โชคเคราะห์เคียงคู่
ข่าวดีที่เหนือความคาดหมายนี้ทำให้กัสตกตะลึงเป็นที่สุดเขานิ่งอึ้งไปนานเลยทีเดียวก่อนจะส่ายหน้าน้อยๆ ด้วยความรู้สึกที่ยากจะอธิบาย
ปฏิกิริยาตอบสนองที่น่าแปลกใจนี้ทำให้หัวหน้านักบวชประหลาดใจเช่นเดียวกับผู้ดูแลหญิงที่มีท่าทีสงสัยและไม่เข้าใจ
ข่าวดีเช่นนี้ทำไมกัสถึงได้แสดงท่าทีที่ดูเหมือนไม่ยินดีแบบนี้หรือว่าข่าวดีนี้มีผลร้ายใดๆ ซ่อนอยู่หรือไม่
หัวหน้านักบวชและผู้ดูแลหญิงสบตากันอยู่เงียบๆด้วยความรู้สึกที่ยากจะเข้าใจ พลางคิดในใจว่าเด็กสมัยนี้มีความคิดที่แปลกและแตกต่างจากพวกเธอจริงๆ
ช่วงเวลาเดียวกันนั้นกัสก็ยังนิ่งอึ้งอยู่แต่ก็พอจะตั้งสติได้บ้างแล้วเช่นกัน
‘มันเกิดขึ้นได้ยังไงเรื่องใหญ่แบบนี้ไม่น่าจะเปลี่ยนไปได้ง่ายๆ นี่นาก็ชีวิตที่แล้วของข้าไม่มีอะไรแบบนี้สักหน่อย’
กัสยังคงสับสนแต่เขาก็เรียกสติกลับคืนมาได้อย่างรวดเร็วความคิดบางอย่างเกิดขึ้นภายในใจก่อนจะเอ่ยปากถามออกไปอย่างสงบ
“ไม่ทราบว่าคำสั่งนี้มีผลจนถึงเมื่อไหร่ครับ”
“เท่าที่อ่านจากประกาศ..ดูเหมือนว่าจะไม่มีกำหนดค่ะไม่ทราบว่ามีปัญหาอะไรเกิดขึ้นหรือคะ”
คำตอบนี้ยิ่งทำให้กัสตกใจมากขึ้นไปอีกเพราะว่ามันต่างจากสิ่งที่เขาคิดเอาไว้แต่ครั้งนี้กัสมีสติมากกว่าเดิมเขาจึงเก็บซ่อนสีหน้าได้ดีขึ้น
ทว่ามันก็ยังเห็นได้ชัดผ่านสายตาของสตรีที่มากประสบการณ์ทั้งสองอยู่ดี
แต่ยิ่งพวกเธอมองเห็นความสับสนของเด็กหนุ่มเบื้องหน้าพวกเธอก็ยิ่งสับสนและไม่เข้าใจว่าอะไรทำให้เด็กคนนี้มีท่าทีเช่นนี้ได้
ข่าวดีที่น่ายินดีนี้ย่อมให้ผลลัพธ์ที่น่ายินดีกับเด็กหนุ่มผู้นี้อย่างแน่นอนแต่ทำไมเขาถึงได้แสดงท่าทีเช่นนี้ออกมาแม้พวกเธอจะอยู่มานานและผ่านโลกมามากก็ยังหาคำตอบไม่ได้อยู่ดี
คนที่เข้าใจความรู้สึกของกัสได้เกรงว่าในโลกนี้คงไม่มีคนที่สองอีกแล้วจริงๆนอกจากคนผู้นั้นจะมีประสบการณ์เช่นเดียวกับกัสที่ได้ย้อนเวลากลับมาเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง
‘อนาคต..มันเปลี่ยนไปแล้วจริงๆ’
แม้จะสับสนอยู่นาน แต่ท้ายที่สุดกัสก็ทำใจยอมรับได้อนาคตที่เขารู้จักกำลังเปลี่ยนไป ทั้งยังเป็นการเปลี่ยนแปลงที่มากยิ่งจนทำให้เขาไม่กล้ามั่นใจอีกแล้วว่าสิ่งที่เขาคิดเอาไว้จะกลายเป็นจริง
