พิชิตภพสยบสวรรค์ ภาค2 สุสานราชันไร้พ่าย

    ตอนที่ 9 สองปีที่หายไปของเจิ้นเทียน

    “เจ้า..เจ้าจำเรื่องราวนี้ได้?” เฝิงหวงอุทานขึ้นอย่างตกใจ นี่เป็นปริศนาที่ไม่มีผู้ใดล่วงรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น แต่นักพรตเบื้องหน้าของนาง กลับเป็นผู้เดียวที่จำเหตุการณ์ได้ ในช่วงชีวิตของคนเรานั้นมีคำว่าโชคชะตาและพรหมลิขิต โชคชะตาอาจทำให้ชีวิตเราเปลี่ยนได้จากหน้ามือเป็นหลังมือทั้งดีและร้าย ส่วนพรหมลิขิตมักเกี่ยวข้องกับผู้คนที่เราล้วนได้พบพาน แท้จริงแล้ว นักพรตชราไป๋ลู่และเม่ยหลิงนั้นเคยได้พบกับเจิ้นเทียนมาก่อน ที่ตลาดหุบเขาเลือด ตอนนั้นเจิ้นเทียน อู๋ต้าและมู่ปิงได้ปลอมตัวเป็นกลุ่มนักพรตปลอมเพื่อหลอกขายของ ใครจะคิดว่าสมบัติวิญญาณที่ไป๋ลู่ตามหาจะอยู่กับเจิ้นเทียนและเพื่อนๆ และสมบัติวิญญาณที่ว่านั้นก็คือนักกระเรียนไม้แกะสลักที่มอบให้กับเฝิงหวงนั่นเอง หลังจากวันนั้น นักพรตชราไป๋ลู่และเม่ยหลิงก็ไปทำภารกิจของชนเผ่านิกายต่อ พร้อมกับหาคู่บำเพ็ญเพียรให้กับเม่ยหลิง เม่ยหลิงนั้นเป็นเด็กกำพร้า เมื่อยังเป็นทารกนางถูกไป๋ลู่พบที่ป่าแห่งหนึ่ง ไป๋ลู่รู้สึกถูกชะตากับทารกหญิงผู้นี้ จึงพากลับมาที่นิกาย และดูแลนางเหมือนลูกสาว เมื่อเม่ยหลิงอายุได้ห้าขวบไป๋ลู่ก็พบว่าเม่ยหลิงมีร่างปราณพิสุทธิ์ที่หายาก ร่างปราณพิสุทธิ์นี้มีพลังปราณมหาศาล แต่ผู้ที่เป็นเจ้าของร่างจะไม่สามารถใช้พลังปราณนี้ได้ จนกว่าจะได้ผู้ที่มีร่างกายพิเศษที่แข็งแกร่งมาเป็นคู่บำเพ็ญเพียร จึงจะสามารถใช้ได้ 
    ในอดีตเคยมีผู้ฝึกตนด้วยร่างปราณพิสุทธิ์แล้วเลื่อนระดับจากนักรบฝึกหัดเป็นหัวหน้านักรบขั้นปลายได้ภายในหนึ่งวัน ความลับนี้หากผู้ใดล่วงรู้เกรงว่าจะชีวิตของเม่ยหลิงจะอยู่ในอันตราย ไป๋ลู่จึงกำชับเม่ยหลิงว่าห้ามเปิดเผยเรื่องนี้กับผู้ใด และเพียรเสาะแสวงหาคู่บำเพ็ญเพียรที่เหมาะสม เพราะหากเม่ยหลิงอายุครบสิบห้าปีแล้วยังไม่มีคู้บำเพ็ญเพียร พลังของร่างปราณพิสุทธิ์จะระเบิดออกและทำให้นางเสียชีวิต ขณะที่เหลือเวลาไม่นาน ก่อนที่เม่ยหลิงจะอายุครบสิบห้าปี ไป๋ลู่ก็ได้ยินข่าวการประลองศิษย์สายในของนายน้อยแห่งชนเผ่านิกายปราชญ์สวรรค์ เขาและเม่ยหลิงจึงมาชมการต่อสู้ และหากพบว่ามีผู้ที่เหมาะสมก็จะแอบติดต่อแล้วเล่าเรื่องร่างปราณพิสุทธิ์ของเม่ยหลิง ด้วยหน้าตาของเม่ยหลิงที่ดูน่ารักถือเป็นสาวงามผู้หนึ่ง รวมถึงการได้ครอบครองพลังปราณมหาศาล เขาคาดว่าน่าจะไม่มีผู้ใดปฎิเสธ ในวันประลองขณะที่มีการระเบิดครั้งสุดท้าย