
แสงอาทิตย์ยามเช้าสาดส่องผ่านรอยแยกของม่านหน้าต่าง ตกกระทบบนใบหน้าหล่อเหลาที่ดูซีดเซียวเล็กน้อยของหลี่เฟิ่งเหลียน โอรสเทพในร่างมนุษย์ขยับเปลือกตาขึ้นอย่างช้า ๆ ความรู้สึกแรกที่จู่โจมเข้ามาไม่ใช่ความสดชื่นของปราณเซียนยามเช้า แต่เป็ความรู้สึกหนักราวกับมีหินนับพันชั่งทับอยู่บนหน้าอก
‘นี่น่ะหรือ... ร่างกายของพวกมนุษย์’ เฟิ่งเหลียนคิดพลางพยายามจะขยับแขนขวา แต่กลับพบว่ามันเหน็บชาจนไร้ความรู้สึก ‘ห่วยแตกสิ้นดี แค่นอนทับแขนตัวเองคืนเดียว พลังชีวิตก็ไหลเวียนไม่ได้แล้วรึ?’
เขานอนมองเพดานไม้หยาบ ๆ อยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะสูดลมหายใจเข้า... และนั่นคือความผิดพลาดครั้งใหญ่
“กะ... กลิ่นอันใดเนี่ย!” เฟิ่งเหลียนเด้งตัวลุกขึ้นนั่งพลางอุดจมูกทันควัน
เขาก้มลงมองสำรวจร่างกายตัวเอง เสื้อผ้าชุดเดิมที่ใส่เมื่อคืนบัดนี้เปื้อนไปด้วยคราบน้ำแกง คราบเหงื่อไคล และกลิ่นสุราที่ตกค้างจากการอาเจียนเมื่อคืน กลิ่นมันช่างรุนแรงและเหม็นคาวจนเซียนผู้รักความสะอาดอย่างเขาแทบจะสลบไปอีกรอบ
บน์ กายทิพย์ของเขานั้นบริสุทธิ์ผุดผ่อง ไม่เคยต้องอาบน้ำ ไม่เคยมีเหงื่อไคล เพียงแค่สะบัดมือเบา ๆ ละอองธุลีก็หายวับไปสิ้น แต่ร่างนี้... ร่างมนุษย์นี้มันคือซากศพเดินได้ชัด ๆ
“ผู้ใดก็ได้! เข้ามาหาข้าเดี๋ยวนี้!” เขาะโเรียกเสียงหลง
ประตูห้องเปิดโพล่งออกมาทันที บ่าวรับใช้สองคนวิ่งหน้าตื่นเข้ามา “คุณชายสาม! เกิดอะไรขึ้นเ้าคะ! เจ็บที่ใดหรือเ้าคะ!”
“ไปเอาถังน้ำมา! เอาดอกไม้หอม ๆ เอาสบู่... เอ๊ย เอาขี้ผึ้งหอมมาให้ข้าด้วย! ข้าชักจะทนกลิ่นตัวเองไม่ไหวแล้ว!” เฟิ่งเหลียนสั่งพลางทำท่าจะอาเจียนอีกรอบ
“เอ่อ... คุณชายเ้าคะ ปกติท่านไม่ชอบอาบน้ำยามช้านี่นาเ้าคะ ท่านบอกว่ามันเปลืองเวลาท่านไปหอนางโลม...” บ่าวรับใช้ทำหน้ากังขา
เฟิ่งเหลียนถลึงตาใส่ “นั่นมันข้าคนเก่า! ตอนนี้ข้าจะอาบแล้ว! ไปหามาเดี๋ยวนี้!”
บ่าวไพร่รีบวิ่งวุ่นไปเตรียมน้ำร้อนทันที ระหว่างที่รอ เฟิ่งเหลียนพยายามจะลุกขึ้นจากเตียงเพื่อยืดเส้นยืดสาย แต่ความผิดปกติบางอย่างในช่องท้องกลับทำให้เขาชะงักกึก
มันเป็ความรู้สึกปั่นป่วน... บีบคั้น... และหนักอึ้งที่่ล่างอย่างที่ไม่เคยเป็มาก่อน
‘นี่มัน... พลังมารโจมตีข้าตอนหลับงั้นหรือ?’ เฟิ่งเหลียนขมวดคิ้วแน่น เขารีบโคจรพลังเซียน (ที่เหลืออยู่น้อยนิดเท่าเส้นผม) ไปตรวจสอบที่ท้อง ‘มิใช่... มิมีไอมาร แต่นี่มันคือสิ่งใดกันนะ... ทำไมข้าถึงรู้สึกเหมือนลำไส้ของข้ากำลังจะแตก!’
