ขณะที่กำลังรอการประลอง เฟิงเทียนที่หาที่นั่งของตัวเองเจอแล้วก็นั่งลงเพื่อรอ หากแต่มีหญิงคนหนึ่งมานั่งข้าง ๆ เขา เขาจำได้ทันทีว่าเป็นผู้หญิงที่เป็นผู้ติดตามของอาจารย์ ส่วนถัดไปเป็นชาย 2 คนที่เขาจำได้ว่าเป็นผู้ติดตามของอาจารย์เช่นกัน
“ท่านทั้ง 3 ไม่ทราบว่าท่านอาจารย์ดูเป็นยังไงบ้าง ตื่นเต้น หรือนิ่งเฉย” เฟิงเทียนถาม หากเป็นเขาการได้สู้กับอู่กุยหลงจิน นับเป็นอะไรที่ทำให้เลือดลมสูบฉีด มันคือการวัดฝีมือระหว่างผู้เยี่ยมยุทธ์ทั้ง 2 คนเชียวนะ
“นายน้อยดูตื่นเต้นนิดหน่อยครับ” ไป่ชิกล่าว
“หือ อย่างท่านอาจารย์เนี่ยมีตื่นเต้นด้วยงั้นเหรอครับ” เฟิงเทียนถาม
“นายน้อยอยากลองของเล่นใหม่น่ะครับ” ไป่เชอะตอบ
“โอ้ ชักอยากเห็นซะแล้วสิ แต่เอามาใช้กับประมุขอู่ได้เหรอครับ” เฟิงเทียนถาม อาจารย์เขามักมีของเล่นใหม่ ๆ มาช่วยให้การฝึกเขาไม่น่าเบื่ออยู่เสมอ ๆ ดังนั้นของเล่นใหม่ที่อาจารย์จะใช้ หลังจบงานประมูลเขาคิดที่จะลองขอของเล่นจากอาจารย์มาลองเล่นดู
“พวกเราเองก็ไม่รู้เหมือนกัน ประมุขของตำหนักเทพน่าจะมีฝีมือและประสบการณ์ที่น่ากลัวเชียวล่ะ นายน้อยอาจจะสู้ด้วยความยากลำบากก็ได้” ไป่โม่ลี่กล่าวด้วยความเป็นห่วง เพราะถึงนายน้อยของเธอจะเก่งขนาดไหน แต่ประสบการณ์จะไปสู้พวกที่ผ่านศึกมาโชกโชนได้ยังไงกัน
“งั้นคงต้องเอาใจช่วยท่านอาจารย์ล่ะนะ” เฟิงเทียนกล่าวก่อนจะหันไปมองที่ลานประลอง
ขณะนั้นเองเสียง เฮ ก็ดังขึ้น เป็นอู่กุยหลงจินที่ท่อนบนเปลือยเปล่า เผยให้เห็นมัดกล้ามเนื้อที่ผ่านการฝึกมามากกว่าผู้ฝึกยุทธ์ทั่วไป อันเป็นเอกลักษณ์ของผู้ฝึกยุทธ์ของตำหนักเทพเต่ามังกร
ระหว่างนั้นกลุ่มเบญจดาราก็กำลังนั่งรอชมการต่อสู้นี้เช่นกัน พวกเขาอยากเห็นว่าเทพกระบี่จะแข็งแกร่งอย่างที่ทางสมาคมการค้าตะวันจันทราให้ข่าวรึเปล่า
ที่จุดสูงสุดซึ่งมีไว้สำหรับให้เหล่าผู้อาวุโสของสมาคมการค้าตะวันจันทรานั่งชม เป็นครั้งแรกที่จางหนี่หวังออกมานั่งชมการประลอง เธอเคยได้ยินคำเล่าลือถึงความเก่งกาจของเทพกระบี่ จึงคิดจะมาดูให้เห็นกับตาตนเอง โดยด้านหลังของเธอมีเหล่าผู้อาวุโสสมาคมการค้าตะวันจันทรา 5 คนยืนคุ้มกันอยู่ ส่วนในสนามทั้ง 4 ด้านมีเหล่าผู้อาวุโสประจำอยู่ด้านละหนึ่งคน และผู้อาวุโสที่ยืนอยู่กลางสนามเป็นกรรมการตัดสินและให้สัญญาณการเริ่มประลองอีก 1 คน
ตอนนี้อู่กุยหลงจินนั้นจ้องมองไปยังประตูอีกฝั่ง ซึ่งเขากำลังรอให้อวี้กงเดินออกมา
