ความเงียบสงัดภายในเพนต์เฮาส์กว้างใหญ่ถูกทำลายลงด้วยเสียงสะอื้นไห้ที่ดังแว่วลอดผ่านบานประตูไม้สีขาวของห้องนอนเล็ก
ผมยืนพิงกำแพงอยู่หน้าประตูห้องของต้นหนาว สองมือล้วงอยู่ในกระเป๋ากางเกงวอร์ม ศีรษะเอนซบกับกำแพงเย็นเฉียบ หลับตาลงอย่างรวดร้าว ทุกครั้งที่ได้ยินเสียงสะอื้นของเขา มันเหมือนมีเข็มแหลมคมนับพันเล่มทิ่มแทงลงกลางหัวใจของผม
ผมไม่ได้อยากทำให้เขาร้องไห้ ไม่ได้อยากทำร้ายจิตใจของเขา ผมแค่... ควบคุมความรู้สึกหวงแหนและสัญชาตญาณความเป็เ้าของของตัวเองไม่ได้
แค่คิดว่าเขาจะต้องไปเข้าค่ายอาสาบ้าบอนั่น ต้องไปใช้ชีวิตอยู่กินกลางป่ากลางเขาสี่วันสามคืน โดยมีไอ้เวรภีมที่จ้องจะงาบเขาป้วนเปี้ยนอยู่ใกล้ๆ ความคิดเ่าั้มันก็ตีรวนขึ้นมาเป็พายุอารมณ์ที่ผมไม่สามารถหยุดยั้งได้ ผมทนไม่ได้ที่ต้องเห็นใครมาเข้าใกล้เขา ทนไม่ได้ที่รอยยิ้มของเขาจะถูกคนอื่นแย่งชิงไป ทนไม่ได้แม้กระทั่งความคิดที่ว่าเขาจะคลาดสายตาไปจากผมเพียงเสี้ยววินาที
เขาเป็ของผม... เขาควรจะเป็ของผมแค่คนเดียวเท่านั้น
ผมทนฟังเสียงร้องไห้ของเขาต่อไปไม่ไหวอีกแล้ว ผมเดินตรงไปที่ลิ้นชักตู้เก็บของหน้าทีวี หยิบกุญแจสำรองพวงเล็กขึ้นมา กำมันไว้แน่นในมือ แล้วเดินกลับมาหยุดยืนที่หน้าประตูห้องของเขาอีกครั้ง
แกร๊ก...
ผมเสียบกุญแจและหมุนปลดล็อกอย่างเงียบเชียบ ก่อนจะผลักประตูเปิดเข้าไปภายในห้องนอนที่มืดมิด มีเพียงแสงสลัวจากไฟถนนด้านนอกที่สาดส่องลอดผ่านผ้าม่านเข้ามาเท่านั้น
บนเตียงนอนขนาดควีนไซส์ ร่างเล็กๆ ของต้นหนาวกำลังนั่งขดตัวกอดเข่าตัวเองแน่น ใบหน้าหวานซุกซ่อนอยู่กับท่อนแขน ไหล่บางสั่นสะท้านตามจังหวะการสะอื้นไห้ที่น่าสงสาร เสียงร้องไห้ของเขาบาดลึกเข้าไปในความรู้สึกของผม
ผมค่อยๆ ก้าวเท้าเดินเข้าไปหาเขาอย่างช้าๆ พยายามควบคุมจังหวะการหายใจและกดข่มอารมณ์เกรี้ยวกราดที่ยังคงหลงเหลืออยู่ให้ลึกลงไปที่สุด
"ออกไป"
เสียงแหบพร่าและสั่นเครือดังขึ้นทันทีที่ผมเดินไปหยุดอยู่ข้างเตียง ต้นหนาวไม่ได้เงยหน้าขึ้นมามองผม แต่เขารับรู้ได้ว่าผมเข้ามาในห้อง เขยิบตัวหนีผมไปจนชิดขอบเตียงอีกฝั่ง
"ต้นหนาว... เราต้องคุยกัน"
ผมเอ่ยเสียงเรียบ พยายามทำน้ำเสียงให้นุ่มนวลที่สุดเท่าที่จะทำได้ในสถานการณ์แบบนี้
"ผมไม่มีอะไรจะคุยกับพี่!"
