8 2-2
ตอนที่15 ตำรวจปะทะทหาร
“ว่าแต่มันจะเป็ไปได้เหรอ? ดูเหมือนกู่หวานหวานอะไรนั่นจะเป็เลขาในสหพันธ์สตรีใช่มั้ย? เธอเป็ผู้หญิงที่จิตใจดีมีเมตตานี่นา ไม่เคยเห็นแก่ตัวเลยสักครั้ง”
“ใช่แล้วล่ะ เธอเป็หญิงสาวที่อ่อนโยน กระทั่งมดสักตัวยังฆ่าไม่ลงด้วยซ้ำ แล้วจะกล้าไปนัดพบผู้ชายตอนกลางวันแสกๆได้ยังไง? พวกตำรวจจับผิดคนรึเปล่า?”
ต้องบอกว่า ‘ตัวละครสาวน้อยผู้แสนดี’ ที่กู่หวานหวานได้เคยสร้างตัวตนไว้ในหมู่บ้านแห่งนี้นั้น เธอค่อนข้างทำได้ไม่เลวเลยจริงๆ
ถึงขนาดเปลี่ยนดำให้เป็ขาวก็ยังทำได้ และดูเหมือนว่าหลายๆคนในตอนนี้ต่างเริ่มพุ่งเป้าไปทางตำรวจแทนแล้ว
ต้องเข้าใจบริบทของผู้คนในยุคสมัยนี้ว่า แม้พวกเขาจะเริ่มมีความรู้มีการศึกษามากขึ้นก็จริง แต่ยังคงค่อนข้างหัวอ่อนถูกชักจูงได้ง่าย ตราบใดที่ไม่มีหลักฐานเป็ชิ้นเป็อัน ก็ยากจะดึงความเชื่อใจกลับมาได้
อย่างไรก็ตาม มีคนรักย่อมต้องมีคนเกลียด เพราะยังมีฝูงชนอีกไม่น้อยเห็นว่า ที่ผ่านมากู่หวานหวานก็แค่ผู้หญิงสร้างภาพ ผนวกกับเหตุการณ์ในตอนนี้ด้วยแล้ว ทุกอย่างยิ่งส่งเสริมแิของพวกเขาให้ชัดเจนมากเข้าไปใหญ่
ท่ามกลางประชาชนเกือบร้อยชีวิต มีทั้งเสียงรุมด่าและเสียงแก้ต่างให้กับกู่หวานหวานผสมปนเปกันไป
ฮ่าฮ่า ซูหนี่พับแขนเสื้อเอนตัวลงนอนใต้ต้นไม้ใหญ่ข้างสถานีตำรวจ เฝ้ารับชมภาพความสนุกเบื้องหน้าต่อไป
จังหวะเดียวกันนั้น ฮ่าวกั๋วฉิงพลันปรากฏตัวขึ้นที่หน้าประตูของสถานีตำรวจ สีหน้าและสายตาฉายรัศมีเย็นะเืมาแต่ไกล ด้วยท่าทางห้าวหาญแลดูขวานผ่าซากของเขา ทำเอาทุกคนในที่นั้นถึงกับต้องขนหัวลุกกันเป็แถบๆ
หากมองผิวเผินแค่ภายนอก เขาคนนี้อาจดูเป็แค่นายตำรวจหนุ่มทั่วไป ทว่าเื้ัชีวิตของเขานั้น ได้เคี่ยวกรำผ่านการทำคดีใหญ่ๆมานับครั้งไม่ถ้วน ทั่วอณูร่างกายของเขาล้วนอัดแน่นไปด้วยรัศมีพลังความแข็งแกร่ง บรรดาฝูงชนทั้งหลายต่างพากันหุบปากเงียบกริบไม่กล้าแสดงความคิดเห็นใดๆอีกต่อไป
มุมปากของสารวัตรหนุ่มคาบไม้จิ้มฟันโยกเล่นอย่างสนุก กวาดสายตามองฝูงชนโดยรวมอย่างไม่แยแสใส่ใจ และทันใดนั้น เขาก็ชักปีนพกข้างเอวออกมาอย่างฉับพลัน ชี้ปากกระบอกจ่อติดข้างขมับของหลัวจุนฮวา ประหนึ่งพร้อมเหนี่ยวไกได้ทุกเมื่อหากไม่สบอารมณ์
ฮ่าวกั๋วฉิงพ่นเสียงเ็าใส่ว่า
“ถ้ายังขืนกระทำการขัดขวางการทำงานของเ้าหน้าที่ตำรวจอีก ผมเป่าหัวคุณเละแน่”
ถูกข่มขู่ถึงขนาดนี้ หลัวจุนฮวาถึงกับต้องหลั่งน้ำตาร้องไห้ออกมาทันที รีบลดตัวคลานเข่าเข้าไปกอดต้นขากู่กัวเฉิงด้วยร่างที่สั่นสะท้านหวาดกลัวสุดขีด
ในฐานะนายทหารผ่านศึก กู่กัวเฉิงรู้สึกเสียศักดิ์ศรีสิ้นดี เขาสะบัดขาถีบหลัวจุนฉวาจนร่างของเธอกระเด็นออกไป
จากนั้น จึงก้าวฉับเข้าประจันหน้ากับฮ่าวกั๋วฉิงอย่างไม่เกรงกลัวพร้อมเอ่ยขึ้นว่า
“สหายตำรวจ บอกมาเดี๋ยวนี้ เกิดเื่อะไรขึ้นกับกู่หวานหวานกันแน่? เธอเป็ลูกสาวของผมเอง ถ้ามีปัญหาอะไรก็มาคุยกับผมนี่!”
