ภายในเรือนไม้หลังนั้น สตรีวัยกลางคนผู้หนึ่ง สวมใส่เสื้อผ้าเรียบง่าย สีหน้าซูบซีดอิดโรยคล้ายเผชิญความทุกข์ยากมาหลายปี แม้กระนั้นรูปโฉมอันงดงามนั้น ยังคงเผยออกมาให้เห็นอย่างเด่นชัด นางกำลังนั่งรอใครบางคนอย่างใจจดใจจ่อ จนกระทั่งเงาของฉวนสี่ผ่านเข้ามา ดวงตาของนางก็เปล่งประกายสดใสราวกับเขาคือโลกทั้งใบของตน
ทันทีที่บุตรชายก้าวพ้นประตูเข้ามา ถงเหมยลี่ก็ผวาเข้าไปหา บนใบหน้ามีน้ำตาแห่งความปลาบปลื้มยินดี เยี่ยนสี่ฉวนทุกเข่าคารวะมารดาของตนครั้งหนึ่ง ใบหน้าของเขามีร่องรอยของความคิดถึงและสำนึกผิดมากมาย จากกันหลายปี เพียงคุกเข่าคำนับครั้งเดียวไหนเลยจะระบายความในใจออกมาได้ ทว่าเมื่อนึกถึงความเร่งรีบของสถานการณ์ ก็ได้แต่เก็บถ้อยคำต่างๆไว้ในใจก่อน
ชายหนุ่มเริ่มแนะนำเหล่าศิษย์น้องให้รู้จักกับมารดาของตน สตรีผู้งดงามยิ้มรับการคารวะด้วยท่าทางเปี่ยมเมตตาและเอื้ออารี จนเมื่อเขาเอ่ยถึงมู่เชียนและความสามารถด้านการรักษา ท่าทีของนางจึงเปลี่ยนเป็นนับถือและเกรงใจมากขึ้น
“ขอบคุณแม่นางมู่ที่มาถึงที่นี่… อาการสามีของข้าฝากไว้ในมือท่านแล้ว” ถงเหมยลี่กล่าวอย่างมีมารยาท นางรู้ดีว่ายามนี้อาการของคู่ชีวิตวิกฤตมากจนไม่อาจรั้งรอได้อีก แม้จะไม่พบเบาะแสของเทพโอสถ ได้พบผู้ใช้ปราณโอสถสักคนก็ยังดี…
“ข้าจะทำให้ดีที่สุดเจ้าค่ะ” มู่เชียนเอ่ยอย่างสุภาพ พวกเขาแม่ลูกจึงพานางเข้าไปในห้องชั้นในเพียงผู้เดียว
ภายในห้องนอนนั้นหรูหรางดงามกว่าภายนอกหลายเท่า น่าเสียดายที่อบอวลไปด้วยกลิ่นยา ร่างของบุรุษผู้หนึ่งนอนราบอยู่บนเตียง ใบหน้านั้นคล้ายคลึงกับเยี่ยนสี่ฉวนอย่างมาก ทว่าดูซีดเหลืองกว่า ร่างผอมบางจนแทบแบนราบไปกับเตียง คงเพราะป่วยมานานร่างกายจึงทรุดโทรม ที่อยู่ได้ถึงวันนี้เพียงเพราะปราณธาตุในร่างหล่อเลี้ยงไว้เท่านั้น
“หมอกี่คนๆก็ตรวจไม่พบความผิดปกติ คล้ายกับว่าเขานอนหลับไปเฉยๆ เพียงแต่ไม่สามารถตื่นขึ้นมาเท่านั้น” ถงเหมยลี่เอ่ยด้วยน้ำเสียงเจือสะอื้น นานเท่าไรแล้วที่นางได้แต่มองดูคนรักหลับใหลไม่ได้สติอยู่เช่นนี้ ร่างบึกบึนองอาจก็ผ่ายผอมลงไปทุกวันๆ นับเป็นความทุกข์ทรมานใจต่อผู้รอคอยอย่างยิ่ง
มู่เชียนพยักหน้าพร้อมกับก้มลงจับชีพจร และตรวจร่างกายของเขาอย่างละเอียด ทว่านอกจากพลังชีวิตที่อ่อนจาง และลมหายใจที่ขาดห้วงเป็นระยะแล้ว กลับไม่พบความผิดปกติอื่นใด ชีพจรของเขาเต้นแผ่วทว่าสม่ำเสมอ ปราณในร่างก็ไม่มีสิ่งแปลกปลอม เช่นนั้นเกิดอะไรขึ้นกันแน่ สีหน้าของนางเต็มไปด้วยความสงสัยขณะสอบถามอาการเพิ่มเติม
“เขามีอาการเช่นนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่”
“สิบหกปีแล้ว”
“อาการของเขาแปลกประหลาดอย่างมาก ท่านพอจะเล่าอาการเริ่มแรกของเขาให้ข้าฟังโดยละเอียดได้หรือไม่ ?”
