผิวหนังของมารดา มีก้อนเนื้อร้ายสีดำสนิทที่แฝงตัวอยู่ มันไม่ได้สลายไปเพราะแสงสีทอง แต่มันกลับ "อ้าปาก" เขมือบมานาจากเวทเยียวยาเหล่านั้นอย่างตะกละตะกลาม ยิ่งแสงสีทองสว่างเท่าไหร่ ก้อนเนื้อร้ายนั้นก็ยิ่งขยายตัวและแตกตัวแพร่กระจายไปตามเส้นเลือดราวกับเถาวัลย์ปีศาจ
"หลีกไป! พวกเจ้ามันไร้ค่า! หยุดร่ายเวทเดี๋ยวนี้!" อัลคาร์ดตะคอกเสียงหลง เขาพุ่งเข้าไปผลักนักบวชจนล้มคะมำ
"เจ้าชายอัลคาร์ด! ท่านเสียสติไปแล้วหรือ? นี่คือเวทศักดิ์สิทธิ์นะพะยะค่ะ!" นักบวชประท้วงด้วยความโกรธเคือง
อัลคาร์ดไม่ได้ฟัง เขาคว้ามือของมารดามาแนบแก้ม น้ำตาที่ไม่ได้ไหลมานานปีเริ่มคลอเบ้า เขาพยายามจะใช้มานาของตัวเองเข้าไป "ตัด" ก้อนเนื้อร้ายนั่น แต่มันสายเกินไปเสียแล้ว... ร่างกายของเอเลน่าอ่อนแอเกินกว่าจะรับการแทรกแซงจากมานาที่เข้มข้นของเขา
"ลูกแม่..." เอเลน่าลืมตาขึ้นมองลูกชายเป็นครั้งสุดท้าย นางยิ้มอย่างอ่อนโยนแม้จะทรมาน "อย่าโกรธแค้น... อย่าให้พรสวรรค์ของเจ้า... กลายเป็นใบมีดที่ทำลายตัวเอง..."
คำพูดสุดท้ายสิ้นสุดลงพร้อมกับลมหายใจที่ขาดช่วง ร่างของนางนิ่งสงบลงท่ามกลางความเงียบงันที่น่าใจหายของห้องบรรทม
[การจุติของสามัญชน]
หลังพิธีศพที่ถูกจัดขึ้นอย่างเร่งรีบและเงียบเหงาที่ท้ายวัง อัลคาร์ดยืนอยู่บนกำแพงเมืองอาร์คีรัสในคืนที่ไร้แสงดาว แสงไฟจากหอคอยของพี่ชายทั้งสองยังคงสว่างไสว พวกเขากำลังฉลองชัยชนะจากการศึกครั้งใหม่ โดยไม่ได้ไยดีต่อการจากไปของ "นางสนม" คนหนึ่งเลย
เขามองดูชุดไหมชั้นดีบนตัว... มองดูเครื่องทองที่ประดับยศเจ้าชาย... แล้วเขาก็รู้สึกคลื่นไส้
"พรสวรรค์ที่ช่วยชีวิตคนที่รักที่สุดไม่ได้... มันจะมีค่าอะไร"
เขาตัดสินใจในวินาทีนั้น อัลคาร์ดถอดเสื้อคลุมปักลายดิ้นทองทิ้งลงจากกำแพงเมือง เขาสวมเพียงชุดผ้าป่านธรรมดาที่แอบเตรียมไว้ และสิ่งที่เขาเลือกพกติดตัวไปเพียงอย่างเดียวไม่ใช่ดาบเหล็กกล้าที่ได้รับพระราชทานจากจักรพรรดิ แต่เป็น "ดาบไม้" เล่มเก่าคร่ำคร่าที่เขาใช้ฝึกซ่อนเร้นมาตลอดหลายปี
เขากระโดดลงจากกำแพงเมืองอย่างเงียบเชียบดุจขนนก เดินมุ่งหน้าเข้าสู่ป่ากว้างโดยไม่หันหลังกลับมามองแสงไฟแห่งจักรวรรดิอาร์คีรัสอีกเลย
