หลังจากเปลี่ยนชุดสะอาดเรียบร้อย หลินอวี่ก้าวออกมาจากร้านอย่างเงียบ ๆ สายตาของไป๋ลั่วอิงที่นั่งรออยู่ก็ไล่ขึ้นลงอย่างพึงพอใจ
“เด็กคนนี้ หน้าตาดีจริง ๆ พอ ๆ กับนายเอกที่ฉันเขียนเลยแฮะ…” นางคิดในใจแบบคนเขียนนิยายที่ติดนิสัยประเมินหน้าตาตัวละครทุกตัว
หลินอวี่หน้าหวาน ผิวซีด ผอมบาง ดูเปราะบางจนแทบปลิวตามลม “หน้าตางี้ถ้าโดนฮาเร็มจีบก็ไม่แปลกใจ...แต่เดี๋ยว ต้องขุนให้อ้วนๆ ก่อน”
ไป๋ลั่วอิงยิ้มบาง แล้วหันไปถามอย่างสบาย ๆ “พวกเ้าหิวหรือยัง? ข้าจะพาไปกินข้าวที่โรงเตี๊ยมหลงหยุน”
โรงเตี๊ยมหลงหยุน…ที่จริงคือโรงเตี๊ยมชื่อดังในเมืองหลวงที่นางเป็คน “เขียนขึ้น” เพื่อใช้เป็ฉากสำคัญในนิยาย
ภายนอกคือโรงน้ำชาสำหรับนักเดินทางแต่เื้ั...เป็แหล่งข่าวลับที่เชื่อมโยงทั้งตลาดมืดและราชสำนัก เป็ “พื้นที่ลับ” ของพระเอก อย่างองค์ชายห้า ใช้สำหรับรวบรวมข้อมูล...และวันนี้ ตัวประกอบอย่างนาง กำลังจะเข้าไปในสถานที่ซึ่งตัวเองเคยสร้างขึ้นด้วยปลายนิ้ว
เสี่ยวเหมยพยักหน้ารัวทันที ดวงตาเป็ประกายเหมือนเด็กจะได้ของเล่น ส่วนหลินอวี่แม้ไม่กล้าเอ่ยปาก แต่เพียงแค่ได้ยินคำว่า ‘ข้าว’ แววตาของเขาก็ลอบสว่างวาบขึ้นอย่างไม่รู้ตัว แต่ยังไม่ทันที่เขาจะตอบ แววตานั้นกลับค่อย ๆ หรี่หม่นลง
“คุณหนู...” เสียงเขาเบาราวกระซิบ “ข้าขอ...ไม่เข้าไปในโรงเตี๊ยมด้วยจะได้หรือไม่ขอรับ?”
ไป๋ลั่วอิงชะงักเล็กน้อย หลินอวี่หลุบตาลงต่ำอย่างเคยชิน สองมือกำชายเสื้อแน่น
“ตัวข้านั้น...กินมูมมามยิ่งนัก ข้าไม่อยากทำให้คุณหนูอับอาย ข้าขอรออยู่ข้างนอกก็พอแล้วขอรับ”
เสียงที่เปล่งออกมานั้นเรียบง่ายและซื่อตรง ไม่ได้แฝงความตัดพ้อหรือเรียกร้องความสงสาร ทว่ากลับเต็มไปด้วยความระแวดระวังของผู้ที่เคยชินกับการถูกตัดสินเพียงจากรูปลักษณ์และกิริยา
ไป๋ลั่วอิงเงียบงัน มองเด็กหนุ่มที่ยืนหลบสายตาเหมือนจะละอายต่อคำพูดของตนเอง นางไม่ได้รู้สึกโกรธหรือรำคาญเลยแม้แต่น้อย ในทางตรงกันข้ามหัวใจของนางกลับไหววูบด้วยความเอ็นดูเหมือนมีน้องชายตัวน้อยเพิ่มขึ้นมาให้ดูแล
“กิริยาน่ะ...ฝึกกันได้ทีหลัง” ถ้อยคำแ่เบาถูกเปล่งออกมาโดยไม่ต้องลังเล ไป๋ลั่วอิงไม่อยากฝืนใจเด็กหนุ่มในตอนนี้ ยังมีเวลาอีกมากที่จะสอนและหล่อหลอมเด็กคนนี้ให้งดงามในแบบของตัวเอง นางจึงเพียงแค่พยักหน้าเบา ๆ ก่อนจะหยิบอัฐเงินก้อนเล็ก ๆ จากถุงผ้าที่ยัดแน่นไปด้วยเหรียญส่งให้เขา
“งั้นเ้าก็เอาเงินนี่ไปซื้อของที่อยากได้ รอข้าด้านนอกก็แล้วกัน ถ้าเงินเหลือก็ไม่ต้องเอามาคืนข้าถือว่าข้ายกให้เ้าไปแล้ว”
หลินอวี่ชะงัก รับถุงเงินด้วยมือที่สั่นน้อย ๆ ไม่มีคำพูดใดหลุดจากริมฝีปากเขา...นอกจากแววตาที่คลอด้วยความรู้สึกที่อธิบายไม่ถูก
“ไปกันเถอะ”
ไป๋ลั่วอิงเอ่ยกับเสี่ยวเหมย ก่อนจะหมุนตัวเดินเข้าสู่โรงเตี๊ยมหลงหยุนไป โดยไม่รู้เลยว่า...มีสายตาคู่หนึ่งกำลังเฝ้าดูนางทุกฝีก้าว
ไม่นาน เสี่ยวเหมยก็เดินมาถามเบา ๆ “คุณหนูท่านจะทานอะไรดีเ้าคะ?”
