ตำนานรักต้องห้ามของหมอหญิงชิงลั่ว..

    บทที่ 38 มิมีทางเลือกอื่นนอกจากใช้ปากกับบุตรชายบุญธรรม

            ทะ ทรมานยิ่งนัก ร่างกายข้าร้อนรุ่มเหลือเกิน ทะ ท่านแม่ช่วยข้าด้วย...!!!

            

            เสียงของอวี้ชิงหนากู่ร้องออกมาอย่างทรมาน ก่อนที่มันจะพลันลืมตาตื่นขึ้น และพบว่าตนเองกำลังนอนอยู่บนเตียงภายในกระท่อม และที่ข้างเตียงก็มีมารดาคนงามกำลังเฝ้าดูอาการอย่างใกล้ชิด

            

            “เจ้าฟื้นแล้วหรือ หนานหนาน แม่ขอโทษนะ ที่ไร้ความสามารถ ไม่คิดเลยว่าพวกมันจะใช้ยาพิษชนิดนี้...” อวี้ชิงลั่วเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ พร้อมกับกุมมือบุตรชายไว้แน่น มือนางเย็นเฉียบ และสั่นระริก อวี้ชิงหนานจึงเอ่ยถามด้วยความสงสัยว่า

            

            “พิษอันใดหรือท่านแม่” นางพ่นลมหายใจยาว ก่อนตอบว่า

            

            “เดิมมันคือพิษ สามชั่วยามคราวิญญาณ แต่คล้ายผู้ปรุงมันขึ้นมา จะคิดค้นสูตรใหม่ที่ทำให้มันออกฤทธิ์ไวขึ้น จากสามจึงเหลือเพียงหนึ่ง หากเป็นสามชั่วยามเช่นเดิมแม่สามารถปรุงยาแก้พิษได้สบาย ๆ แต่ด้วยเวลาที่เหลือน้อยขนาดนี้แม่เกรงว่า...”

            

            อวี้ชิงลั่วสีหน้าพลันเศร้าหมอง คล้ายจะร้องไห้ ส่วนอวี้ชิงหนานนั้นรู้สึกใจหาย นี่มันจะต้องมาตายแบบนี้หรือ... น่าเสียดายนักที่ตนเองยังไม่ได้ขึ้นสวรรค์กับมารดาคนงามเลย สวรรค์ท่านช่างไม่ยุติธรรม

            

            อวี้ชิงหนานด่าทอฟ้าดินด้วยความเจ็บแค้นอยู่ภายในใจ ก่อนที่มันจะคิดใหม่ว่า

            

            “มิมีทางกระนั้นรึ? เป็นไปไม่ได้ ข้าเองก็ศึกษาตำราต้องห้ามมาไม่น้อย จะมายอมตายแค่นี่ไม่ได้”

            

            อวี้ชิงหนานกำหมัดแน่น พร้อมด้วยแววตามุ่งมั่นจากนั้น มันก็พลันลุกขึ้นมาจากเตียง

            

            “หนานหนานนั้นเจ้าคิดจะทำอันใด” อวี้ชิงลั่วเมื่อเห็นบุตรชายแค่นฝืนลุกขึ้นมาจึงเอ่ยถาม

            

            “ท่านแม่อาจจะถอดใจ แต่ข้านั้นหายอมไม่”

            

            มันกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่นก่อนจะก้าวลงจากเตียง และเดินเซ ตรงไปยังห้องปรุงยา อวี้ชิงลั่วที่เห็นเช่นนั้นแทนที่นางจะห้ามบุตรชาย หากแต่นางกลับร้องไห้ออกมาด้วยความเสียอกเสียใจ คนเพราะผิดหวังในความสามารถของตนเองกระมัง ยามนี้ความสิ้นหวังเริ่มกัดกินอวี้ชิงลั่ว นางจึงคิดที่จะยอมเสียสละตำราแพทย์ต้องห้ามเพื่อแลกกับชีวิตบุตรชาย พอคิดได้อวี้ชิงลั่วก็ลุกขึ้น และพลันตรงไปยังห้องหนังสือ เพื่อนำตำราแพทย์ต้องห้ามในช่องลับออกมา

            

            “แม้นจะผิดต่ออาจารย์ และท่านพ่อ แต่ถ้าเพื่อช่วยหนานหนานแล้วมันก็คุ้มที่ข้าจะเอาตำราไป...”