ความคิดนี้ทำให้กัสต้องพยายามสงบสติอารมณ์และเรียบเรียงความคิดใหม่จากนั้นก็ระบายยิ้มออกมาบางๆ ด้วยความยินดีจากใจจริง
ครั้งนี้เองก็ทำให้หัวหน้านักบวชและผู้ดูแลหญิงนึกประหลาดใจอีกเช่นกันจนทำให้พวกเธอต้องลอบมองหน้ากันอีกครั้ง
จะมีก็เพียงอิจิโกะที่จนถึงตอนนี้ก็ยังแสดงท่าทียินดีอยู่เงียบๆที่ด้านหลังของกัสเธอจึงไม่ทันสังเกตเห็นความผิดปกติของกัสรวมไปถึงท่าทางที่ผิดแปลกของหัวหน้านักบวชกับผู้ดูแลหญิง
“เช่นนั้นค่าความดีความชอบของข้าคงจะมีมากขึ้นสินะครับ”
“ใช่..ใช่ค่ะ คะแนนความดีความชอบของท่านกัสโทนีย่า จากเดิมที่ควรจะได้ 20แต้ม ตอนนี้ได้กลายเป็น 34 แต้มแล้วค่ะ ยินดีด้วยนะคะท่านกัสโทนีย่า”
นอกจากแสดงความยินดีกับคะแนนที่ได้มากขึ้นแล้วกัสก็ไม่อาจแสดงความรู้สึกอื่นใดออกมาได้อีกนอกจากใช้คะแนนของเขาไปกับสิ่งที่เขาต้องการ จากนั้นก็คิดถึงคะแนนความดีความชอบที่เหลืออยู่14 แต้ม
“ถ้าเช่นนั้นข้าต้องขอรบกวนท่านผู้ดูแลช่วยติดต่อกับตำหนักผู้รักษาเพื่อส่งคำร้องแทนข้าด้วยข้าต้องการผู้รักษาท่านหนึ่งมาตรวจสุขภาพของข้าและให้คำแนะนำเกี่ยวกับร่างกายเพื่อพัฒนาวิชาสำหรับตัวข้า..แล้วก็ขอให้ท่านผู้ดูแลช่วยตรวจสอบด้วยว่าข้าสามารถนำคะแนนความดีความชอบ 14 แต้มนี้ไปยืมตัวข้ารับใช้ฝ่ายใดมาได้บ้าง”
ผู้ดูแลหญิงยิ้มรับอย่างอ่อนโยนพลางตอบรับด้วยท่าทีที่สุภาพจากนั้นก็ตามคำขอของกัสอย่างรวดเร็วไม่นานนักก็ได้รับคำตอบรับกลับมาจากตำหนักผู้รักษา
“ทางตำหนักรับเรื่องแล้วค่ะท่านกัสโทนีย่านี่โชคดีมากเลยนะคะ ตามปกติแล้วการยื่นคำขอนี้อาจจะต้องรอนานถึง 3วันเลยทีเดียว ทว่าของท่านกลับได้รับคำตอบรับแทบจะในทันทีเลย”
คำชมเชยนี้กัสยิ้มรับด้วยความเต็มใจ ในขณะที่ภายในใจลอบขอบคุณพ่อของเขาที่ช่วยใช้เส้นสายของเขากับเรื่องนี้
“เช่นนั้นรบกวนท่านผู้ดูแลสอบถามให้ข้าสักเล็กน้อยได้หรือไม่ว่าทางตำหนักผู้รักษาต้องใช้เวลานานเพียงใดถึงจะเดินทางมาได้”
“ไม่มีปัญหาค่ะ โปรดรอสักครู่..ทางตำหนักตอบกลับมาแล้ว เร็วจัง! อ๊ะขออภัย ทางนั้นบอกว่า ต้องขอเวลาเตรียมการ 3 วันค่ะหากท่านกัสโทนีย่านำบัตรผ่านดินแดนมาด้วยท่านสามารถฝากไว้ที่วิหารได้เลยนะคะแล้วทางเราจะส่งตัวผู้รักษาไปยังดินแดนของท่านเอง”
