หลังจากเดินทางกันมาถึงสามวันเต็มๆ ในที่สุดเทียนฟางและคนอื่นๆ ภายใต้การนำของฟงหยานก็ได้เดินทางมาถึงทะเลสาบแห่งหนึ่ง
ขนาดของทะเลสาบแห่งนี้กว้างใหญ่เป็นอย่างมากเมื่อมองไปยังผิวน้ำของทะเลสาบ ที่บัดนี้สะท้อนกับแสงของดวงอาทิตย์ ส่องแสงระยิบระยับ ประหนึ่งว่าทะเลสาบแห่งนี้สร้างด้วยทองคำก็มิปาน
พวกเขาหยุดยืนอยู่ริมทะเลสาป ก่อนที่จะหาพื้นที่เพื่อนั่งลงพูดคุยกัน
"ฟงหยานเป็นที่ใดกันที่เจ้าเจอต้นจิตพยัคฆ์"
ทิวรั่วซานเอ่ยถาม ฟงหยานจึงพูดตอบขึ้นว่า
"จากที่นี่หากเดินเลาะตามทะเลสาบไปทางทิศตะวันตก อีกสักครึ่งวันก็คงถึง"
ทิวรั่วซาน เทียนฟางและอีกสองคนนั่งพักกันอีกสักครู่ ก่อนที่จะเริ่มต้นเดินทางกันอีกครั้ง
"ต้นจิตพยัคฆ์ เป็นเช่นใดกัน เหตุใดจึงได้ดูสำคัญนัก"
เทียนฟางเอ่ยถามขึ้น เพราะนี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้ยินชื่อของต้นจิตพยัคฆ์ แม้เทียนฟางจะอาศัยอยู่ในหุบเขาอสูรทมิฬ แต่ด้วยสถานที่ที่เขาอาศัยอยู่เป็นเมืองชายแดนจึงทำให้ขาดแคลนสิ่งที่เรียกว่าข้อมูลความรู้
สิ่งของเหล่านี้ไม่ได้มีความสำคัญมากนักในชีวิตของผู้คนในหุบเขาอสูรทมิฬ ชีวิตของบุคคลในหุบเขาอสูรทมิฬ ผูกติดกับความตาย
พวกเขาต้องเริ่มต่อสู้กับสัตว์อสูรขนาดเล็กมาตั้งแต่จำความได้ หากผู้คนในหุบเขาวังโอสถเชี่ยวชาญการปรุงยาและกลั่นโอสถแล้วละก็ คงไม่มีใครสามารถเทียบได้กับชาวหุบเขาอสูรทมิฬในเรื่องของการฆ่าฟันแล้ว นี่จึงไม่แปลกที่เทียนฟางจะไม่รู้จักต้นจิตพยัคฆ์
"เรียนท่านประมุขน้อย ต้นจิตพยัคฆ์เป็นต้นสมุนไพรประเภทหนึ่งภายในจะบรรจุไว้ด้วยพลังปราณธาตุหยางจำนวนมากถ้านำไปปรุงเป็นเม็ดยาสำเร็จแล้วล่ะก็ เม็ดยาที่ได้อย่างน้อยต้องอยู่ในขั้นพื้นฐานระดับสูงเป็นอย่างน้อย"
จากนั้นทิวรั่วซานจึงบอกข้อมูลต่างๆ เกี่ยวกับต้นจิตพยัคฆ์ ทำให้เทียนฟางมีความเข้าใจมากขึ้นในหลายส่วนและขณะนั้นเองฟงหยานที่กำลังทำทางอยู่ก็ได้พูดขึ้นว่า
"ว่ากันว่าต้นจิตพยัคฆ์จะเติบโตได้ในที่ที่เต็มไปด้วยวิญญาณของอสูรพยัคฆ์เท่านั้น การที่สามารถพบเจ้าต้นจิตพยัคฆ์จำนวนมากขนาดนั้นได้ ข้าเกรงว่าที่แห่งนั้นคงเป็น...."
