สมมุติว่าเป็นหมิงกวงจงจริงๆ ถ้างั้น...คดีโอสถแดงที่สั่นสะเทือนวงการประวัติศาสตร์คดีนี้ จะต้องมีสิ่งที่เชื่อมโยงและบุคคลที่เกี่ยวข้องมากกว่าข้อมูลที่ถูกบันทึกไว้ตามหลักฐานทางประวัติศาสตร์อย่างแน่นอน
มีบางสิ่ง บางเนื้อหา บางบุคคล และบางช่วงเหตุการณ์หลบซ่อนอย่างเงียบงำอยู่ภายใต้น้ำหมึกปลายพู่กันในหน้าบันทึกทางประวัติศาสตร์...
จักรพรรดิหมิงกวงจงไม่ได้สวรรคตเพียงเพราะคดีโอสถแดงแต่เขาเข้าไปข้องเกี่ยวกับความลับของผู้ฝึกตนยุคโบราณเป็นเหตุการณ์ให้ถูกกระบี่เซวียนหยวนคร่าชีวิตสินะ
ความคิดนี้เพิ่งผุดขึ้นมาไม่นานก็ฝังรากลึกลงในห้วงสมองเขาทันที!
เขานั่งลูบเคราเงียบขรึม... หากเป็นแบบนี้ เขาก็พอจะสันนิษฐานได้คร่าวๆว่ากล่องจิ๋วใบนี้ต้องการจะสื่ออะไรกับเขา
ความจริงในช่วงนั้นและความลับอันยิ่งใหญ่สะท้านโลกบางอย่างความจริงที่ไม่ถูกบันทึกไว้ในหน้าประวัติศาสตร์ความลับบางอย่างที่เป็นเหตุให้เหล่าผู้ครอบครองอาวุธราชันย์ชนิดตายถูกสังหาร
นี่เป็นเพียงสมมุติฐานที่เกิดจากความคาดเดาด้วยข้อมูลที่มีสวีหยางอี้พยายามสะกดอารมณ์ความรู้สึกต่างๆ ลง สายตามองกล่องจิ๋วอย่างพินิจ
ถ้ากล่องใบนี้เป็นของจักรพรรดิหมิงกวงจงจริงๆ ก็หมายความว่า...
“คุณเกาครับ (ชื่อสมมุติ) ถ้าข้อมูลที่คุณให้เป็นเรื่องจริง!กล่องใบนี้... อาจจะเป็นกล่องที่บรรจุโอสถแดงในตอนนั้นก็เป็นได้! กล่องภาชนะใส่เม็ดโอสถสสีแดงที่เป็นเหตุให้จักรพรรดิหมิงกวงจงสวรรคต!”หลิ่วซู่เหรินมองสวีหยางอี้ด้วยสายตาเป็นประกาย ตลอดทั้งชีวิตนักโบราณคดีของเขานี่อาจเป็นสมมุติฐานที่บ้าระห่ำที่สุดของเขาแล้วเขาต้องการให้สวีหยางอี้เห็นด้วยกับสมมุติฐานของเขายิ่งนัก
แต่สวีหยางอี้ไม่ได้คลั่งไคล้ประวัติศาสตร์ขนาดนั้นเขาสนใจแค่สิ่งที่เกี่ยวข้องกับเส้นทางการฝึกตนของเขาเท่านั้น
ตอนนี้ ปริศนาแรก ‘ดูเหมือน’ จะคลี่คลายแล้ว เจ้าของกล่องจิ๋วใบนี้ตอนนี้ตัวเลือกที่เป็นไปได้ที่สุดน่าจะเป็นจักรพรรดิหมิงกวงจงแต่ว่าการสวรรคตของจักพรรดิองค์นี้ เกรงว่าคงยากจะคลี่คลาย
สายธารแห่งประวัติศาสตร์อันเหยียดยาวกำลังปกปิดอะไรอยู่กันแน่...จิตอาฆาตพันปีของจักรพรรดิหมิงกวงจงเดินทางข้ามกาลเวลามาเพื่อเลือกเขาแท้จริงแล้วมันต้องการบอกอะไรเขากันแน่?
ความลับสะเทือนสวรรค์อันเป็นเหตุให้องค์จักรพรรดิสวรรคตคืออะไรกัน?
