นิทานคีตา กาลครั้งนั้น

ตอนที่ 135 คมเขี้ยวแห่งผืนดิน

        ตอนที่ 135 คมเขี้ยวแห่งผืนดิน

         

         

        ชายหนุ่มผู้นั้นแต่งกายอย่างหรูหรา เครื่องประดับมากมายบนร่างต่างบ่งบอกสถานะอันสูงส่งของเขา ใบหน้าอันหล่อเหลานั้นเต็มไปด้วยความมั่นใจและศรัทธาในพลังของตน

         

     นัยน์ตาสีแดงโลหิตอันน่ากลัวและใบหน้าอันดุดันของเผ่ารูเบียสนั้นไม่อาจบดบังโฉมงามราวเทพสร้างของเขาได้แม้แต่น้อย เป็นผู้ที่ราวกับถูกปั้นแต่งและได้รับการขัดเกลาในทุก ๆ ด้านตั้งแต่ยังเยาว์

         

        ระดับพลังของเขาเจิดจ้าราวกับดาราบนท้องฟ้า แม้ในนครบาราทรัมที่เต็มไปด้วยผู้แข็งแกร่งระดับพลังอริยะขั้นปลายของเขาก็ยังคงโดดเด่นดุดันจนสามารถดึงดูดสายตาทั้งมวล

         

        ตราที่หน้าอกคือตราแห่งราชวงศ์เวียเซล และยังเป็นตราสีแดงโลหิตที่สื่อถึงสายเลือดแท้และผู้สืบทอดของราชวงศ์

         

        พรสวรรค์ ระดับพลัง ความสามารถ ฐานะและรูปโฉม ชายหนุ่มผู้นี้ราวกับครอบครองมันเอาไว้ทั้งหมด

         

        คมเขี้ยวแห่งผืนดินของยุคสมัยนี้ เรอุส เวียเซล

         

        ทุกสายตาต่างจับจ้องไปที่เขากันอย่างคึกคัก เสียงโห่ร้องดังก้องเมื่อเรอุสหันกลับมาทำความเคารพผู้เข้าชมนับล้านเบื้องล่าง

         

        อริยะขั้นปลายอายุ 80ปี นิทานคิด ในมหาทวีปแห่งนี้คนส่วนมากมักทำพิธีสลักคำในช่วง 30ปลายหรือ 40 ดังนั้นหากขึ้นเป็นนักสลักเอกได้ในช่วงอายุ 50ปีก็ถือว่าโดดเด่นมากแล้ว มาตรฐานคือ 60ปี และเพราะคำแห่งพลังและพลังจิตวิญญาณที่หล่อเลี้ยงร่างกาย สภาพของคนผู้นั้นจึงมักคงอยู่ในช่วงที่ทำพิธีสลักคำอย่างยาวนาน ยืดอายุขัยและชะลอความแก่ของรูปลักษณ์ภายนอก

         

        อย่างหัวหน้าเมย์เองที่เป็นนักสลักเอกแม้จะดูเป็นเพียงสตรีวัยกลางคนหากอายุอานามก็ 56ปีแล้ว ถือว่าเยาว์มากแล้วสำหรับนักสลักเอก เหมาะสมกับตำแหน่งหัวหน้าหน่วยย่อยของหน่วยพิทักษ์เมืองที่รวบรวมผู้โดดเด่นเอาไว้

         

        ตาไกร ผู้คุ้มกันของอินจันทร์เองก็อายุเกินร้อยไปหลักสิบปีแล้ว เขาติดขัดอยู่ในระดับนี้เพราะนั่นคือขีดจำกัดของเขาที่เป็นเพียงผู้เรียนรู้ 2คำ

         

        อริยะเข็มโลหิตสมควรอายุเกือบ 300ปีแล้ว เขาเป็นอริยะขั้นต้นมาตั้งแต่เมื่อร้อยปีก่อนและคือขีดจำกัดของเขา

         

        หากจะให้กล่าวถึงผู้ที่แข็งแกร่งกว่านั้นเช่นผู้พันลาลันตา แม้เธอจะสนิทกับนิทาน หากนิทานก็ไม่เคยทราบถึงอายุของเธอ หากดูจากความรู้ความเข้าใจและคำพูดที่เหมือนกับว่าการก่อตั้งอาณาจักรไฟกัลป์มิใช่เรื่องที่ห่างไกลจากเธอ อายุของเธอสมควรนานมากกว่านั้นมากนัก แต่รูปลักษณ์ของเธอก็ยังคงเป็นสตรีวัยกลางคนที่สะสวย

