บทที่ 117 มหาวิทยาลัยศิลปะการต่อสู้มหาศักดิ์สิทธิ์แห่งมหานครจิงตูศิลปะการต่อสู้ของลู่เซิ่งคือการปกป้อง! (3)
“ลู่เซิ่งนี่นายฟังที่ฉันพูดอยู่หรือเปล่าเนี่ย?”
คิ้วเรียวของตงฉิงเสวี่ยขมวดเข้าหากันเธอทนไม่ไหวจึงเอ่ยถามออกมา ในวันนี้ลู่เซิ่งดูแปลกไปเขาเอาแต่จ้องหน้าเธออยู่นานสองนาน แถมยังเหม่อลอยไปหลายครั้งสายตาที่มองมาก็แปลกประหลาด ราวกับว่า...
บรรยายออกมาเป็นคำพูดไม่ได้แต่โดยรวมแล้วทำให้ตงฉิงเสวี่ยรู้สึกอึดอัดไปทั้งตัว
“อ้อ อ้อ ขอโทษทีครับ”
ลู่เซิ่งได้สติกลับมา รีบกล่าวขอโทษความรู้สึกของเขาซับซ้อนมาตั้งแต่เมื่อคืนหลังจากรู้ว่าตงฉิงเสวี่ยอาจจะเป็นภรรยาในอนาคตของตนเอง
เมื่อก่อนไม่เคยคิดเรื่องนี้มาก่อนลู่เซิ่งจึงไม่เคยสังเกตตงฉิงเสวี่ยอย่างจริงจัง แต่พอตั้งใจสังเกตดูตงฉิงเสวี่ยที่เคยเย็นชากลับดูเปลี่ยนไป
ตงฉิงเสวี่ยที่อยู่ตรงหน้าเขาสูงกว่าหนึ่งร้อยเจ็ดสิบเซนติเมตรสวมชุดเครื่องแบบทหารสีน้ำเงินเข้ม รองเท้าบูตโลหะผสมขัดเงา และเข็มขัดที่รัดแน่นทำให้เรียวขาที่ยาวสวยผิดมนุษย์ของเธอโดดเด่นเป็นสง่า...
ใบหน้ารูปไข่ที่สมบูรณ์แบบอยู่ใต้ปีกหมวกผิวขาวผ่อง พวงแก้มงดงามประณีตไร้ที่ติเพียงแต่บุคลิกที่เย็นชาเกินไปเหมือนเปลือกน้ำแข็งที่เกาะกุมร่างกายของตงฉิงเสวี่ยปกปิดความงามสง่าและเสน่ห์ดึงดูดใจส่วนใหญ่ของเธอเอาไว้
ว่าไปแล้วลู่เซิ่งยังไม่เคยเห็นตงฉิงเสวี่ยถอดชุดทหารออกเลยสักครั้ง
“คง...สวยมากสินะ”
ลู่เซิ่งคิดในใจขณะนั้นเสียงที่จนใจของตงฉิงเสวี่ยก็ดังขึ้นอีกครั้ง
“ลู่เซิ่ง!”
“อ๊ะ!”
ลู่เซิ่งรีบตั้งสติ
บ้าจริง คิดอะไรเพลินจนเหม่ออีกแล้ว
“ครูฝึกตง คุณพูดต่อได้เลย...เอ่อ ไม่สิคุณพูดใหม่เถอะ”
ตงฉิงเสวี่ยมองลู่เซิ่งด้วยสายตาที่เหนื่อยหน่ายแล้วกล่าวว่า “งั้นฉันจะพูดใหม่อีกครั้งนะ...”