ผู้ชมเองต่างก็จับจ้องไปยังประตูที่อวี้กงจะต้องเดินออกมา เพียงไม่นานประตูก็เปิดออก เผยให้เห็นชายหนุ่มในชุดจอมยุทธ์โบราณเดินออกมา ที่เอวของเขามีสิ่งที่คล้ายกับด้ามกระบี่ แต่กลับไม่มีใบกระบี่ บนใบหน้าซีกซ้ายสวมใส่หน้ากากสีดำ ดูแปลกตากว่าทุกครั้ง เพราะทุกครั้งเทพกระบี่มักใส่เสื้อวอร์มสีดำกับกางเกงวอร์มสีดำเท่านั้น
“โอ้ เทพกระบี่ นี่ขนาดจัดชุดมาเต็มเชียวนะ แต่ว่าชุดน่ะมันช่วยปกป้องร่างกายของท่านไม่ได้หรอกนะ” อู่กุยหลงจินเริ่มโคจรลมปราณแล้ว
พลังปราณระดับจักรพรรดิถูกปลดปล่อยออกมา หากแต่ถูกกักไว้ในเขตแดนที่ผู้อาวุโสทั้ง 4 สร้างขึ้น ที่จริงแล้วสิ่งนี้นั้นทางสมาคมการค้าเป็นคนจ้างไป่ฉีให้สร้างเขตแดนนี้ขึ้น ซึ่งก็ให้ค่าตอบแทนที่สูงจนไม่กล้าเปิดเผยให้คนอื่นทราบเลยทีเดียว
“เดี๋ยวท่านก็รู้ ว่าชุดนั้นปกป้องฉันได้รึเปล่า” ไป่ฉีกล่าว หลังของเขาเหยียดตรง ท่วงท่าราวกับผู้เยี่ยมยุทธ์ที่เจนสนามมานาน
“ทั้ง 2 มายืนตรงจุดที่กำหนดไว้” ผู้อาวุโสอี้เซียนกล่าว จากนั้นอู่กุยหลงจินและไป่ฉีก็มายืนประจำตำแหน่งที่กำหนดไว้
“พร้อม........เริ่มได้” หลังกล่าวจบ ผู้อาวุโสอี้เซียนรีบกระโดดถอยออกมานอกลานประลองทันที การปะทะของผู้ฝึกยุทธ์ระดับสูงนั้น กรรมการก็ไม่ควรรั้งอยู่ในสนามเป็นอันขาด หากยังอยากมีชีวิตอยู่
“ย่าห์ ปฐพีประสานกาย” อู่กุยหลงจินพุ่งเข้าหาไป่ฉีทันที ก่อนจะใช้เคล็ดวิชาของตำหนักเทพเต่ามังกร ดินและหินโดยรอบรวมตัวกันเป็นเกราะหุ้มร่างกายของอู่กุยหลงจิน เป็นการใช้ร่างกายต่างอาวุธในการโจมตี
“หืม” ไป่ฉียืนนิ่งก่อนจะโคจรพลังปราณส่งไปยังดวงตาข้างที่ใส่หน้ากากอยู่
“จู่โจมมัจฉา” หมัดของอู่กุยหลงจินถูกปล่อยออกมา ลักษณะดูคล้ายกับหัวของเต่าที่พุ่งโจมตีปลาที่ว่ายเข้ามาใกล้ หากแต่การโจมตีนี้กลับไม่เป็นอย่างที่เขาคิดไว้
“นัยเนตร” กล่าวจบ เปลวเพลิงสีขาวอันร้อนแรงก็พวยพุ่งเข้าใส่อู่กุยหลงจิน ความแรงนั้นทำให้อู่กุยหลงจินกระเด็นออกไปไกล
เกราะปฐพีของเขาหลอมละลายในทันที ยังโชคดีที่เมื่อกี้เขาหลบออกมาได้อย่างฉิวเฉียด ทำให้โดนเปลวเพลิงเมื่อครู่แค่ถาก ๆ เท่านั้น แต่ก็ทำให้ตัวเขาบาดเจ็บพอสมควร
“ไม่คิดเลยว่าขนาดฉันใช้ปราณจักรพรรดิคุ้มกาย แต่ยังไม่สามารถป้องกันเปลวเพลิงสีขาวในตำนานนั่นได้ แบบนี้สิถึงจะสนุก” อู่กุยหลงจินไม่รอช้าเขาเอากำปั้นประสานกัน เกิดเส้นสายสีดำจากพื้นดินขึ้นมาปกคลุมร่างกายของเขา ลักษณะของเกราะนั้นเรียงสลับกันเหมือนเกล็ดของมังกรเงาวับ ด้านหลังของเขามีแผ่นโลหะรูปทรงคล้ายกระดองของเต่า ส่วนหัวนั้นหุ้มด้วยเกราะลวดลายเหมือนหัวมังกร