         

        อริยะแปลงเพลิงนิทานไม่มีข้อมูลแม้แต่น้อย ศักดิ์ท่านป้าที่องค์หญิงไพลินเรียกก็สมควรบอกได้มากพอแล้วว่าเธอมีตำแหน่งยิ่งใหญ่เพียงใดในราชวงศ์ไฟกัลป์ อายุของเธอจึงสมควรมากตามไปด้วย แม้แต่องค์ราชินีเองก็ปกครองมาพันปีเช่นกัน

         

        ดังนั้นในมุมมองของมหาทวีป นิทานยังเป็นเพียงเด็กน้อยคนหนึ่งเท่านั้นแม้เขาจะอายุ 21ปีแล้วก็ตาม ซึ่งแน่นอนว่าอายุ 80ปีก็ไม่ต่างกัน เพียงเริ่มเข้าสู่วัยผู้ใหญ่อย่างจริงจัง เป็นวัยที่คนส่วนมากที่มีความสามารถในการเรียนรู้คำมากกว่า 1คำเริ่มเป็นนักสลักเอกและโท

         

        แต่เรอุสกลับเป็นอริยะขั้นปลายแล้ว!

         

        เป็นอริยะที่เหนือยิ่งกว่าอริยะเข็มโลหิตถึง 2ขั้นโดยที่อายุน้อยกว่าเกือบ 3เท่าตัว!

         

        นี่คือระดับของยอดอัจฉริยะแห่งทวีป นิทานพึมพำ ความกดดันเริ่มถาโถมแก่เขา คนเหล่านี้คือผู้ที่เขาจะต้องเผชิญในอนาคต แม้เรอุสจะไม่ได้ลงแข่งในงานประลองเนื่องจากข้อจำกัดด้านอายุแต่คนที่เกรียงไกรยิ่งกว่านี้ก็ย่อมต้องปรากฏขึ้นมาอีก

         

        บนแท่นพิธีอันสูงใหญ่ แสงสว่างเรืองรองเริ่มปรากฏขึ้นจากเหล่าหินแร่ที่รายล้อม เกิดเป็นวงกลมดั่งงานประลองที่ดึงดูดทุกสายตา เรอุสก้าวเข้าไปยืนอยู่ ณ ศูนย์กลางของวงกลม

         

        “ขออริยะผู้แข็งแกร่งร่วมทดสอบคุณค่าของคมเขี้ยวแห่งผืนดิน!” เสียงอันห้าวหาญของเรอุสดังกึกก้องทั่วจัตุรัส เรียกเสียงเคาะของเขี้ยวพร้อมกันเป็นจังหวะ ความตื่นเต้นและองอาจของที่แห่งนี้ทำให้นิทานและโอไรออนคล้อยตามได้อย่างง่ายดาย โอไรออนกลับเข้าสู่สภาวะสนุกสนานเต็มตัว

         

        เพียงไม่นานระดับพลังอันยิ่งใหญ่สองสายก็พุ่งขึ้นมาจากจัตุรัส หนึ่งคือชายชราเผ่ารูเบียสผู้มีร่างกายผอมแห้ง เขาพกพาดาบขนาดยักษ์เป็นอาวุธ หนึ่งคือหญิงชราผู้พกพาสัตว์อสูรรูปร่างคล้ายวานรไว้บนไหล่

         

        ทั้งสองทะยานร่างขึ้นสู่จัตุรัส ยืนประจันหน้ากับเรอุสด้วยท่าทางมุ่งมั่น

         

        “อริยะสี่ดาบ เรเจส ขอทดสอบคุณค่าของคมเขี้ยวแห่งผืนดิน!”

         

        “อริยะครึ่งวานร เบลทัน ขอทดสอบคุณค่าของคมเขี้ยวแห่งผืนดิน!”

         

        ทั้งสองทำความเคารพพร้อมประสานเสียงอย่างพร้อมเพรียง แรงกดดันที่ร่างทั้งสองแผ่พุ่งออกมาแสดงให้เห็นถึงระดับพลังที่ไม่ด้อยไปกว่าเรอุสแม้แต่น้อย

         

        อริยะขั้นปลาย 2คน!