เขาตวาดกลับเสียงดัง เงยหน้าขึ้นมาสบตาผม ดวงตากลมโตที่เคยสดใส บัดนี้แดงก่ำและบวมช้ำจากการร้องไห้อย่างหนัก คราบน้ำตาเปรอะเปื้อนไปทั่วสองแก้ม
"ออกไปจากห้องผมเดี๋ยวนี้นะ! ผมไม่อยากเห็นหน้าพี่ พี่มันคนใจร้าย ไร้เหตุผลที่สุด"
ผมยืนนิ่ง ไม่ขยับเขยื้อนไปไหน สายตาของผมจ้องลึกลงไปในดวงตาที่เต็มไปด้วยความตัดพ้อและโกรธเคืองของเขา
"พี่จะไม่ออกไปไหนทั้งนั้น จนกว่าเราจะคุยกันให้รู้เื่ จนกว่าหนูจะเข้าใจเหตุผลของพี่"
"รู้เื่อะไร มันไม่มีอะไรต้องรู้เื่แล้ว พี่ก็แค่เผด็จการที่อยากจะบงการชีวิตผม!"
ต้นหนาวผุดลุกขึ้นยืนบนเตียง เพื่อให้ระดับสายตาของเขาอยู่ในระดับเดียวกับผม เขายกมือขึ้นปาดน้ำตากับหลังมืออย่างลวกๆ
"พี่มันเผด็จการ พี่มันงี่เง่า! พี่เอาแต่ใจตัวเองโดยไม่สนความรู้สึกผมเลยสักนิด พี่คิดว่าทำดีกับผมแค่ไม่กี่วัน แล้วพี่จะเป็เ้าของชีวิตผมได้งั้นเหรอ"
"พี่สน! สนมากด้วย"
ผมเถียงกลับทันควัน ก้าวเข้าไปประชิดขอบเตียง
"ถ้าพี่ไม่สน พี่จะมานั่งบ้า หึงหวงหนูจนหน้ามืดตามัวแบบนี้เหรอ! หนูไม่เข้าใจความรู้สึกพี่เลยสักนิด!"
"นั่นมันปัญหาของพี่ ไม่ใช่ของผม!"
เขาชี้หน้าผม น้ำตากลอกกลิ้งลงมาอีกระลอก ท่าทางของเขาเต็มไปด้วยความเด็ดเดี่ยวและแตกหัก
"พี่ฟังผมให้ชัดๆ นะพี่คิริน..."
เขาเว้นจังหวะ สูดลมหายใจเข้าลึกๆ ราวกับกำลังรวบรวมความกล้าทั้งหมดที่มี เพื่อพ่นประโยคที่ทำลายล้างความอดทนสุดท้ายของผมให้แหลกละเอียด
"พี่เป็แค่รูมเมต! มีสิทธิ์อะไรมาห้ามผม? เราไม่ได้เป็อะไรกันซะหน่อย เลิกยุ่งกับชีวิตผมสักที"
ฟางเส้นสุดท้าย... ขาดสะบั้นลงในเสี้ยววินาที
คำว่า 'แค่รูมเมต' และ 'ไม่ได้เป็อะไรกัน' มันดังก้องสะท้อนอยู่ในหัวของผมซ้ำไปซ้ำมา มันเหมือนมีดที่กรีดลงบนความพยายามทั้งหมดของผม ทุบทำลายความผูกพันที่เราสร้างร่วมกันมาตลอดหลายสัปดาห์ให้พังทลายลงในพริบตา
ความอดกลั้นทั้งหมดที่ผมพยายามกดข่มไว้ ะเิออกอย่างบ้าคลั่ง
"ไม่ได้เป็อะไรกันงั้นเหรอ!"