“เช่นนั้นก็ต้องขอบคุณมากแล้วครับ”
กัสยิ้มรับด้วยความยินดี พลางนึกแปลกใจเล็กน้อยที่อีกฝ่ายต้องใช้เวลาเตรียมตัวนานถึงเพียงนั้นแต่พอคิดถึงสิ่งที่พ่อของเขาทำเขาก็พอจะเข้าใจได้บ้างบางทีสหายของพ่ออาจจะมีธุระบางอย่างที่ต้องจัดการทำให้การเดินทางล่าช้าไปเช่นนี้
แต่ทั้งนี้ก็ไม่ได้ทำให้กัสลำบากใจแต่อย่างใดเพราะยังไงเสียเขาก็เตรียมบัตรผ่านดินแดนมาเผื่อไว้อยู่แล้ว
หลังจากหยุดคิดเล็กน้อยกัสก็นำเอาบัตรผ่านดินแดนของเขาซึ่งเป็นผลึกสีเขียวที่มีสัญลักษณ์รูปเครื่องปั้นดินเผาอยู่ตรงกลางออกมาส่งมอบให้กับหัวหน้านักบวช
“รบกวนท่านหัวหน้านักบวชด้วยนะครับ”
“มิได้ค่ะท่านกัสโทนีย่า นี่เป็นหน้าที่ของพวกเราอยู่แล้ว..”
ในขณะที่กัสส่งมอบบัตรผ่านให้กับหัวหน้านักบวชเพื่อทำการฝากสิ่งของเอาไว้ให้นั้นทางด้านของผู้ดูแลหญิงก็ทำตามคำขอที่สองของกัสจนเสร็จสิ้นพอดีเช่นกัน
“ท่านกัสโทนีย่าคำขอของท่านดูเหมือนจะเป็นเรื่องยากสักเล็กน้อย..ตอนนี้ข้ารับใช้ที่ท่านสามารถขอยืมตัวด้วยคะแนนความดีความชอบ14 แต้มนั้น มีเพียง 1 รายการเท่านั้นและรายการนี้ต้องใช้ค่าความดีความชอบ 5 แต้มไม่ทราบว่าท่านยินดีที่จะรับหรือไม่คะ”
ตามปกติแล้วข้ารับใช้ทั่วไปที่ยังไม่ผ่านการฝึกฝนทักษะใดๆจะต้องใช้คะแนนความดีความชอบประมาณ 10 แต้มในการขอยืมตัว
ทั้งนี้การยืมตัวของกัสแตกต่างจากการซื้อตัวอย่างที่พ่อของเขาซื้ออิจิโกะกับน้องอยู่บ้าง
การยืมตัวนั้นมีความหมายในลักษณะของการจ้างงานเป็นการขอให้ข้ารับใช้ของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมาทำงานให้กับตนเอง โดยเขาต้องจ่ายค่าจ้างเป็นค่าความดีความชอบหรือสิ่งของมีค่าอย่างใดอย่างหนึ่งให้กับอีกฝ่ายตามระยะเวลาที่กำหนด
นอกจากนั้นฝ่ายที่ถูกยืมตัวยังมีสิทธิ์ที่จะปฏิเสธงานหรือทำการร้องขอสิ่งใดสิ่งหนึ่งตามความเหมาะสมซึ่งต่างจากอิจิโกะกับน้องที่ถูกซื้อตัวมาโดยตรงจนกลายเป็นคนของกัสอย่างแท้จริงทำให้เขาไม่จำเป็นต้องจ่ายค่าจ้างใดๆและมีอิสระในการใช้งานเธอได้อย่างเต็มที่
เนื่องจากค่าความดีความชอบของกัสนั้นมีน้อยมากเขาไม่มีโอกาสที่จะซื้อตัวใครได้จริงๆเขาเลยทำได้เพียงยืมตัวมาเท่านั้น
