ตำนานเทพสงครามอมตะ [นิยายแปล]

    ตอนที่ 34 คฤหาสน์บนภูเขาจูเชวี่ย

    คำเรียกเด็กโง่ทำให้หวงฝู่หลิงซีหน้าแดงด้วยความเขินอายทันที แววตาของนางฉายแววรักใคร่รำไรน้ำเสียงก็เปลี่ยนเป็นอ่อนโยนลงมากเช่นกัน “ในเมื่อท่านมีความมั่นใจข้าก็วางใจแล้วละ”

            ภายในรถตลบอบอวลไปด้วยบรรยากาศคลุมเครือที่อ่อนโยนงดงามโดยไม่รู้ตัว

            “พี่เซียวท่านรู้หรือยังว่าตอนนี้ภูเขาหมั่งหนิวเป็นอย่างไร” หวงฝู่หลิงซีกระแอมขึ้นเบาๆทีหนึ่ง เปลี่ยนบทสนทนาด้วยความว่องไวทว่าบนใบหน้าที่งามล้ำของนางยังคงมีความขวยเขินที่ยังไม่จางหายไป

            “เอ๊ะ?”

            เซียวอวี้ไถ่ถามด้วยรอยยิ้ม“สำนักกระบี่เสวียนหวงคงปิดภูเขาหมั่งหนิวแล้วกระมัง”

            “ปราชญ์คนหนึ่งของสำนักกระบี่เสวียนหวงมาด้วยตนเองทั้งยังมียอดฝีมือขั้นชะตามังกรสิบกว่าคนนั่งบัญชาการอยู่ที่นั่นเพียงแต่ประตูใหญ่ทองสัมฤทธิ์นั่นประหลาดยิ่งนัก จนป่านนี้แล้วยังไม่สามารถเปิดแดนวิญญาณอริยะนั่นได้เลย”หวงฝู่หลิงซีส่ายหน้าพลางทอดถอนใจ

            แต่เซียวอวี้กลับเผยรอยยิ้มประหลาดขึ้นเล็กน้อย

            สำนักกระบี่เสวียนหวงไม่สามารถเปิดแดนวิญญาณอริยะได้เรื่องนั้นอยู่ในความคาดหมายของเขาตอนนั้นเขาเองก็ค้นพบสิ่งผิดปกติของแดนวิญญาณอริยะ บนประตูใหญ่ทองสัมฤทธิ์นั่นอย่างน้อยก็คงฝังค่ายกลเวทขนาดใหญ่ไว้หลายสิบค่ายค่ายกลใหญ่แต่ละค่ายล้วนเชื่อมโยงกันและกัน อย่างน้อยก็ต้องใช้ปรมาจารย์ค่ายกลหลายคนถึงจะสามารถทำลายค่ายกลเวทนั่นได้

            แต่อาศัยความรู้ของสำนักกระบี่เสวียนหวงเปิดแดนวิญญาณอริยะนี่ก็เป็นเรื่องไม่ช้าก็เร็ว แต่สรุปแล้วจะเป็นโชคหรือหายนะก็ยังตอบไม่ได้

            “ดูท่าสำนักกระบี่เสวียนหวงให้ความสำคัญกับแดนวิญญาณอริยะนั่นมากเพียงแต่นี่ก็ไม่มีความเกี่ยวข้องอะไรกับเรา พวกเราเองก็ไม่มีความสามารถจะไปเที่ยวขอส่วนแบ่งในคลังสมบัติของแดนวิญญาณอริยะนั่นด้วย”เซียวอวี้เอ่ยด้วยรอยยิ้ม

            หวงฝู่หลิงซีก็พยักหน้าเห็นด้วยจู่ๆ ยิ้มเจ้าเล่ห์ถามว่า “วันนี้พี่เซียวมีธุระหรือไม่จริงๆ แล้ววันนี้ข้าถูกเชิญให้มาเชิญพี่เซียวไปเป็นแขกน่ะ”

            “เอ๊ะ?”เซียวอวี้ยิ้มแย้ม “ไปที่ไหนหรือ”

            หวงฝู่หลิงซีเม้มปากอมยิ้มเอ่ยขึ้น “ขอข้าเก็บไว้เป็นความลับก่อนคนที่เชิญท่านรับประทานอาหารเป็นผู้มีเกียรติท่านหนึ่ง”