            

            เกิดเสียงดังโครมครามมาจากห้องปรุงยา ก่อนที่อวี้ชิงลั่วจะคิดจบ นางตกใจมากจึงพลันวิ่งมาดูด้วยความร้อนรน และเมื่อมาถึงก็เห็น ร่างของบุตรชายนั่งพิงเสาอยู่ ในมือคล้ายมีถ้วยยาที่พึ่งดื่มหมดไป

            

            “หนานหนานลูกแม่เจ้าเป็นอย่างไรบ้าง...!!”

            

            “ท่านแม่ตรวจชีพจรข้าที ข้าทำสำเร็จหรือ...ไม่” อวี้ชิงหนานเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงแหบพร่า และดวงตาที่ใกล้จะปิด อวี้ชิงลั่วไม่รอช้าพลันยืนมือไปจับชีพจรของมัน ก่อนจะนิ่งเงียบไปชั่วขณะ

            

            “เป็นเช่นไร ท่านแม่ พิษสามชั่วยามคร่าวิญญาณสลายไปหรือยัง...”

            

            “หนานหนานยามนี้เจ้ารู้สึกเป็นไรตอบแม่มา”

            

            “รู้สึกเช่นไรหรือ ยามนี้ข้ารู้สึกร้อนกายเล็กน้อย แต่เฉพาะตรงหว่างขาเท่านั้นที่ร้อนกว่าจุดอื่น นี่มันหมายความว่ายังไงท่านแม่...”

            

            อวี้ชิงลั่วที่ได้ฟังก็ขมวดคิ้วมุ่นก่อนจะถอนหายใจยาว ๆ แล้วเอ่ยว่า

            

            “มิรู้เพราะสวรรค์เมตตา หรือเพราะเจ้าโชคดีกันแน่ ที่ดันปรุงยาถอนพิษมั่ว ๆ ดื่มเข้าไป พิษทั่วร่างก็เลยถูกดึงไปรวมอยู่ที่จุดเดียว”

            

            “ท่านแม่หมายถึง....”

            

            อวี้ชิงลั่วพยักหน้าอย่างแช่มช้า “แต่เจ้าอย่าพึ่งดีใจไป พิษแค่ถูกดึงมารวมกันชั่วคราว เมื่อครบหนึ่งชั่วยามมันก็จะกระจายทั่วร่างแล้วคร่าชีวิตเจ้าอยู่ดี”

            

            “เช่นนั้นควรทำเช่นไร”

            

            อวี้ชิงหนานเอ่ยถาม ส่วนชิงลั่วนิ่งเงียบคล้ายครุ่นคิดบางอย่าง ก่อนจะเอ่ยว่า “มีอยู่วิธีหนึ่ง แต่วิธีนี้เจ้าต้องรับรับปากแม่มาก่อนเรื่องหนึ่ง”

            

            อวี้ชิงหนานขมวดคิ้วพร้อมใบหน้างุนงง ก่อนจะพยักหน้ารับ

            

            “ดีมาก จำไว้นะแม่ทำแบบนี้เพราะไม่มีทางเลือก เรื่องที่แม่ให้เจ้ารับปากก็คือ ห้ามเจ้าพูดหรือกล่าวถามอันใดระหว่างแม่ถอนพิษไม่งั้นแม่ จะเลิกถอนพิษและฆ่าตัวตายหลังจากที่เจ้าตายไปแล้ว” พออวี้ชิงหนานได้ยินที่มารดาบอกก็พยักรับช้า ๆ จากนั้นอวี้ชิงลั่วก็ลุกขึ้น และไปหยิบของบางอย่างมาซึ่งมันก็คือ เศษผ้าสีดำ นางนำมา มาผูกปิดตาของอวี้ชิงหนาน

            

            “ทะ ท่านแม่ ท่านจะทำอันใดกับข้ารึ!!?” อวี้ชิงหนานกล่าวถามด้วยความตื่นตระหนก ก่อนที่อวี้ชิงลั่วจะกระแอมไอให้มันนึกถึงเรื่องที่ได้รับปากนางไปเมื่อครู่ อวี้ชิงหนานจึงเงียบเสียงลง และปล่อยให้มารดาผูกตาจนจบ

            