ถงเหมยลี่ส่ายหน้า “ไม่มีอาการเริ่มแรกใดๆทั้งนั้น วันหนึ่งเขายังแข็งแรงมีรอยยิ้มอันสดใส หลังจากนอนหลับไปวันต่อมาก็ไม่ได้ตื่นขึ้นอีก… พวกเรา…พยายามหาหมอมารักษา หาไปจนทั่วก็ไม่พบ จนกระทั่ง….”
เรื่องราวที่เอ่ยพลางหยุดพลางเป็นช่วงๆ คล้ายกับยังมีเรื่องปกปิด นั่นเป็นการเสียมารยาทต่อผู้ทำการรักษาเป็นอย่างยิ่ง แต่แม้กระนั้นนางก็มีความลำบากใจที่ไม่อาจเอ่ยออกมาได้ ดวงตาที่มองมายังมู่เชียนแฝงด้วยความรู้สึกผิดและความวิตกกังวล
ทว่าสีหน้าของมู่เชียนนั้นกลับมีรอยยิ้มน้อยๆประดับตลอดเวลา นางมิได้รู้สึกโกรธหรืออึดอัดใจใดๆกับความพยายามเก็บความลับของสตรีผู้นี้ นางมาถึงที่นี่เพราะศิษย์พี่ฉวนและตั้งใจเพียงว่าจะรักษาผู้เป็นบิดาของเขาให้สุดความสามารถ ส่วนความลับของพวกเขานั้นนางไม่คิดสนใจอยากรู้
“ท่านแม่… ข้าเชื่อใจนาง” เยี่ยนสี่ฉวนเอ่ยกับมารดาของตนด้วยน้ำเสียงหนักแน่น ผู้เป็นมารดานิ่งไปแวบหนึ่งก่อนที่ดวงตาจะมีร่องรอยการตัดสินใจ
“ขออภัยแม่นางมู่ เนื่องจากเรื่องนี้มีความเชื่อมโยงถึงความปลอดภัยของหลายฝ่าย ข้าจึงได้เสียมารยาท แต่ในเมื่อสี่ฉวนยืนยันเช่นนี้ข้าก็ไม่ขอปิดบังอีกแล้ว” นางสูดหายใจลึกก่อนจะเริ่มเล่าเรื่องราวเมื่อสิบหกปีก่อนโดยละเอียด
ที่แท้บิดาของศิษย์พี่ฉวนของนางผู้นี้ มีชื่อว่าเยี่ยนเวยหยาง เขาคือรัชทายาทแคว้นเยี่ยนที่หายสาบสูญไปเมื่อสิบกว่าปีก่อน… ราชาแห่งแคว้นเยี่ยนมีบุตรชายเพียงคนเดียว ทั้งยังมีหลานชายคนโตให้อุ่นใจ นั่นคือเยียนสี่ฉวน เดิมทีก็เป็นสถานการณ์ที่น่าสบายใจอย่างยิ่ง
จนกระทั่งวันหนึ่ง ไม่รู้เพราะเหตุใด ทำให้รัชทายาทหลับใหลไม่ได้สติ องค์ราชาประกาศไปทั่วหล้าพยายามหาหมอมารักษา ยิ่งหาร่างกายยิ่งแย่ ในระหว่างนั้นยังถูกวางยาถูกลอบทำร้ายนับครั้งไม่ถ้วน ผู้ถูกปองร้ายไม่เพียงองค์รัชทายาทแต่ยังรวมถึงบุตรชายคนเดียวของเขา เยี่ยนสี่ฉวนด้วยเช่นกัน ครั้งหนึ่งเด็กชายวัยหกขวบก็ถูกโยนลงน้ำโดยไม่ผู้ใดสามารถหาตัวคนกระทำผิดได้
สุดท้ายเพื่อความปลอดภัย ฝ่าบาทจึงออกคำสั่งให้นำตัวครอบครัวของรัชทายาทออกจากวังมาอย่างลับๆ ให้มาอาศัยอยู่ที่เผ่าเยี่ยนถู อันเป็นบ้านเกิดของพระชายา พร้อมกับปล่อยข่าวว่าเขาหายสาบสูญไป