“ภูษาเต่ามังกร” อู่กุยหลงจินพุ่งเข้าไปหาไป่ฉีอีกครั้ง คราวนี้เขาคอยระวังและหลบไม่ให้อยู่ในระยะการมองเห็นของอีกฝ่าย เพราะจากประสบการณ์ของเขา วิชาของอีกฝ่ายนั้นร้ายกาจมาก เห็นได้จากความเร็วในการโจมตี ขอเพียงแค่ศัตรูอยู่ในระยะสายตา เปลวเพลิงของวิชา [นัยเนตร] สามารถแผดเผาถึงตัวเป้าหมายได้ในพริบตา แต่เขาสงสัยแค่ว่าเหตุใดวิชานี้ถึงถูกใช้ไม่ถี่นัก อาจมีเงื่อนไขบางอย่างก็เป็นได้
“หมัดภูผาสวรรค์” หมัดของอู่กุยหลงจินนั้นรวดเร็วมาก ไป่ฉีคิดว่าหากหลบต้องตกเป็นฝ่ายตั้งรับอย่างแน่นอน ดังนั้นเขาจึงยื่นมือออกไปรับหมัดของอู่กุยหลงจิน
เพี้ยะ ๆ ๆ ๆ หมัดของอู่กุยหลงจินถูกฝ่ามือของไป่ฉีปัดได้ทั้งหมด แถมเขายังต้องถอยออกมาเพราะถูกโจมตีสวนกลับด้วย [นัยเนตร] ในระยะประชิด ทำให้ได้แผลค่อนข้างใหญ่มาในคราวนี้
'แข็งแกร่งมาก แถมยังต้องระวังวิชานัยเนตรนั่นอีกด้วย ระดับปราณที่เราสัมผัสคือปราณจักรพรรดิ ขั้น 10 เท่ากับของเรา แต่ดูแล้วอีกฝ่ายรับมือทางนี้ได้แบบสบาย ๆ เห็นได้ชัดว่ายังคงออมฝีมือเอาไว้อยู่ จะเป็นไปได้ยังไงกัน' อู่กุยหลงจินคิด
ขณะเดียวกันจางหนี่หวัง รวมถึงประมุขตำหนักเทพต่างนั่งกันไม่ติดเก้าอี้ ด้วยวิชาที่อวี้กงใช้นั้น ก่อให้เกิดเปลวเพลิงสีขาวในตำนาน มันคือเปลวไฟที่มีความรุนแรงสูงสุดจนถูกขนานนามว่า เพลิงแห่งพระเจ้า แม้แต่ฮั่วเทียนที่ชำนาญปราณธาตุไฟยังต้องลุกขึ้นยืนด้วยความตื่นเต้น
“หากได้ติดต่อกับท่านอวี้กงอีก ข้าอยากกราบเขาเป็นอาจารย์จริง ๆ เปลวเพลิงแห่งพระเจ้า เป็นสิ่งที่ผู้ฝึกปราณธาตุไฟต่างเสาะแสวงหาวิธีใช้มาเนิ่นนานนัก” ฮั่วเทียนกล่าว
ขณะที่ทางตำหนักเทพวิหคสีชาด เฟิงจิน ที่เคยมีเรื่องกับอวี้กงมาก่อน หลังของเขาหลั่งเหงื่อเย็นเยียบออกมา เขาเข้าใจแล้วว่าคราวก่อนอวี้กงได้ให้ความเมตตากับเขามากขนาดไหน หากเพลิงสีขาวถูกใช้ เกรงว่าแม้แต่เถ้ากระดูกของเขาก็ไม่เหลือถึงมือเฟิงหลง พ่อของเขาไว้ดูต่างหน้า เฟิงจินกลืนน้ำลายอย่างยากลำบากเมื่อนึกถึงเรื่องนี้
“ยังโชคดีที่คราวนั้นท่านเทพกระบี่แค่สั่งสอนแกเบา ๆ ไม่อย่างงั้นแม้แต่เถ้ากระดูกแก ฉันก็ไม่มีไว้ดูต่างหน้าหรอกนะ” เฟิงหลงกล่าว ส่วนเฟิงจินได้แต่พยักหน้าอย่างสำนึกผิด
