อี้เจ๋อเจี้ยน สยบมิติฟ้า ธิดาเทพยุทธ์ (จบ)

    121 เวทย์คำสาป

    ภายในเรือนไม้หลังนั้น สตรีวัยกลางคนผู้หนึ่ง สวมใส่เสื้อผ้าเรียบง่าย สีหน้าซูบซีดอิดโรยคล้ายเผชิญความทุกข์ยากมาหลายปี แม้กระนั้นรูปโฉมอันงดงามนั้น ยังคงเผยออกมาให้เห็นอย่างเด่นชัด  นางกำลังนั่งรอใครบางคนอย่างใจจดใจจ่อ จนกระทั่งเงาของฉวนสี่ผ่านเข้ามา ดวงตาของนางก็เปล่งประกายสดใสราวกับเขาคือโลกทั้งใบของตน


    ทันทีที่บุตรชายก้าวพ้นประตูเข้ามา ถงเหมยลี่ก็ผวาเข้าไปหา บนใบหน้ามีน้ำตาแห่งความปลาบปลื้มยินดี  เยี่ยนสี่ฉวนทุกเข่าคารวะมารดาของตนครั้งหนึ่ง ใบหน้าของเขามีร่องรอยของความคิดถึงและสำนึกผิดมากมาย จากกันหลายปี เพียงคุกเข่าคำนับครั้งเดียวไหนเลยจะระบายความในใจออกมาได้ ทว่าเมื่อนึกถึงความเร่งรีบของสถานการณ์ ก็ได้แต่เก็บถ้อยคำต่างๆไว้ในใจก่อน   

    ชายหนุ่มเริ่มแนะนำเหล่าศิษย์น้องให้รู้จักกับมารดาของตน สตรีผู้งดงามยิ้มรับการคารวะด้วยท่าทางเปี่ยมเมตตาและเอื้ออารี จนเมื่อเขาเอ่ยถึงมู่เชียนและความสามารถด้านการรักษา  ท่าทีของนางจึงเปลี่ยนเป็นนับถือและเกรงใจมากขึ้น


    “ขอบคุณแม่นางมู่ที่มาถึงที่นี่… อาการสามีของข้าฝากไว้ในมือท่านแล้ว” ถงเหมยลี่กล่าวอย่างมีมารยาท นางรู้ดีว่ายามนี้อาการของคู่ชีวิตวิกฤตมากจนไม่อาจรั้งรอได้อีก แม้จะไม่พบเบาะแสของเทพโอสถ ได้พบผู้ใช้ปราณโอสถสักคนก็ยังดี…  


    “ข้าจะทำให้ดีที่สุดเจ้าค่ะ”  มู่เชียนเอ่ยอย่างสุภาพ   พวกเขาแม่ลูกจึงพานางเข้าไปในห้องชั้นในเพียงผู้เดียว


    ภายในห้องนอนนั้นหรูหรางดงามกว่าภายนอกหลายเท่า  น่าเสียดายที่อบอวลไปด้วยกลิ่นยา ร่างของบุรุษผู้หนึ่งนอนราบอยู่บนเตียง ใบหน้านั้นคล้ายคลึงกับเยี่ยนสี่ฉวนอย่างมาก ทว่าดูซีดเหลืองกว่า  ร่างผอมบางจนแทบแบนราบไปกับเตียง คงเพราะป่วยมานานร่างกายจึงทรุดโทรม ที่อยู่ได้ถึงวันนี้เพียงเพราะปราณธาตุในร่างหล่อเลี้ยงไว้เท่านั้น 


    “หมอกี่คนๆก็ตรวจไม่พบความผิดปกติ คล้ายกับว่าเขานอนหลับไปเฉยๆ เพียงแต่ไม่สามารถตื่นขึ้นมาเท่านั้น”  ถงเหมยลี่เอ่ยด้วยน้ำเสียงเจือสะอื้น นานเท่าไรแล้วที่นางได้แต่มองดูคนรักหลับใหลไม่ได้สติอยู่เช่นนี้ ร่างบึกบึนองอาจก็ผ่ายผอมลงไปทุกวันๆ นับเป็นความทุกข์ทรมานใจต่อผู้รอคอยอย่างยิ่ง