            เซียวอวี้เอ่ยขึ้น“เช่นนั้นแม่นางหวงฝู่นำทางไปเถอะ ข้ามาเมืองหลวงเป็นครั้งแรกอยากจะเดินเล่นอยู่พอดี”

            รถม้าออกจากจวนสกุลเซียวอย่างรวดเร็วมีองครักษ์ของจวนสกุลเซียวหลายคนติดตามไปอย่างเงียบๆเซียวฉีสยงส่งคนให้คอยคุ้มกันเซียวอวี้เป็นการลับตั้งนานแล้วด้วยกลัวว่าลูกชายจะถูกใครลอบสังหาร

            เมืองฉังอานใหญ่โตเป็นอย่างยิ่งเซียวอวี้และหวงฝู่หลิงซีสนทนาด้วยความชื่นมื่นอยู่บนรถความสัมพันธ์ของพวกเขานับวันยิ่งสมัครสมานกลมเกลียวภายในรถมีเสียงพูดคุยหัวเราะด้วยความเบิกบานดังขึ้นเป็นพักๆ

            หลิงเอ๋อร์นั่งอยู่นอกรถอดขมวดคิ้วไม่ได้นางสังเกตเห็นความรู้สึกที่คุณหนูของตนเองมีต่อเซียวอวี้ได้ตั้งนานแล้วแต่ยิ่งเป็นแบบนี้ นางก็ยิ่งเป็นห่วง

            หลิงเอ๋อร์กระทั่งว่าไม่กล้าจินตนาการถ้าเกิดคุณชายจั่วรับรู้เรื่องนี้เข้า เช่นนั้นควรจะทำอย่างไรถึงแม้ตอนนี้คุณชายจั่วจะฝึกบำเพ็ญตนอยู่ในสำนักกระบี่เสวียนหวงแต่ว่าทุกปีก็จะหาเวลาว่างมาเยี่ยมเยียนคุณหนู กะเวลาดูคุณชายจั่วก็ใกล้จะกลับมาแล้วด้วย

            “ไม่ได้ข้าจะต้องหาเวลาลองสนทนากับคุณชายเซียวดูมิเช่นนั้นคุณชายจั่วจะไม่ปล่อยคุณชายเซียวไปเป็นแน่ต่อให้เขาเป็นลูกชายของก้วนจวินโหว ก็ผิดใจกับคุณชายจั่วไม่ไหวหรอก”

            หลิงเอ๋อร์แววตาเป็นประกายในใจมีความคิดบางอย่างแล้ว

            รถม้าขับมุ่งหน้าไปยังทิศตะวันออกของเมืองตลอดทางหลังจากครึ่งชั่วยามโดยประมาณ รถม้าถึงค่อยๆ หยุดลง

            หวงฝู่หลิงซีเลิกผ้าม่านทอดมองไปด้านนอกทีหนึ่งจึงเอ่ยขึ้น “พี่เซียวพวกเรามาถึงแล้ว”

            หลังจากลงมาจากรถม้าเซียวอวี้พลันมองเห็นตรงหน้าเป็นคฤหาสน์ที่งดงามยิ่งใหญ่ตระการตาหลังหนึ่งโดยรอบคฤหาสน์มีรถม้าหรูหราหลายสิบคันทยอยมาจอดคนหนุ่มสาวที่แต่งกายด้วยอาภรณ์งดงามหรูหราลงมาจากรถไม่ขาดสาย

            “แม่นางหวงฝู่ที่นี่มัน?” เซียวอวี้ถามด้วยความใคร่รู้

            รถม้าหรูหราแต่ละคันจอดลงตรงหน้าประตูคฤหาสน์คนหนุ่มสาวที่เดินลงมาจากรถต่างสวมอาภรณ์งดงามเพริศแพร้ว สีหน้าเย่อหยิ่งถือดี แค่มองปราดเดียวก็รู้ว่าเป็นลูกหลานของตระกูลใหญ่ต่างๆในเมืองหลวง