หลังจากหนีออกมาได้ พวกเขายังคงพยายามเสาะหาหมอเทวดาผู้เลื่องชื่อต่างๆ เพื่อมารักษาเยี่ยนเวยหยาง ทว่าผลก็เป็นเช่นเดิม ร่างขององค์รัชทายาทยิ่งนานวันร่างกายยิ่งอ่อนแอลง จนกระทั่งเมื่อ ห้าปีก่อนลมหายใจที่แผ่วเบานั้นเริ่มเบาจนขาดช่วง ยามที่ใกล้จะหยุดหายใจ กลับโชคดีได้หมอเทวดาผู้หนึ่งผ่านมา เขาได้มอบยาชุบชีวิตให้ และกล่าวว่ายานี้สามารถช่วยรักษาลมหายใจของคนป่วยไว้ได้อีกห้าปี ในห้าปีนี้ต้องรีบตามหาเทพโอสถให้พบ หมอเทวดายืนยันว่าอาการเช่นนี้ไม่มีผู้ใดในแผ่นดินรักษาได้นอกจากเทพโอสถเท่านั้น
ทว่าท่านผู้เฒ่าหายตัวไปหลายร้อยปีแล้ว ย่อมไม่อาจตามหาได้โดยง่าย สุดท้ายเยี่ยนสี่ฉวนจึงนึกถึงแคว้นแห่งการเยียวยา ….. หากแผ่นดินนี้จะมีสถานที่ใดที่สามารถเสาะหาเบาะแสของเทพโอสถได้ก็น่าจะไม่พ้นแคว้นต้าหนาน.. ด้วยเหตุนี้ ห้าปีก่อนเขาจึงเปลี่ยนชื่อแซ่ แฝงตัวเข้าสู่หมู่ตึกพฤกษา เพื่อหวังตามหาเบาแสของเทพโอสถ
ใครจะคาด เวลาห้าปีผันผ่านกลับยังไร้ซึ่งเบาะแส ชายหนุ่มรู้ดีว่าฤทธิ์ของยาชุบชีวิตนั้นใกล้หมดลงแล้ว กวาดตามองไปรอบตัวก็มีเพียงมู่เชียนเท่านั้น ที่อาจจะสร้างปาฏิหารย์ให้เกิดกับเขาได้
หากแม้กระทั่งธิดาเทพยุทธ์ในตำนานยังไร้หนทางช่วย ก็คงได้แต่ปล่อยให้เป็นไปตามกรรมแล้ว
ดวงตาสีน้ำตาลของเด็กสาวกวาดมองทั่วร่างของเยี่ยนเวยหยางอย่างเคร่งเครียด จากเรื่องราวที่ได้รับฟังนั้น ก็ยังไร้ซึ่งเบาะแสของอาการป่วยอยู่ดี มู่เชียนรู้สึกจนใจอย่างยิ่ง ประสบการณ์การรักษาของนางยังไม่มากพอ คงจะทำให้ศิษย์พี่ท่านนี้ผิดหวังแล้ว
‘นายหญิงอยากช่วยเขาหรือ ?’ เสียงทุ้มของลวี่ซานถงเอ่ยออกมา ทำให้มู่เชียนนึกถึงเขาขึ้นมาได้ทันที เทพอสูรผู้นี้ดูแล้วเชี่ยวชาญการรักษาอย่างมาก
‘เจ้าช่วยตรวจอาการเขาได้หรือไม่ ?’
‘ขอรับ …’ ด้วยรูปลักษณ์ที่แม้แปลงเป็นมนุษย์แล้วก็ยังดูออกว่าเป็นสัตว์อสูร มู่เชียนจึงขอให้พระชายาและบุตรชายออกจากห้องไปรออยู่ด้านนอกก่อน
ร่างบุรุษของเทพจิ้งจอกปรากฏขึ้น เขากวาดตามองร่างที่นอนนิ่งอยู่บนเตียง มือข้างหนึ่งยื่นมาเหนือศีรษะแล้วหลับตาลง ปราณสีเขียวไหลผ่านฝ่ามือของเขาครอบลงบนร่างผอมบางของบุรุษสูงศักดิ์ มู่เชียนทราบดีว่านี่เป็นขั้นตอนการตรวจของผู้สำเร็จปราชญ์โอสถระดับสูงที่อาจารย์อิงเคยกล่าวถึง นั่นคือส่งปราณของตนแทรกซึมลงไปในร่างผู้ป่วย เพื่อเสาะหาความผิดปกติในร่าง วิธีนี้แม้สิ้นเปลืองลมปราณทว่าได้ผลการตรวจที่แม่นยำอย่างมาก
“นี่คือเวทย์อักษรสาปนิทราขอรับ”
“เวทย์อักษร คำสาปหรือ ?”