    มู่เชียนพยักหน้าพร้อมกับก้มลงจับชีพจร และตรวจร่างกายของเขาอย่างละเอียด  ทว่านอกจากพลังชีวิตที่อ่อนจาง และลมหายใจที่ขาดห้วงเป็นระยะแล้ว กลับไม่พบความผิดปกติอื่นใด ชีพจรของเขาเต้นแผ่วทว่าสม่ำเสมอ ปราณในร่างก็ไม่มีสิ่งแปลกปลอม เช่นนั้นเกิดอะไรขึ้นกันแน่  สีหน้าของนางเต็มไปด้วยความสงสัยขณะสอบถามอาการเพิ่มเติม


    “เขามีอาการเช่นนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่” 


    “สิบหกปีแล้ว”


    “อาการของเขาแปลกประหลาดอย่างมาก ท่านพอจะเล่าอาการเริ่มแรกของเขาให้ข้าฟังโดยละเอียดได้หรือไม่ ?”


    ถงเหมยลี่ส่ายหน้า  “ไม่มีอาการเริ่มแรกใดๆทั้งนั้น วันหนึ่งเขายังแข็งแรงมีรอยยิ้มอันสดใส หลังจากนอนหลับไปวันต่อมาก็ไม่ได้ตื่นขึ้นอีก… พวกเรา…พยายามหาหมอมารักษา หาไปจนทั่วก็ไม่พบ จนกระทั่ง….”  


    เรื่องราวที่เอ่ยพลางหยุดพลางเป็นช่วงๆ คล้ายกับยังมีเรื่องปกปิด นั่นเป็นการเสียมารยาทต่อผู้ทำการรักษาเป็นอย่างยิ่ง แต่แม้กระนั้นนางก็มีความลำบากใจที่ไม่อาจเอ่ยออกมาได้ ดวงตาที่มองมายังมู่เชียนแฝงด้วยความรู้สึกผิดและความวิตกกังวล


    ทว่าสีหน้าของมู่เชียนนั้นกลับมีรอยยิ้มน้อยๆประดับตลอดเวลา  นางมิได้รู้สึกโกรธหรืออึดอัดใจใดๆกับความพยายามเก็บความลับของสตรีผู้นี้ นางมาถึงที่นี่เพราะศิษย์พี่ฉวนและตั้งใจเพียงว่าจะรักษาผู้เป็นบิดาของเขาให้สุดความสามารถ ส่วนความลับของพวกเขานั้นนางไม่คิดสนใจอยากรู้  


    “ท่านแม่… ข้าเชื่อใจนาง” เยี่ยนสี่ฉวนเอ่ยกับมารดาของตนด้วยน้ำเสียงหนักแน่น  ผู้เป็นมารดานิ่งไปแวบหนึ่งก่อนที่ดวงตาจะมีร่องรอยการตัดสินใจ


    “ขออภัยแม่นางมู่ เนื่องจากเรื่องนี้มีความเชื่อมโยงถึงความปลอดภัยของหลายฝ่าย ข้าจึงได้เสียมารยาท แต่ในเมื่อสี่ฉวนยืนยันเช่นนี้ข้าก็ไม่ขอปิดบังอีกแล้ว” นางสูดหายใจลึกก่อนจะเริ่มเล่าเรื่องราวเมื่อสิบหกปีก่อนโดยละเอียด


    ที่แท้บิดาของศิษย์พี่ฉวนของนางผู้นี้ มีชื่อว่าเยี่ยนเวยหยาง เขาคือรัชทายาทแคว้นเยี่ยนที่หายสาบสูญไปเมื่อสิบกว่าปีก่อน… ราชาแห่งแคว้นเยี่ยนมีบุตรชายเพียงคนเดียว  ทั้งยังมีหลานชายคนโตให้อุ่นใจ นั่นคือเยียนสี่ฉวน เดิมทีก็เป็นสถานการณ์ที่น่าสบายใจอย่างยิ่ง     