เขาพยายามนึกทบทวนความทรงจำของเ้าของร่างเดิม และแล้ว... ความจริงอันโหดร้ายก็ปรากฏขึ้น
‘การขับถ่าย...’
ดวงตาของโอรสเทพเบิกกว้างด้วยความสยดสยอง
‘อย่าบอกนะว่าข้าต้อง... ต้องทำเื่ต่ำต้อยเช่นนั้นน่ะ!’
บน์ เทพเซียนหล่อเลี้ยงร่างกายด้วยไอทิพย์และน้ำค้างบริสุทธิ์ สิ่งที่กินเข้าไปจะถูกแปรสภาพเป็พลังงานจนหมดสิ้น ไม่เคยมีคำว่ากากอาหารอยู่ในพจนานุกรมของเขา แต่ตอนนี้... ลำไส้ของมนุษย์หลี่เฟิ่งเหลียนกำลังประท้วงอย่างรุนแรงว่า ‘ไอ้สุราสามไหกับของกับแกล้มเมื่อคืน มันต้องหาทางออกแล้วนะ!’
“ห้องสุขา... ห้องสุขาอยู่ไหน!” เฟิ่งเหลียนถามบ่าวชายด้วยหน้าตาที่บิดเบี้ยว
“ทางนี้ขอรับคุณชาย! เดี๋ยวข้าน้อยนำไป!”
บ่าวชายพาคุณชายสามวิ่งกะเผลก ๆ ไปหลังจวน เฟิ่งเหลียนภาวนาในใจว่าขอให้ห้องสุขาของมนุษย์มันดูดีกว่าที่เขาคิด แต่พอไปถึง...
เขาก็อยากจะะโกลับขึ้น์ไปรับโทษเสียเดี๋ยวนี้เลย!
มันคือห้องเล็ก ๆ แคบ ๆ ที่มีเพียง ‘ถังไม้’ ใบใหญ่ตั้งอยู่ใต้หลุมไม้ กลิ่นที่โชยออกมานั้นรุนแรงยิ่งกว่ากรงสัตว์อสูรในนรกขุมที่แปดเสียอีก และที่สำคัญที่สุด... ที่วางอยู่ข้าง ๆ คือ ‘ไม้ไผ่ที่เหลาจนเรียบ’
“นั่น... สิ่งนั้นเอาไว้ทำอันใด?” เฟิ่งเหลียนชี้ไปที่ไม้ไผ่ด้วยนิ้วที่สั่นเทา
“อ้าว ก็เอาไว้ ‘ปาด’ อย่างไรเล่าขอรับคุณชาย ปกติท่านก็ใช้อยู่นี่นา หรือวันนี้อยากได้ผ้าขี้ริ้วแทนหรือขอรับ?” บ่าวชายตอบหน้าซื่อ
เฟิ่งเหลียนอยากจะกรีดร้องให้ก้องโลกมนุษย์! ‘ปาดงั้นรึ? ใช้ไม้ไผ่นี่เนี่ยนะ? ข้าคือโอรสแห่งมหาเทพนะ! ก้นของข้าสูงส่งกว่าดวงดาวบนท้องฟ้าทั้งหมดเสียอีก จะให้ข้าจะเอาไม้ไผ่นี่มาปาดงั้นหรือ... โอ๊ยยยย ไม่ไหวแล้ว!’