ไป๋ลั่วอิงเหลือบมองเมนูแค่แวบเดียว นางไม่รู้จักเมนูอื่นเลยนอกจากสิ่งที่พอคุ้นตาสมัยอยู่โลกเดิม
“ข้าเอาบะหมี่เกี๊ยวก็แล้วกัน...” นางเอ่ยเสียงเรียบแบบคนพยายามรักษาภาพลักษณ์
“งั้นเดี๋ยวบ่าวขอตัวไปสั่งหมี่เกี๊ยวให้ก่อนนะเ้าค่ะ” เสี่ยวเหมยรับคำอย่างไว
ไป๋ลั่วอิงจึงเดินขึ้นมาหาโต๊ะนั่งบนชั้นสองพลางฮัมเพลงในใจ “ไหน ๆ ก็มาโรงเตี๊ยมแห่งนี้แล้ว ขอลองนั่งที่ประจำของคุณพระเอกหน่อยก็แล้วกัน”
นางจำได้ว่าในต้นฉบับ…องค์ชายห้าไม่ค่อยมาโรงเตี๊ยมนี้บ่อย แต่มาทีไรก็จะเลือกโต๊ะมุมติดหน้าต่างบนชั้นสอง ที่มองเห็นถนนพอดี
แต่ไม่ทันไร ขณะที่นางกำลังหมุนตัวเดินไปหาที่นั่งใกล้หน้าต่าง เท้าของนางกลับไปเหยียบเข้ากับรองเท้าของใครบางคนเข้าอย่างจัง
ร่างบางเสียหลักทันที ไป๋ลั่วอิงเซจนเกือบล้มไปทั้งตัว...แต่โชคยังดีที่มีมือใหญ่คว้าแขนนางไว้ได้ทัน
ัันั้นแน่น หนัก และมั่นคง นางถูกดึงกลับเข้าสู่อ้อมแขนของใครบางคนโดยไม่รู้ตัว
เมื่อไป๋ลั่วอิงเงยหน้าขึ้นมา...ก็เห็นชายหนุ่มในชุดเรียบๆ ใบหน้าหล่อเหลาแต่เ็า จนคนเขียนนิยายวายอย่างนางแทบจะร้องกรี๊ด...ถ้าไม่ติดว่าบุรุษผู้นั้น หน้าคล้ายองค์ชายห้าในจินตนาการของนางเป๊ะ
หัวใจของนางเต้นโครมอย่างไร้เหตุผล ในหัวมีแค่ประโยคเดียวลอยขึ้นมา...“นี่มัน...พระเอกในโปสเตอร์ซีรีส์วายที่ฉันติดไว้บนหัวเตียงชัด ๆ”
แต่ยังไม่ทันได้หลุดปากอะไร...เสี่ยวเหมยก็กลับมาพร้อมบะหมี่เกี๊ยวในมือ “คุณหนู ข้าได้บะหมี่...อ๊ะ”
นางเบรกตัวเองแทบไม่ทันเมื่อเห็นคุณหนูของนางอยู่ในวงแขนของชายแปลกหน้า ไป๋ลั่วอิงใยิ่งกว่า รีบผลักตัวเองออกจากอ้อมแขนอย่างลนลาน
“ขะ...ขอโทษ ข้าไม่ได้ตั้งใจ...คือ...”