แต่ที่เขาคิดไม่ถึงก็คือข้ารับใช้ที่เขาสามารถยืมตัวได้นั้นกลับมีเพียงรายเดียวทั้งยังเป็นข้ารับใช้ที่มีค่าจ้างต่ำกว่าที่ควรจะเป็นอีกด้วย
สีหน้าของกัสเปลี่ยนไปเล็กน้อยเขามีท่าทีครุ่นคิดอย่างหนักเพราะว่าการที่อีกฝ่ายเรียกร้องค่าความดีความชอบเพียงเท่านี้แสดงว่าข้ารับใช้รายนี้น่าจะมีปัญหาบางอย่างอยู่ทำให้ค่าจ้างถูกลดลงไปถึงครึ่งหนึ่งแบบนี้
ทางผู้ดูแลหญิงเองก็เข้าใจความคิดของกัสได้เธอเลยอ่านรายละเอียดที่ทางตระกูลกำกับเอาไว้กับข้ารับใช้รายนี้ก่อนจะยิ้มออกมาน้อยๆด้วยความเห็นใจ
“ท่านต้องการฟังรายละเอียดของข้ารับใช้รายนี้หรือไม่ค่ะ”
“ครับ..รบกวนด้วย”
ผู้ดูแลหญิงยิ้มออกมาเล็กน้อยเธอมองดูสีหน้าของกัสที่ยังสงบนิ่งอยู่ได้ด้วยความชื่นชมจากนั้นหันกลับไปอ่านข้อมูลที่แสดงอยู่ในหน้าจอของเธอ
“ข้ารับใช้รายนี้เป็นคนของฝ่ายเพาะปลูกค่ะทางนั้นแจ้งมาว่าสติปัญญาของเธอค่อนข้างต่ำกว่ามาตรฐาน มีการลงความเห็นว่าเธอบกพร่องทางด้านสติปัญญาทำให้ไม่สามารถทำงานได้ตรงตามมาตรฐานทางนั้นจึงยินดีที่จะรับค่าจ้างเพียง 5 แต้ม”
ในขณะที่พูดผู้ดูแลหญิงก็มีท่าทีเห็นอกเห็นใจต่อเด็กสาวรายนี้ที่มีอาการบกพร่องทางสติปัญญาจากนั้นก็อ่านรายละเอียดของเธอต่อไปเรื่อยๆ ด้วยน้ำเสียงที่เจือไปด้วยความสงสารเห็นใจ
กัสเองก็นิ่งฟังด้วยความรู้สึกที่ไม่ต่างกันทว่าเขายังรู้สึกสงสัยเล็กน้อยพลางคิดในใจว่าเขาเคยได้ยินข้อมูลแบบนี้มาจากที่ไหนสักแห่ง
‘ทำไมมันดูคุ้นเคยแปลกๆ นะเหมือนข้าเคยได้ยินที่ไหนมาก่อน’
เขายังพยายามคิด พลางรับฟังรายละเอียดของข้ารับใช้รายนี้อย่างตั้งใจจนกระทั่งข้อมูลสุดท้ายปรากฏขึ้น
“..จากคำอธิบายของฝ่ายเพาะปลูก..ดูเหมือนว่าเด็กคนนี้จะมีพรศักดิ์สิทธิ์บางอย่างอยู่ด้วยเพียงแต่เธอมีปัญหาด้านสติปัญญาก็เลยทำให้ยากที่จะสื่อสารกับใครให้เข้าใจจึงไม่มีใครรู้ว่าเธอมีพลังรูปแบบใด”
วินาทีที่คำอธิบายนี้หลุดออกมาดวงตาของกัสก็เบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยด้วยความตกใจเพราะว่าเขาจดจำได้แล้วว่าเขาไปได้ยินประวัติแบบนี้มาจากที่ไหน
‘มารดาแห่งป่า!! นางคือมารดาแห่งป่างั้นหรือ!!’