         

        ทั่วทั้งจัตุรัสตกสู่ความเงียบงัน ทั้งหมดต่างรอคอยคำตอบของเรอุส ใบหน้าของเขาไม่ปรากฏความกดดันใด ๆ ทั้งสิ้น เพียงมีสีหน้ามั่นใจประดับเช่นเคย

         

        เรอุสเผยรอยยิ้ม ก่อนตอบรับด้วยน้ำเสียงอันกึกก้อง

         

        “คมเขี้ยวแห่งผืนดินยินดีรับทุกการทดสอบ!” เสียงโห่ร้องของผู้คนทั่วจัตุรัสดังลั่นจนนิทานต้องหรี่ตาลง นำมือไปปิดสองหูของคีตา ถึงกระนั้นความฮึกเหิมและบรรยากาศอันร้อนแรงทั่วทั้งจัตุรัสก็ทำให้เขาเลือดลมเดือดพล่าน โอไรออนเองก็หอบหายใจด้วยสีหน้าแดงซ่าน

         

        สิ้นเสียง อริยะทั้งสองพุ่งตรงเข้าใส่เรอุสอย่างพร้อมเพรียง ไม่มีการเว้นช่องว่างหรือมอบโอกาสให้ตั้งตัวแม้แต่น้อย ราวกับคำตอบรับการประลองคือสัญญาณเริ่มศึก

         

        อริยะสี่ดาบพลันชักดาบยักษ์บนหลังของตนมาถือไว้ด้วยมือเดียว สองมือของเขาเรืองแสงเล็กน้อย ดาบยักษ์นั้นก็กลับกลายเป็นสอง เขี้ยวสีขาวแซมแดงบางเบาส่องประกายและยืดยาวออก กลายเป็นดาบทั้งสี่

         

        นอกจากมือทั้งสองที่เรืองแสง กลางหน้าผาก กลางอก และหลังหัวก็เรืองแสงขึ้น แม้ไม่อาจเห็นคำแห่งพลังที่สลักไว้ได้หากพลังที่แผ่คลุมร่างและดาบก็ทำให้เห็นผลของพลัง ดาบยักษ์ดาบหนึ่งพลันกลายเป็นสีดำทมิฬ อีกข้างหนึ่งกลายเป็นสีเขียวสุกสกาว สองเขี้ยวกลายเป็นเลือนราง

         

        ร่างของเขาพลันเรียบตัวลงคล้ายกลายเป็นกระดาษ ขอบมุมของร่างกายกลายเป็นดั่งคมมีด เป็นสภาวะอันแสนแปลกประหลาดแต่กลับอยู่ร่วมกันได้อย่างลงตัวโดยที่ไม่กระทบตัวอริยะสี่ดาบแม้แต่น้อย

         

        อริยะครึ่งวานรทั่วทั้งร่างเปล่งแสงจ้า กลางหน้าผาก หัวใจ สองขา และหลังเรืองแสงขึ้น ทั่วทั้งร่างขยายขนาดขึ้นใหญ่โตจนสูงใหญ่ราวกับมหาพฤกษา วานรที่เคียงข้างเธอก็พลันเรืองแสงเรืองรองในจุดเดียวกันกับเธอ ร่างทั้งสองผสานรวมกัน

         

        ขนสีน้ำตาลเริ่มงอกเงยขึ้นบนร่างเธอ กลายเป็นครึ่งรูเบียสครึ่งวานร หางของเธอที่งอกออกมากลับกลายเป็นสัตว์อสูรวานรอีกสองตัวที่หางเชื่อมกัน โดยจุดที่เชื่อมอยู่คือเสาที่ค้ำฟ้าสูงใหญ่ ขาทั้งสองข้างของเธอพลันจางลง กลายเป็นสายลม เร่งความเร็วของร่างเธอให้ทะยานขึ้นไปอีกหลายขั้น

         

        นักสลักเบญจ 2คน! อริยะขั้นปลายที่เป็นรองเพียงผู้แสวงวิถี!