แต่ก่อนที่ฟงหยานจะพูดจบเยี่ยซุนที่ฟังอยู่นั้นก็พูดขึ้นมาว่า
"สุสานพยัคฆ์! "
"ใช่แล้ว นั่นคือสิ่งที่ข้าคิด ไม่เช่นนั้นมันจะมีต้นจิตพยัคฆ์อยู่เป็นจำนวนมากเช่นนั้นได้อย่างไร หากว่านี่คือนี้ความจริงแล้ว เราก็จะอธิบายได้ว่า เพราะเหตุใดคนของสำนักบัวหิมะ ถึงไม่แตะต้องต้นพยัคฆ์เลย"
ต้นจิตพยัคฆ์นั้นจะถูกปกป้องไว้ด้วยอสูรพยัคฆ์จำนวนมาก ว่ากันว่าหากมีสิ่งมีชีวิตใดกล้าที่จะย่างกรายเข้าไปในพื้นที่และแตะต้องกับต้นจิตพยัคฆ์แล้วละก็ จะถูกรุมขย้ำโดยสัตว์อสูรพยัคฆ์
ฟงหยานหยุดพูดก่อนที่จะเริ่มหันไปนำทางไปอีกครั้ง การเดินทางนั้นไม่ได้ลำบากมากนักเพราะเพียงแค่ลัดเลาะไปตามริมฝั่งของทะเลสาบเท่านั้น
แต่ก็มีบางช่วงที่พวกเขาจำเป็นต้องอ้อมเพื่อหลบสัตว์อสูรที่ดูจะเป็นปัญหาและทำให้พวกเขาเสียเวลาในการเดินทางจนได้ที่สุด พวกเขาก็มาถึงจนได้
สถานที่ที่เต็มไปด้วยต้นจิตพยัคฆ์ พวกมันเติบโตอยู่กลางแอ่งกะทะแห่งหนึ่ง มันล้อมรอบด้วยภูเขาหินเล็กๆ ดูสลับซับซ้อนไปมาแค่มองดูก็รู้แล้วว่าอันตราย 'ใครมันจะกล้าเข้าไป' จากนั้นทุกสายตาพลันเหลือบไปมองฟงหยานพร้อมกับคิดในใจว่า 'มันทำได้ยังไงถึงรอดไปได้'
พวกเขาตัดสินใจตั้งแคมป์ในพื้นที่ที่ห่างออกไปอีกหน่อย พวกเขายังมีข้อมูลไม่เพียงพอ จากตรงนี้เองที่เทียนฟางได้เรียนรู้ว่าเขาไม่ควรใจร้อนกับสิ่งที่ยังไม่มั่นใจ
หลังจากเฝ้าสังเกตการณ์อยู่หลายวันพวกเขาจึงได้สรุปว่า อสูรพยัคฆ์นั้นยังคงไม่ปรากฏให้เห็น อีกทั้งยังดูเหมือนว่า มันจะไม่มีอันตรายใดๆ เห็นได้จากการที่สัตว์อสูรบางส่วนสามารถเข้าไปยังพื้นที่นี้ได้
"พวกเราไปกันเถอะ"
เทียนฟางพูดขึ้น จากนั้นจึงค่อยๆ เดินเข้าไปยังส่วนที่ต้นจิตพยัคฆ์นั้นอยู่ เมื่อมองดูต้นจิตพยัคฆ์ พวกเขารู้สึกตื่นเต้นเป็นอย่างมาก
มันเป็นต้นสมุนไพรเล็กๆ ขนาดไม่สูงมากนัก เมื่อเข้าไปใกล้พวกเขาได้กลิ่นของสมุนไพรที่เข้มข้นลอยออกมา ทั้งยังมีความหนักแน่นจากพลังลมปราณที่อยู่ภายในนั้นอีก
จากนั้นพวกเขาจึงเริ่มเก็บเกี่ยวต้นจิตพยัคฆ์กันอย่างเมามัน
"เร็วเข้า...รีบจัดการให้เร็วที่สุด พวกเราไม่รู้ว่าพวกอสูรพยัคฆ์นั้นจะกลับมาอีกเมื่อไร ไม่ว่าอย่างไร ที่นี่ก็อันตรายเกินกว่าจะรั้งอยู่เนิ่นนาน"
ทิวรั่วซานพูดขึ้นเตือนสติทุกคนเพื่อไม่ให้ทุกคนมัวแต่เสียเวลากับสิ่งที่อยู่ตรงหน้าเทียนฟางเองก็รู้สึกเช่นนั้นเขารู้สึกเหมือนกับถูกจ้องอยู่ตลอดเวลา
ในตอนนั้นเองขณะที่ทุกคนกำลังเร่งมือกับต้นจิตพยัคฆ์ที่อยู่ตรงหน้า เยี่ยซุนที่เงียบมาตลอดก็พูดขึ้นมาด้วยน้ำเสียสั่นเครือว่า
"ข้า...ข้าหวังว่าข้าจะไม่ตายในวันนี้นะ ตาแก่ฟงหยาน ข้าว่าบางที เจ้าคงต้องยอมเสียสละแขนสักข้างแล้วละ"
ทุกคนพอได้ยินเยี่ยซุนพูดขึ้นมาแบบนั้นก็นึกสงสัย ก่อนจะหันไปมองยังทิศทางที่เยี่ยซุนกำลังมองอยู่
โฮกกกกก!!! เสียงอสูรพยัคฆ์คำรามดังก้องผืนดินแถบนั้น
"เกาะกลุ่มกันไว้!!!!! เร็วเข้าเราจะต้องถอยให้เร็วที่สุด!!!! "
ทิวรั่วซานตะโกนขึ้น ก่อนที่จะเรียกเคียวทมิฬออกมา