กัสตกใจอีกครั้งแล้วกับข่าวดีที่เขาไม่คิดไม่ฝันว่าจะได้ยินในครั้งนี้ แต่ก็พอดีกับความตกใจของหัวหน้านักบวชและอิจิโกะทำให้ท่าทางที่ตกใจจนเกินเหตุของกัสไม่เป็นที่สังเกตมากนัก
ผู้ดูแลหญิงเองก็ตกใจเล็กน้อยเช่นกันเพราะข้อมูลในส่วนนี้เธอยังอ่านไปไม่ถึงในตอนแรกทำให้เธอได้รู้ข้อมูลในส่วนนี้ไปพร้อมๆ กับกัส
ไม่น่าแปลกเลยว่าทำไมถึงมีค่าจ้างถึง5 แต้มความดีความชอบทั้งที่มีอาการบกพร่องทางสติปัญญาเหตุผลที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะข้ารับใช้รายนี้มีพรศักดิ์สิทธิ์ติดตัวนี่เอง
ต่อให้ใช้งานไม่ได้ความแตกต่างของการมีพรศักดิ์สิทธิ์กับไม่มีพรก็แตกต่างกันมากอยู่ดีจึงไม่แปลกที่ทางตระกูลไม่อาจทอดทิ้งข้ารับใช้รายนี้จนต้องใช้วิธีนี้เพื่อหาคนรับเธอไปฝึกฝนและดูแล
ทว่าคนทั่วไปคงจะถอยตั้งแต่ตอนที่รู้ว่าเด็กคนนี้มีอาการบกพร่องทางสติปัญญาแล้วจึงไม่น่าแปลกที่เธอยังมีชื่ออยู่ในรายการยืมตัวข้ารับใช้แบบนี้
หลังจากทำความเข้าใจกับชะตากรรมที่น่าสงสารนี้จนพอใจแล้วผู้ดูแลหญิงก็เงยหน้าขึ้นมาจากข้อมูลในหน้าจอและหันไปมองกัสที่อยู่อีกหน้าจอหนึ่งด้วยความสนใจ
เธออยากรู้จริงๆว่าเด็กหนุ่มผู้นี้จะมีท่าทียังไงเมื่อรู้ว่าข้ารับใช้เพียงหนึ่งเดียวที่เขายืมตัวได้เป็นผู้พิการเช่นนี้
ทว่าทันทีที่เธอหันไปมองผู้ดูแลหญิงก็ต้องประหลาดใจเมื่อกัสยิ้มออกมาด้วยความยินดีราวกับค้นพบขุมสมบัติที่แสนล้ำค่า
“ข้าขอใช้ค่าความดีความชอบทั้งหมดยืมตัวเธอเลยข้าต้องการยืมตัวเธอแบบถาวรด้วย รบกวนท่านผู้ดูแลช่วยยื่นคำขอให้ข้าด้วยครับ”
กัสนั้นพยายามเก็บซ่อนความยินดีเอาไว้อย่างสุดความสามารถ ทว่ามันก็ยากจริงๆเพราะการค้นพบนี้ทำให้เขาดีใจจนเนื้อเต้น
มารดาแห่งป่าหญิงสาวที่ปรากฏตัวขึ้นในชีวิตที่แล้วของเขาหนึ่งในข้ารับใช้ที่มีพรสวรรค์ทางการเกษตรที่ดีที่สุดผู้ที่สามารถบุกเบิกและสร้างผืนป่าขึ้นมาได้ด้วยพลังของเธอเพียงลำพัง
นอกจากนั้นในชีวิตที่แล้วของเขาเธอยังไม่ใช่ผู้บกพร่องทางสติปัญญาอะไรอีกด้วยแต่เขาก็ไม่ทราบว่าอะไรทำให้เธอมีสภาพแบบนี้ในตอนนี้ สิ่งเดียวที่เขารู้คือข้ารับใช้รายนี้คือคนที่เขาไม่อาจปล่อยให้หลุดมือไปได้อย่างเด็ดขาด