ที่นั่งของตำหนักเทพพยัคฆ์ขาว หู่จิ้งมองการต่อสู้ของอวี้กงกับอู่กุยหลงจินแทบไม่กระพริบตา เขามองหมัดของอู่กุยหลงจินได้เพียงแค่ 1-2 หมัดใน 30 หมัดเท่านั้น ส่วนหู่หยุนลอบมองลูกชายของตน ก่อนจะยกยิ้มขึ้น
“ทีนี้ลูกรู้ถึงความสามารถที่เหมาะสมต่อการขึ้นเป็นประมุขของตำหนักเทพหรือยัง หากมองหมัดของอู่กุยหลงจินได้สัก 25-28 หมัดจาก 30 หมัด ลูกถึงจะมีความสามารถพอที่จะขึ้นรับตำแหน่งต่อจากพ่อ” หู่หยุนกล่าว
“อา ท่านอวี้กงช่างสมกับเป็นไอดอลของหนูจริง ๆ หนูจะเอาแบบอย่างท่านอวี้กงบ้าง” หู่เสียวปิงกล่าว ก่อนจะโดนพ่อของเธอตบหน้าทิ่ม
“ฝันกลางวันรึเปล่ายัยหนู หากลูกจะเก่งระดับนั้นได้ ต้องมีทั้งพรสวรรค์ มีปรมาจารย์ระดับเดียวกับท่านอวี้กงสั่งสอน ซ้ำยังต้องขยันฝึกอีกด้วย แต่นี่ลูกวัน ๆ เอาแต่เอาบัตรเดบิตไปรูดซื้อสินค้าแบรนด์เนม กินแต่ละมื้อคราวละหลายหมื่นหยวน พลังปราณแทบไม่กระเตื้อง นอกจากนี้กระบวนท่าที่ใช้ในการต่อสู้ระยะประชิดก็ห่วยแตก หากคิดจะพูดอย่างเดียวก็ไม่ต้องพูด ลูกต้องลงมือทำเท่านั้นถึงจะได้ผลลัพธ์ที่ตนเองต้องการ” หู่หยุนกล่าว
หู่เสี่ยวปิงถึงกับอ้าปากค้าง เธอไม่สามารถเถียงพ่อของเธอได้แม้แต่น้อย ทำไมน่ะเหรอ เพราะที่พ่อของเธอพูดมามันตรงทั้งหมดเลยน่ะสิ
ทางฝั่งตำหนักเทพเต่ามังกร อู่กุยเหวินป๋อ กำหมัดแน่นด้วยความตื่นเต้น ตัวเขาประลองกับพ่อทุกวัน ดังนั้นเขาจึงพอจะเห็นหมัดของพ่อราว 20 หมัดจาก 30 หมัด แต่เมื่อเทียบกับอวี้กงที่รับหมัดของพ่อได้ทุกหมัดแล้ว ทำให้ตัวเขารู้ถึงความต่างชั้นของฝีมือตัวเองกับอวี้กง
“คนผู้นี้อายุไม่เกิน 30 จริง ๆ งั้นเหรอ รับหมัดด้วยสีหน้าสบาย ๆ ขนาดนั้น สมควรจะมีอายุพอ ๆ กับท่านปู่หรือท่านตามากกว่า” อู่กุยเหวินป๋อกล่าว
ทางด้านตำหนักเทพมังกรคราม หลงเทียนหมิง รู้สึกว่าสิ่งที่ทุกคนยกย่องว่าตนเป็นอัจฉริยะของรุ่นเป็นเรื่องโกหกและไร้สาระที่สุด เพราะคนที่แข็งแกร่งกว่าเขาจนเขาเทียบไม่ติด กำลังสู้กับอู่กุยหลงจินราวกับกำลังเล่นกับเด็กน้อย หากคนผู้นี้ไม่ได้ชื่อว่าเป็นอัจฉริยะ แล้วใครล่ะที่จะกล้ารับ
“ไม่คิดว่าอวี้กงจะอาศัยอยู่ในเขตปกครองของเรา” หลงเทียนหมิงกล่าว