ไม่ใช่แค่กองกำลังมนุษย์ประจำราชวงศ์...แต่เกรงว่าอาจจะมีสำนักเซียนสมัยราชวงศ์หมิงเข้าร่วมกับแผนสังหารครั้งนี้ด้วย
สวีหยางอี้ขมวดคิ้ว... อาวุธราชันย์ที่ดูเรียบง่ายความจริงกลับซุกซ่อนปมปริศนาอันยิ่งใหญ่ทุกครั้งที่ตัวเขาคิดว่าคลี่ปริศนาคลายความจริงของมันได้แล้ว ก็กลับต้องพบมุมปริศนาชิ้นใหม่อยู่ตลอด
นิ่งเงียบไปพักใหญ่ ไม่มีใครเอ่ยปากพูด กระทั่งผ่านไปอีกหลายนาทีสวีหยางอี้จึงปริปากพูด “สุดท้ายก็เป็นแค่การคาดเดา”
“แล้วตรงนี้หมายความว่าอะไร” ไม่รออีกฝ่ายพูดขึ้น เขาจึงชิงเปลี่ยนประเด็นชี้นิ้วไปที่ลวดลายอักขระตรงขอบกล่อง “มีคนบอกฉันมาว่า นี่คือประโยคข้อความ”
“ใช่ครับ มันเป็นอักษรรูปภาพ” หลิ่วซู่เหรินหายใจเข้าออกสองสามห้วงลม“ประโยคนี้หมายความว่า ‘จงไขความลับ’ ของมันครับ”
สวีหยางอี้พยักหน้า ปี้ปัวเจินเหรินไม่ได้โกหก
“คุณครับ...” หลิ่วซู่เหรินจับกล่องแน่น กล้ามเนื้อบนใบหน้าเกร็งกระตุก“ที่บอกไปเมื่อครู่ เป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งเท่านั้น...”
“กล่องใบนี้... ยังซ่อนสุดยอดปริศนาเอาไว้อีก! ต่อจากนี้สิ่งที่ผมจะบอกคือความลับของจริง!”
เมื่อพูดจบ เขาก็หยิบแผนที่ประเทศหวาซย่าผืนใหญ่ผืนหนึ่งออกมาจากนั้นก็วางกล่องจิ๋วไว้บนแผนที่ และยืนรักษาระยะห่างกับเขาประมาณหนึ่ง
หลิ่วซู่เหรินจ้องมองสวีหยางอี้สวีหยางอี้จ้องมองเบื้องหน้าอย่างไม่เข้าใจ
แผนที่ยังคงเป็นแผนที่ปกติ แต่ดูต่างจากแผนที่ปัจจุบันอยู่บ้างนอกจากนั้นก็ไม่มีอะไร... เอ๊ะ! ไม่สิ!
วินาทีต่อมา ทันใดนั้นดวงตาทั้งสองข้างของเขาเบิกกว้าง!
ใช่... ไม่มี! ไม่มีอะไรเลย!
กล่องที่ต้องแสงอาทิตย์ไม่มีเงาปรากฏขึ้นมาเลย!
“ตอนนี้เวลาสิบเอ็ดโมงห้าสิบนาที” ดวงตาหลิ่วซู่เหรินแดงเรื่อ“รออีกสิบนาที... เพียงสิบนาทีเท่านั้น!”
“หลังจากสิบนาที...คุณจะได้เห็นเรื่องปาฏิหาริย์สุดยิ่งใหญ่ของแวดวงนักโบราณคดี!”
สวีหยางอี้ยืนนิ่งไม่เอื้อนเอ่ย
เวลาสิบนาทีผ่านไปอย่างรวดเร็ว แต่เหมือนกินเวลาเป็นปีอาวุธราชันย์ชนิดเป็น หรืออาวุธจุติราชันย์ชิ้นนี้ สุดยอดวัตถุเวทมนตร์ระดับสูงของประเทศหวาซย่าที่ปรากฏทุกๆห้าพันปีชิ้นนี้ จะนำพาอะไรมา...โดยมีสวีหยางอี้ที่ทำหน้าที่เป็นผู้เปิดเผยความลับ ค่อยๆชะล้างหน้าดินตะกอนแห่งประวัติศาสตร์ที่ทับถมออกไปทีละชั้น
“ตึ้ง...” เมื่อเสียงนาฬิกาแขวนผนังดังขึ้น บ่งบอกเวลาเที่ยงตรงดวงตาของสวีหยางอี้คุวาวขึ้นมาทันที
มีบางอย่าง...