จนผู้คนไม่สามารถจำเหตุการณ์ได้นั้น นกกะเรียนไม้แกะสลักที่ซื้อมาจากพวกของเจิ้นเทียนก็เปล่งแสงป้องกันเขาไว้ ทำให้ความทรงจำทั้งหมดไม่ถูกลบไปเหมือนคนอื่น หลังเหตุการณ์จบลง ไป๋ลู่ก็แปลกใจที่ไม่มีผู้ใดจำเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้ แม้แต่ตัวของเม่ยหลิงที่อยู่ข้างๆเขา “อาจารย์ข้าจำไม่ได้จริงๆ เห็นทั้งคู่ขึ้นเวทีแล้วก็หายไปพร้อม กับเวทีที่ถูกทำลายตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้” เม่ยหลิงบอกกับไป๋ลู่ถึงเหตุการณ์เหมือนกับคนอื่นๆ ไป๋ลู่เก็บความลับของเรื่องราวในวันนั้นไว้ตลอด จนกระทั่งสองวันต่อมาหลังเกิดเหตุการณ์ปริศนา ขณะที่เขาและเม่ยหลิงกำลังเดินทางด้วยการเหยียบบนอาวุธวิเศษนั้น จู่ๆนกกระเรียนไม้แกะสลักที่เก็บไว้ก็เปล่งแสง แสงนั้นถูกรวบรวมจนกลายเป็นร่างของนกกระเรียนที่โปร่งแสงบินนำไป๋ลู่และเม่ยหลิงไปทางทิศเหนือ “เกิดอะไรขึ้น เหตุใดสมบัติวิญญาณชิ้นนี้จึงกลายร่างเป็นนกกระเรียนได้ หรืออาจเป็นลิขิตสวรรค์บางอย่าง” ไป๋ลู่วิเคราะห์เหตุการณ์แล้วพาเม่ยหลิงตามนกกระเรียนตัวนั้นทันที นกกระเรียนที่โปร่งแสงนั้นนำทางไปครึ่งวัน สุดท้ายก็พาไป๋ลู่และเม่ยหลิงมาที่ถ้ำแห่งหนึ่งที่มีขนาดไม่ใหญ่มาก ก่อนหายเป็นลำแสงกลับเข้าไปในไม้แกะสลักเช่นเดิม ทั้งสองตัดสินใจค่อยๆเดินเข้าถ้ำอย่างระมัดระวังตัว  ด้วยความอยากรู้ว่ามีสิ่งใดอยู่ภายในถ้ำ ไม่นานสายตาของทั้งคู่ก็พบกับร่างของชายหนุ่มผู้หนึ่ง ที่นอนนิ่งไม่ได้สติอยู่บนแท่นหิน ชายหนุ่มผู้นี้ผมเผ้ายุ่งเหยิง ตัวเล็กผอม ดูไร้เรี่ยวแรง เสื้อผ้าขาดวิ่น แต่เนื้อตัวกลับไร้รอยแผล ใบหน้านั้นมอมแมม แต่ยังดูมีเค้าโครงหน้าที่ดูดี “อาจารย์เขาเป็นคนหรือว่าผี?” เม่ยหลิงมองชายหนุ่มเบื้องหน้าด้วยความหวาดระแวง ไป๋ลู่ไม่สนใจ เดินหน้าเข้าไปพร้อมตรวจดูชีพจรทันที “ชีพจรยังเต้นอยู่ แม้จะดูยังสับสน แต่เขายังไม่ตายแน่นอน” ไป๋ลู่พูดขึ้นหลังตรวจสอบแล้ว “เขาคือเป้าหมายที่ร่างจำแลงของนกกระเรียนพาพวกเรามาหรือเปล่า ” เม่ยหลิงถามอาจารย์ของนางด้วยความสงสัย
    “ทุกคนมีโชคชะตาและพรหมลิขิต การได้พบกับชายหนุ่มผู้นี้คงเป็นพรหมลิขิตของพวกเรา ซึ่งน่าแปลกว่าเหตุใดข้าถึงรู้สึกว่าคุ้นเคยกับเขา” ไป๋ลู่ขมวดคิ้วถึงบางอย่างที่คุ้นเคย “อาจารย์ข้าก็รู้สึกเช่นกัน” เม่ยหลิงเองก็รู้สึก “เรื่องนี้ประหลาดนัก  เดี๋ยวข้าจะลองใช้ศาสตร์วิหคลิขิต ทำนายดูว่าเขาเป็นใครกันแน่” ไป๋ลู่หยิบแผ่นยันต์มาสองใบ ใบหนึ่งติดที่หน้าผากของชายที่นอนอยู่ อีกใบติดที่หน้าผากตัวเอง พร้อมใช้มือวาดอักขระไปมาบนอากาศ นี่ก็คือวิชาศาสตร์ลับอย่างหนึ่งของนิกาย ที่ชื่อว่าวิหคลิขิต วิหคลิขิต เป็นศาสตร์ในการตามหาผู้คนหรือสิ่งของ สามารถนำทางผู้ใช้ไปตามหาจนพบ นอกจากนี้ยังสามารถใช้ค้นหาความทรงจำในช่วงที่เคยพบกันได้ แม้ว่าคนผู้นั้นจะปลอมตัวหรือแก่ตัวลงจากเดิมจนจำไม่ได้ เมื่อแผ่นยันต์เปล่งแสงขึ้นภาพเหตุการณ์มากมายก็หมุนวนอยู่รอบตัวของไป๋ลู่ ภาพเหตุการณ์นั้นค่อยๆหยุดจนเหลือภาพอยู่สี่ภาพ ภาพที่หนึ่งคือภาพเหตุการณ์กลุ่มคนที่ขายนกไม้แกะสลักที่ตลาดหุบเขาเลือดภาพที่สองคือภาพเหตุการณ์งานประลองที่หุบเขาเลือดภาพที่สามคือภาพเหตุการณ์ประลองศิษย์สายในภาพที่สี่คือภาพชายผู้นี้นอนอยู่ในถ้ำ “เป็น....เป็นไปไม่ได้!” ไป๋ลู่มองชายที่นอนอยู่แล้วตกตะลึงมากกว่าเดิม “อาจารย์! สรุปแล้วเขาเป็นใคร พวกเราเคยเจอเขามาก่อนหรือไม่?” เม่ยหลิงถามขึ้นหลังจากเห็นไป๋ลู่มีท่าทีแปลกไป “พวกเราเคยเจอเขามาถึงสามครั้ง ชายที่นอนอยู่นี่ก็คือ เจิ้นเทียนนายน้อยแห่งชนเผ่านิกายสวรรค์ที่หายสาบสูญนั่นเอง” “หา!...” เม่ยหลิงอุทานด้วยความตกใจ “อาจารย์เจิ้นเทียนผู้นั้นรูปร่างสูงโปร่ง หน้าตาหล่อเหลาต่างจากคนผู้นี้ราวฟ้ากับเหวเลยนะ” เม่ยหลิงเปรียบเทียบพลางมองใบหน้าชายที่นอนอยู่อย่างละเอียด “ก่อนหน้านี้เคยมีคนพูดว่าเจิ้นเทียนได้รับโชควาสนาบางอย่างจากเทพประจำชนเผ่าฟ้าคำราม จึงเปลี่ยนกายเดิมมาเป็นร่างที่พวกเราเคยเห็น นี่คงเป็นร่างเดิมของเขา เพราะศาสตร์วิหคลิขิตไม่เคยผิดพลาด” ไป๋ลู่อธิบายให้กับเม่ยหลิง “อาจารย์แล้วพวกเราจะทำอย่างไรต่อไป?” เม่ยหลิงถามต่อ “ก่อนที่จะคิดทำสิ่งใด ข้าจะเล่าเหตุการณ์ในงานประลองให้เจ้าฟังก่อน” ไป๋ลู่พูดตอบ “อาจารย์!....ท่าน...ท่านจำเรื่องราวได้ทั้งหมด!!!” เม่ยหลิงตกใจจนอ้าปากค้าง หลังจากนั้นไป๋ลู่ก็เล่าถึงเหตุการณ์ในงานประลองจนหมด เม่ยหลิงไม่อยากเชื่อว่าเหตุการณ์นั้นจะซับซ้อนและยิ่งใหญ่กว่าที่คิด
    “หมิงจูหายเขาไปในมิติแล้ว ตอนนี้ตัวเลือกคู่บำเพ็ญเพียรของเจ้าที่อาจารย์เลือกให้ก็คือเขา” “หา!...อาจารย์แล้วหากเขาไม่ฟื้น...ข้าก็ต้อง......”