จอมยุทธ์ซุปตาร์

    ตอนที่ 126 งานประมูลที่แสนวุ่นวาย 3 Re

            ขณะที่กำลังรอการประลอง  เฟิงเทียนที่หาที่นั่งของตัวเองเจอแล้วก็นั่งลงเพื่อรอ  หากแต่มีหญิงคนหนึ่งมานั่งข้าง ๆ เขา  เขาจำได้ทันทีว่าเป็นผู้หญิงที่เป็นผู้ติดตามของอาจารย์  ส่วนถัดไปเป็นชาย 2 คนที่เขาจำได้ว่าเป็นผู้ติดตามของอาจารย์เช่นกัน


            “ท่านทั้ง 3 ไม่ทราบว่าท่านอาจารย์ดูเป็นยังไงบ้าง  ตื่นเต้น หรือนิ่งเฉย” เฟิงเทียนถาม  หากเป็นเขาการได้สู้กับอู่กุยหลงจิน  นับเป็นอะไรที่ทำให้เลือดลมสูบฉีด  มันคือการวัดฝีมือระหว่างผู้เยี่ยมยุทธ์ทั้ง 2 คนเชียวนะ


            “นายน้อยดูตื่นเต้นนิดหน่อยครับ” ไป่ชิกล่าว


            “หือ อย่างท่านอาจารย์เนี่ยมีตื่นเต้นด้วยงั้นเหรอครับ” เฟิงเทียนถาม


            “นายน้อยอยากลองของเล่นใหม่น่ะครับ” ไป่เชอะตอบ


            “โอ้  ชักอยากเห็นซะแล้วสิ  แต่เอามาใช้กับประมุขอู่ได้เหรอครับ” เฟิงเทียนถาม  อาจารย์เขามักมีของเล่นใหม่ ๆ มาช่วยให้การฝึกเขาไม่น่าเบื่ออยู่เสมอ ๆ  ดังนั้นของเล่นใหม่ที่อาจารย์จะใช้  หลังจบงานประมูลเขาคิดที่จะลองขอของเล่นจากอาจารย์มาลองเล่นดู


            “พวกเราเองก็ไม่รู้เหมือนกัน  ประมุขของตำหนักเทพน่าจะมีฝีมือและประสบการณ์ที่น่ากลัวเชียวล่ะ  นายน้อยอาจจะสู้ด้วยความยากลำบากก็ได้” ไป่โม่ลี่กล่าวด้วยความเป็นห่วง  เพราะถึงนายน้อยของเธอจะเก่งขนาดไหน  แต่ประสบการณ์จะไปสู้พวกที่ผ่านศึกมาโชกโชนได้ยังไงกัน


            “งั้นคงต้องเอาใจช่วยท่านอาจารย์ล่ะนะ” เฟิงเทียนกล่าวก่อนจะหันไปมองที่ลานประลอง


            ขณะนั้นเองเสียง เฮ ก็ดังขึ้น  เป็นอู่กุยหลงจินที่ท่อนบนเปลือยเปล่า  เผยให้เห็นมัดกล้ามเนื้อที่ผ่านการฝึกมามากกว่าผู้ฝึกยุทธ์ทั่วไป  อันเป็นเอกลักษณ์ของผู้ฝึกยุทธ์ของตำหนักเทพเต่ามังกร


            ระหว่างนั้นกลุ่มเบญจดาราก็กำลังนั่งรอชมการต่อสู้นี้เช่นกัน  พวกเขาอยากเห็นว่าเทพกระบี่จะแข็งแกร่งอย่างที่ทางสมาคมการค้าตะวันจันทราให้ข่าวรึเปล่า