ฮ่าวกั๋วฉิงเอียงศีรษะติดกวนประสาทเล็กน้อย เอ่ยสะกดคำถามอย่างแช่มช้าด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึมว่า
“แล้วลุงเป็ใครมาจากไหน? จะให้บอกสำนวนคดีทั้งที่เป็ความลับนี่นะ? มันใช่หน้าที่ของผมเหรอ? ขอย้ำอีกครั้งนะครับคุณลุง ที่นี่คือสถานีตำรวจ และผมก็ใหญ่ที่สุด!”
นับเป็เวลาเนิ่นนานมากแล้วที่กู่กัวเฉิงไม่เคยถูกใครหยามศักดิ์ศรีถึงขนาดนี้มาก่อน ใบหน้าของเขามืดทมิฬลงอย่างชัดเจน ประกายแสงอำมหิตชั่วร้ายฉายวูบเข้ามาในดวงตาทั้งคู่
ส่วนฮ่าวกั๋วฉิงก็ได้ชื่อว่าเป็ตำรวจหนุ่มหมาบ้า เหล่าโจรผู้ร้ายกระทั่งระดับนายทุนคดโกงของประเทศ เขาก็เคยยิงแสกหน้าตายมาแล้วแทบทั้งสิ้น กับแค่นายทหารแก่ๆคนหนึ่งมีหรือที่เขาจะเกรงกลัว?
ััได้ถึงจิตสังหารเข้มข้นผ่านสีหน้าแววตาของกู่กัวเฉิง ฮ่าวกั๋วฉิงกลับยืนล้วงกระเป๋าท้าทายราวกับกำลังจ้องมองสุนัขจรตัวหนึ่งเท่านั้น
หนึ่งตำรวจกับหนึ่งอดีตนายทหารยืนประจันหน้ากันอย่างไม่มีใครยอมใคร
ผ่านไปครู่หนึ่ง กลับกลายเป็กู่กัวเฉิงที่ดูอ่อนลงอย่างชัดเจน แม้จะรู้สึกใในความห้าวหาญของอีกฝ่ายอยู่บ้าง แต่เขาก็ยังคงกัดฟันกรอดข่มขู่ว่า
“หวังว่าองค์กรตำรวจอย่างพวกคุณ จะให้ความเป็ธรรมกับประชาชนทุกคนอย่างเท่าเทียมกันนะ!”
สิ้นคำพูดประโยคสุดท้าย เขาก็คว้าคอเสื้อของหลัวจุนฮวาให้ลุกขึ้น แล้วเดินจากไปในทันที
บรรดาฝูงชนทั้งหลายที่แห่กันมาดูเหตุการณ์ ต่างพากันแยกย้ายจากไปพอสมควร
ฮ่าวกั๋วฉิงเฝ้ามองร่างของกู่กัวเฉิงที่กำลังจากไปจนกระทั่งลับสายตา ั์ตาลึกล้ำของเขาคล้ายปรากฏนัยยะความหมายเร้นแฝงอยู่
ถึงแม้ลูกพี่เซิ่งจะไม่ได้เอ่ยอธิบายเกี่ยวกับชายคนนี้ให้ฟังมากนัก แต่เท่าที่มองดูแล้ว คนๆนี้ค่อนข้างมีพิษสงพอควร เป็อีกหนึ่งบุคคลที่จำต้องพึงระวังไว้ให้ดี
ฮ่าวกั๋วฉิงหรี่ตาครุ่นคิดวิเคราะห์อีกฝ่ายอย่างจริงจังอยู่ครูหนึ่ง ขณะที่กำลังจะหมุนตัวเดินกลับเข้าไปภายในสถานีตำรวจ ก็บังเอิญเหลือบไปเห็นซูหนี่ที่กำลังนั่งเล่นอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่พอดี
เขาหยุดคิดเล็กน้อย ก่อนจะเดินเข้าไปทักทายด้วยรอยยิ้มที่เป็มิตร
“อ้าว? นั่นสหายซูไม่ใช่เหรอครับ?”
ซูหนี่ที่กำลังลุกขึ้นเตรียมจะตัวจะกลับพลันต้องใ แต่เหตุที่ต้องใก็หาใช่เพราะคำทักทาย ทว่ากลับเป็สีหน้าท่าทางของอีกฝ่ายที่เปลี่ยนจากหน้ามือเป็หลังมือโดยสิ้นเชิง
ท่าทางของเขาเมื่อครู่ยังดูขึงขังพร้อมท้าชนกับทุกสถานการณ์อยู่เลย ทำไมกลายเป็ว่าตอนนี้กลับยิ้มใสซื่อราวกับเด็กหนุ่มทั่วไปอย่างนี้ล่ะ?
“คะ? รู้จักฉันด้วยเหรอคะ?”
ซูหนี่เอ่ยถาม ดวงตากลมเบิกกว้าง แอบรู้สึกประหลาดใจไม่น้อย
ฮ่าวกั๋วฉิงยิ้มตอบอย่างสดใส
“โธ่เอ๊ย พี่สะใภ้ทั้งคนใครจะจำไม่ได้ล่ะครับ? ไม่สิ ไม่สิ ต้องบอกว่าผมรู้จักพี่ แต่พี่น่ะไม่รู้จักผมน่าจะถูกต้องกว่า”
ห๊ะ? เมื่อกี้เรียกฉันว่าอะไรนะ?
ซูหนี่ตาค้างเบิกกว้าง พวงแก้มทั้งสองข้างแปรเปลี่ยนเป็สีแดงก่ำอย่างฉับพลัน เธอเร่งกวาดสายตาหันซ้ายมองขวา แล้วจึงกดเสียงต่ำกระซิบถามไปว่า
“นี่สหายตำรวจ พูดเื่บ้าอะไรคะเนี่ย?? เรียกฉันพี่สะใภ้มันหมายความว่ายังไง?!”