เม่ยหลิงรู้สึกกังวลถึงชีวิตของตน “ไม่ต้องห่วง ข้าจะรักษาเขา! เขาต้องหาย”ไปลู่พูดขึ้นด้วยแววตาที่แน่วแน่ ไป๋ลู่นั้นเดิมทีก็ประทับใจในตัวเจิ้นเทียนอยู่แล้ว เขามองว่านิสัยใจคอของเจิ้นเทียนนั้นดีกว่าหมิงจูมาก จนทั้งคู่หายสาบสูญ ไป๋ลู่ก็คิดว่าคงต้องเสาะหาคู่บำเพ็ญเพียรคนใหม่ ไม่นึกเลยว่าวันนี้จะมาได้พบเจิ้นเทียนอีกครั้ง “ลึกๆแล้วเจ้าคงเป็นคนรักสงบไม่อยากต่อสู้กับใคร ในยามนี้จึงกลับไปเป็นร่างเดิม และถ้ำนี้ก็คงมีวาสนากับเจ้าบางอย่างเช่นกัน” ไป๋ลู่วิเคราะห์ไม่ผิด เพราะเดิมทีเจิ้นเทียนเป็นเพียงเด็กคนหนึ่งที่รักสงบแต่เพราะโดนรังแกจึงต้องต่อสู้ จนชะตาพลิกผันเมื่อได้เคล็ดวิชาจากท่านเทพประจำเผ่า ที่สำคัญถ้ำแห่งนี้ก็คือ....ถ้ำที่ท่านปู่ของเจิ้นเทียนพบเจอเขาถูกทิ้งไว้เมื่อตอนเป็นทารกนั่นเอง ................................................... ไป๋ลู่ใช้วิชาทางการแพทย์รักษาเจิ้นเทียนอย่างเต็มที่ หลังเขาตรวจพบว่าจุดตันเถียนของเจิ้นเทียนนั้นถูกทำลายและเสียหายอย่างหนัก “ร่างกายของเขาแปลกนักภายนอก ไร้ร่องรอยการเสียหาย มีแต่จุดตันเถียนที่เดียวที่เสียหาย หวังว่าเขาจะสามารถตื่นขึ้นมาแล้วไม่กลายเป็นคนพิการ” จุดตันเถียนคือจุดกำเนิดพลังปราณของผู้ฝึกวรยุธ์และนักพรต หากจุดตันเถียนถูกทำลายไปส่วนใหญ่คนผู้นั้นหากไม่เสียชีวิตก็กลายเป็นคนพิการ ไป๋ลู่เองก็ตระหนักถึงข้อนี้ แต่เขาก็ยังมั่นใจเมื่อพบว่า ร่างกายของเจิ้นเทียนนั้นยังค่อยๆรักษาจุดตันเถียนที่เสียหายนั้นด้วยตัวเอง อย่างช้าๆ “ข้ายังพอมีหวัง” ไป๋ลู่เช็ดเหงื่อบนหน้าผาก ขณะทำการฝังเข็ม เขาให้เม่ยหลิงไปหายาสมุนไพรรอบๆถ้ำ เพื่อรักษาเจิ้นเทียนทั้งวันทั้งคืนไม่ได้หยุด
    ................. หนึ่งเดือนผ่านไป เจิ้นเทียนก็ฟื้นและได้สติ “ข้า....ข้าอยู่ที่ไหน?” เจิ้นเทียนค่อยๆชันตัวลุกขึ้น เม่ยหลิงเห็นดังนั้นก็ดีใจตะโกนเรียกไป๋ลู่ทันที “อาจารย์! เขาฟื้นแล้ว” ไป๋ลู่รีบเข้ามาตรวจสอบอาการของเจิ้นเทียนทันที “แม้จุดตันเถียนยังเสียหายอยู่ แต่ชีพจรก็ปกติ เมื่อฟื้นได้แล้วก็ยังมีโอกาสที่จะรักษาหาย”ไป๋ลู่บอกกับเจิ้นเทียน “ผู้..ผู้อาวุโส.....พวก....พวกท่านคือใครและข้า...ข้าอยู่ที่ไหน?” เจิ้นเทียนถามไป๋ลู่ “ข้าคือไป๋ลู่และนั่นก็คือศิษย์ของข้าเม่ยหลิง ตอนนี้เจ้ากำลังรักษาตัวอยู่ในถ้ำแห่งหนึ่ง” ไป๋ลู่อธิบายกับเจิ้นเทียน เจิ้นเทียนพยักหน้าเข้าใจ ก่อนถามต่อด้วยประโยคที่น่าตกใจ “แล้ว...แล้วข้าคือใคร  ทำ..ทำไมข้าถึงจำอะไรไม่ได้ แม้...แม้แต่ชื่อของตัวเอง” ทั้งสองอึ้งไปเมื่อได้ยินคำถามของเจิ้นเทียน “อาจารย์หรือว่าเขาสูญเสียความทรงจำ พวกเราทำอย่างไรดี?” เม่ยหลิงกระซิบกับไป๋ลู่ ไป๋ลู่นั่งนิ่งไม่ตอบ เขามองดูเจิ้นเทียนสักพัก แล้วตอบกลับเจิ้นเทียนว่า “เจ้าคืออาซานเป็นลูกศิษย์ของข้า!” ………………………