            ที่จุดสูงสุดซึ่งมีไว้สำหรับให้เหล่าผู้อาวุโสของสมาคมการค้าตะวันจันทรานั่งชม  เป็นครั้งแรกที่จางหนี่หวังออกมานั่งชมการประลอง  เธอเคยได้ยินคำเล่าลือถึงความเก่งกาจของเทพกระบี่  จึงคิดจะมาดูให้เห็นกับตาตนเอง  โดยด้านหลังของเธอมีเหล่าผู้อาวุโสสมาคมการค้าตะวันจันทรา 5 คนยืนคุ้มกันอยู่  ส่วนในสนามทั้ง 4 ด้านมีเหล่าผู้อาวุโสประจำอยู่ด้านละหนึ่งคน  และผู้อาวุโสที่ยืนอยู่กลางสนามเป็นกรรมการตัดสินและให้สัญญาณการเริ่มประลองอีก 1 คน


            ตอนนี้อู่กุยหลงจินนั้นจ้องมองไปยังประตูอีกฝั่ง  ซึ่งเขากำลังรอให้อวี้กงเดินออกมา


            ผู้ชมเองต่างก็จับจ้องไปยังประตูที่อวี้กงจะต้องเดินออกมา  เพียงไม่นานประตูก็เปิดออก  เผยให้เห็นชายหนุ่มในชุดจอมยุทธ์โบราณเดินออกมา  ที่เอวของเขามีสิ่งที่คล้ายกับด้ามกระบี่  แต่กลับไม่มีใบกระบี่  บนใบหน้าซีกซ้ายสวมใส่หน้ากากสีดำ  ดูแปลกตากว่าทุกครั้ง  เพราะทุกครั้งเทพกระบี่มักใส่เสื้อวอร์มสีดำกับกางเกงวอร์มสีดำเท่านั้น


            “โอ้ เทพกระบี่  นี่ขนาดจัดชุดมาเต็มเชียวนะ  แต่ว่าชุดน่ะมันช่วยปกป้องร่างกายของท่านไม่ได้หรอกนะ” อู่กุยหลงจินเริ่มโคจรลมปราณแล้ว


            พลังปราณระดับจักรพรรดิถูกปลดปล่อยออกมา  หากแต่ถูกกักไว้ในเขตแดนที่ผู้อาวุโสทั้ง 4 สร้างขึ้น  ที่จริงแล้วสิ่งนี้นั้นทางสมาคมการค้าเป็นคนจ้างไป่ฉีให้สร้างเขตแดนนี้ขึ้น  ซึ่งก็ให้ค่าตอบแทนที่สูงจนไม่กล้าเปิดเผยให้คนอื่นทราบเลยทีเดียว


            “เดี๋ยวท่านก็รู้  ว่าชุดนั้นปกป้องฉันได้รึเปล่า” ไป่ฉีกล่าว  หลังของเขาเหยียดตรง  ท่วงท่าราวกับผู้เยี่ยมยุทธ์ที่เจนสนามมานาน


            “ทั้ง 2 มายืนตรงจุดที่กำหนดไว้” ผู้อาวุโสอี้เซียนกล่าว  จากนั้นอู่กุยหลงจินและไป่ฉีก็มายืนประจำตำแหน่งที่กำหนดไว้


            “พร้อม........เริ่มได้” หลังกล่าวจบ  ผู้อาวุโสอี้เซียนรีบกระโดดถอยออกมานอกลานประลองทันที  การปะทะของผู้ฝึกยุทธ์ระดับสูงนั้น  กรรมการก็ไม่ควรรั้งอยู่ในสนามเป็นอันขาด  หากยังอยากมีชีวิตอยู่


            “ย่าห์ ปฐพีประสานกาย” อู่กุยหลงจินพุ่งเข้าหาไป่ฉีทันที  ก่อนจะใช้เคล็ดวิชาของตำหนักเทพเต่ามังกร  ดินและหินโดยรอบรวมตัวกันเป็นเกราะหุ้มร่างกายของอู่กุยหลงจิน  เป็นการใช้ร่างกายต่างอาวุธในการโจมตี