ไม่มีใครสามารถคาดเดาความยินดีของกัสได้ทว่าหัวหน้านักบวชและผู้ดูแลหญิงต่างพากันยิ้มแย้มเมื่อรู้ว่ากัสยินดีที่จะยืมตัวข้ารับใช้รายนี้ทั้งยังเป็นการยืมตัวแบบถาวรที่มีความหมายว่าเขาจะซื้อตัวเธอในอนาคตและยินดีที่จะจ่ายคะแนนความดีในระยะยาวเพื่อให้ได้ตัวเธอ
การได้เห็นเด็กสาวที่น่าสงสารมีบุรุษหนุ่มรับตัวไปเช่นนี้หัวหน้านักบวชย่อมมีความรู้สึกยินดีและชื่นชมในตัวกัสเป็นอย่างมาก
“ทราบแล้วค่ะ ข้าจะยืนเรื่องให้ท่านโดยเร็วที่สุดทว่าการเตรียมตัวของเด็กสาวคนนี้ดูจะต้องใช้เวลาอยู่บ้าง..ถ้าท่านกัสไม่รังเกียจข้าจะส่งตัวเด็กคนนี้ไปพร้อมกับผู้รักษาก็แล้วกัน”
“ถ้าเช่นนั้นก็ต้องขอบคุณท่านมากครับท่านผู้ดูแล”
กัสยิ้มกว้างออกมาในทันทีพลางตอบรับอย่างเต็มใจจากนั้นก็ตกลงเรื่องเวลากันเล็กน้อยเพื่อกำหนดวันเวลาในการเดินทางของผู้รักษาและข้ารับใช้คนใหม่จากนั้นกัสก็บอกลาทุกคนอย่างสุภาพแล้วจากไป
หลังจากที่กัสเดินจากไปหัวหน้านักบวชก็ถอนหายใจออกมาด้วยความชมเชยต่อน้ำใจของกัสจากนั้นก็หันไปมองอีกด้านหนึ่งด้วยท่าทีครุ่นคิดก่อนที่สีหน้าของเธอจะเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว
“ส่งคนของเราออกไปทำการคุ้มครองอย่าลับๆอย่าให้ใครรู้ตัว จำเอาไว้ หากไม่ถึงที่สุดอย่าได้ลงมือ พวกเราไม่สามารถสร้างความลำบากให้กับเด็กหนุ่มที่แสนดีคนนี้ได้”
คำสั่งนี้ไม่มีใครทราบว่าเธอสั่งใคร ทว่าทันทีที่คำสั่งถูกส่งออกไปภายในวิหารที่สงบเงียบก็ได้มีการเคลื่อนไหวที่รวดเร็วเกิดขึ้นจากหลายทิศทาง
พริบตาเดียวเท่านั้นวิหารที่สงบเงียบก็ทวีความสงบเงียบมากยิ่งกว่าเดิมราวกับคนที่อาศัยอยู่ภายในวิหารได้หายตัวไปโดยไม่มีใครมองเห็น
สิ่งที่เกิดขึ้นนี้กัสย่อมไม่ทราบและคนที่เฝ้ารอกัสอยู่เองก็ไม่ทราบเช่นกัน
อีกด้านหนึ่งภายในตรอกที่แสนร่มรื่นมีร้านน้ำชาแห่งหนึ่งตั้งอยู่ภายในร้านยามนี้ไม่มีลูกค้ารายใดอยู่เลยนอกจากคนในชุดคลุมสีดำที่นั่งนิ่งอยู่บนโต๊ะโดยมีน้ำชาที่เย็นชืดอยู่เบื้องหน้าคนละถ้วย