‘ลาก่อน... เจ้าชายผู้โง่เขลา’ จากนี้ไป จะไม่มีเจ้าชายลำดับที่ 3 ชื่อลูเทอร์ริกอีกแล้ว จะเหลือเพียงชายพเนจรนามว่า อัลคาร์ด ผู้ที่จะออกตามหาความหมายของความแข็งแกร่งที่ไม่ใช่เพื่อการเข่นฆ่า แต่เพื่อปกป้อง... แม้ในวันนั้นเขาจะยังไม่รู้ว่าต้องปกป้องสิ่งใดก็ตาม
[อิสรภาพใต้เงาไม้]
พ้นจากกำแพงเมืองอาร์คีรัสมาได้หลายราตรี โลกที่อัลคาร์ดเคยเห็นเพียงในตำราก็ปรากฏอยู่ตรงหน้า ทว่ามันไม่ได้น่ากลัวอย่างที่เหล่านักปราชญ์ในวังเคยพรรณนาไว้ สำหรับอัจฉริยะที่มองเห็นกระแสพลังงานทุกอย่างเป็นเส้นสายที่คาดเดาได้ มอนสเตอร์ที่ดุร้ายในสายตาชาวบ้านกลับเป็นเพียงสิ่งมีชีวิตที่มีรูปแบบการโจมตีซ้ำซาก
ฉับ! ดาบไม้เก่าๆ ในมือสะบัดเพียงครึ่งวงกลม ฟาดเข้าที่จุดประสาทหลังคอของ ไจแอนท์บอร์ (มอนสเตอร์หมูป่า) จนมันล้มตึงโดยไม่ทันได้ส่งเสียงร้อง อัลคาร์ดไม่ได้ใช้ความแรงเข้าข่ม แต่เขาใช้ "จังหวะ" ที่มานาในร่างของมันหยุดนิ่งชั่วขณะก่อนจะพุ่งตัว
เขานั่งลงข้างซากสัตว์ป่า นิ้วเรียวยาววาดผ่านอากาศเบาๆ บงการอนุภาคมานาในชั้นบรรยากาศให้เสียดสีกันจนเกิดความร้อนสูงและลุกไหม้เป็นเปลวไฟกองเล็กๆ เพื่อย่างมัน เขาใช้ชีวิตอย่างเรียบง่าย... ล่าเพื่อกิน นอนบนกิ่งไม้ใหญ่เพื่อเลี่ยงสัตว์ยามค่ำคืน และเมื่อกระหาย เขาก็เพียงแค่ควบแน่นความชื้นในอากาศให้กลายเป็นหยดน้ำบริสุทธิ์ไหลลงสู่ลำคอ
ชีวิตที่ไม่มีจุดหมายช่างหอมหวานกว่าชีวิตที่มีภาระหน้าที่สลักอยู่บนหลังบัลลังก์เสียอีก
[คมดาบไม้ท่ามกลางวงล้อม]
หลายสัปดาห์ผ่านไปจนแสงแดดเริ่มรำไรที่ปลายสุดของชายป่า อัลคาร์ดชะงักเท้าเมื่อหูของเขาแว่วเสียงขู่คำรามแหลมต่ำ และกลิ่นอายมานาที่เต็มไปด้วยความหวาดกลัว
เขาแหวกพุ่มไม้ออกและพบกับภาพเบื้องหน้า: เด็กชายร่างกำยำคนหนึ่งดูจะมีอายุรุ่นราวคราวเดียวกับเขา ทว่าความสูงและขนาดตัวกลับล่ำสันกว่าเล็กน้อย ในมือที่สั่นเทาถือคบไฟที่ไฟมอดลงครึ่งหนึ่ง พยายามกันน้องสาวตัวน้อยที่ถือตะกร้าเบอร์รี่ป่าไว้ข้างหลัง
ล้อมรอบพวกเขาคือ ซิลเวอร์วูฟ (Silver Wolf) 6 ตัว ขนสีเงินของพวกมันสะท้อนแสงแดดวิบวับดูสวยงามทว่าสยดสยอง ดวงตาสีโลหิตจ้องเขม็งหาจังหวะขย้ำเหยื่อที่อ่อนแอ
‘มานาในตัวหมาป่าพวกนั้นไหลเวียนไปที่ขาหลัง... จังหวะกระโจนจะเริ่มในอีก 3... 2... 1...’