            “หืม” ไป่ฉียืนนิ่งก่อนจะโคจรพลังปราณส่งไปยังดวงตาข้างที่ใส่หน้ากากอยู่


            “จู่โจมมัจฉา” หมัดของอู่กุยหลงจินถูกปล่อยออกมา  ลักษณะดูคล้ายกับหัวของเต่าที่พุ่งโจมตีปลาที่ว่ายเข้ามาใกล้  หากแต่การโจมตีนี้กลับไม่เป็นอย่างที่เขาคิดไว้


            “นัยเนตร” กล่าวจบ  เปลวเพลิงสีขาวอันร้อนแรงก็พวยพุ่งเข้าใส่อู่กุยหลงจิน  ความแรงนั้นทำให้อู่กุยหลงจินกระเด็นออกไปไกล  


            เกราะปฐพีของเขาหลอมละลายในทันที  ยังโชคดีที่เมื่อกี้เขาหลบออกมาได้อย่างฉิวเฉียด  ทำให้โดนเปลวเพลิงเมื่อครู่แค่ถาก ๆ เท่านั้น  แต่ก็ทำให้ตัวเขาบาดเจ็บพอสมควร


            “ไม่คิดเลยว่าขนาดฉันใช้ปราณจักรพรรดิคุ้มกาย  แต่ยังไม่สามารถป้องกันเปลวเพลิงสีขาวในตำนานนั่นได้  แบบนี้สิถึงจะสนุก” อู่กุยหลงจินไม่รอช้าเขาเอากำปั้นประสานกัน  เกิดเส้นสายสีดำจากพื้นดินขึ้นมาปกคลุมร่างกายของเขา  ลักษณะของเกราะนั้นเรียงสลับกันเหมือนเกล็ดของมังกรเงาวับ  ด้านหลังของเขามีแผ่นโลหะรูปทรงคล้ายกระดองของเต่า  ส่วนหัวนั้นหุ้มด้วยเกราะลวดลายเหมือนหัวมังกร


            “ภูษาเต่ามังกร” อู่กุยหลงจินพุ่งเข้าไปหาไป่ฉีอีกครั้ง  คราวนี้เขาคอยระวังและหลบไม่ให้อยู่ในระยะการมองเห็นของอีกฝ่าย  เพราะจากประสบการณ์ของเขา  วิชาของอีกฝ่ายนั้นร้ายกาจมาก  เห็นได้จากความเร็วในการโจมตี  ขอเพียงแค่ศัตรูอยู่ในระยะสายตา  เปลวเพลิงของวิชา [นัยเนตร] สามารถแผดเผาถึงตัวเป้าหมายได้ในพริบตา  แต่เขาสงสัยแค่ว่าเหตุใดวิชานี้ถึงถูกใช้ไม่ถี่นัก  อาจมีเงื่อนไขบางอย่างก็เป็นได้


            “หมัดภูผาสวรรค์” หมัดของอู่กุยหลงจินนั้นรวดเร็วมาก  ไป่ฉีคิดว่าหากหลบต้องตกเป็นฝ่ายตั้งรับอย่างแน่นอน  ดังนั้นเขาจึงยื่นมือออกไปรับหมัดของอู่กุยหลงจิน


            เพี้ยะ ๆ ๆ ๆ  หมัดของอู่กุยหลงจินถูกฝ่ามือของไป่ฉีปัดได้ทั้งหมด  แถมเขายังต้องถอยออกมาเพราะถูกโจมตีสวนกลับด้วย [นัยเนตร] ในระยะประชิด  ทำให้ได้แผลค่อนข้างใหญ่มาในคราวนี้


            'แข็งแกร่งมาก  แถมยังต้องระวังวิชานัยเนตรนั่นอีกด้วย  ระดับปราณที่เราสัมผัสคือปราณจักรพรรดิ ขั้น 10 เท่ากับของเรา  แต่ดูแล้วอีกฝ่ายรับมือทางนี้ได้แบบสบาย ๆ  เห็นได้ชัดว่ายังคงออมฝีมือเอาไว้อยู่  จะเป็นไปได้ยังไงกัน' อู่กุยหลงจินคิด