แต่แล้วเสียงประท้วงในท้องก็ชนะทุกอย่าง เฟิ่งเหลียนจำใจต้องเข้าไปในห้องนั้นด้วยน้ำตาคลอเบ้า เขาใช้เวลาอยู่ในนั้นนานเกือบครึ่งชั่วยาม พร้อมกับส่งเสียงสบถสาปแช่งมหาเทพ ที่ทำให้เขานึกอยากลองลงมาเกิดเป็มนุษย์
‘จ้าวิ... ไอ้ฮ่องเต้จ้าวิ... ข้าขอสั่งให้เ้าเปลี่ยนระบบสุขาทั้งแผ่นดินเดี๋ยวนี้! ถ้าข้าต้องใช้ไม้ไผ่ปาดก้นอีกแม้แต่วันเดียว ข้าจะเสกให้วังของเ้ากลายเป็ส้วมสาธารณะจริง ๆ ด้วย!’ เขาสาบานในจิตอย่างอาฆาต
หลังจากผ่านศึกหนักในห้องสุขามาได้ เฟิ่งเหลียนก็ถูกบ่าวไพร่ลากมาอาบน้ำชำระกาย กลิ่นหอมของน้ำอบดอกมะลิช่วยกอบกู้จิติญญาของเขากลับมาได้บ้าง เขามองดูเงาตัวเองในคันฉ่องทองเหลือง
ใบหน้าของหลี่เฟิ่งเหลียนนั้นนับว่าหล่อเหลาเอาการ คิ้วกระบี่พาดเฉียง ดวงตาเรียวหงส์ที่มีเสน่ห์ดึงดูด (ซึ่งตอนนี้ดูเ้าเล่ห์กว่าเดิมเพราะมีิญญาเทพเข้าสิง) จมูกโด่งรั้นที่บ่งบอกถึงความเอาแต่ใจ แต่ผิวพรรณกลับดูซีดเซียวและมีรอยคล้ำใต้ตาเพราะการเที่ยวกลางคืนสะสมมานาน
‘หน้าตาดีนะเนี่ย... เสียดายที่ร่างกายนี้มันเหมือนคนใกล้ตายชัด ๆ’ เฟิ่งเหลียนลองขยับกล้ามเนื้อแขน ‘พละกำลังเท่ามดตะนอย พลังปราณก็ไม่มี ลมหายใจก็สั้น... จ้าวิ เ้าปล่อยให้แผ่นดินนี้มีคนอ่อนแอเช่นนี้อยู่ได้อย่างไรกัน’
เขาลองรวบรวมพลังเซียนอีกครั้ง คราวนี้เขาพยายามจะเสก ‘น้ำทิพย์’ ออกมาเพื่อบำรุงผิวพรรณ
ฟึ่บ!
ควันที่ปลายนิ้วลอยออกมาเพียงนิดเดียว พร้อมกับหยดน้ำใส ๆ เล็กเท่าเมล็ดถั่วเหลืองหนึ่งหยดที่ร่วงแปะลงบนมือ
“...แค่เท่านี้เองหรือ?” เฟิ่งเหลียนอ้าปากค้าง “พลังเทพเซียนของข้า เหลือแค่เสกน้ำตาตั๊กแตนได้หยดเดียวเนี่ยนะ!”
เขาลืมไปว่าโลกมนุษย์มีกฎเกณฑ์ที่เข้มงวด ยิ่งเขาไม่ได้ลงมาจุติตามวิถีปกติ แต่แอบหนีลงมา พลังส่วนใหญ่จึงถูก์ผนึกไว้เพื่อไม่ให้สมดุลโลกพังพินาศ ตอนนี้เขาจึงมีพลังแค่เพียงหนึ่งในล้านของร่างจริงเท่านั้น
“ช่างเถิด... แค่เท่านี้ก็เพียงพอจะตบฮ่องเต้ให้คว่ำได้อยู่... มั้ง”
“หลี่เฟิ่งเหลียน! เ้ามัวแต่แต่งตัวประทินโฉมหาสาวสกุลไหนอยู่! ออกมาเดี๋ยวนี้นะ!”
เสียงะโอันทรงพลังของเสนาบดีหลี่ดังทะลุประตูห้องเข้ามา เฟิ่งเหลียนสะดุ้งเล็กน้อย ก่อนจะเบ้ปาก กรอกตาใส่บานประตู เขาสวมชุดผ้าไหมสีเขียวอ่อนดูเรียบหรูแต่แฝงความขี้เล่น รวบผมครึ่งหัวด้วยรัดเกล้าเงิน ท่าทางดูเหมือนคุณชายสูงศักดิ์ที่พร้อมจะไปทำเื่งามหน้าได้ทุกเมื่อ
เขาเปิดประตูเดินออกมา พบกับเสนาบดีหลี่ที่สวมชุดขุนนางเต็มยศ ใบหน้าแดงก่ำด้วยความโกรธ (และอาจจะความอับอายที่นอนไม่หลับทั้งคืน) ในมือยังคงถือไม้เท้าเ้ากรรมอันเดิม
“มาแล้ว ๆ ท่านพ่อ จะรีบไปไยกัน ฝ่าายังไม่ตื่นจากบรรทมหรอกขอรับ” เฟิ่งเหลียนเอ่ยอย่างอารมณ์ดี
“บังอาจ! เ้ากล้าล่วงเกินฝ่าางั้นรึ!” เสนาบดีหลี่แทบจะฟาดไม้เท้าใส่ “ฝ่าาทรงตื่นมาอ่านฎีกาั้แ่ยามโฉ่ว (01.00 - 02.59 น.) แล้ว มีแต่เด็กเหลือขออย่างเ้านี่แหละ ที่วัน ๆ เอาแต่นอนกินบ้านกินเมือง!”