“...พิธีรับตราสัญญาลักษณ์นายพลวีนัสจะมีขึ้นในอีกสามวันข้างหน้าหลังจากพิธีรับตราสัญญาลักษณ์ก็จะเป็นการเข้าสู่บ่อเลือดสัตว์ประหลาดและบ่อไขกระดูกสัตว์ประหลาด
คำแนะนำส่วนตัวของฉันคือ ในช่วงสองวันนี้นายควรรีดเค้นร่างกายอย่างหนักหน่วงให้อยู่ในสภาพที่ขาดแคลนพลังงานเมื่อถึงตอนที่เข้าไปในบ่อไขกระดูกสัตว์ประหลาดจะได้ผลดีกว่า
นอกจากนี้ก็คือเรื่องสัญญาเดิมพันกับซ่างกวนหลิง
เขาบอกว่าจะส่งมอบเลือดสัตว์ประหลาดทั้งสามหลอดที่สัญญาไว้มาให้ภายในหนึ่งเดือนเมื่อถึงตอนนั้นฉันจะเอามาให้นายเอง”
“ครูฝึกตง ให้ผมแค่หลอดเดียวก็พอ”
ลู่เซิ่งกล่าว
ตงฉิงเสวี่ยส่ายหน้า“ไม่ต้องหรอก การเดิมพันครั้งนี้เป็นสิ่งที่นายชนะมาแต่แรกรางวัลก็ควรจะเป็นของนาย
อีกอย่างฉันกับฉินเซ่าจวินก็ไม่ได้ขาดแคลนทรัพยากรเลือดสัตว์ประหลาดระดับห้าเช่นกัน
ครั้งนี้นายเป็นตัวแทนของมณฑลตงหนิงคว้าตำแหน่งนายพลวีนัสมาได้พวกเราสองคนก็จะได้รับรางวัลจากกองทัพเช่นกันซึ่งมันคุ้มค่ากว่าเลือดสัตว์ประหลาดระดับห้ามาก...”
เมื่อเห็นว่าตงฉิงเสวี่ยพูดเช่นนี้ลู่เซิ่งก็ไม่ได้ยืนกรานต่อไป ซ่างกวนหลิงไอ้โง่นั่นถือเป็นโชคดีที่ไม่คาดฝันเลือดสัตว์ประหลาดที่ได้มาเพิ่ม จะให้ใครก็ช่างเถอะ
“สิ่งที่ฉันต้องบอกก็มีประมาณนี้แหละ อ้อใช่แล้ว...”
ตงฉิงเสวี่ยพลันนึกอะไรขึ้นมาได้มองไปที่ลู่เซิ่งแล้วกล่าวว่า “การคัดเลือกนายพลวีนัสจบลงต่อไปนายคงต้องตั้งใจเตรียมตัวสอบเข้ามหาวิทยาลัยอย่างเต็มที่แล้วใช่ไหม?”
“อื้ม”
ลู่เซิ่งพยักหน้า เมื่อลองคำนวณดูแล้วก็เหลือเวลาอีกไม่มากก่อนจะถึงวันสอบเข้ามหาวิทยาลัย
เวลาผ่านไปเร็วจริงๆ
“คิดไว้หรือยังว่าจะสมัครเข้ามหาวิทยาลัยไหน?”
ตงฉิงเสวี่ยถาม
ลู่เซิ่งมองออกว่าในคำพูดของตงฉิงเสวี่ยมีความนัยแฝงอยู่จึงกล่าวว่า “ครูฝึกตงมีคำแนะนำดีๆ บ้างไหมครับ?”
ตงฉิงเสวี่ยตอบโดยไม่ลังเล“ด้วยค่าพลังชีวิตในตอนนี้ของนาย ภายในดินแดนหลงกั๋วนายสามารถเลือกมหาวิทยาลัยศิลปะการต่อสู้ได้ตามใจชอบขึ้นอยู่กับว่านายชอบและเหมาะสมกับที่ไหนมากกว่า
ถ้านายไม่อยากไปไกลมากนักมหาวิทยาลัยศิลปะการต่อสู้ตงหนิงก็เป็นตัวเลือกที่ไม่เลว
ถ้าเป็นเมื่อหนึ่งเดือนก่อนฉันจะแนะนำให้นายไปมหาวิทยาลัยศิลปะการต่อสู้ตงหนิงอย่างแน่นอน
เพราะนายเป็นคนของมณฑลตงหนิงอยู่แล้วหากไปมหาวิทยาลัยศิลปะการต่อสู้ตงหนิง ไม่ว่าจะเป็นด้านไหนนายก็จะได้รับการดูแลและสวัสดิการเป็นอย่างดี
แต่ตอนนี้ ฉันแนะนำให้นายไปมหานครจิงตู...”