ณ เวลาเที่ยงตรงในที่สุดอาวุธราชันย์ไร้เงาที่วางอยู่บนแผนที่ก็ปรากฏเงาขึ้นมา!
แต่... กลับไม่ใช่เงาปกติ!
เป็นเข็มหนึ่งเล่ม
หรืออาจพูดได้ว่าเป็นเงารูปเข็มที่เกิดจากแสงอาทิตย์ทาบส่องไปที่ที่หนึ่ง
“นี่คือนาฬิกาแดด!” ร่างของหลิ่วซู่เหรินสั่นจากความตื่นเต้น“นาฬิกาแดดที่ปรากฏเข็มเงาเฉพาะเวลาเที่ยงตรง!”
“คุณสังเกตเห็นหรือไม่ แผนที่ที่ผมให้ดูกับแผนที่ในปัจจุบันมีบางอย่างไม่เหมือนเดิม” หลิ่วซู่เหรินชี้นิ้วไปที่ที่หนึ่ง“นี่คือ... แผนที่ในยุคราชวงศ์หมิง!”
สวีหยางอี้มองตามไป ที่นั่นไม่ได้เขียนว่ามณฑลหลงซู่ แต่เขียนว่าแคว้นฉิน[1]
เขาลูบพื้นที่ตรงนั้น นิ่งเงียบลงไปสักพักก่อนเอ่ยถาม“นี่มันหมายความว่าอย่างไร?”
“คุณเกาครับ...นี่หมายความว่าที่แห่งนั้นซุกซ่อนความลับบางอย่างเอาไว้อยู่!”หลิ่วซู่เหรินมองแผนที่ด้วยดวงตาแดงก่ำ “เป็นวิธีที่จักรพรรดิสมัยก่อนหน้าใช้สื่อสารกับคนยุคหลังๆ! และความลับนี้มีเพียงผู้พิเศษเท่านั้นที่จะได้เห็นมัน!ซึ่งเขาคนนั้นห้ามแพร่งพรายเรื่องนี้บอกใคร! แม้กระทั่งลูกหลานของตัวเอง!”
แววตาของสวีหยางอี้ลุ่มลึกลง เขาหยิบอาวุธราชันย์ขึ้นมาอย่างเงียบๆและเก็บมัน จากนั้นก็นั่งลงเงียบๆ ไม่พูดอะไร
อาวุธราชันย์บอกเขาว่าให้ไปที่นั่นงั้นเหรอ?
ที่นั่นซ่อนอะไรเอาไว้กันแน่?
ที่นั่น...เกี่ยวข้องอะไรกับสังคมผู้ฝึกตนยุคโบราณที่ซ่อนอยู่ภายในหน้าประวัติศาสตร์?
ความคิดมากมายจู่จับเข้ามาในห้วงสมองเขาเข็มเงาของนาฬิกาแดดชี้ตรงไปที่มณฑณหลงซู่ หรือแคว้นฉินในยุคโบราณ...ผ่านไปเพียงไม่กี่วิฯ สวีหยางอี้ก็ตัดสินใจบางอย่างขึ้นทันที
จะต้องไปสำรวจที่นั่นให้ได้!
ความสำเร็จมักเกิดจากรายละเอียดเพียงเล็กน้อยความร่ำรวยมักเกิดจากความเสี่ยงอันน้อยนิดคล้ายเบาะแสที่เกี่ยวข้องกับอาวุธราชันย์คือเส้นใยข้ามกาลเวลาที่ชักนำให้เขาเข้าไปสำรวจค้นหาและคลี่คลายความลับที่ถูกกลบด้วยฝุ่นตะกอนของประวัติศาสตร์
ภายในอก เลือดลมเดือดพล่านร้อนผ่าวเขารู้ดีว่านี่คือความรู้สึกของความกระหาย
“มีเท่านี้เหรอ?” ผ่านไปหลายวินาทีสีหน้าของสวีหยางอี้กลับมาเป็นปกติ เขาเห็นหลิ่วซู่เหรินคลี่ยิ้ม “ยังมีอีกไหม?”
“ยังมีอีกครับ...” หลิ่วซู่เหรินละล่ำละลัก และไอกระแอมอย่างเคอะเขิน“ถ้า... คุณเกาต้องการไปสำรวจที่นั่น... เอ่อ หวังว่า... อืม...หวังว่าคุณจะพาผม...”