    จนกระทั่งวันหนึ่ง ไม่รู้เพราะเหตุใด ทำให้รัชทายาทหลับใหลไม่ได้สติ องค์ราชาประกาศไปทั่วหล้าพยายามหาหมอมารักษา ยิ่งหาร่างกายยิ่งแย่ ในระหว่างนั้นยังถูกวางยาถูกลอบทำร้ายนับครั้งไม่ถ้วน ผู้ถูกปองร้ายไม่เพียงองค์รัชทายาทแต่ยังรวมถึงบุตรชายคนเดียวของเขา เยี่ยนสี่ฉวนด้วยเช่นกัน   ครั้งหนึ่งเด็กชายวัยหกขวบก็ถูกโยนลงน้ำโดยไม่ผู้ใดสามารถหาตัวคนกระทำผิดได้


    สุดท้ายเพื่อความปลอดภัย ฝ่าบาทจึงออกคำสั่งให้นำตัวครอบครัวของรัชทายาทออกจากวังมาอย่างลับๆ ให้มาอาศัยอยู่ที่เผ่าเยี่ยนถู อันเป็นบ้านเกิดของพระชายา  พร้อมกับปล่อยข่าวว่าเขาหายสาบสูญไป  


    หลังจากหนีออกมาได้ พวกเขายังคงพยายามเสาะหาหมอเทวดาผู้เลื่องชื่อต่างๆ เพื่อมารักษาเยี่ยนเวยหยาง ทว่าผลก็เป็นเช่นเดิม  ร่างขององค์รัชทายาทยิ่งนานวันร่างกายยิ่งอ่อนแอลง  จนกระทั่งเมื่อ ห้าปีก่อนลมหายใจที่แผ่วเบานั้นเริ่มเบาจนขาดช่วง ยามที่ใกล้จะหยุดหายใจ กลับโชคดีได้หมอเทวดาผู้หนึ่งผ่านมา เขาได้มอบยาชุบชีวิตให้ และกล่าวว่ายานี้สามารถช่วยรักษาลมหายใจของคนป่วยไว้ได้อีกห้าปี  ในห้าปีนี้ต้องรีบตามหาเทพโอสถให้พบ  หมอเทวดายืนยันว่าอาการเช่นนี้ไม่มีผู้ใดในแผ่นดินรักษาได้นอกจากเทพโอสถเท่านั้น 


    ทว่าท่านผู้เฒ่าหายตัวไปหลายร้อยปีแล้ว ย่อมไม่อาจตามหาได้โดยง่าย สุดท้ายเยี่ยนสี่ฉวนจึงนึกถึงแคว้นแห่งการเยียวยา ….. หากแผ่นดินนี้จะมีสถานที่ใดที่สามารถเสาะหาเบาะแสของเทพโอสถได้ก็น่าจะไม่พ้นแคว้นต้าหนาน.. ด้วยเหตุนี้ ห้าปีก่อนเขาจึงเปลี่ยนชื่อแซ่ แฝงตัวเข้าสู่หมู่ตึกพฤกษา เพื่อหวังตามหาเบาแสของเทพโอสถ 


    ใครจะคาด เวลาห้าปีผันผ่านกลับยังไร้ซึ่งเบาะแส ชายหนุ่มรู้ดีว่าฤทธิ์ของยาชุบชีวิตนั้นใกล้หมดลงแล้ว กวาดตามองไปรอบตัวก็มีเพียงมู่เชียนเท่านั้น ที่อาจจะสร้างปาฏิหารย์ให้เกิดกับเขาได้


    หากแม้กระทั่งธิดาเทพยุทธ์ในตำนานยังไร้หนทางช่วย ก็คงได้แต่ปล่อยให้เป็นไปตามกรรมแล้ว


    ดวงตาสีน้ำตาลของเด็กสาวกวาดมองทั่วร่างของเยี่ยนเวยหยางอย่างเคร่งเครียด  จากเรื่องราวที่ได้รับฟังนั้น ก็ยังไร้ซึ่งเบาะแสของอาการป่วยอยู่ดี มู่เชียนรู้สึกจนใจอย่างยิ่ง ประสบการณ์การรักษาของนางยังไม่มากพอ คงจะทำให้ศิษย์พี่ท่านนี้ผิดหวังแล้ว


    ‘นายหญิงอยากช่วยเขาหรือ ?’ เสียงทุ้มของลวี่ซานถงเอ่ยออกมา ทำให้มู่เชียนนึกถึงเขาขึ้นมาได้ทันที เทพอสูรผู้นี้ดูแล้วเชี่ยวชาญการรักษาอย่างมาก


    ‘เจ้าช่วยตรวจอาการเขาได้หรือไม่ ?’