         

        นิทานเพียงมองอริยะขั้นปลายทั้งสองปลดปล่อยพลังทั้งหมดออกมาก็ทำให้เขาหายใจติดขัด ความกดดันที่แผ่พุ่งออกมาจากร่างของทั้งสองทำให้เขารับรู้ได้ว่าเขาไม่อาจต้านทานทั้งสองได้แม้เพียงครึ่งวินาที จะมีสมบัติมากมายเพียงไรก็ตาม ด้วยพลังระดับนั้นนิทานไม่อาจแม้แต่จะตอบสนองตอบโต้ด้วยซ้ำ

         

        คำแห่งพลัง 5จุดที่สลักอยู่บนร่างทั้งสองต่างพวยพุ่งไปด้วยพลัง บางคำก็ส่งพลังส่งเสริมซึ่งกันและกันหรือหลอมรวม เกิดเป็นพลังอันมหาศาล

         

        ความเร็วเช่นนั้นนิทานเพียงมองตามได้อย่างเต็มฝืนเพราะข่ายอาคมรอบแท่นพิธีที่เสริมการมองเห็นแก่ผู้คนในจัตุรัสและความสามารถ อาณาเขต

         

        นิทานเห็นได้ชัดกว่าคนทั่วไปที่พึ่งพาเพียงข่ายอาคม เขาจึงเห็นได้ถึงรอยปริแตกของห้วงอากาศและมิติโดยรอบ ดาบยักษ์ของอริยะสี่ดาบตัดผ่านมิติรอบด้านจนเกิดความผันผวนของมิติ กลายเป็นดั่งห้วงมืดที่ดูดกลืนทุกสิ่ง

         

        วานรทั้งสามที่ทะยานเข้าโจมตี เพียงมวลกล้ามเนื้อที่แข็งแกร่งและแรงทะยานก็ทำให้แท่นพิธีที่แข็งแกร่งบังเกิดรอยร้าว

         

        นิทานรับรู้ได้ถึงพลังอันมหาศาลของอริยะขั้นปลายทั้งสองอย่างชัดเจน ความแตกต่างของพลังฉายชัด นี่คือพลังระดับสุดยอดของอริยะขั้นปลายที่ทุ่มเททุกสิ่ง เหนือกว่าพลังใด ๆ ก็ตามที่เขาเคยพบมา

         

        ท่ามกลางพลันอันมหาศาลของทั้งสองนั้น เรอุสไม่ปรากฏความหวาดหวั่นใด ๆ ทั้งสิ้น เขี้ยวทั้งสองที่ศอกของเขายืดยาวขึ้น สีแดงก่ำบนเขี้ยวนั้นพลันเข้มข้นขึ้นอีกหลายเท่าตัว

         

        เขี้ยวทั้งสองนั้นขยายยืดขึ้นราวกับไม่สิ้นสุด นัยน์ตาทั้งสองของเขาเรืองแสงเจิดจ้า เขาอ้าปากเล็กน้อย คำแห่งพลังอีกคำหนึ่งที่สลักบนลิ้นก็เปล่งประกาย อีกสองคำบนข้อศอกแผ่พลังแห่งความตายออกมาอย่างไม่มีหยุดยั้ง

         

        พลังทั้งหมดไหลรวมกันอยู่ที่เขี้ยวทั้งสอง เขี้ยวพวกนั้นกลายสภาพเป็นดั่งดาบและหอกสวรรค์ ความแหลมคมและแข็งแกร่งพุ่งทะยานขึ้นสู่จุดสูงสุด

         

        เมื่อดาบทั้งสี่พุ่งตัวเข้ามาประชิดตัวเรอุสด้วยความเร็วอันเหนือชั้นของอริยะสี่ดาบ เรอุสเพียงตวัดเขี้ยวข้างหนึ่ง ดาบทั้งสองที่เข้าปะทะก็แตกสลายอย่างไม่เหลือร่องรอย อริยะสี่ดาบสีหน้าซีดขาว ใช้เขี้ยวทั้งสองที่หลงเหลือตั้งท่ารับเขี้ยวของเรอุสที่ทะยานเข้ามาอย่างไม่อาจหยุดยั้ง

         

        เขี้ยวของเรอุสตัดผ่าเขี้ยวของอริยะสี่ดาบเข้ามาราวกับตัดผ่านเต้าหู้ เพียงเสี้ยววินาทีสุดท้ายก่อนที่เขี้ยวทั้งสองจะถูกตัดแบ่งครึ่ง เรอุสก็หยุดเขี้ยวของตนลงด้วยรอยยิ้ม พร้อมกับออกแรงเตะซัดร่างของอริยะสี่ดาบกระเด็นไป

         

