โคตรมวยไทยถล่มโลกเซียน

    ตอนที่ 121 นักชกก่อนเวลา

    ณ ตึกแอมไพร์รัชดา

    โยชิได้ทำการซื้อตึกออฟฟิตแห่งนี้เอาไว้ทั้งหมด แล้วมาดัดแปลงทำเป็น

    ออฟฟิตส่วนตัวแค่ชั้นเดียว  มีบอดี้การ์ด อยู่ ห้าสิบคน คอยรักษาความปลอดภัย ด้านบนมีเฮลิคอปเตอร์ส่วนตัว

    ตอนนี้โยชิอยู่ชั้นบนสุด ด้านในมีห้องกระจก มีเครื่องคอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่หลายตัว มีแหล่งสำรองพลังงานเอาไว้ 24 ชม. โยชิกำลังนั่งอยู่บนเก้าอี้ตัวใหญ่ รอบๆ มีภาพเฮโลแกรมใบหน้าคนมากมายวิ่งไปมา และมีภาพของหมู่บ้านมูเซอที่คนร้ายซ่อนตัวอยู่ มีการเคลื่อนไหวบัญชีธนาคาร ของคนมากมาย มีภาพสัญญาณมือถือ ออกมาเป็นตัวหนังสือการสนทนา อยู่มากมาย

    “ ตอนนี้เราได้ประวัติคนร้ายทั้งห้าคนแล้วค่ะ นายท่าน” เสียงคอมพิวเตอร์เหมือนกับผู้หญิงดังขึ้นมา

    “ ดีมากมิกิ ตรวจสอบเส้นทางการเงินของพวกมันทั้งห้าคน และ การใช้โทรศัพท์ของพวกมันอย่างละเอียด”

    “ ค่ะ นายท่าน” คอมพิวเตอร์มีชื่อว่า มิกิ รับคำสังทางเสียง แล้วรีบประมวลผลทันที สักพักก็มีเสียงมิกิบอกมาว่า

    “ มีเจ้าหน้าไอทีของรัฐ ตรวจจับได้แล้ว ว่าเรากำลังล้วงข้อมูลทางมือถือโดยไม่ได้รับอนุญาต จะให้มิกิทำอย่างไรดีคะ”

    “ ย้าย ไอพีแอดเดรส ไปที่เกาะกวม ให้พวกเขาไปตรวจสอบที่นั่น”

    “ ได้เลยค่ะ นายท่าน”

    เวลาผ่านไปสักพัก มิกิก็ตรวจสอบเสร็จแล้ว

    “ พวกเขาถูกว่าจ้างโดยชาวโปรตุเกส ชื่อว่า นายฟิลิป โตนินโญ่  ตอนนี้เป็นซีอีโอ เจ้าของสัมปทานน้ำมันหลายแห่งที่เมียนมาร์”

    “ มันจะเอาพระแก้วเพชรไปทำไม มันนับถือ คริสต์ไม่ใช่รึ?”

    “ ไม่มีข้อมูลเรื่องนี้ แต่ว่านายฟิลิป โตนินโญ่คนนี้เป็นผู้สนันสนุนคนหนึ่งใน การประกาศตัวตั้งรัฐใหม่ เป็นประเทศคองบองแลนด์ ของพระเจ้ามังระ ที่มีนายพลจางเฟยหนุนหลังอยู่ค่ะ”

    “ ส่งข้อมูลพวกนี้ไปให้ ไอ้จรเพื่อนฉัน”

    “ ค่ะ นายท่าน”

    ในขณะที่โยชิ สั่งการอยู่นั้น ก็มีนักฆ่าจากเรือนมังกรซ่อน ได้วางกำลังนับร้อย เพื่อจับตัวเขากลับไปเกาหลี เป็นๆ

    แต่ว่า โยชิรู้แล้วว่ามีคนกำลังเข้ามาหาเขาทึ่ตึกเอมไพร์รัชดา ทั่วทุกทิศทาง ตอนนี้พวกนักฆ่าจากเรือนมังกรซ่อนแต่งกายชุดดำ มีทั้งอาวุธปืนครบมือ เข้ามาในตึกเรียบร้อยแล้ว กำลังจะขึ้นมาชั้นบนสุด ที่ตอนนี้ บอดี้การ์ดของโยชิ ได้มาอยู่ชั้นบนสุดเพื่อป้องกันโยชิ กันหมดแล้ว