บรรยากาศภายในร้านสงบเงียบจนเรียกว่าวังเวงเจ้าของร้านเองก็มีท่าทีที่นิ่งเฉยราวกับชินแล้วที่ร้านของมันไม่มีลูกค้าแบบนี้
ทั้งนี้ก็เพราะกิจการขอมันเป็นเพียงฉากหน้าของกลุ่มที่ทำเอาไว้เป็นจุดรวมตัวเท่านั้นหากไม่มีการใช้งานใดๆ ก็อาจจะเปิดให้ลูกค้าเข้าร้านมาตามปกติ
แต่ตามปกติก็ยากจะหาลูกค้าได้อยู่ดีเพราะชื่อเสียงของกลุ่มของพวกมันนั้นฉาวโฉ่เป็นที่สุด
นอกจากคนนอกที่ไม่รู้จักเมืองนี้ดีพอเท่านั้นที่อาจจะหลงมาสักครั้งและไม่กลับมาอีกเลยเพราะว่าคุณภาพของน้ำชานั้นติดจะห่วยยิ่งกว่าห่วยชนิดที่หากไม่ได้เปิดร้านไว้เป็นฉากหน้าแล้วละก็ร้านนี้ก็สมควรจะปิดกิจการไปนานแล้ว
แต่ถึงน้ำชาจะห่วยแสนห่วยยังไงทันทีที่มีการใช้งานในฐานะจุดรวมพลพวกมันก็จำต้องเสิร์ฟน้ำชาพอเป็นพิธีเพื่อใช้บังหน้าซึ่งก็ไม่รู้ว่าจะแสดงให้ใครดูเช่นเดียวกัน
ท่ามกลางกลุ่มคนชุดดำนั้นมีชายในชุดคลุมสีเงินคนหนึ่งนั่งอยู่ด้วยท่าทีที่แตกต่างจากคนอื่นๆเพราะมันเป็นเพียงคนเดียวที่ไม่ได้สวมผ้าคลุมปิดบังใบหน้าแต่เปิดเผยให้เห็นหน้าตาที่ดูธรรมดาและศีรษะปราศจากเส้นผมของมัน
ช่วงเวลานั้นพวกมันเฝ้ามองไปยังด้านหน้าของวิหารเทพจริงแท้ด้วยสายตาที่น่ากลัวจิตสังหารที่เย็นเยือกแผ่กระจายออกไปจนทำให้บรรยากาศภายในร้านดูวังเวงมากขึ้นไปอีก
“มันออกมาแล้ว”
หนึ่งในคนชุดดำที่เฝ้าอยู่ด้านนอกสุดเอ่ยปากพูดออกมาส่งผลให้บรรยากาศภายในร้านเดือดพล่านขึ้นมาในทันที
“ดี!! ในที่สุดมันก็ออกมาจำเอาไว้อย่าลงมือโดยไม่จำเป็นเป้าหมายของพวกเราในครั้งนี้คือตามหาตัวเจ้าเด็กอ้วนนั่น! ส่วนเด็กสาวนั่นหากรีดข้อมูลออกมาได้เมื่อไหร่พวกเจ้าอยากจะทำอะไรก็เชิญ..แต่เจ้าหนุ่มนั่นข้าจะฆ่ามันเอง”
บุรุษหัวหน้าเอ่ยปากพูดออกมาด้วยน้ำเสียงที่อำมหิตเป็นที่สุดจิตสังหารของมันนั้นรุนแรงยิ่งกว่าใครในกลุ่มรุนแรงมากขนาดที่ทำให้คนชุดดำที่ยืนอยู่ข้างๆ ถึงกับตัวสั่นขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่
สายตาของคนจำนวนมากมองไปยังชายชุดเงินพวกมันไม่กล้ามองใบหน้าของมัน หากแต่เฝ้ามองมือที่น่ากลัวของบุรุษผู้นี้ไม่วางตาราวกับว่าหากพวกมันละสายตาไปเมื่อไหร่ก็อาจจะมีอันตรายเกิดขึ้นกับพวกมันได้ทุกเมื่อ