สวีหยางอี้คลี่ยิ้มส่ายหน้า
“คุณเกา!” หลิ่วซู่เหรินไม่อยากเชื่อ เพราะเขาวิเคราะห์ของชิ้นนี้มาสองปีเต็มแล้วทำไมไม่คิดจะพาตัวเองไปด้วย
“เตรียมคำสั่งเสียไว้ได้เลย” สวีหยางอี้หุบยิ้ม “แม้ฉันไม่รู้ว่านายเป็นใครแต่ว่านายเล่นผิดคนแล้ว”
“คุณเกา ผมไม่แน่ใจว่าคุณกำลังพูดอะไรอยู่”หลิ่วซู่เหรินมองสวีหยางอี้อย่างแปลกใจ “ต่อให้คุณไม่อยากให้ผมไปด้วยก็ไม่จำเป็นต้องพูดถึงขนาดนี้...”
เวลานี้ ดวงตาของสวีหยางอี้ปะทุจิตสังหารขึ้นมาอย่างท่วมท้น “งั้นเหรอ?”
“ยังจำที่ฉันจับมือนายก่อนหน้านี้ได้หรือไม่?”
“ฉันกังวลว่านายจะถูกคนหลอกใช้ ดังนั้นฉันจึงทำอะไรบางอย่างที่แขนนาย”เขาจ้องมองหลิ่วซู่เหรินอย่างไม่ละสายตา “ฉันใช้พลังจิตไป หรือพูดง่ายๆก็คือมันสามารถตรวจสอบร่างกายของนายว่ามีร่องรอยพลังจิตของคนอื่นแฝงอยู่หรือไม่”
“คุณกำลังพูดอะไร...”
สวีหยางอี้แสยะยิ้มพล่างส่ายหัว “คำตอบคือไม่มีแต่บนตัวของนายมีเพียงพลังจิตของตัวเอง ซึ่งหมายความว่า...”
เขาสบตาหลิ่วซู่เหรินโดยตรง “นายเป็นผู้ฝึกตน”
คำพูดยืนยันหนักแน่นปราศจากข้อความสงสัยแม้แต่น้อย
หลิ่วซู่เหรินไม่พูดอะไร และได้แต่ถอนหายในเสียงแผ่ว
“นอกจากนี้ ที่สำคัญที่สุดก็คือ...” สวีหยางอี้ยกนิ้วขึ้นมาส่ายไปมา“นายโชคไม่ดีเอาเสียเลย เพราะฉันเปิดประสาทสัมผัสของตัวเองไปเรียบร้อยแล้ว และยังสามารถกางอาณาเขตพลังจิตได้กว้างกว่าผู้ฝึกตนทั่วไปหลายเท่าตัว”
รอยยิ้มเสี้ยวสุดท้ายบนใบหน้าของหลิ่วซู่เหรินเลือนหาย
“ที่นี่ นอกจากฉันแล้ว มีทั้งหมดเจ็ดคน”
“ตำรวจห้าคนและนาย รวมเป็นหก” สวีหยางอี้จ้องตาเขาพูด“ตั้งแต่เดินเข้าประตูมา ฉันก็เริ่มหาคนที่เจ็ดว่าอยู่ที่ไหน และแล้วฉันก็เจอแล้ว”
“ห้องใต้ดินลึกลงไปสองเมตร มีอีกหนึ่งคนที่กำลังนอนอยู่บนเตียง และคนๆนั้นก็ไม่ได้ขยับตัวแม้แต่น้อย ฉันจะสรุปแบบนี้ได้หรือไม่...”มือของสวีหยางอี้มีเปลวไฟเร่าร้อนปะทุขึ้นมา “หลิ่วซู่เหรินตัวจริง ไม่สิศพของหลิ่วซู่เหรินตัวจริงอยู่ที่นั่น และนายก็รับบทเป็นหลิ่วซู่เหรินเสียเอง”
“ฉันต้องขอยอมรับเลยว่าฝีมือการแสดงของนายแยบยลมากแต่น่าเสียดายที่ฉันรู้ตั้งแต่แรกแล้วว่านายเป็นผู้ฝึกตน”
--------------------------------------------------------------------------------
[1] แคว้นฉิน หรือรัฐฉินเป็นชื่อแคว้นในยุคแห่งสงครามแว่นแคว้น (ยุครณรัฐ)เป็นยุคที่ประเทศจีนแตกออกเป็นแคว้นย่อยๆ กระจายไปทั่ว ต่างคนต่างปกครองตัวเอง