    “ พวกมันมากันกี่คน”  โยชิถามมิกิ อย่างไม่เป็นกังวลใดใด

    “ พวกมันมีสไนเปอร์และและพลปืนขีปนาวุธ  อยู่รอบตึกของเรา ทั้งสี่ทิศบนตึก รวมแล้ว แปดคน ส่วนคนที่เข้ามาในตึกตอนนี้มีอยู่ 60 คน และยังมี เฮลิคอปเตอร์จอดอยู่ที่ตึกถัดไปอีกลำ คาดว่าจะจับตัวเจ้านายขึ้นเฮลิคอปเตอร์ลำนี้หนีไปค่ะ”

    “ปล่อยน้ำพิษจัดการกับพวกมันที่เข้ามาในตึก ส่วนพวกที่เป็นอีแอบอยู่บนตึก ส่งโดรนพิฆาตไปจัดการกับมัน รวมทั้งเฮลิคอปเตอร์ลำนั้นด้วย” โยชิสั่งการออกไปอย่างใจเย็น

    “ ได้ค่ะนายท่าน”

    นักฆ่าจากเรือนมังกรซ่อนมากมาย แยกย้ายกันขึ้นลิฟท์ บ้าง บันไดหนีไฟบ้าง

    เพื่อจับโยชิให้ได้ แต่ว่า น้ำจากสปิรงเกิ้ล ก็ไหลออกมาตั้งแต่ชั้นที่6 เข้าไปในลิฟท์ บันไดหนีไฟ นักฆ่าที่โดนน้ำจากสปริงเกิ้ลเข้าไป ผิวหนังก็กลายเป็นตุ่มหนองใส แล้วค่อยๆ กัดกินเนื้อเข้าไปจนเหลือแต่กระดูก

    สุดท้าย นักฆ่าทั้งหมดที่เข้ามาในตึกก็ตายเรียบ ส่วนพวกที่แอบซุ่มอยู่บนตึกทั้งสี่ทิศ ถูกโดรนพิฆาตปืนกล บินเข้าไปยิงเผาขน ตายคาที่ไม่อาจหลบหนีไปได้พ้นสักคนเดียว ส่วนเฮลิคอปเตอร์ ก็ถูกโดรนขีปนาวุธ ยิงเข้าใส่ไป 2 ลูก ระเบิดแหลกรานไป

    “ ฉันจะไปพักผ่อนที่บาหลีสักพัก สมิทธ์ ช่วยเคลียร์สถานที่ให้ฉันด้วย”

    “ ครับ นายท่าน”

    โยชิเดินออกไปจากตู้กระจก พร้อมกับ หยิบแท็บเล็ต พาร่างที่อ้วนท้วนสมบูรณ์ไปขึ้น เฮลิคอปเตอร์ที่บนดาดฟ้า ไม่สนใจซากศพคนร้ายพวกนี้แม้แต่น้อย

    ขจรตื่นเช้ามาก็ได้รับรายละเอียด ที่มีทั้งพิกัดคนร้าย ชื่อ และความสัมพันธ์ของผู้ว่าจ้าง ยิ่งพอเห็นหน้านายฟิลิป โตนินโญ่ ทำให้นึกถึง นายฟิลิป เดอปรีโต ที่เคยเป็นทหารรับจ้างยะไข่ ที่เป็นผู้ปล้นเอา พระแก้วเพชรสีน้ำเงินมาได้ในอดีต

    “ มันกลับมาเกี่ยวข้องกับ พระแก้วเพชรอีกครั้งจนได้”

    ขจรตั้งใจว่า ให้พิธีศพหลวงตาแจ่มให้เสร็จสิ้นไปก่อน แล้วค่อยไปจัดการกับพวกมันให้สินซากไปเลยทีเดียว

    พอมานั่งที่ร้านอาหาร ท่านชายภาสกรก็กำลังเปิดอ่านเอกสารบางอย่างแล้วก็ยิ้มให้ขจรแล้วพูดขึ้นมาว่า

    “ ต่อไปเธอต้องเรียกฉันว่าท่านลุงแล้ว เธอคือสายเลือดนาคบดินทร์ที่สูญหายไปจริงๆ”

    ขจรกำลังจะถาม แต่ท่านชายยื่นเอกสารผลตรวจดีเอ็นเอให้มา ขจรอ่านแล้วก็ได้แต่นิ่งไป

    “ เสด็จอาหญิงดีใจมาก ท่านจะจัดงานเลี้ยง แต่พอนึกได้ว่า เธอยังจัดงานศพหลวงตาอยู่ คงไม่เหมาะ จึงได้แต่แจ้งผู้เกี่ยวข้องทั้งหมดให้รับทราบเอาไว้ก่อน  รอให้ผ่านงานศพหลวงตาแล้วค่อยหาเวลาจัดงานเลี้ยงเปิดตัว ให้ทุกคนได้รู้จักเธอ”