            ยามนั้นอวี้ชิงหนานมีแต่คำถามมากมายผุดขึ้นในหัว ท่านแม่จะรักษามันด้วยวิธีใดกัน แล้วเหตุใดถึงต้อง ปิดตาจนมองไม่เห็นอีกด้วย แต่นางก็คงมีวิธีของนางนั่นแหละอวี้ชิงหนานจึงทำใจให้สงบรอดูต่อไป จากนั้นเสียงของอวี้ชิงลั่วก็เงียบสนิท หูของอวี้ชิงหนานมิได้ยินเสียงรอบตัวใด ๆ เลย แต่ผ่านไปไม่ทันไรความรู้สึกเย็นวาบก็บังเกิดขึ้นที่ส่วนล่างของมัน ราวกับกางเกงของมันถูกถอดออก แถมยังพบว่าเจ้ามังกรตายักษ์ตาเดียวตรงหว่างขาผงาดหัวชูชันอย่างอิสระไร้สิ่งใดขวางกัน

            

            ยามนั้นมันอยากเอ่ยปากถามอวี้ชิงลั่วใจจะขาดแต่ก็ทำไม่ได้เนื่องจากรับปากมารดาไว้แล้ว จากนั้นวาจาของอวี้ชิงลั่วก็กล่าวขึ้นอย่างแผ่วเบาแต่แฝงไว้ด้วยความกังวลใจ

            

            “พิษล่ามถึงขั้นนี่แล้วหรือ สีม่วงคลำจนน่ากลัวยิ่งกว่าสมัยที่ท่านพ่อเคยโดนเสียอีก หากปล่อยไว้ให้นานกว่านี้คงแย่แน่..”

            

            "สมัยท่านพ่อ? ไม่สิ ท่านแม่ น่าจะหมายถึงท่านปู่ หมายความเช่นไร…อึก…!!”

            

            ยังมิทัน ที่อวี้ชิงหนานจะได้คำตอบ จู่ ๆ มันก็รู้สึกถึงความเปียกชื้นบางอย่างที่สัมผัสเข้ากับเจ้ามังกรยักษ์ตาเดียว หากแต่ไม่ใช่เพียงแค่นั้น ความรู้สึกของอวี้ชิงหนานคือมีอะไรบางอย่างเปียก ๆ ลื่น ๆ มาโดนตัวของเจ้ามังกรยักษ์ตาเดียวอีกด้วย

            

            “นะ นี่มัน ลิ้นของท่านแม่นี่!! เจ้ามังกรยักษ์ตาเดียวของข้ากำลังอยู่ในปากของนางงั้นรึ..!!?” อวี้ชิงหนานตกใจสุดขีด และกำลังจะอ้าปากเปล่งเสียงออกมา แต่ในยามนั้นเองร่างมันก็พลันแข็งทื่อขยับไม่ได้

            

            “คิดไปคิดมาแม่ใช้สิ่งนี้กับเจ้าดีกว่า จะได้สะดวกขึ้นยามถอนพิษ”

            

            อวี้ชิงหนานรับรู้ได้ในทันทีว่าสิ่งที่อวี้ชิงลั่วใช้ก็คือ ผงจังงัง ที่นางเคยโดนจนเกือบจะเสียตัวให้บุตรชายในครานั้น

            

            “มิรู้แม่ควรเล่าดีหรือไม่ แต่เอาเถิดมาถึงขั้นนี้แล้ว คงไม่เป็นไร ฟังนะหนานหนาน ในอดีตแม่ก็เคยทำเช่นนี้กับปู่ของเจ้า ตอนที่ท่านถูกคนชั่วลอบเล่นงานด้วยพิษที่คล้าย ๆ กัน หนทางช่วยเร่งด่วนมีแต่ต้องใช้ ลมปากสตรีที่เป็นธาตุหยิน (เย็น) ดูดพิษร้อนที่เป็นธาตุหยางออกมา เท่านั้น โปรดเข้าใจแม่ด้วยนะลูก..”

            

            พออวี้ชิงลั่วกล่าวจบนางก็ลงมือทำต่อ ส่วนอวี้ชิงหนานนั้นเมื่อได้ฟังก็เข้าใจทุกอย่างแจ่มชัด มันไม่รู้ว่ายามนี้ มันควรจะรู้สึกเช่นไรกันแน่ ควรจะมีความสุขสุดเสียว หรือ ควรจะรู้สึกผิดดี ที่มารดาของตนต้องมากระทำการน่าอับอายผิดจารีตเช่นนี้…

            

            จบบท

    คล้ายกับเรื่องตำนานรักต้องห้ามของหมอหญิงชิงลั่ว.. ที่คุณอ่าน