“อ้อ... ขยันจริงนะจ้าวิ” เฟิ่งเหลียนพึมพำ
“เ้าว่ากระไรนะ?”
“เปล่าขอรับ... ข้าบอกว่า ดีจริง ๆ ที่แผ่นดินนี้มีฮ่องเต้ขยันเช่นนี้” เฟิ่งเหลียนยิ้มกว้าง ยิ้มที่ทำให้เสนาบดีหลี่รู้สึกแปลก ๆ อีกแล้ว... มันดูเหมือนยิ้มของผู้ใหญ่ที่กำลังชมเด็กน้อยที่ทำความดี
“หุบปาก! แล้วตามข้ามา! วันนี้ข้าจะพาเ้าไปคุกเข่ากลางท้องพระโรง ข้าจะขอให้ฝ่าาส่งเ้าไปใช้แรงงานที่ชายแดน หรือไม่ก็ขังลืมในคุกหลวงไปเลย สกุลหลี่จะได้สะอาดขึ้นมาบ้าง!”
เสนาบดีหลี่ลากคอเสื้อลูกชาย (ซึ่งเฟิ่งเหลียนยอมให้ลากแต่โดยดีเพราะี้เีเดินเอง) ไปที่รถม้าหน้าจวน ฮูหยินหลี่ยืนร้องไห้อยู่ที่ประตูจวนพลางโบกมือหย็อย ๆ
“อาเหลียน! อย่าเถียงฝ่าานะลูก! ยอม ๆ ท่านไปเถอะ!”
เฟิ่งเหลียนโบกมือตอบ “ไม่ต้องห่วงนะขอรับท่านแม่! ข้าจะไปดูเสียหน่อยว่า... ‘เก้าอี้ั’ มันนุ่มสู้เตียงหยกที่จวนเราได้หรือไม่!”
เสนาบดีหลี่แทบจะจับลม รีบจับยัดลูกชายเข้ารถม้าแล้วปิดประตูดังปัง!
ภายในรถม้าที่กำลังมุ่งหน้าสู่พระราชวัง
เฟิ่งเหลียนนั่งพิงเบาะนุ่ม ๆ อย่างสบายอารมณ์ เขามองดูสองข้างทางที่เต็มไปด้วยร้านค้าและผู้คน แววตาของเขาสะท้อนความกระหายใคร่รู้
‘อืม... นั่นเรียกว่าหมูย่างสินะ กลิ่นหอมใช้ได้เลย... ส่วนนั่นคือถังหูลู่? สีแดงสวยดีแฮะ’
ขณะที่เขากำลังเพลิดเพลิน เสนาบดีหลี่ที่นั่งฝั่งตรงข้ามกลับจ้องมองเขาไม่วางตา
“เฟิ่งเหลียน... เ้าดูเปลี่ยนไปนะ” เสนาบดีหลี่เอ่ยเสียงเรียบ แต่แววตาเต็มไปด้วยความระแวง
เฟิ่งเหลียนหันมาเลิกคิ้ว “เปลี่ยนไปอย่างไรหรือขอรับ?”
“ปกติเ้าจะต้องร้องไห้โฮ อ้อนวอนขอความเมตตาจากข้า หรือไม่ก็พยายามะโหนีจากรถม้าออกไปแล้ว... แต่นี่เ้ากลับนั่งนิ่ง ราวกับกำลังจะไปเที่ยวเล่นเสียอย่างนั้น” เสนาบดีหลี่ขมวดคิ้ว “หรือว่าเหล้าัพ่นไฟนั่นจะทำให้หัวของเ้ากระทบกระเทือนจนเสียสติไปแล้ว?”