ก่อนที่คมเขี้ยวจะถึงตัวเด็กทั้งสอง ร่างของเด็กชายแปลกหน้าในชุดป่านธรรมดาก็พุ่งผ่านหน้าพวกเขาไปราวกับสายลม อัลคาร์ดไม่ได้ใช้เวทมนตร์เสริมพลัง ไม่ได้ร่ายบทร่ายที่ดูโอ่อ่า เขาเพียงแค่ขยับกายอย่างเป็นธรรมชาติ
ปึก! ดาบไม้ฟาดเข้าที่ใต้คางของตัวแรกจนกะโหลกส่วนล่างแหลกละเอียด อัลคาร์ดหมุนตัวตามแรงเหวี่ยง ใช้ปลายดาบแทงเข้าที่นัยน์ตาของตัวที่สองที่กระโจนเข้ามาจากทางซ้าย และปิดท้ายด้วยการฟาดเข้าที่ลำตัวของตัวที่สามจนซี่โครงหักทิ่มปอด ล้มลงไปนอนชักเกร็งกับพื้น
ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วมากจนซิลเวอร์วูฟอีก 3 ตัวที่เหลือหยุดชะงัก สัญชาตญาณสัตว์ป่าบอกพวกมันว่า... เด็กคนนี้ไม่ใช่ "เหยื่อ" แต่เป็น "มัจจุราช" พวกมันจึงพร้อมใจกันหันหลังหนีหายเข้าไปในป่าลึก
อัลคาร์ดไม่ได้ไล่ตาม เขาเก็บดาบไม้เข้าที่หลังอย่างใจเย็น ก่อนจะหันไปทางเด็กชายร่างยักษ์ที่ยืนอ้าปากค้าง
"พวกเจ้า... เป็นอย่างไรบ้าง? บาดเจ็บตรงไหนไหม?" น้ำเสียงของเขายังคงนุ่มนวลและสงบนิ่ง ราวกับเพิ่งเดินเล่นในสวนไม่ใช่เพิ่งฆ่าหมาป่าด้วยดาบไม้
[ความอบอุ่นในฟางข้าว]
"ขะ...ข้าไม่เป็นไร ขอบคุณเจ้ามากจริง ๆ !"
เด็กชายร่างยักษ์นามว่า บาร์นัส รีบก้มหัวปรก ๆ พลางดึงน้องสาวตัวน้อยเข้ามากอดปลอบ มือที่ยังสั่นเทาจากการกำคบไฟค่อย ๆ คลายออก แววตาของเขาเต็มไปด้วยความซาบซึ้งใจ "ข้าชื่อบาร์นัส ส่วนนี่ ริน่า น้องสาวข้า เราแอบแม่มาเก็บเบอร์รี่ป่ากะจะเอาไปเซอร์ไพรส์ท่าน แต่ดันโชคร้ายเจอไอ้พวกเขี้ยวเงินเข้าซะก่อน ถ้าไม่ได้เจ้า... ข้าคง..." บาร์นัสพูดไม่ออก เขาตระหนักดีว่าหากไม่มีเด็กหนุ่มตรงหน้า ครอบครัวของเขาคงต้องพบกับข่าวร้ายที่สุดในชีวิตไปแล้ว
อัลคาร์ดมองดูภาพพี่ชายที่ปกป้องน้องสาวด้วยชีวิต แม้จะหวาดกลัวจนตัวสั่นแต่กลับไม่ยอมถอยหนี แววตาของเขาอ่อนแสงลงเล็กน้อย "ไม่เป็นไรหรอก มันผ่านไปแล้ว"
"แล้วเจ้าล่ะ? เจ้ามาจากไหน? พ่อแม่เจ้าล่ะ?" บาร์นัสถามด้วยความซื่อ
อัลคาร์ดเงียบไปครู่หนึ่ง เขามองดูปลายดาบไม้ที่เปื้อนเลือดหมาป่า ก่อนจะปั้นหน้าเศร้าและเล่าเรื่องที่ถูกบิดเบือนไปเพียงครึ่งเดียว "ข้าชื่อ... อัลคาร์ด ข้าไม่มีที่ไปหรอก เดิมทีข้าอยู่กับแม่แค่สองคน... แต่เมื่อไม่กี่วันก่อน ท่านแม่จากข้าไปแล้ว"
คำว่า 'จากไป' ของอัลคาร์ดนั้นคือความจริงที่แสนขมขื่น แต่มันช่างต่างจากสิ่งที่บาร์นัสจินตนาการ บาร์นัสตบไหล่เพื่อนใหม่เบา ๆ ด้วยฝ่ามือหนาที่เต็มไปด้วยรอยด้านจากการทำงานหนัก "โถ่เพื่อน... ข้าเสียใจด้วยนะ แต่อย่างน้อยเจ้าก็ไม่ต้องเร่ร่อนในป่ามืด ๆ นี่คนเดียว ถ้าเจ้าไม่รังเกียจ ไปที่บ้านข้าก่อนเถอะ ถึงจะไม่มีอะไรดี ๆ ให้กิน แต่แม่ข้าใจดีมากนะ!"
"ข้าว่าเจ้าอาจจะลืมอะไรไปนะ" อัลคาร์ดกล่าวทัก บาร์นัส
"ไม่ใช่เรามีหมาป่านี่ให้กินตั้ง 3 ตัวรึ?"