ผมตวาดลั่นห้อง พุ่งตัวเข้าไปคว้าร่างบางที่ยืนอยู่บนเตียงอย่างรวดเร็วและรุนแรง ต้นหนาวหวีดร้องด้วยความใ แต่ยังไม่ทันที่เขาจะได้ดิ้นรนหนี ผมก็กระชากตัวเขาเข้ามากระแทกกับแผงอกของผม ล็อกท้ายทอยเขาไว้แน่นด้วยมือข้างหนึ่ง ส่วนมืออีกข้างรวบเอวเขาไว้จนขยับไม่ได้
ผมก้มลงประกบริมฝีปากบดขยี้ริมฝีปากนุ่มของเขาอย่างดุดันและป่าเถื่อน ไม่มีความนุ่มนวล ไม่มีความอ่อนหวาน มีเพียงความโกรธ ความหึงหวง และความ้าที่จะแสดงความเป็เ้าของอย่างรุนแรงที่สุด ผม้ายัดเยียดสถานะของผมให้เขารับรู้ ลบรอยแผลจากคำพูดใจร้ายของเขา
"อื้อออ! ปล่อยยย!"
ต้นหนาวครางประท้วงในลำคอ สองมือเล็กๆ พยายามทุบตีและผลักไสแผงอกของผมอย่างสุดกำลัง แต่ผมไม่สนใจ ผมบดคลึงริมฝีปากเขาอย่างหนักหน่วง บังคับให้เขาเผยอปากรับเรียวลิ้นร้อนๆ ของผมที่สอดแทรกเข้าไปกวาดต้อนความหวานล้ำอย่างตะกละตะกลาม
ผมดูดดึงและขบเม้มริมฝีปากเขาจนได้กลิ่นคาวเืจางๆ รสชาติของน้ำตาที่ไหลลงมาปะปนกับรอยจูบมันยิ่งทำให้ผมคลั่ง ผม้าลงโทษเขา ลงโทษที่เขาบังอาจพูดคำว่า
'ไม่ได้เป็อะไรกัน'
ออกมาทั้งๆ ที่ผมมอบทุกอย่างให้เขาไปหมดแล้ว
เวลาผ่านไปเนิ่นนานเท่าไหร่ไม่รู้ ผมบดจูบเขาจนร่างกายของเขาอ่อนระทวย ไร้เรี่ยวแรงจะต่อต้าน สองมือที่เคยทุบตีผม เปลี่ยนเป็กำเสื้อยืดของผมไว้แน่นเพื่อพยุงตัวไม่ให้ล้มลงไป
เมื่อผมรับรู้ได้ว่าเขาแทบจะขาดใจตายในอ้อมกอดของผม ผมถึงยอมถอนริมฝีปากออกอย่างเชื่องช้า แต่ก็ยังไม่ยอมปล่อยร่างของเขาให้เป็อิสระ
เราสองคนยืนหอบหายใจแฮ่ก จ้องตากันฝ่าความมืดสลัวในห้อง ต้นหนาวตัวสั่นเทาเหมือนลูกนกตกน้ำ ดวงตาของเขาเต็มไปด้วยความหวาดกลัวและตื่นตระหนก
ผมยกมือขึ้นบีบไหล่ทั้งสองข้างของเขาแน่น จ้องลึกลงไปในดวงตากลมโตคู่นั้นด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความเ็ปและความจริงจังขั้นสุด
"หนูกล้าพูดออกมาได้ยังไง ว่าเราไม่ได้เป็อะไรกัน... กล้าพูดออกมาได้ยังไงว่าพี่เป็แค่รูมเมต!"
เสียงของผมสั่นพร่า ควบคุมไม่ได้อีกต่อไป ความลับที่ผมเก็บซ่อนมาตลอดเป็ปีๆ กำลังจะพรั่งพรูออกมา
"หนูคิดว่าเื่ทั้งหมดที่เกิดขึ้นมันเป็ความบังเอิญงั้นเหรอ ต้นหนาว! หนูคิดจริงๆ เหรอว่าเื่ที่หอพักหนูน้ำท่วม ท่อแตก ไฟดับ จนหนูต้องระเห็จมาขอแชร์ห้องกับพี่ มันเป็เื่บังเอิญน่ะ!"
ต้นหนาวเบิกตากว้าง ร่างกายของเขาสะดุ้งเฮือก
"พะ... พี่หมายความว่ายังไง..."
"พี่นี่แหละ... พี่เป็คนจ้างให้ช่างไปทำลายท่อน้ำและสับสวิตช์ไฟที่หอของหนูเอง!"
ผมตะคอกสารภาพความจริงออกมาหมดเปลือก
"พี่เอาเงินไปยัดปากเ้าของหอ ยัดเงินให้ไอ้บาสเพื่อนรักของหนู เพื่อให้มันช่วยวางแผนต้อนหนูให้มาอยู่กับพี่ที่นี่!"