            ขณะเดียวกันจางหนี่หวัง  รวมถึงประมุขตำหนักเทพต่างนั่งกันไม่ติดเก้าอี้  ด้วยวิชาที่อวี้กงใช้นั้น  ก่อให้เกิดเปลวเพลิงสีขาวในตำนาน  มันคือเปลวไฟที่มีความรุนแรงสูงสุดจนถูกขนานนามว่า  เพลิงแห่งพระเจ้า  แม้แต่ฮั่วเทียนที่ชำนาญปราณธาตุไฟยังต้องลุกขึ้นยืนด้วยความตื่นเต้น


            “หากได้ติดต่อกับท่านอวี้กงอีก  ข้าอยากกราบเขาเป็นอาจารย์จริง ๆ  เปลวเพลิงแห่งพระเจ้า  เป็นสิ่งที่ผู้ฝึกปราณธาตุไฟต่างเสาะแสวงหาวิธีใช้มาเนิ่นนานนัก” ฮั่วเทียนกล่าว


            ขณะที่ทางตำหนักเทพวิหคสีชาด เฟิงจิน ที่เคยมีเรื่องกับอวี้กงมาก่อน  หลังของเขาหลั่งเหงื่อเย็นเยียบออกมา  เขาเข้าใจแล้วว่าคราวก่อนอวี้กงได้ให้ความเมตตากับเขามากขนาดไหน  หากเพลิงสีขาวถูกใช้  เกรงว่าแม้แต่เถ้ากระดูกของเขาก็ไม่เหลือถึงมือเฟิงหลง  พ่อของเขาไว้ดูต่างหน้า  เฟิงจินกลืนน้ำลายอย่างยากลำบากเมื่อนึกถึงเรื่องนี้


            “ยังโชคดีที่คราวนั้นท่านเทพกระบี่แค่สั่งสอนแกเบา ๆ ไม่อย่างงั้นแม้แต่เถ้ากระดูกแก  ฉันก็ไม่มีไว้ดูต่างหน้าหรอกนะ” เฟิงหลงกล่าว  ส่วนเฟิงจินได้แต่พยักหน้าอย่างสำนึกผิด


            ที่นั่งของตำหนักเทพพยัคฆ์ขาว  หู่จิ้งมองการต่อสู้ของอวี้กงกับอู่กุยหลงจินแทบไม่กระพริบตา  เขามองหมัดของอู่กุยหลงจินได้เพียงแค่ 1-2 หมัดใน 30 หมัดเท่านั้น  ส่วนหู่หยุนลอบมองลูกชายของตน  ก่อนจะยกยิ้มขึ้น


            “ทีนี้ลูกรู้ถึงความสามารถที่เหมาะสมต่อการขึ้นเป็นประมุขของตำหนักเทพหรือยัง  หากมองหมัดของอู่กุยหลงจินได้สัก 25-28 หมัดจาก 30 หมัด  ลูกถึงจะมีความสามารถพอที่จะขึ้นรับตำแหน่งต่อจากพ่อ” หู่หยุนกล่าว


            “อา ท่านอวี้กงช่างสมกับเป็นไอดอลของหนูจริง ๆ  หนูจะเอาแบบอย่างท่านอวี้กงบ้าง” หู่เสียวปิงกล่าว  ก่อนจะโดนพ่อของเธอตบหน้าทิ่ม