จากนั้นอัลคาร์ด บาร์นัส และ ริน่า ก็ช่วยกันขนซากซิลเวอร์วูฟกลับไปที่บ้าน
[กระท่อมหลังเล็กและซุปหัวมัน]
บาร์นัสพยายามอย่างสุดความสามารถที่จะแบกซาก ซิลเวอร์วูฟ สองตัวพาดบ่าหนาๆ ของเขาไว้ ขณะที่อัลคาร์ดถืออีกตัวหนึ่งด้วยมือเดียวอย่างสบายๆ ราวกับมันไร้น้ำหนัก ขนสีเงินที่เคยสง่างามบัดนี้เปรอะเปื้อนดินและเลือด แต่มันกลับเป็นภาพที่ทำให้บาร์นัสยิ้มแก้มปริตลอดทาง
"แม่ครับ! ดูนี่สิแม่! ข้ากลับมาแล้ว!"
เสียงตะโกนของบาร์นัสดังลั่นมาแต่ไกล ก่อนที่เขาจะวางซากหมาป่าลงบนพื้นดินหน้ากระท่อมไม้หลังเล็กที่ตั้งอยู่สุดชายทุ่งนา หลังคาของมันมุงด้วยหญ้าคาที่เริ่มเปื่อยยุ่ยจนต้องใช้แผ่นไม้เก่าๆ มาทับไว้ ผนังดินเหนียวมีรอยร้าวเป็นทางยาวและคราบชื้นแฉะจากการโดนฝนสาดดูทรุดโทรม
อัลคาร์ดเดินตามสองพี่น้องเข้าไปข้างใน... ที่นี่เล็กเสียจนเขารู้สึกแปลกใจ พื้นที่ทั้งหมดเปรียบได้เพียง 'ห้องเก็บของ' ในเศษเสี้ยวของพระราชวังสีเลือดที่เขาจากมา ห้องกินข้าวแคบๆ มีโต๊ะไม้ที่ขาไม่เท่ากันตั้งอยู่ตรงกลาง และเตาไฟดินเผาที่กำลังส่งควันสีเทาลอยวนอยู่ในอากาศ
"กลับมาแล้วหรือบาร์นัส! ริน่า!" เสียงนุ่มนวลแต่เต็มไปด้วยพลังดังมาจากมุมห้อง ท่านแม่ของบาร์นัส ในชุดผ้าป่านเก่ายับเยินกำลังใช้ทัพพีไม้คนหม้อซุปหัวมัน นางชะงักไปเมื่อเห็นซากสัตว์อสูรที่หน้าบ้านและเด็กหนุ่มแปลกหน้า "นั่นมัน... ซิลเวอร์วูฟนี่! แล้วพาใครมาด้วยล่ะลูก?"
"เขาช่วยชีวิตพวกเราไว้ครับแม่! อัลคาร์ดใช้ดาบไม้จัดการพวกมันหมอบในพริบตาเลย!" บาร์นัสรีบอวดวีรกรรมของอัลคาร์ดด้วยท่าทางตื่นเต้น "ถ้าไม่ได้เขา ข้ากับริน่าคงไม่ได้กลับมากินซุปฝีมือแม่แน่ๆ แถมขนพวกนี้น่าจะขายได้หลายเหรียญทองแดงเลยนะแม่!"