    ‘ขอรับ …’   ด้วยรูปลักษณ์ที่แม้แปลงเป็นมนุษย์แล้วก็ยังดูออกว่าเป็นสัตว์อสูร มู่เชียนจึงขอให้พระชายาและบุตรชายออกจากห้องไปรออยู่ด้านนอกก่อน


    ร่างบุรุษของเทพจิ้งจอกปรากฏขึ้น เขากวาดตามองร่างที่นอนนิ่งอยู่บนเตียง มือข้างหนึ่งยื่นมาเหนือศีรษะแล้วหลับตาลง ปราณสีเขียวไหลผ่านฝ่ามือของเขาครอบลงบนร่างผอมบางของบุรุษสูงศักดิ์  มู่เชียนทราบดีว่านี่เป็นขั้นตอนการตรวจของผู้สำเร็จปราชญ์โอสถระดับสูงที่อาจารย์อิงเคยกล่าวถึง นั่นคือส่งปราณของตนแทรกซึมลงไปในร่างผู้ป่วย เพื่อเสาะหาความผิดปกติในร่าง  วิธีนี้แม้สิ้นเปลืองลมปราณทว่าได้ผลการตรวจที่แม่นยำอย่างมาก  


    “นี่คือเวทย์อักษรสาปนิทราขอรับ” 


    “เวทย์อักษร  คำสาปหรือ ?”


    “ขอรับ” ผู้ลงมือคงอยู่ในขั้นราชันย์ อักษรเวทย์ชนิดนี้นั้นทำให้ผู้ต้องสาปมีอาการหลับใหลไม่ได้สติ ยิ่งเวลาผ่านไปร่างกายจะค่อยๆอ่อนแอลงเรื่อยๆ จนตายลงในที่สุด อย่างเช่นร่างนี้อีกไม่ถึงเจ็ดวันก็จะหมดลมหายใจ 


    “มีทางแก้ไขใช่หรือไม่ ?”  สีหน้าของลวี่ซานถงแม้เคร่งขรึมทว่าก็มิได้หนักใจ ทำให้มู่เชียนพอคาดเดาได้ว่าเขาคงมีวิธีรับมือกับอาการป่วยเช่นนี้ 


    “หากท่านสำเร็จระดับมหายุทธ์ หรือข้ามีระดับราชันอสูร ก็คงสามารถรักษาได้ทันที แต่ยามนี้คงต้องอาศัยโอสถขั้นหกแล้ว”


    “โอสถขั้นหก… เจ้าทำได้หรือ” มู่เชียนตาโตทันที โอสถระดับสี่นั้นคือระดับสูงที่สุดที่นางเคยปรุง ทั้งยังเป็นระดับสูงสุดที่เคยปรากฏในแคว้นต้าหนานแล้ว  สำหรับโอสถระดับหกนั้น นางไม่เคยเห็นหรือได้ยินมาก่อน


    “ทำไม่ได้สิถึงแปลก ข้าเคยเห็นเขาปรุงโอสถขั้นแปดด้วยซ้ำ” เสี่ยวจิ้งปรากฏตัวขึ้นเช่นกัน


    “น่าเสียดายที่ยามนี้ข้าอ่อนแอนัก คงต้องใช้เวลานานสักหน่อย   และหากนายหญิงสนใจ สามารถเข้าร่วมการปรุงโอสถกับข้าได้”   เทพจิ้งจอกเชื้อเชิญอย่างสุภาพ เคยได้ยินเสี่ยวจิ้งเล่าว่า หญิงสาวมีพรสวรรค์ในการปรุงโอสถไม่น้อย ผู้เป็นบ่าวเช่นเขาย่อมต้องส่งเสริม ซึ่งมู่เชียนก็พยักหน้ารับอย่างยินดี


    มังกรตัวน้อยรับหน้าที่เป็นผู้ออกไปแจ้งข่าว ให้เหล่าคนที่รอด้านนอกทราบว่าการรักษาต้องใช้เวลาราวสองสามชั่วยาม และห้ามผู้ใดเข้าไปรบกวนทั้งสิ้น 