เฟิ่งเหลียนหัวเราะเบา ๆ เสียงหัวเราะนั้นฟังดูกังวานและไพเราะอย่างประหลาด “ท่านพ่อ... บางทีคนเราตายไปรอบหนึ่ง ก็อาจจะบรรลุสัจธรรมก็ได้นะขอรับ ข้าแค่รู้สึกว่า... การกลัวในสิ่งที่ยังมาไม่ถึงนั้นเป็เื่เสียเวลา และอีกอย่าง... ฝ่าาก็ไม่ใช่คนใจร้ายใจดำขนาดนั้นเสียหน่อย”
‘ใช่สิ... จ้าวิน่ะหรือจะกล้าใจร้ายกับข้า? ข้าเคยเอาน้ำล้างเท้าสาดใส่มันตอนมันหลับ มันยังไม่กล้าร้องสักแอะเลย’
“เ้าไปรู้จักฝ่าาดีขนาดนั้นั้แ่เมื่อใดกัน!” เสนาบดีหลี่ดุ “ฝ่าาทรงเป็โอรส์ มีรัศมีเทพคุ้มครอง มนุษย์เดินดินอย่างเราเพียงแค่สบตาก็ต้องก้มหน้าด้วยความเกรงในพระบารมีแล้ว เ้ามันก็แค่หนอน แค่แมลง อย่าได้ริอาจไปตีตนเสมอ!”
รัศมีเทพงั้นรึ? เฟิ่งเหลียนเกือบจะหลุดขำออกมาแรง ๆ
‘ไอ้แสงสีทองอ่อน ๆ ที่ออกมาจากตัวจ้าวิน่ะหรือรัศมีเทพ? บน์นั่นคือระดับเซียนเฝ้าประตูเท่านั้นแหละท่านพ่อเอ๊ย!’
รถม้าเริ่มชะลอตัวลงเมื่อเข้าสู่เขตพระราชวังชั้นใน เสียงฝีเท้าของทหารยามที่สวมเกราะเหล็กดังกังวานดูน่าเกรงขาม เสนาบดีหลี่ลงจากรถม้าด้วยท่าทางสง่างามและสำรวม ก่อนจะดึงตัวเฟิ่งเหลียนลงมา
“จำไว้... หากเข้าไปในนั้นแล้ว อย่าเงยหน้าสุ่มสี่สุ่มห้า ฝ่าาถามคำถามไหนก็ตอบแค่คำถามนั้น ห้ามพูดจายอกย้อนเด็ดขาด!” เสนาบดีหลี่กระซิบกำชับหน้าเขียวหน้าเหลือง
เฟิ่งเหลียนแสร้งพยักหน้าส่ง ๆ “ขอรับ ๆ ท่านพ่อ ข้าจะเจียมตัวที่สุดเลยขอรับ”
สองพ่อลูกเดินผ่านประตูพระราชวังที่สูงตระหง่าน เฟิ่งเหลียนเงยหน้ามองหลังคาสีทองอร่ามที่สะท้อนแสงแดด เขาเริ่มััได้ถึงกลิ่นอายของพลังเซียนเบาบางที่ปกคลุมวังแห่งนี้ไว้ มันเป็พลังที่คุ้นเคย... พลังของจ้าวิ
และในขณะเดียวกัน เขาก็ััได้ถึงอีกพลังหนึ่ง...
มันเป็พลังที่แข็งแกร่ง ดุดัน และเต็มไปด้วยไอสังหารที่คมกริบราวกับกระบี่ พลังนี้ไม่ได้มาจาก์ แต่มันคือพลังของมนุษย์ที่ผ่านการฆ่าฟันมานับไม่ถ้วนจนจิติญญาแกร่งกล้า
‘หืม... แม่ทัพผู้นั้นสินะ’ เฟิ่งเหลียนหรี่ตาลง มองไปยังร่างสูงใหญ่ในชุดเกราะสีดำทมิฬที่ยืนนิ่งอยู่หน้าทางเข้าท้องพระโรง
แม่ทัพใหญ่เว่ยเจา ชายผู้ที่ฮ่องเต้จ้าวิส่งกระแสจิตมาฟ้องเขาบ่อย ๆ ว่า ‘น่ากลัวและเคร่งครัดจนฝ่าาอย่างเขาอยากจะหนีไปบวช’
เฟิ่งเหลียนยิ้มกริ่มในใจ
‘ดูท่าว่าการมาท้องพระโรงวันนี้ จะไม่ได้มีแค่เื่ตลกของฮ่องเต้เสียแล้วสิ... แม่ทัพผู้นี้ น่าสนใจกว่าที่คิดแฮะ’