“ขอรับ” ผู้ลงมือคงอยู่ในขั้นราชันย์ อักษรเวทย์ชนิดนี้นั้นทำให้ผู้ต้องสาปมีอาการหลับใหลไม่ได้สติ ยิ่งเวลาผ่านไปร่างกายจะค่อยๆอ่อนแอลงเรื่อยๆ จนตายลงในที่สุด อย่างเช่นร่างนี้อีกไม่ถึงเจ็ดวันก็จะหมดลมหายใจ
“มีทางแก้ไขใช่หรือไม่ ?” สีหน้าของลวี่ซานถงแม้เคร่งขรึมทว่าก็มิได้หนักใจ ทำให้มู่เชียนพอคาดเดาได้ว่าเขาคงมีวิธีรับมือกับอาการป่วยเช่นนี้
“หากท่านสำเร็จระดับมหายุทธ์ หรือข้ามีระดับราชันอสูร ก็คงสามารถรักษาได้ทันที แต่ยามนี้คงต้องอาศัยโอสถขั้นหกแล้ว”
“โอสถขั้นหก… เจ้าทำได้หรือ” มู่เชียนตาโตทันที โอสถระดับสี่นั้นคือระดับสูงที่สุดที่นางเคยปรุง ทั้งยังเป็นระดับสูงสุดที่เคยปรากฏในแคว้นต้าหนานแล้ว สำหรับโอสถระดับหกนั้น นางไม่เคยเห็นหรือได้ยินมาก่อน
“ทำไม่ได้สิถึงแปลก ข้าเคยเห็นเขาปรุงโอสถขั้นแปดด้วยซ้ำ” เสี่ยวจิ้งปรากฏตัวขึ้นเช่นกัน
“น่าเสียดายที่ยามนี้ข้าอ่อนแอนัก คงต้องใช้เวลานานสักหน่อย และหากนายหญิงสนใจ สามารถเข้าร่วมการปรุงโอสถกับข้าได้” เทพจิ้งจอกเชื้อเชิญอย่างสุภาพ เคยได้ยินเสี่ยวจิ้งเล่าว่า หญิงสาวมีพรสวรรค์ในการปรุงโอสถไม่น้อย ผู้เป็นบ่าวเช่นเขาย่อมต้องส่งเสริม ซึ่งมู่เชียนก็พยักหน้ารับอย่างยินดี
มังกรตัวน้อยรับหน้าที่เป็นผู้ออกไปแจ้งข่าว ให้เหล่าคนที่รอด้านนอกทราบว่าการรักษาต้องใช้เวลาราวสองสามชั่วยาม และห้ามผู้ใดเข้าไปรบกวนทั้งสิ้น
ภายในมิติกำไลนั้น พวกเขายืนอยู่หน้าแปลงสมุนไพรผืนใหญ่สุดสายตา สมุนไพรหลายแสนชนิดล้วนถูกรวบรวมไว้ที่นี่ … หากคิดจะตามหาสมุนไพรสักชนิดนอกจากต้องอาศัยเวลายังต้องอาศัยโชคอีกด้วย
มู่เชียนพบว่าลวี่ซานถงมีความสามารถในการสัมผัสถึงพลังชีวิตของสมุนไพรเช่นเดียวกับนาง ทั้งยังทำได้รวดเร็วกว่านางมาก อาจเพราะเขาเป็นเทพอสูรจิตวิญญาณพฤกษา เพียงกวาดมือคราหนึ่ง สมุนไพรนับร้อยชนิดที่เขาต้องการทั้งยังมีคุณภาพสูงสุดก็ลอยขึ้นมาอยู่เบื้องหน้าแล้ว
“เหนือชั้นมาก” นางกล่าวออกมาด้วยความเลื่อมใส ย้อนคิดถึงยามที่ตนต้องหลับตาครู่ใหญ่ ก่อนจะเดินสัมผัสไปทั่วแปลงสมุนไพรแล้วก็ยิ่งทึ่งในตัวลวี่ซานถงมากขึ้น
“หากท่านฝึกฝนบ่อยๆ ย่อมเหนือกว่าข้าได้ไม่ยาก” ลวี่ซานถงเอ่ยเรียบๆ ใบหูสีขาวนุ่มฟูนั้นเปลี่ยนเป็นสีชมพูอีกแล้ว
“จริงหรือ หากข้าฝึกฝนบ่อยๆ จะทำแบบนี้ได้”