    ภายในมิติกำไลนั้น  พวกเขายืนอยู่หน้าแปลงสมุนไพรผืนใหญ่สุดสายตา สมุนไพรหลายแสนชนิดล้วนถูกรวบรวมไว้ที่นี่   …​ หากคิดจะตามหาสมุนไพรสักชนิดนอกจากต้องอาศัยเวลายังต้องอาศัยโชคอีกด้วย 


    มู่เชียนพบว่าลวี่ซานถงมีความสามารถในการสัมผัสถึงพลังชีวิตของสมุนไพรเช่นเดียวกับนาง ทั้งยังทำได้รวดเร็วกว่านางมาก อาจเพราะเขาเป็นเทพอสูรจิตวิญญาณพฤกษา เพียงกวาดมือคราหนึ่ง สมุนไพรนับร้อยชนิดที่เขาต้องการทั้งยังมีคุณภาพสูงสุดก็ลอยขึ้นมาอยู่เบื้องหน้าแล้ว 


    “เหนือชั้นมาก”  นางกล่าวออกมาด้วยความเลื่อมใส ย้อนคิดถึงยามที่ตนต้องหลับตาครู่ใหญ่ ก่อนจะเดินสัมผัสไปทั่วแปลงสมุนไพรแล้วก็ยิ่งทึ่งในตัวลวี่ซานถงมากขึ้น


    “หากท่านฝึกฝนบ่อยๆ ย่อมเหนือกว่าข้าได้ไม่ยาก” ลวี่ซานถงเอ่ยเรียบๆ ใบหูสีขาวนุ่มฟูนั้นเปลี่ยนเป็นสีชมพูอีกแล้ว 


    “จริงหรือ หากข้าฝึกฝนบ่อยๆ จะทำแบบนี้ได้” 


    มู่เชียนเผลอยึดแขนข้างหนึ่งของลวี่ซานถงไว้แล้วยิ้มหวานออกมา ดวงตาสีน้ำตาลเปล่งประกายวาววับ การปรุงโอสถคือศาสตร์แรกที่นางได้เรียนรู้ในมิติแห่งนี้ นางจึงทั้งชื่นชอบและคาดหวังกับมันเป็นที่สุด สัมผัสอันสนิทสนมจากผู้เป็นนายนั้น ทำให้เทพจิ้งจอกรู้สึกอบอุ่นจนหัวใจแทบละลาย


    “พี่สาม หางท่านโผล่แน่ะ” เสียงเสี่ยวจิ้งลอยมาตามลม  เขาเพิ่งจะกลับเข้ามาก็เห็นหางจิ้งจอกสองสามสายโบกพลิ้ว พร้อมกับผู้เป็นพี่ชายที่กำลังจะโค้งหัวลงไปให้นายสาวลูบด้วยสัญชาตญาณสัตว์เลี้ยง  จึงรีบเอ่ยเตือนด้วยเกรงจะเสื่อมเสียภาพลักษณ์ของเทพอสูร


    ร่างของลวี่ซานถงแข็งค้างไปแวบหนึ่งก่อนจะค่อยๆยืดตัวขึ้นอีกครั้ง หางด้านหลังนั้นหายไปแล้ว ทว่าใบหูสีชมพูนั้นเข้มขึ้นจนเกือบจะกลายเป็นสีแดง “ไปที่กระท่อมกันเถิด”


    ในกระท่อมไม้ที่หลังใหญ่กว่าเดิมเกือบสามเท่า เทพจิ้งจอกนำเอาหม้อปรุงยาสีเทาเรียบๆใบหนึ่งออกมา รบกวนนายหญิงควบคุมไฟ ส่วนข้าจะควบคุมขั้นตอนการปรุงเองขอรับ มู่เชียนพยักหน้าก่อนจะจุดเพลิงขึ้นมาอย่างง่ายดาย 


    การทำงานกับลวี่ซานถงนั้นน่าตื่นตาตื่นใจอย่างมาก ทุกขั้นตอนเต็มไปด้วยความลื่นไหล สมุนไพรทุกชนิดถูกสกัดเอาส่วนที่ไม่ต้องการออกไปอย่างรวดเร็วก่อนจะนำลงไปในหม้ออย่างต่อเนื่อง เพียงชิ้นหนึ่งหลุดจากมืออีกชิ้นหนึ่งก็ลอยขึ้นทันที บางครั้งยังสามารถสกัดได้ถึงสิบชนิดพร้อมกัน