    “ ถ้าเป็นอย่างนั้น แม่ของผมก็คือ ผู้หญิงที่ชื่อ สุรางคนางค์ใช่หรือเปล่าครับ”

    “ ใช่ ฉันให้คนออกตามหาแม่ของเธอมานานหลายปีแล้ว แต่ไม่มีข่าวของเธอเลย”

    “ แม่ไม่ได้อยู่บนโลกนี้ แต่อยู่ที่โลกเซียนครับ”

    “ จริงดิ แล้วเธอรู้ได้ยังไง?”

    “ ท่านชายคชาธรมาเข้าฝันผมนานแล้ว ให้ผมช่วยตามแม่กลับมาอยู่ด้วยกันที่นี่ ผมนี่ช่างโง่จริงๆ เลย”

    “ ไม่เป็นไร เธอจัดการศพเสร็จแล้ว ก็ค่อยเดินทางไปรับแม่ของเธอกลับมาก็ได้ จะได้เลี้ยงฉลองพร้อมๆ กันเลย”

    “ ครับ” 

    ขจรไม่รู้ว่าหน้าตาแม่ของตนเป็นอย่างไร แต่ในความฝันท่านชายคชาธรเคยบอกว่า ให้ดูที่กระจกมองดูหน้าตัวเอง  แสดงว่าหน้าของตนคงจะเหมือนแม่มากแน่ๆเลย

    วันนี้ขจรเข้าเรียนตามปกติ และเดินไปเยี่ยมไข้กับอาจารย์หมอธารินทร์กับเพื่อนๆ สิบคน

    “ ขอบใจเธอมากเลยนะ ถ้าไม่ได้เธอ ไม่รู้ว่า อเล็กซ์จะเป็นอย่างไรบ้าง”

    “ อเล็กซ์เขาโชคดีมากกว่า ที่อาจารย์เทียนหาตัวยาสำคัญนั้นได้ทัน แต่ว่าหากอเล็กซ์ ได้รับตัวยานั้นมาจาก รถขนถ่ายน้ำยาของรัฐบาล ผมเกรงว่า หากพวกเขานำน้ำยานั้นไปทดลองกับคน ผมเกรงว่า บ้านเมืองคงวุ่นวาย แน่ๆ”

    “ หวังว่ารัฐบาลคงไม่ทำอย่างที่เธอคิดนะ”

    อาจารย์หมอธารินทร์ก็เอ่ยด้วยความกังวลเหมือนกัน  จนอาจารย์หมอ และ นักเรียนแพทย์สิบคนมาอยู่ที่หน้าห้อง คนไข้คนหนึ่ง เป็นเด็กน้อยวัย5 ขวบชื่อว่าอาลี

    “อาลี เป็นมะเร็งสมองระยะสุดท้าย ทีมแพทย์ที่รักษาบอกว่า เขาคงอยู่ได้ไม่เกิน 1 เดือน ”  อาจารย์หมอเปิดประตูเข้าไป พบเด็กน้อยแต่งกายด้วยชุดซูเปอร์แมน ศรีษะโล้น เดินลากขาที่เป๋ และแขนซ้ายที่ลีบหมดแรง เข้ามาหาอาจารย์หมอทันที

    “ คุณอาหมอครับ เห็นพ่อของผมบ้างไหมครับ”

    “ ไม่เห็นเลยมาวานก็ไม่มา เขาคงติดธุระมั๊ง”

    “ ไม่นะ เมื่อคืนพ่อยังมาหาผมเลยนะครับ”

     “ ถ้าเช่นนั้น เขาคงไม่ว่าง รอให้พ่อเขากลับมาจากทำงาน เขาก็จะมาหาอาลีแน่ๆ”

    ตอนนี้ขจรไม่ได้ฟังหมอ กับ ชาลีพูดกัน แต่ยืนมองไปที่มุมห้อง เห็นวิญญาณพ่อของอาลียืนอยู่มุมห้อง น้ำตาไหลอาบแก้ม พยายามจะเดินเข้ามากอดอาลี แต่ไม่เป็นผล

    “ วันนี้เรามาตรวจร่างกายกันก่อน ตอนนี้มองเห็นได้ทั้งสองข้างไหม”

    “ เห็นได้ข้างเดียวครับ แต่บางทีก็มองไม่เห็นเลยทั้งสองข้างครับ”