ในขณะที่คนชุดดำเฝ้ารออยู่นั้นพวกมันก็สังเกตเห็นคนจากกลุ่มอื่นด้วยเช่นกันทว่าพวกมันไม่มีความคิดที่จะสนใจใครเพราะตอนนี้มือดีที่มีชื่อเสียงของพวกมันอยู่ในกลุ่มแล้ว
พวกมันย่อมไม่มีเหตุผลที่ต้องเกรงกลัวคนจากกลุ่มไหน
เช่นเดียวคนกลุ่มอื่นๆที่เฝ้ามองอยู่ห่างๆ โดยไม่กล้าเคลื่อนไหว ทั้งหมดนี้ก็เพราะตัวตนของชายชุดเงินที่ไร้เส้นผมนั่นเอง
สายตาของพวกมันเองก็จับจ้องอยู่ที่มือทั้งสองข้างของบุรุษผู้นี้เช่นกัน
ในสายตาของคนชุดเงินมันมองเพียงปากทางออกของวิหารเทพจริงแท้เพียงเท่านั้นและทันทีที่มันเห็นเป้าหมายเดินออกมามันก็ลุกขึ้นยืนในทันที จากนั้นเดินไปยังมุมหนึ่งก่อนจะหายตัวไปเงียบๆเช่นเดียวกับชายในชุดคลุมดำรายอื่น
‘พวกมันเริ่มแล้ว..เจ้าพวกหนูใต้ดินสกปรก!!’
ช่วงเวลาเดียวกับที่กลุ่มชายชุดดำเคลื่อนไหวคนจากกลุ่มอื่นก็พากันสบถเสียงดังด้วยความรังเกียจมากกว่าหวาดกลัว
แน่นอนว่าพวกมันเกรงกลัวในฝีมือของชายชุดเงินที่มีมือที่น่ากลัวคู่หนึ่งแต่ก็ใช่ว่าพวกมันจะไม่กล้าเผชิญหน้ากับคนเหล่านี้
เหตุผลเดียวที่พวกมันพยายามหลีกเลี่ยงก็เพราะคนกลุ่มนี้น่ารังเกียจจนเกินไปและมีจำนวนมากเกินไปจนทำให้พวกมันไม่อยากปะทะด้วยเพราะจะได้ไม่คุ้มเสียนั่นเอง
ท่ามกลางกลุ่มคนที่เฝ้าดูอยู่นั้นมีบุรุษหนุ่มรูปงามผู้หนึ่งนั่งดูเหตุการณ์ทั้งหมดจากมุมสูงของเมืองมันไม่ได้เข้าร่วมในเหตุการณ์ครั้งนี้หากแต่เฝ้ามองทุกสิ่งทุกอย่างผ่านอุปกรณ์เวทมนตร์ที่มันมีอยู่
“ในที่สุดก็มีเหยื่อรายใหม่ปรากฏตัวแล้วสินะ นานเท่าไหร่แล้วนะที่นายท่านไม่ได้เล่นสนุก..หวังว่าครั้งนี้จะเป็นเหยื่อที่ทนไม้ทนมือสักหน่อยนะ”
ในขณะที่พูดบุรุษหนุ่มผู้นี้ก็หันไปมองกระถางดอกไม้เล็กๆที่วางไว้บนโต๊ะของมัน พลางมองดูดอกไม้ที่มีรูปร่างแปลกๆซึ่งดูน่ากลัวมากกว่าสวยงามเนื่องจากใจกลางของดอกไม้มีกลีบดอกที่มีรูปร่างคล้ายกับดวงตาซ่อนอยู่
และในตอนนี้ดวงตาดวงนั้นก็กำลังจับจ้องภาพที่ฉายอยู่บนอุปกรณ์เวทมนตร์ราวกับมีชีวิตซึ่งทำให้คนมากมายต้องตัวสั่นด้วยความหวาดกลัวเพียงแค่มอง