แต่ตอนนั้นเอง มือของนางที่ยกขึ้นแบบสะเปะสะปะกลับ ฟาดเข้าใส่ถาดถ้วยบะหมี่เกี๊ยว ที่เสี่ยวเหมยถืออยู่
ถ้วยบะหมี่หมุนกลางอากาศ ราวกับโดนเวทเงามืด แล้วพุ่งเข้าใส่...ศีรษะของชายตรงหน้าอย่างแม่นยำ
ทั้งโรงเตี๊ยมเงียบกริบในวินาทีนั้น หยดน้ำซุปใสไหลลงมาตามไรผมของบุรุษผู้นั้นอย่างช้า ๆ เส้นเกี๊ยวหนึ่งเส้นพาดอยู่บนบ่าอย่างสง่างามประหนึ่งเครื่องประดับชั้นสูง
ไป๋ลั่วอิงตัวแข็งราวกับรูปปั้น จ้องเส้นเกี๊ยวที่ยังห้อยบนบ่าชายตรงหน้าราวกับมันเป็ะเิเวลา
“ข้าขอโทษ...ท่านได้รับาเ็หรือไม่? บะหมี่มัน...มันร้อนมากเลยนะเ้าคะ”
เสียงของนางนั้นสูงขึ้นผิดปกติ เหมือนคนที่กังวลอย่างจริงจังว่าตัวเองจะทำคนตายต่อหน้าต่อตา
บุรุษผู้นั้นมิได้ตอบในทันที เพียงเลื่อนมือขึ้นเช็ดหยดน้ำซุปจากปลายคางอย่างเชื่องช้า ท่วงท่าเยือกเย็นประหนึ่งหาได้ใส่ใจสิ่งใดไม่ ก่อนจะเอื้อนเอ่ยเสียงเรียบ
“ข้ามิเป็อันใด...เพราะข้าใช้ลมปราณกั้นไว้ก่อนที่น้ำซุปจักััผิว”
ไป๋ลั่วอิงภายใต้ใต้ผ้าคลุมหน้าขมวดคิ้วเล็กน้อย นางสะดุดกับคำคำหนึ่งอย่างมิอาจห้ามใจ
“ใช้ปราณ...?”
เขาเอื้อนเอ่ยราวเป็เื่ธรรมดาดุจลมหายใจ ทว่าเพียงถ้อยคำนั้น กลับทำให้นางสะอึกเงียบในอก
ใช่สิ...นางลืมไปเสียสนิท ว่าโลกใบนี้ ทุกผู้คนล้วนมีปราณ แต่ตัวนาง...หาใช่ผู้ถือกำเนิดจากโลกนี้ไม่ ไป๋ลั่วอิงหัวเราะแห้งเบา ๆ ราวผู้ที่เพิ่งรู้ตัวว่าก้าวพลาด
“อะ...อ๋อ เช่นนั้นก็ดีแล้ว” นางว่าพลางพยักหน้าเล็กน้อย ก่อนรีบกล่าวต่อ
“ข้าต้องขออภัย...เพียงเพราะใบหน้าท่านคล้ายผู้หนึ่งที่ข้าเคยรู้จัก จึงพลั้งเผลอใไปชั่วครู่”
บุรุษแปลกหน้าเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย หากมิได้กล่าวสิ่งใด ใบหน้าของเขาสงบเรียบ ดวงตาคมกริบจ้องนางแน่วนิ่ง จากนั้นจึงเอ่ยเสียงเ็า
“หน้าข้า...คล้ายผู้ใดหรือ?”