        อริยะครึ่งวานรในร่าง 3วานรปีศาจพุ่งทะยานตามเข้ามาโดยเหลื่อมกับอริยะสี่ดาบเพียงไม่ถึงวินาที หากการต่อสู้หนึ่งกลับสิ้นสุดลงแล้ว วานรทั้งสามรวมพลังกันประสานโจมตีจากทั้งสามทาง หนึ่งวานรใช้หมัด หนึ่งวานรพุ่งเข้าจับ หนึ่งวานรตวัดขาเตะดั่งแส้

         

        การโจมตีประสานสามทางอันไร้ช่องโหว่นั้นกลับถูกหยุดลงด้วยการโจมตีทีเดียวของเรอุส เขาใช้เขี้ยวอีกข้างที่เหลือตวัดรอบตัว ตัดผ่านทุกสิ่ง ร่างของสองวานรพลันขาดครึ่งไม่มีชิ้นดี ขนและหนังอันทรงพลังราวกับศิลาสวรรค์ของพวกมันถูกตัดผ่านโดยไร้แรงต้าน

         

        ร่างสุดท้ายที่เหลืออยู่เพียงรอดอย่างหวุดหวิดเพราะเขี้ยวของเรอุสหยุดลงตรงหน้าใบหน้ามันโดยห่างเพียงไม่ถึงคืบเท่านั้น หากมันขยับตัวเข้าไปเพียงนิดเดียวหัวของมันคงขาดครึ่งไปแล้ว

         

        เม็ดเหงื่อบนใบหน้าของวานรปีศาจพลันไหลหยดลงอย่างเชื่องช้า เป็นสัญญาณจบการต่อสู้

         

        นิทานมองภาพนั้นอย่างตกตะลึง อริยะขั้นปลาย 2คน นักสลักเบญจที่สามารถสลักคำแห่งพลังได้ถึง 5คำบนร่างของตน ตัวตนระดับสูงของทุกขุมกำลังที่ไม่ว่าไปที่ใดก็อยู่บนจุดยอดสุดของห่วงโซ่อาหาร

         

        ตัวตนระดับนั้นถึง 2คนถูกจัดการลงในพริบตาด้วยอริยะขั้นปลายที่อายุน้อยกว่าพวกเขาไม่รู้กี่เท่า

         

        เรอุสหดเขี้ยวสีแดงชาดของตนกลับคืน เพียงยิ้มอย่างอ่อนโยน ฉุดร่างของวานรปีศาจที่ล้มลงจากความหวาดหวั่นให้ขึ้นมายืนอีกครั้ง อริยะสี่ดาบที่กระเด็นไปก็เหินร่างกลับมาด้วยท่าทีตื่นตะลึง

         

        อริยะทั้งสองแม้ยังคงสั่นสะท้านและใบหน้าเต็มไปด้วยความหวาดหวั่นหากพวกเขากลับเกิดความรู้สึกยอมรับนับถือและเคารพขึ้นในใจ

         

        ด้วยเสียงและร่างกายอันสั่นไหว ทั้งสองคุกเข่าลง เคาะเขี้ยวทั้งสองที่บอบช้ำของทั้งสองเข้าด้วยกัน แล้วจึงเปล่งเสียง

         

        “อริยะสี่ดาบ ได้จู่โจมด้วยความสามารถสูงสุด และขอยอมรับความพ่ายแพ้!”

         

        “อริยะครึ่งวานร ได้จู่โจมด้วยความสามารถสูงสุด และขอยอมรับความพ่ายแพ้!”

         

        เสียงโห่ร้องดังขึ้นราวกับกองทัพใหญ่ ความดุเดือดและพลังอำนาจอันมหาศาลแพร่ไปทั่วจัตุรัส รอยยิ้มมั่นใจของเรอุสและท่าทีอันมั่นใจนั้นเองที่ได้จุดประกายบางสิ่งขึ้นในห้วงจิตของนิทาน บางสิ่งที่เขาเคยคิดว่ามันมอดดับไปนานมากแล้ว หากแท้จริงแล้วมันยังคงดื้อดึง เป็นเชื้อไฟที่พร้อมลุกลามได้ทุกเวลา และยามนี้ เปลวไฟนั้นเริ่มลุกลามอีกครั้งแล้ว


คล้ายกับเรื่องนิทานคีตา กาลครั้งนั้น ที่คุณอ่าน