            ดวงตาสุกใสของหวงฝู่หลิงซีส่องประกายเอ่ยขึ้น “ที่นี่คือคฤหาสน์บนภูเขาจูเชวี่ยวันนี้จูเชวี่ยจวิ้นจู่[1]มีชันษาครบสิบหกปีบริบูรณ์จัดงานใหญ่โตเชื้อเชิญให้อัจฉริยบุคคลของเมืองหลวงมาร่วมงานพี่เซียวก็เป็นคนหนึ่งที่ถูกเชิญมาด้วย”

            เซียวอวี้กระจ่างแจ้งในทันทีเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “ที่แท้เป็นงานเลี้ยงสำคัญของจูเชวี่ยจวิ้นจู่นี่เองได้ยินว่าจวิ้นจู่องค์นี้เป็นหลานสาวที่ฝ่าบาททรงรักใคร่เอ็นดูที่สุด ได้รับความโปรดปรานจากฝ่าบาทเป็นอย่างมาก”

            “อีกทั้งหน้าตาสะสวยยิ่งนักด้วยนะ”หวงฝู่หลิงซียิ้มเจ้าเล่ห์ “ด้วยวิธีการหยอกเย้าหญิงสาวของพี่เซียวบางทีอาจจะสามารถกุมหัวใจของจวิ้นจู่เอาไว้ได้”

            เซียวอวี้แสร้งทอดถอนใจเอ่ยขึ้นอย่างสบายอารมณ์ “น่าเสียดายข้าชอบแค่เจ้านี่นา”

            หวงฝู่หลิงซีสั่นสะท้านไปทั้งตัวใบหน้างดงามเขินอายจนแดงก่ำ กัดฟันพูดว่า “พี่เซียวอย่าพูดจาซี้ซั้วอีกหากยังล้อข้าเล่นอีกละก็ ข้าจะไม่สนใจท่านแล้วนะ”

            เซียวอวี้ขยิบตาให้นางทีหนึ่งหัวเราะแหะๆ พลางเอ่ยขึ้น “เมื่อครู่เจ้าหยอกข้าเล่นก่อนนะ”

            หวงฝู่หลิงซีแก้มแดงซ่านกัดริมฝีปากเบาๆ ไม่พูดไม่จาแต่ดวงตางดงามกลับมีความยินดีและความปรารถนาโดยไม่มีสาเหตุในใจเต้นตึกตักไม่เป็นจังหวะ ลอบพูดขึ้นว่า “ไม่รู้ว่าคำพูดไร้ยางอายแบบนี้จะเป็นเรื่องจริงหรือเปล่าเขาชอบข้าจริงๆ หรือ”

            หลิงเอ๋อร์ที่อยู่อีกด้านแอบร้องขึ้นว่าแย่แล้วหากคุณหนูของตนเองจะเปลี่ยนใจไปรักคนอื่นแล้วจริงๆนั่นจะต้องเกิดเรื่องวุ่นวายไปกันใหญ่ จึงรีบเดินตรงเข้าไปสองก้าวแล้วพูดขึ้น “คุณหนู คุณชายเซียว พวกเรารีบเข้าไปเถอะจูเชวี่ยจวิ้นจู่จะได้ไม่ต้องรอจนร้อนอกร้อนใจ”

            “เอ๊ะ?”

            หวงฝู่หลิงซีถึงได้สติขึงตามองสาวใช้ด้วยความไม่พอใจ ไม่กล้ามองตาเซียวอวี้อีกก้มหน้าพูดด้วยเสียงแผ่วเบา “พี่เซียวพวกเราเข้าไปกันเถอะ”

            “อื้มได้” เซียวอวี้แอบทอดถอนใจอีกครั้งเมื่อครู่ตนเองบุ่มบ่ามไปแล้วจริงๆแต่คงปฏิเสธไม่ได้ว่าเขาเองก็รู้สึกดีกับหวงฝู่หลิงซี

            แต่สำหรับตอนนี้ความปรารถนาที่เขาอยากจะฝึกบำเพ็ญเพียรให้แข็งแกร่งยังมากยิ่งกว่าความรู้สึกฉันคนหนุ่มสาว

            ทั้งคู่มุ่งหน้าไปยังคฤหาสน์บนภูเขาด้วยความคิดที่แตกต่างกันไปหวงฝู่หลิงซีลอบมองเซียวอวี้อยู่บ่อยครั้งในใจครุ่นคิดตลอดเวลาว่าคำพูดเมื่อครู่ที่อีกฝ่ายพูดนั้นจะใช่ใจจริงหรือไม่