"พี่คิริน..." เสียงของต้นหนาวแ่เบาจนแทบไม่ได้ยิน หน้าของเขาซีดเผือดราวกับกระดาษ ความโกรธถูกแทนที่ด้วยความช็อก
"หนูอยากรู้สิทธิ์ของพี่ใช่ไหม ได้! พี่จะบอกให้เอาบุญ"
ผมบีบไหล่เขาแน่นขึ้นอีกนิด ปล่อยความอัดอั้นตันใจที่สะสมมานานแสนนานให้ะเิออกมา
"พี่แอบรักหนูมาั้แ่เปิดเรียนวันแรกตอนปีหนึ่ง! พี่สะดุดตาหนูั้แ่ตอนรับน้อง พี่ตามมองหนู แอบตามดูหนูมาตลอดเป็ปีๆ โดยที่หนูไม่เคยแม้แต่จะชายตามองพี่เลยด้วยซ้ำ!"
น้ำตาของลูกผู้ชายที่ผมไม่เคยเสียให้ใคร เอ่อคลอขึ้นมาที่หางตา ความเ็ปของการแอบรัก ความคลั่งรักที่สะสมมามันอัดแน่นอยู่ในอกมานานจนเกินทน
"หนูรู้ไหมว่าพี่ทรมานแค่ไหนที่ต้องเห็นหนูยิ้มให้คนอื่น พี่ต้องพยายามกดข่มความรู้สึกบ้าๆ ของตัวเองไว้แค่ไหนเวลาที่ไอ้พวกรุ่นพี่หน้าม่อพวกนั้นมันเข้ามาป้วนเปี้ยนใกล้หนู พี่ไม่รู้จะเข้าหาหนูยังไง พี่มันเป็คนแข็งกระด้าง พูดไม่เก่ง ทำตัวไม่ถูก พี่เลยต้องสร้างสถานการณ์บ้าๆ พวกนี้ขึ้นมา เพื่อหลอกล่อให้หนูเข้ามาอยู่ในกรงของพี่ เพื่อสร้างอาณาเขตกันหนูออกจากคนอื่น!"
ผมดึงร่างของเขาเข้ามากอดแน่น ซุกหน้าลงกับลาดไหล่ที่กำลังสั่นเทาของเขาอย่างหมดสภาพ กำแพงความเย่อหยิ่งของผมพังทลายลงจนหมดสิ้น
"พี่ทำทุกอย่าง... เลวทรามแค่ไหนพี่ก็ทำ... สกปรกแค่ไหนพี่ก็ยอม... เพื่อให้ได้หนูมาอยู่ใกล้ๆ เพื่อให้ได้หนู"
ผมกระซิบเสียงสั่นเครือข้างหูเขา
"พี่รักหนู... รักจนจะเป็บ้าตายอยู่แล้ว... แล้วหนูยังจะกล้าบอกว่าพี่ไม่มีสิทธิ์ในตัวหนูอีกงั้นเหรอ... ต้นหนาว... พี่ขอร้องล่ะ อย่าพูดคำนั้นออกมาอีก"
ความเงียบสงัดโรยตัวลงปกคลุมทั่วทั้งห้องอีกครั้ง แต่คราวนี้มันเป็ความเงียบที่หนักอึ้งและบีบคั้นหัวใจยิ่งกว่าเดิม
ต้นหนาวยืนนิ่งงันราวกับถูกสาปให้กลายเป็หิน น้ำตาของเขาหยุดไหลไปแล้วหลงเหลือเพียงความตื่นตะลึงและช็อกสุดขีด เขายืนนิ่งอยู่ในอ้อมกอดของผม ไม่ขยับเขยื้อน ไม่พูดจา ไม่ร้องไห้ และไม่แม้แต่จะผลักไสผมออกไป
ความจริงเื้ัที่แสนจะบ้าคลั่ง เลวร้าย และเห็นแก่ตัวที่สุดของผม... มันถูกเปิดเผยออกมาจนหมดสิ้นแล้ว และตอนนี้ผมก็กำลังรอคอยคำพิพากษาจากหัวใจของเขาอย่างคนสิ้นหวัง.