    “ อืม...ไม่เป็นไรนะ เดี๋ยวอาหมอจะให้พี่พยาบาลช่วยหยอดตาให้เผื่ออาการจะดีขึ้น แล้วแขนซ้ายนี่เป็นไงบ้าง”

    “ ยกไม่ขึ้นแล้วครับ”

    นักศึกษาแพทย์ได้ฟังเสียงของ อาลีที่ดูเข้มแข็งแล้วบางคนถึงกับกลั้นน้ำตาไม่อยู่ค่อยเดินออกไปร้องไห้ด้วยความสงสารนอกห้อง

    ขจรได้แต่ถอนหายใจ แล้วส่งกระแสจิตไปที่วิญญาณของพ่ออาลี

    “ มีอะไรให้ผมช่วยไหมครับ”

    “ คุณ..สื่อสารกับผมได้”

    ขจรได้แต่พยักหน้า

    “ ผมอยากบอกเขา ว่าผมตายไปแล้ว แต่ก็กลัวว่า เขาจะรับไม่ได้”

    “ เกิดอะไรขึ้นกับคุณกันแน่”

    “ เมื่อวานตอนเช้า ผมได้รับข่าวดีจากหัวหน้าค่ายมวย บอกว่าจะมีแชมเปี้ยนมวยโลกMMA  รุ่นเฟเธอร์เวท จะมาอุ่นเครื่องโชว์ ที่สนามมวยเดอะวินเนอร์ พอดีคู่ต่อสู้ของเขาป่วยกระทันหัน เลยหาใครชกด้วยไม่ได้ ในค่ายมีผมเพียงคนเดียวที่เคยชกมวยMMA มาก่อน จึงทำให้ผมได้มีโอกาสขึ้นชกในวันพรุ่งนี้ ปกติผมเป็นแค่นักชกก่อนเวลา ดังนั้นผมจึงรีบจะมาบอกลูก เพราะเขาอยากดูผมชกอีกครั้งก่อนที่จะไม่อยู่บนโลกนี้ เขารู้ครับ ว่าเขาจะอยู่ได้อีกไม่นาน” พ่ออาลีสะอึกสะอื้นเล่าต่อไม่ได้ ขจรไม่เร่งปล่อยให้เขาใจเย็นลงก่อน แล้วค่อยเล่าต่อ

    “ ผมขับเท็กซี่ครับ นอกจากชกมวยก่อนเวลาแล้ว ผมก็จะต้องไปขับเท็กซี่เพื่อหาเงินมาเลี้ยงดู อาลี พวกเรามีกันเพียงสองคน แม่เขาตายตอนคลอดอาลีออกมา

    พ่อแม่ของผมกับแฟนก็เสียหมดแล้ว เราเลยเหลือกันสองคนเท่านั้น หลังจากได้รับข่าวดีแล้ว ผมก็จะรีบมาบอกลูกี แต่ว่า มีวัยรุ่นสามคน เหมารถผมไปที่อยุธยา โดยให้เงิน สองพัน ผมเองก็อยากจะได้เงินมาซื้อขนมเค๊ก ให้อาลี 

    พรุ่งนี้เป็นวันเกิดของเขาครับ ผมเลยตกลงไป แต่สุดท้าย พวกมันใช้มีดปาดคอผม แล้วจับผมยัดใส่กระสอบแล้วยัดหินถ่วงศพผมลงไปในแม่น้ำป่าสัก ผมตาย ผมตายไปแล้วครับ...  อาลีลูกพ่อ... พ่อขอโทษที่ไม่ได้ชกมวยให้ลูกดูครั้งสุดท้าย  ผมเป็นพ่อที่แย่มากเลยใช่ไหม”

    “ ผมจะช่วยรักษาเขาเอง และพรุ่งนี้เขาจะได้เห็นพ่อเขาชก บนเวทีมวยอย่างแน่นอน

    ผมสัญญา”

    “ ว่าไงนะ รักษาอาลีได้ด้วยเหรอ แล้วๆ ผมจะขึ้นไปชกได้อย่างไร ในเมื่อผมตายไปแล้ว”

    “ เล่าประวัติคุณมาให้ผมฟังโดยละเอียดก็พอ”