ไป๋ลั่วอิงนิ่งไปหนึ่งอึดใจ สมองวุ่นวายราวแมวตื่นน้ำ ร้อนรนหาคำกล่าวใดมาใช้แทนความจริงอันเกินจะกล่าว
...จะให้บอกได้อย่างไรกันว่าใบหน้าของเขานั้นเหมือนกับ โปสเตอร์องค์ชายห้า พระเอกนิยายในจากโลกเดิมที่นางเคยอาศัยอยู่ ชายหนุ่มผู้เ็า หน้านิ่ง ดวงตาคมเฉียบดั่งอาวุธมีคม บุปผาไร้กลิ่นแห่งวังหลวง ที่หญิงสาวและเกอทั่วแคว้นพร้อมถวายหัวใจให้
นางกลืนน้ำลายอย่างฝืดเฝื่อน ก่อนหัวเราะแห้ง ๆ พร้อมกล่าวเสียงแ่เบา
“เอ่อ...เขาเป็ผู้หนึ่งที่ข้าเกลียด” รอยยิ้มฝืดเคืองปรากฏบนใบหน้า
“เขาเกลียดข้า ข้าก็เกลียดเขา ความสัมพันธ์ระหว่างเรานั้น...หาได้ดีนัก”
บุรุษตรงหน้ากระตุกคิ้วขึ้นเพียงเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยวาจาด้วยน้ำเสียงเย็นเฉียบที่ทำเอาผิวหลังของนางเย็นวาบ
“เช่นนั้นหรือ...”
มุมปากเขาขยับขึ้นเพียงน้อย ดวงตายังคงเรียบนิ่ง หาใช่รอยยิ้มแท้จริง หากแต่ในความนิ่งนั้นกลับซ่อนเร้นบางสิ่ง
'แม่นางผู้นี้ช่างประหลาดนัก...พบข้าเพียงประเดี๋ยวเดียว กลับทำใถึงเพียงนี้'
และก่อนที่เขาจะกล่าวสิ่งใดต่อ ไป๋ลั่วอิงก็รีบเอ่ยตัดบทด้วยน้ำเสียงฉับไว
“ให้ข้าเลี้ยงท่านเป็การไถ่โทษเถิด เื่เมื่อครู่ที่ข้าทำบะหหกใส่ท่านนั้น ข้ามิได้ตั้งใจเลยจริง ๆ ประเดี๋ยวข้าจะซื้อชุดใหม่ให้ท่านเป็การขอโทษ”
ดวงตาของบุรุษหนุ่มเลิกขึ้นเล็กน้อยอย่างประหลาดใจ
“เลี้ยงข้า? ซื้อชุดให้?”
“ใช่แล้ว...เอ๊ย...ใช่เ้าค่ะ” ไป๋ลั่วอิงรีบเปลี่ยนคำแทบไม่ทัน พยักหน้าหงึกหงักอย่างรัวๆ “ถือเป็การชดเชยจากใจข้า”
บุรุษหนุ่มเงียบไปชั่วครู่...จิ่นอวี่ ผู้เป็ถึงองค์ชายห้าแห่งวังหลวง ผู้ที่มิมีผู้ใดกล้าแม้แต่จะสบตาตรง
ผู้ที่แม้แต่เหล่าขุนนางยังต้องเลือกถ้อยคำยามเจรจา บัดนี้ กลับถูกหญิงแปลกหน้าผู้หนึ่งกล่าวว่าจะซื้อเสื้อผ้าให้…
หากผู้ใดมาได้ยินเข้า...คงได้ตกตะลึงจนช้อนหล่น ทว่าในแววตาคมลึกของบุรุษผู้สูงศักดิ์กลับไม่มีแววโกรธเคืองหรือดูิ่
พระองค์เพียงเงียบ...ราวกับใช้เวลาในการชั่งใจ แต่กระนั้น ด้วยภารกิจในวันนี้ที่ยังมิอาจเปิดเผย พระองค์จึงจำต้องปฏิเสธ
“ขอบใจแม่นาง” เขากล่าวเรียบ “แต่พอดีข้ามีธุระจำเป็ ต้องขอตัวก่อน” เขาพยักหน้าเล็กน้อยเป็เชิงลา แล้วหมุนกายจากไป ด้วยท่วงท่าสง่างาม

โอ๊ยขำพระเอกแรงมาก เปิดตัวมาเจอยัยน้องคราแรก ยังไม่ทันได้พูดอะไรดี ๆ
ก็โดนบะหมี่เกี๊ยวฟาดหัวแล้ว นี่มันอะไรกันคะ จากพ่อเทพบุตรผู้สง่างามในตำนาน
พอออกโรงจริงๆ กลายเป็ "เทพบุตรบะหมี่ห้อยบ่า" ไปซะได้ ยัยน้องโก๊ะมาก
เจอทั้งนายเอกและพระเอกแบบไม่รู้ตัว พล๊อตนิยายของนางล่มั้แ่โผล่มาวันแรก555