            “ฝันกลางวันรึเปล่ายัยหนู  หากลูกจะเก่งระดับนั้นได้  ต้องมีทั้งพรสวรรค์  มีปรมาจารย์ระดับเดียวกับท่านอวี้กงสั่งสอน  ซ้ำยังต้องขยันฝึกอีกด้วย  แต่นี่ลูกวัน ๆ เอาแต่เอาบัตรเดบิตไปรูดซื้อสินค้าแบรนด์เนม  กินแต่ละมื้อคราวละหลายหมื่นหยวน  พลังปราณแทบไม่กระเตื้อง  นอกจากนี้กระบวนท่าที่ใช้ในการต่อสู้ระยะประชิดก็ห่วยแตก  หากคิดจะพูดอย่างเดียวก็ไม่ต้องพูด  ลูกต้องลงมือทำเท่านั้นถึงจะได้ผลลัพธ์ที่ตนเองต้องการ” หู่หยุนกล่าว


            หู่เสี่ยวปิงถึงกับอ้าปากค้าง  เธอไม่สามารถเถียงพ่อของเธอได้แม้แต่น้อย  ทำไมน่ะเหรอ  เพราะที่พ่อของเธอพูดมามันตรงทั้งหมดเลยน่ะสิ


            ทางฝั่งตำหนักเทพเต่ามังกร  อู่กุยเหวินป๋อ กำหมัดแน่นด้วยความตื่นเต้น  ตัวเขาประลองกับพ่อทุกวัน  ดังนั้นเขาจึงพอจะเห็นหมัดของพ่อราว 20 หมัดจาก 30 หมัด  แต่เมื่อเทียบกับอวี้กงที่รับหมัดของพ่อได้ทุกหมัดแล้ว  ทำให้ตัวเขารู้ถึงความต่างชั้นของฝีมือตัวเองกับอวี้กง


            “คนผู้นี้อายุไม่เกิน 30 จริง ๆ งั้นเหรอ  รับหมัดด้วยสีหน้าสบาย ๆ ขนาดนั้น  สมควรจะมีอายุพอ ๆ กับท่านปู่หรือท่านตามากกว่า” อู่กุยเหวินป๋อกล่าว


            ทางด้านตำหนักเทพมังกรคราม  หลงเทียนหมิง  รู้สึกว่าสิ่งที่ทุกคนยกย่องว่าตนเป็นอัจฉริยะของรุ่นเป็นเรื่องโกหกและไร้สาระที่สุด  เพราะคนที่แข็งแกร่งกว่าเขาจนเขาเทียบไม่ติด  กำลังสู้กับอู่กุยหลงจินราวกับกำลังเล่นกับเด็กน้อย  หากคนผู้นี้ไม่ได้ชื่อว่าเป็นอัจฉริยะ  แล้วใครล่ะที่จะกล้ารับ


            “ไม่คิดว่าอวี้กงจะอาศัยอยู่ในเขตปกครองของเรา” หลงเทียนหมิงกล่าว


            “พ่อเคยส่งคนไปสืบหาตัวของอวี้กงแล้ว  แต่คนผู้นี้ไปมาไร้ร่องรอย  เท่าที่สืบมา  อวี้กงไปไหนมาไหนด้วยประตูมิติ ราวกับผู้ที่สำเร็จปราณชั้นราชันย์จักรพรรดิที่ถูกบันทึกเอาไว้ในตำราโบราณ  ดังนั้นพ่อจึงไม่ได้ให้พวกคนของพ่อตามสืบต่อ  เพราะเกรงว่าหากทำให้เขาไม่พอใจ  แม้แต่พ่อก็ไม่อาจปกป้องตำหนักเทพมังกรครามให้รอดพ้นจากความโกรธของเขาได้  ยิ่งมาเห็นฝีมือของเขาวันนี้  ยิ่งยืนยันว่าสิ่งที่พ่อคิดนั้นถูกต้อง” หลงสุ่ยกล่าว