“พ่อเคยส่งคนไปสืบหาตัวของอวี้กงแล้ว แต่คนผู้นี้ไปมาไร้ร่องรอย เท่าที่สืบมา อวี้กงไปไหนมาไหนด้วยประตูมิติ ราวกับผู้ที่สำเร็จปราณชั้นราชันย์จักรพรรดิที่ถูกบันทึกเอาไว้ในตำราโบราณ ดังนั้นพ่อจึงไม่ได้ให้พวกคนของพ่อตามสืบต่อ เพราะเกรงว่าหากทำให้เขาไม่พอใจ แม้แต่พ่อก็ไม่อาจปกป้องตำหนักเทพมังกรครามให้รอดพ้นจากความโกรธของเขาได้ ยิ่งมาเห็นฝีมือของเขาวันนี้ ยิ่งยืนยันว่าสิ่งที่พ่อคิดนั้นถูกต้อง” หลงสุ่ยกล่าว
“นั่นสิครับ ขนาดประมุขอู่สู้เต็มกำลังขนาดนั้น ใช้พลังปราณออกไปกับการโจมตีก็มาก แต่อวี้กงที่ตั้งรับกลับแทบไม่สูญเสียพลังปราณของตนเลยแม้แต่น้อย เท่าที่สังเกตเห็น เมื่อมีการใช้วิชา นัยเนตร พลังปราณของเขาถึงจะลดลง ท่านพ่อคิดว่ายังไงกับเรื่องนี้ ตามความเห็นของผม อวี้กงตั้งรับการโจมตีของประมุขอู่ด้วยร่างกายของตัวเองโดยไม่ใช้ปราณคุ้มกายเลยแม้แต่น้อย” หลงเทียนหมิงกล่าว
หลงสุ่ยนั้นกำลังจับจ้องการใช้พลังปราณ เพียงไม่นานดวงตาของเขาก็เบิกกว้างขึ้น เขาแทบไม่อยากเชื่อว่าจะมีผู้ฝึกยุทธ์คนไหนมีร่างกายแข็งแกร่งดุจเทพเซียนขนาดนี้มาก่อน แม้แต่ประมุขรุ่นก่อน ๆ ของตำหนักเทพเต่ามังกรก็ยังไม่มีร่างกายที่แข็งแกร่งพอจะรับการโจมตีจากผู้ฝึกยุทธ์ระดับจักรพรรดิที่ใช้พลังปราณเต็มที่ได้โดยการใช้ร่างกายเพียงอย่างเดียว
“เขาเป็นคนที่พวกเราไม่ควรไปทำให้โกรธมากที่สุด เทียนหมิง หากพบอวี้กง ลูกต้องให้ความเคารพเขาเช่นเดียวกับพ่อและอาจารย์ของลูก เราควรสร้างความสัมพันธ์อันดีกับเขา หากสามารถได้เขามาเป็นอาจารย์ของลูกได้นับว่าต่อจากนี้ไปพ่อก็สามารถมั่นใจได้ว่าตำหนักเทพมังกรครามจะยิ่งแข็งแกร่งขึ้นไปอีก” หลงสุ่ยกล่าว
ขณะที่ในสนามตอนนี้อู่กุยหลงจินหอบหายใจอย่างหนัก ด้วยกระบวนท่าเมื่อครู่เป็นกระบวนท่าหมัดที่ขึ้นชื่อของตำหนักเทพเต่ามังกร คนที่รอดจากกระบวนท่านี้โดยไม่บาดเจ็บนั้นมีไม่ถึง 10 คนในโลกยุทธภพ และวันนี้อวี้กงคือหนึ่งในนั้น ซ้ำยังไม่มีเหงื่อออกแม้แต่หยดเดียว กลับเป็นตัวอู่กุยหลงจินเสียอีกที่รู้สึกว่ามือและแขนของเขาชาไปหมด มันเกิดจากการที่เขาปะทะกับสิ่งที่แข็งแกร่งกว่าหมัดของตน
“เป็นไปได้ยังไงกัน ร่างกายของฉันสู้ท่านไม่ได้เลยรึไงนะ นี่ฝึกร่างกายแบบไหนมากันแน่” อู่กุยหลงจินกล่าว
“จะเข้ามาต่อไหม เรายังไม่เหนื่อยที่จะเล่นกับท่านเลย” ไป่ฉีกล่าว เขายังคงยืนหลังตรงแขนทั้ง 2 ขัดอยู่ด้านหลังดูสง่าสมชื่อเทพกระบี่ แต่ก็มีหลายคนรู้แล้วว่าอวี้กงยังไม่ได้เอาจริงแม้แต่น้อย เพราะเจตจำนงกระบี่ที่อวี้กงถนัดนั้นยังไม่ได้ถูกใช้ออกมาเลย
_____________________________
ฝากเพจนิยายด้วยครับ