หญิงสาวผู้เป็นแม่เบิกตากว้าง นางรีบวางทัพพีแล้วเดินเข้ามาหาอัลคาร์ด แววตาของนางสั่นเครือด้วยความโล่งอก "โอ้... ขอบคุณท่านเทพเจ้า ขอบคุณเจ้ามากนะพ่อหนุ่ม ที่ช่วยแก้วตาดวงใจของข้าไว้"
บทสนทนาบนโต๊ะอาหารมื้อค่ำนั้นช่างเรียบง่าย แม้จะมีซากหมาป่าราคาแพงอยู่หน้าบ้าน แต่พวกเขาก็ยังคงกินสิ่งที่พวกเขามี ซุปหัวมันที่ใสจนเห็นก้นชามและขนมปังแข็งๆ เพียงไม่กี่ชิ้นถูกแบ่งปันอย่างเท่าเทียม แต่มันกลับกึกก้องไปด้วยเสียงหัวเราะของบาร์นัสและเสียงเจื้อยแจ้วของรินที่เล่าเรื่องดอกไม้ป่าให้แม่ฟัง อัลคาร์ดนั่งมองดูภาพนั้นเงียบๆ สลับกับมองดูผนังบ้านที่ไร้ซึ่งเครื่องทองหรืออัญมณีประดับพลอย
"เจ้าทานเยอะๆ นะอัลคาร์ด วันนี้เจ้าเหนื่อยมามากแล้ว" ท่านแม่ของบาร์นัสยิ้มให้เขา แววตาของนางไม่มีความละโมบในซากสัตว์อสูรที่เขาหามาได้ หรือความต้องการจะแสวงหาประโยชน์จากพลังของเขา มีเพียงความเมตตาที่สะอาดบริสุทธิ์ของแม่คนหนึ่งที่อยากตอบแทนผู้ช่วยชีวิตลูกของนาง
"ขอบคุณครับ... ท่านแม่" อัลคาร์ดตอบเบาๆ คำว่า 'แม่' ที่เขาไม่ได้พูดออกมานาน หลุดออกจากปากอย่างเป็นธรรมชาติในกระท่อมที่ดูซอมซ่อแห่งนี้
[ภายใต้ผ้าผ่มผืนเก่า]
เมื่อถึงเวลานอน เตียงนอนของที่นี่หาใช่ฟูกขนเป็ดราคาแพงที่ถูกบุด้วยผ้าไหมลื่นมือ แต่มันคือ ฟางข้าว กองใหญ่ที่วางเรียงรายอยู่มุมห้อง มีผ้าผืนเก่าที่มีรอยปะชุนนับไม่ถ้วนปูทับไว้อีกชั้นหนึ่ง ทุกคนนอนรวมกันในพื้นที่แคบ ๆ เพื่อแบ่งปันไออุ่น
"บ้านเราอาจจะดูโทรมไปหน่อยนะ แต่ที่นอนตรงนี้อุ่นที่สุดเลยล่ะ" บาร์นัสพูดพลางตบลงบนกองฟางเรียกให้อัลคาร์ดมานอนข้าง ๆ พลางยิ้มให้อย่างซื่อ ๆ ก่อนจะล้มตัวลงนอนแล้วกรนออกมาเกือบจะทันที
อัลคาร์ดค่อย ๆ ทิ้งตัวลงนั่งบนกองฟางนั้น กลิ่นสาบดินและกลิ่นหอมอ่อน ๆ ของฟางแห้งโชยเข้าจมูก เขาปล่อยให้ตัวเองเอนกายลงช้า ๆ สัมผัสของฟางที่ทิ่มแทงผ่านเนื้อผ้าไม่ได้ทำให้เขารำคาญ แต่มันกลับให้ความรู้สึกว่าเขามีตัวตนอยู่จริงบนโลกใบนี้
เขาเห็นรินนอนซุกอยู่ในอ้อมแขนของแม่ เห็นบาร์นัสที่หลับสนิทโดยไม่มีดาบอยู่ข้างกาย...
ในวินาทีนั้นเอง อดีตเจ้าชายลำดับที่ 3 สัมผัสได้ถึงบางอย่างที่หัวใจของเขาโหยหามาตลอดชีวิต
‘ที่นี่ไม่มีอะไรที่ดูสูงส่ง... ไม่มีอัญมณีล้ำค่า... แต่ทำไมความร้อนในอากาศที่นี่ ถึงให้ความรู้สึกอุ่นกว่าเวทไฟที่ข้าเคยเห็นมาทั้งชีวิตกันนะ’ สมองที่เคยประมวลผลด้วยตรรกะอันเย็นชาของเขากลับเริ่มทำงานช้าลง ความร้อนที่แผ่ออกมาจากร่างกายของเพื่อนร่วมชายคา ไม่ได้เกิดจากการถ่ายเทพลังงานมานาเลย แต่มันคือ 'ไออุ่นแห่งชีวิต'
‘ความสุขที่แท้จริงหาใช่การมีทุกอย่างอยู่ใต้ฝ่าเท้า แต่มันคือการได้นอนลงข้าง ๆ ใครสักคนที่ยิ้มให้เราอย่างจริงใจ... โดยที่เราไม่จำเป็นต้องใส่หน้ากากใด ๆ เลย’
อัลคาร์ดหลับตาลงบนกองฟางเก่า ๆ นั้น ปล่อยให้ความมืดมิดโอบอุ้มเขาไว้ นี่คือคืนแรกนับตั้งแต่พระมารดาเสียชีวิต ที่เขาไม่ต้องคอยเงี่ยหูฟังเสียงฝีเท้าของมือสังหาร และไม่ต้องระแวดระวังเงาหัวของตัวเองอีกต่อไป... เขาได้กลายเป็นเพียง 'อัลคาร์ด' มนุษย์ธรรมดาคนหนึ่ง อย่างสมบูรณ์แบบในค่ำคืนนี้