    “โอสถชั้นสูง แตกต่างจากโอสถชั้นต้นตรงที่ ตัวยานั้นมีจำนวนมากและขั้นตอนก็มากมายกว่า ไม่อาจใส่สมุนไพรทั้งต้นลงไปได้  จึงจำเป็นต้องสกัดสมุนไพรให้ได้เฉพาะส่วนที่ต้องใช้จริง ก่อนจะนำลงหม้อปรุง   นอกจากนี้เพื่อให้ได้ความสดใหม่ของวัตถุดิบ ไม่อาจสกัดสมุนไพรทิ้งไว้ได้ ทั้งยังไม่อาจสกัดช้าเกินไปจนทำให้ส่วนผสมด้านในไหม้ไปเสียก่อน เพราะฉะนั้นความรวดเร็วและความแม่นยำของการสกัดสารเป็นสิ่งสำคัญของการปรุงโอสถชั้นสูง” ลวี่ซานถงอธิบายด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย  ขณะที่มู่เชียนนึกทึ่งอย่างมาก 


    ยามอยู่ที่หมู่ตึกพฤกษา นางเคยเรียนการสกัดสมุนไพรและเคยทดลองทำมาบ้าง พบว่าเป็นเรื่องยากอย่างยิ่งที่จะค่อยๆใช้ปราณแยกสสารส่วนที่ต้องการและไม่ต้องการออกจากกัน ครั้งนั้นนางใช้เวลาไปชั่วยามกว่าจะสามารถแยกน้ำหวานจากเกสรดอกหางหงส์ออกมาได้  เพียงเท่านี้ก็ได้รับคำชมมากมายแล้ว  นางรู้ดีว่าการทำเช่นนี้ต้องใช้สมาธิมากเพียงใด ไม่นึกว่าพอเป็นลวี่ซานถงทำกลับดูเป็นเรื่องง่าย  ทั้งในระหว่างนี้ยังสามารถเจียดเวลามาอธิบายเรื่องราวต่างๆให้นางฟังได้อีกด้วย 


    # ค่ำๆมาอีกตอนนะคะ


    คล้ายกับเรื่องอี้เจ๋อเจี้ยน สยบมิติฟ้า ธิดาเทพยุทธ์ (จบ) ที่คุณอ่าน

    คัมภีร์ลับแห่งฉางอัน [แปลจบแล้ว]

    คัมภีร์ลับแห่งฉางอัน [แปลจบแล้ว]

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    388K 744
    ถึงเกิดอีกครา...ก็ขอเป็นมหาจอมเวท : Rendel The Great Magic

    ถึงเกิดอีกครา...ก็ขอเป็นมหาจอมเวท : Rendel The Great Magic

    นิยาย แฟนตาซี
    73K 77
    จักรพรรดิอักขระสยบฟ้า

    จักรพรรดิอักขระสยบฟ้า

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    142K 432
    เกิดใหม่ครั้งนี้ อาจารย์ขอใช้ชีวิตให้สุดไปกับวิทยาศาสตร์และเวทมนตร์

    เกิดใหม่ครั้งนี้ อาจารย์ขอใช้ชีวิตให้สุดไปกับวิทยาศาสตร์และเวทมนตร์

    นิยาย แฟนตาซี
    1K 34
    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    18K 258
    เซียนจอมเวทย์ - Deva Wizard

    เซียนจอมเวทย์ - Deva Wizard

    นิยาย แฟนตาซี
    787K 1107
    มังกรพิชิตฟ้าออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    มังกรพิชิตฟ้าออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย เกมออนไลน์
    3.72M 1271
    [จบ] แม่ปากร้ายยุค​ 80

    [จบ] แม่ปากร้ายยุค​ 80

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    94K 1199
    เมิ่งฝาน จักรพรรดิไร้เทียมทาน

    เมิ่งฝาน จักรพรรดิไร้เทียมทาน

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    2.54M 3732
    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    223K 810