ดวงตาของตงฉิงเสวี่ยจ้องมองลู่เซิ่งอย่างสงบกล่าวทีละคำว่า “เพราะที่มหานครจิงตูมีมหาวิทยาลัยศิลปะการต่อสู้มหาศักดิ์สิทธิ์อยู่เจ็ดแห่งซึ่งเป็นต้นกำเนิดและแหล่งความรุ่งเรืองของศิลปะการต่อสู้แห่งดินแดนหลงกั๋ว
เหล่าอัจฉริยะด้านศิลปะการต่อสู้ชั้นแนวหน้าของทั้งดินแดนหลงกั๋วรวมตัวกันอยู่ที่นั่นเป็นดินแดนแห่งพยัคฆ์ซ่อนมังกรอย่างแท้จริง
หากนายสามารถฝึกฝนอยู่ที่นั่นสักสองสามปีจะเป็นประโยชน์อย่างมากต่อการพัฒนาศิลปะการต่อสู้ในอนาคตของนาย...”
“มหาวิทยาลัยศิลปะการต่อสู้มหาศักดิ์สิทธิ์แห่งมหานครจิงตู”
ดวงตาของลู่เซิ่งเป็นประกาย
คำแนะนำของตงฉิงเสวี่ยคล้ายกับความคิดของเขา
ก่อนหน้านี้เขาก็ตั้งใจจะสมัครเข้ามหาวิทยาลัยศิลปะการต่อสู้มหาศักดิ์สิทธิ์แห่งมหานครจิงตู
มหานครจิงตูตั้งอยู่ใจกลางดินแดนหลงกั๋วและเป็นดินแดนศักดิ์สิทธิ์แห่งศิลปะการต่อสู้ของดินแดนหลงกั๋วมีข่าวลือว่ามหาศักดิ์สิทธิ์แห่งศิลปะการต่อสู้ที่ยังมีชีวิตอยู่ในดินแดนหลงกั๋วก็ซ่อนตัวอยู่ในมหานครจิงตู
ในมหานครจิงตูมีมหาวิทยาลัยศิลปะการต่อสู้ชั้นนำมากกว่ายี่สิบแห่งและมีมหาวิทยาลัยศิลปะการต่อสู้มหาศักดิ์สิทธิ์อยู่เจ็ดแห่ง
มหาวิทยาลัยศิลปะการต่อสู้มหาศักดิ์สิทธิ์
การที่จะมีคุณสมบัติได้รับการขนานนามว่าเป็นมหาวิทยาลัยศิลปะการต่อสู้มหาศักดิ์สิทธิ์ได้นั้นแสดงว่าต้องมีมหาศักดิ์สิทธิ์แห่งศิลปะการต่อสู้อย่างน้อยหนึ่งคนสำเร็จการศึกษาจากสถาบันแห่งนั้น
ตลอดระยะเวลากว่าสามร้อยปีที่ผ่านมาของการพัฒนาศิลปะการต่อสู้มหาศักดิ์สิทธิ์และยอดฝีมือระดับมหาศักดิ์สิทธิ์ถือกำเนิดขึ้นรวมกันทั้งสิ้นเก้าท่าน
มรดกที่พวกเขาทิ้งไว้ได้สร้างมหาวิทยาลัยศิลปะการต่อสู้มหาศักดิ์สิทธิ์เจ็ดแห่งและโรงศิลปะการต่อสู้ระดับโลกสองแห่ง
ทั้งหมดตั้งอยู่ในมหานครจิงตู
เช่นเดียวกับที่ตงฉิงเสวี่ยกล่าวมหานครจิงตูคือต้นกำเนิดที่แท้จริงแหล่งความรุ่งเรืองและดินแดนแห่งพยัคฆ์ซ่อนมังกรของศิลปะการต่อสู้แห่งดินแดนหลงกั๋ว
ไม่รู้ว่ามีอัจฉริยะและยอดฝีมือด้านศิลปะการต่อสู้จำนวนเท่าใดที่ซ่อนตัวอยู่ในนั้นแค่สุ่มหยิบมาสักคน อาจจะเป็นบุคคลสำคัญที่สามารถสั่นสะเทือนเมืองหรือมณฑลได้
สำหรับมหาวิทยาลัยศิลปะการต่อสู้มหาศักดิ์สิทธิ์ทั้งเจ็ดแห่งตอนนี้ลู่เซิ่งยังไม่ได้ตัดสินใจว่าจะสมัครเข้าที่ไหน
แต่ไม่ว่าจะเป็นมหาวิทยาลัยศิลปะการต่อสู้มหาศักดิ์สิทธิ์แห่งไหนลู่เซิ่งก็ไม่ใส่ใจ สามารถยอมรับได้ทั้งหมด
“อันที่จริงในฐานะนายทหารระดับพันโทของกองทัพเขตตะวันออกฉันแนะนำให้นายอยู่ในเขตตะวันออกต่อไป
แบบนั้นในอนาคตนายถึงจะมีโอกาสเข้าร่วมกองทัพ
แต่ว่า...”