มู่เชียนเผลอยึดแขนข้างหนึ่งของลวี่ซานถงไว้แล้วยิ้มหวานออกมา ดวงตาสีน้ำตาลเปล่งประกายวาววับ การปรุงโอสถคือศาสตร์แรกที่นางได้เรียนรู้ในมิติแห่งนี้ นางจึงทั้งชื่นชอบและคาดหวังกับมันเป็นที่สุด สัมผัสอันสนิทสนมจากผู้เป็นนายนั้น ทำให้เทพจิ้งจอกรู้สึกอบอุ่นจนหัวใจแทบละลาย
“พี่สาม หางท่านโผล่แน่ะ” เสียงเสี่ยวจิ้งลอยมาตามลม เขาเพิ่งจะกลับเข้ามาก็เห็นหางจิ้งจอกสองสามสายโบกพลิ้ว พร้อมกับผู้เป็นพี่ชายที่กำลังจะโค้งหัวลงไปให้นายสาวลูบด้วยสัญชาตญาณสัตว์เลี้ยง จึงรีบเอ่ยเตือนด้วยเกรงจะเสื่อมเสียภาพลักษณ์ของเทพอสูร
ร่างของลวี่ซานถงแข็งค้างไปแวบหนึ่งก่อนจะค่อยๆยืดตัวขึ้นอีกครั้ง หางด้านหลังนั้นหายไปแล้ว ทว่าใบหูสีชมพูนั้นเข้มขึ้นจนเกือบจะกลายเป็นสีแดง “ไปที่กระท่อมกันเถิด”
ในกระท่อมไม้ที่หลังใหญ่กว่าเดิมเกือบสามเท่า เทพจิ้งจอกนำเอาหม้อปรุงยาสีเทาเรียบๆใบหนึ่งออกมา รบกวนนายหญิงควบคุมไฟ ส่วนข้าจะควบคุมขั้นตอนการปรุงเองขอรับ มู่เชียนพยักหน้าก่อนจะจุดเพลิงขึ้นมาอย่างง่ายดาย
การทำงานกับลวี่ซานถงนั้นน่าตื่นตาตื่นใจอย่างมาก ทุกขั้นตอนเต็มไปด้วยความลื่นไหล สมุนไพรทุกชนิดถูกสกัดเอาส่วนที่ไม่ต้องการออกไปอย่างรวดเร็วก่อนจะนำลงไปในหม้ออย่างต่อเนื่อง เพียงชิ้นหนึ่งหลุดจากมืออีกชิ้นหนึ่งก็ลอยขึ้นทันที บางครั้งยังสามารถสกัดได้ถึงสิบชนิดพร้อมกัน
“โอสถชั้นสูง แตกต่างจากโอสถชั้นต้นตรงที่ ตัวยานั้นมีจำนวนมากและขั้นตอนก็มากมายกว่า ไม่อาจใส่สมุนไพรทั้งต้นลงไปได้ จึงจำเป็นต้องสกัดสมุนไพรให้ได้เฉพาะส่วนที่ต้องใช้จริง ก่อนจะนำลงหม้อปรุง นอกจากนี้เพื่อให้ได้ความสดใหม่ของวัตถุดิบ ไม่อาจสกัดสมุนไพรทิ้งไว้ได้ ทั้งยังไม่อาจสกัดช้าเกินไปจนทำให้ส่วนผสมด้านในไหม้ไปเสียก่อน เพราะฉะนั้นความรวดเร็วและความแม่นยำของการสกัดสารเป็นสิ่งสำคัญของการปรุงโอสถชั้นสูง” ลวี่ซานถงอธิบายด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย ขณะที่มู่เชียนนึกทึ่งอย่างมาก
ยามอยู่ที่หมู่ตึกพฤกษา นางเคยเรียนการสกัดสมุนไพรและเคยทดลองทำมาบ้าง พบว่าเป็นเรื่องยากอย่างยิ่งที่จะค่อยๆใช้ปราณแยกสสารส่วนที่ต้องการและไม่ต้องการออกจากกัน ครั้งนั้นนางใช้เวลาไปชั่วยามกว่าจะสามารถแยกน้ำหวานจากเกสรดอกหางหงส์ออกมาได้ เพียงเท่านี้ก็ได้รับคำชมมากมายแล้ว นางรู้ดีว่าการทำเช่นนี้ต้องใช้สมาธิมากเพียงใด ไม่นึกว่าพอเป็นลวี่ซานถงทำกลับดูเป็นเรื่องง่าย ทั้งในระหว่างนี้ยังสามารถเจียดเวลามาอธิบายเรื่องราวต่างๆให้นางฟังได้อีกด้วย
# ค่ำๆมาอีกตอนนะคะ