            “นั่นสิครับ  ขนาดประมุขอู่สู้เต็มกำลังขนาดนั้น  ใช้พลังปราณออกไปกับการโจมตีก็มาก  แต่อวี้กงที่ตั้งรับกลับแทบไม่สูญเสียพลังปราณของตนเลยแม้แต่น้อย  เท่าที่สังเกตเห็น  เมื่อมีการใช้วิชา นัยเนตร พลังปราณของเขาถึงจะลดลง  ท่านพ่อคิดว่ายังไงกับเรื่องนี้  ตามความเห็นของผม  อวี้กงตั้งรับการโจมตีของประมุขอู่ด้วยร่างกายของตัวเองโดยไม่ใช้ปราณคุ้มกายเลยแม้แต่น้อย” หลงเทียนหมิงกล่าว


            หลงสุ่ยนั้นกำลังจับจ้องการใช้พลังปราณ  เพียงไม่นานดวงตาของเขาก็เบิกกว้างขึ้น  เขาแทบไม่อยากเชื่อว่าจะมีผู้ฝึกยุทธ์คนไหนมีร่างกายแข็งแกร่งดุจเทพเซียนขนาดนี้มาก่อน  แม้แต่ประมุขรุ่นก่อน ๆ ของตำหนักเทพเต่ามังกรก็ยังไม่มีร่างกายที่แข็งแกร่งพอจะรับการโจมตีจากผู้ฝึกยุทธ์ระดับจักรพรรดิที่ใช้พลังปราณเต็มที่ได้โดยการใช้ร่างกายเพียงอย่างเดียว


            “เขาเป็นคนที่พวกเราไม่ควรไปทำให้โกรธมากที่สุด  เทียนหมิง  หากพบอวี้กง  ลูกต้องให้ความเคารพเขาเช่นเดียวกับพ่อและอาจารย์ของลูก  เราควรสร้างความสัมพันธ์อันดีกับเขา  หากสามารถได้เขามาเป็นอาจารย์ของลูกได้นับว่าต่อจากนี้ไปพ่อก็สามารถมั่นใจได้ว่าตำหนักเทพมังกรครามจะยิ่งแข็งแกร่งขึ้นไปอีก” หลงสุ่ยกล่าว


            ขณะที่ในสนามตอนนี้อู่กุยหลงจินหอบหายใจอย่างหนัก  ด้วยกระบวนท่าเมื่อครู่เป็นกระบวนท่าหมัดที่ขึ้นชื่อของตำหนักเทพเต่ามังกร  คนที่รอดจากกระบวนท่านี้โดยไม่บาดเจ็บนั้นมีไม่ถึง 10 คนในโลกยุทธภพ และวันนี้อวี้กงคือหนึ่งในนั้น  ซ้ำยังไม่มีเหงื่อออกแม้แต่หยดเดียว  กลับเป็นตัวอู่กุยหลงจินเสียอีกที่รู้สึกว่ามือและแขนของเขาชาไปหมด  มันเกิดจากการที่เขาปะทะกับสิ่งที่แข็งแกร่งกว่าหมัดของตน


            “เป็นไปได้ยังไงกัน  ร่างกายของฉันสู้ท่านไม่ได้เลยรึไงนะ  นี่ฝึกร่างกายแบบไหนมากันแน่” อู่กุยหลงจินกล่าว


            “จะเข้ามาต่อไหม  เรายังไม่เหนื่อยที่จะเล่นกับท่านเลย” ไป่ฉีกล่าว  เขายังคงยืนหลังตรงแขนทั้ง 2 ขัดอยู่ด้านหลังดูสง่าสมชื่อเทพกระบี่  แต่ก็มีหลายคนรู้แล้วว่าอวี้กงยังไม่ได้เอาจริงแม้แต่น้อย  เพราะเจตจำนงกระบี่ที่อวี้กงถนัดนั้นยังไม่ได้ถูกใช้ออกมาเลย

    _____________________________

    ฝากเพจนิยายด้วยครับ


    คล้ายกับเรื่องจอมยุทธ์ซุปตาร์ ที่คุณอ่าน