ตงฉิงเสวี่ยจ้องมองลู่เซิ่งอย่างแน่วแน่กล่าวอย่างจริงจังว่า “ฉันคิดว่าในอนาคตนายก็จะกลับมา ใช่ไหม?”
ลู่เซิ่งมองใบหน้าที่งดงามหมดจดของตงฉิงเสวี่ยพลันนึกถึงข้อความในช่อง “คู่สมรส” ของประวัติส่วนตัวของเขาในพื้นที่แห่งความฝันก็รู้สึกกระอักกระอ่วนใจอย่างบอกไม่ถูก
เขาหลบสายตาของตงฉิงเสวี่ยอย่างไม่ตั้งใจแต่ยังคงกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่นว่า “ครูฝึกตงจุดประสงค์สุดท้ายของการที่พวกเราเหล่านักสู้พยายามฝึกฝนเพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้ตัวเองก็คือเพื่อที่จะได้ออกไปสู้รบในสมรภูมิ ปกป้องชาติบ้านเมืองไม่ใช่เหรอครับ?”
บนใบหน้าของตงฉิงเสวี่ยปรากฏรอยยิ้มที่แสดงความชื่นชมเธอพยักหน้ากล่าวว่า “นายพูดถูกแล้วฉันไม่ได้มองคนผิดจริงๆ ลู่เซิ่ง”
“ถ้าไม่มีอะไรแล้ว ครูฝึกตงผมขอตัวกลับก่อนนะครับ”
ลู่เซิ่งไม่อยากอยู่กับตงฉิงเสวี่ยสองต่อสองอีกต่อไปเขารู้สึกว่าบรรยากาศมันแปลกๆ และง่ายต่อการคิดฟุ้งซ่าน
เฮ้อ รู้อย่างนี้เมื่อวานไม่น่าว่างเลย
บอกว่าว่างแล้วจะไปดูประวัติส่วนตัวทำไมกันในเมื่อยังไงซะมันก็ต้องเปลี่ยนอยู่ดี ดูไปก็เปล่าประโยชน์
“อืม กลับไปเตรียมตัวให้ดี”
ตงฉิงเสวี่ยมองส่งลู่เซิ่งที่รีบ“หนี” ออกไป ความรู้สึกในใจค่อนข้างสับสนแต่ก็ไม่ได้คิดอะไรมาก
เธอคิดว่าลู่เซิ่งอาจจะรีบกลับไปรีดศักยภาพของร่างกายเพื่อเตรียมตัวเข้าบ่อไขกระดูกสัตว์ประหลาดในอีกสามวันข้างหน้า
หลังจากที่ลู่เซิ่งจากไปได้ไม่นานประตูเล็กๆ ด้านหลังตงฉิงเสวี่ยก็เปิดออก ร่างหนึ่งเดินเข้ามาจากข้างนอก
“ผู้บัญชาการ”
ตงฉิงเสวี่ยรีบลุกขึ้นยืนแสดงความเคารพต่อผู้ที่มาเยือน
อวี๋เฟยอี้พยักหน้าเล็กน้อยมองไปยังทิศทางที่ลู่เซิ่งจากไป แล้วถามว่า “ความคิดของลู่เซิ่งเป็นยังไง?”
“เป็นไปตามที่ฉันคาดการณ์ไว้หลังจากสอบเข้ามหาวิทยาลัยแล้วเขาอยากจะไปศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยศิลปะการต่อสู้มหาศักดิ์สิทธิ์...”
“เมล็ดพันธุ์อย่างเขาการที่ไม่ไปมหานครจิงตูถือเป็นการสิ้นเปลืองโดยเปล่าประโยชน์สิ่งที่ฉันอยากรู้ไม่ใช่เรื่องนั้น แต่เป็นเส้นทางในอนาคตของเขาเขาตั้งใจจะเดินไปทางไหนกันแน่?”