    ขจรพอได้รับฟัง ประวัติจนละเอียด  อาจารย์หมอก็พูดคุยกับ อาลีเสร็จพอดี

    ขจรรอให้ทุกคนกลับไปก่อน แล้วก็กลับเข้ามาอีกครั้ง แล้วบอกกับ อาลีว่า

    “ พี่เป็นเพื่อนกับพ่อของอาลีนะ พรุ่งนี้พ่อบอกให้อาลี เปิดทีวีดูช่องมวยเดอะวินเนอร์ ตอน สองทุ่ม พ่อของเธอจะขึ้นชกกับแชมเปี้ยนมวย MMA เขาบอกว่า จะเอาเข็มขัดแชมป์มาเป็นของขวัญวันเกิดให้เธอให้ได้”

    “จริงเหรอครับ พ่อจะได้ขึ้นชกแล้ว ดีใจจังเลย พี่หมอครับ ช่วยหยอดตาให้ผมอีกตอนเช้าได้ไหมครับ”

    “ ไม่ต้องหรอก”  ขจรเอ่ยด้วยรอยยิ้ม แล้วใช้นิ้วกดไปที่ ขมับของอาลี แล้วปราณที่มีตัวยากล้วยไม้วิญญาณ ดวงตาของ อาลีที่มองไม่เห็นข้างหนึ่ง ก็กลับมามาองได้เป็นปกติ ขณะที่จะทำการรักษาสมองที่มีก้อนเนื้อมะเร็งก้อนใหญ่ฝังอยู่ พลังที่ขจรปล่อยออกไป กลับหยุดนิ่ง บรรยากาศเย็นเยียบ มีชายชุดดำสองคน ยืนด้านข้างเตียง แล้วส่ายหัวเหมือนกับว่า ไม่ยอมให้ขจรรักษาเด็กคนนี้    ขจรเม้มปาก ส่งกระแสจิตออกไปทันที

    “ ทำไม พวกท่านคิดขัดขวางผมไม่ให้ช่วยเด็กคนนี้ ยังงั้นเหรอ?”

    “ ได้เวลาของเขาแล้ว พวกเรามีหน้าที่พาเขาไปในตอนนี้”

    “ อะไรนะ ทำไมเร็วอย่างนี้”

    “ นี่คือชะตากรรมของเขา”

    “ ไม่ได้ เขาเป็นคนไข้ของผม ไม่ว่ายังไงผมจะรักษาเขาให้หายให้ได้”

    “ เปล่าประโยชน์ คุณรักษาเขาหายได้ แต่เขาก็คงต้องไปกับพวกเราอยู่ดี”

    “ ก็ลองดู ว่าพวกยมทูต จะเอาเขาไปต่อหน้าผมได้อย่างไร”

    ขจรนำแหวนนาคบาศออกมา ยมทูตทั้งสองเห็นแล้วต้องถอยหลังไปหลายก้าว

    “ เจ้าเป็นใคร ทำไมมีอาวุธของท่านพระยายมราชได้?”

    “ เมื่อรู้แล้วว่าสิ่งนี้คืออะไร จะยอมเห็นแก่หน้าแหวนวงนี้ ไว้ชีวิตเขาได้ไหม”

    “ เจ้าก็รู้ดี มันเป็นไปไม่ได้ แต่พวกเราให้เวลาเด็กคนนี้ อีก 1 วัน เพื่อเห็นแก่หน้าเจ้า พรุ่งนี้พวกเราจะมาใหม่อีกครั้ง”

    ขจรได้แต่ยืนอึ้งทำอะไรไม่ได้

    จนกระทั่งอาลีเรียกสะกิดเรียกขจร

    “ พี่หมอ ผมมองเห็นชัดแล้วครับ”

    “ ดีแล้วครับ พรุ่งนี้พี่จะมาหาใหม่นะ”

    “ ได้ครับ แล้วพรุ่งนี้พี่หมอจะมาพร้อมกับพ่อเลยหรือเปล่าครับ”

    “ มา ต้องมาซิ”

    ขจรลูบหัวเด็กน้อยอาลี แล้วเอาผ้ายันต์เกราะเพชรออกมา แล้วแปะเข้าไปที่หลังของอาลี ตัวอักษรแสงพุ่งเข้าที่หลังของเขา อย่างน้อยหากยมทูตมา ก็คงพอช่วยดึงเวลาเอาไว้ได้บ้าง พรุ่งนี้เขาต้องขึ้นชกตามที่สัญญาให้ไว้กับ พ่อของเด็กน้อยอาลี แต่ว่าต้องกลับไปศึกษาก่อน ว่ามวย MMA  มันมีกติกาอย่างไรกันบ้าง.....

    คล้ายกับเรื่องโคตรมวยไทยถล่มโลกเซียน ที่คุณอ่าน