อวี๋เฟยอี้กล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชา“เขาจะเข้าโรงศิลปะการต่อสู้ หรือจะออกไปสนามรบ
ประเด็นนี้สำคัญมาก”
สีหน้าของตงฉิงเสวี่ยเคร่งขรึม“จากความหมายที่ลู่เซิ่งแสดงออกมาเมื่อครู่และจากสิ่งที่ฉันเข้าใจเกี่ยวกับเขา เขาน่าจะเลือกไปสนามรบ
ลู่เซิ่งไม่ใช่ผู้ฝึกศิลปะการต่อสู้สุดโต่งที่ในใจมีแต่เรื่องศิลปะการต่อสู้เท่านั้น
เขามีความผูกพัน มีห่วงเขาสนใจครอบครัวและเพื่อนฝูงของเขา...
ศิลปะการต่อสู้ของเขา คือการปกป้อง
หากผู้บัญชาการไม่เชื่อสามารถลองดูข้อมูลที่ฉันรวบรวมมาได้ค่ะ...”
กล่าวจบตงฉิงเสวี่ยก็นำข้อมูลชุดหนึ่งส่งให้อวี๋เฟยอี้
ในข้อมูลชุดนี้บันทึกเรื่องราวต่างๆที่ลู่เซิ่งได้ทำในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา
ตั้งแต่เรื่องใหญ่ๆอย่างการที่เขากลับไปฟังบทเรียนวิชาการครั้งสุดท้ายที่โรงเรียนมัธยมไป๋เหอสาขาสามไปจนถึงเรื่องเล็กๆ น้อยๆ อย่างการซื้อเครื่องกระตุ้นโลหิตราคาสามพันหยวนให้พ่อ...
มีทั้งหมดอยู่ในนั้น
อวี๋เฟยอี้พลิกดูข้อมูลเหล่านั้นอย่างคร่าวๆสีหน้าบนใบหน้าก็ค่อยๆ ผ่อนคลายลง
เขารวบรวมข้อมูลเหล่านั้น แล้วกล่าวว่า“ฉันหวังว่าความรู้สึกของเธอจะไม่ผิด
พวกที่เรียกตัวเองว่ายอดฝีมือแห่งศิลปะการต่อสู้เหล่านั้นเสวยสุขกับทรัพยากรและอำนาจจำนวนมหาศาลที่รัฐบาลมอบให้แต่กลับหดหัวอยู่ในโรงศิลปะการต่อสู้เล็กๆใช้ชื่อเสียงอันสวยหรูว่ากำลังชำระล้างจิตใจและละทิ้งความปรารถนาในแสวงหาความสุดยอดของศิลปะการต่อสู้
ไร้สาระสิ้นดี
มีพละกำลังที่แข็งแกร่งแต่กลับไม่นำออกมาใช้ ไม่สู้รบตบมือกับศัตรู ไม่ปกป้องชาติบ้านเมืองแล้วมันจะต่างอะไรกับตัวด้วงในยุ้งฉาง?
ลูกผู้ชายชาติทหารที่แท้จริงยอดฝีมือแห่งศิลปะการต่อสู้ ควรจะออกไปสู้รบกับสัตว์ประหลาดและหลั่งเลือดเพื่ออนาคตของเผ่าพันธุ์มนุษย์
หากนับจำนวนมหาศักดิ์สิทธิ์ทั้งหมดในดินแดนหลงกั๋วของเราจะมีสักกี่คนกันที่ไม่ได้ฝ่าฟันออกมาจากสนามรบ?
ศพสัตว์ประหลาดที่อยู่ใต้เท้าพวกเขาสามารถกองเป็นภูเขาได้แล้ว
เขตตะวันออกของฉันหาได้ยากยิ่งที่จะมีอัจฉริยะด้านศิลปะการต่อสู้ที่มีคุณสมบัติเป็นมหาปรมาจารย์ฉันไม่หวังว่าในท้ายที่สุด จะกลับไปอยู่ในกำแพงลึกของโรงศิลปะการต่อสู้...”
อวี๋เฟยอี้ถอนหายใจออกมาอย่างหนักหน่วงตงฉิงเสวี่ยมีสีหน้าเคร่งขรึม
...
สามวันผ่านไปอย่างรวดเร็ว
ในที่สุดก็ถึงวันพิธีรับตราสัญญาลักษณ์นายพลวีนัสอย่างเป็นทางการ
เช้าตรู่วันนั้นลู่เซิ่งก็ถูกเสียงเคาะประตูปลุกให้ตื่นมีนายทหารถือชุดทหารใหม่เอี่ยมมาส่งให้ถึงหน้าห้อง