            แต่ไหนแต่ไรนางไม่เคยทุกข์ร้อนกับผลได้ผลเสียขนาดนี้กัดริมฝีปากเบาๆ ลอบพูดขึ้นว่าคู่เวรคู่กรรมพยายามหายใจทีหนึ่งเพื่อสงบสติอารมณ์ของตนเอง

            ตรงหน้าประตูคฤหาสน์บนภูเขาในตอนนี้เซียวอวี้พบ ‘คนคุ้นเคย’ คนหนึ่ง

            ตู้เสี่ยนกับลูกหลานตระกูลขุนนางใหญ่หลายคนเดินทางมาด้วยกันพบกันตรงหน้าประตูคฤหาสน์บนภูเขาโดยไม่ได้คาดคิด

            สีหน้าของตู้เสี่ยเปลี่ยนเป็นบึ้งตึงอย่างรวดเร็วใบหน้าหล่อเหลาแสดงความชิงชังอย่างแรงกล้า แววตาดุดันจับจ้องเซียวอวี้เขม็ง

            “สหายตู้เจ้าเป็นอะไรไป ไอ้หมอนี่ล่วงเกินเจ้าหรือ” มีคนหนึ่งสังเกตเห็นถึงความผิดปกติอดถามไม่ได้

            ตู้เสี่ยนทำเสียงฮึดฮัดกัดฟันพูด “นี่ก็คือเซียวอวี้”

            “อะไรนะ!”

            “เอ๊ะ?นี่ก็คือคุณชายหกสกุลเซียวอย่างนั้นหรือ ผู้แข่งขันอันโด่งดังของการประลองใหญ่สองแคว้นน่ะหรือ”

            “ไม่คิดเลยว่าจะเป็นเขา!”

            เสียงของตู้เสี่ยนดังสนั่นพลันดึงดูดความสนใจของผู้คนไม่น้อย แววตาแต่ละคู่มองไปทางเซียวอวี้อย่างอดไม่อยู่สีหน้าล้วนแตกต่างกันไป

            เซียวอวี้คลี่ยิ้มพร้อมเอ่ย“คุณชายรองตู้มีธุระอะไรหรือ”

            แววตาของตู้เสี่ยนอาฆาตมาดร้ายสุดแสนไม่ปกปิด จิตสังหารที่หลั่งไหลพรั่งพรูออกมาเลยแม้แต่น้อย คนตรงหน้านี้คือผู้ที่ทำให้ชื่อเสียงของเขาเสียหายจนสูญสิ้นกลายเป็นตัวตลกตัวใหญ่ของเมืองหลวง

            ขั้นครึ่งก้าวก่อกำเนิดถูกผู้ฝึกยุทธ์ขั้นก่อนกำเนิดสามชั้นฟ้าเอาชนะไม่รู้ว่าถูกลูกหลานตระกูลขุนนางหัวเราะเยาะตั้งกี่คนถึงขนาดว่าลับหลังยังมีคนเรียกตู้เสี่ยนว่าเป็นสวะ

            สาเหตุของทุกอย่างนี้ก็เป็นเพราะเซียวอวี้ ทั้งหมดล้วนต้องขอบคุณเขาที่มอบให้!

            “เซียวอวี้ข้าจะเฝ้ารอความพินาศย่อยยับของเจ้าในอีกสองวัน” ตู้เสี่ยนทำเสียงฮึดฮัดเยียบเย็นแล้วหมุนตัวเดินเข้าไปในคฤหาสน์บนภูเขา ถึงแม้เขาอยากจะฆ่าอีกฝ่ายแต่ก็รู้ว่าตนเองไม่ใช่คู่ต่อสู้ของเซียวอวี้ ไม่อยากทำให้ตนเองต้องขายหน้าอีก

            “คุณชายรองตู้ยังถูกเจ้าคนบอกนอกเซ่อซ่าข่มขู่จนลนลานสุดยอดยอดฝีมือรุ่นคนหนุ่มสาวของเมืองเหลียงโจวอะไรกันก็แค่ผู้ฝึกยุทธ์ขั้นต่ำคนเดียวเอง”

            น้ำเสียงเหลาะแหละเสียงหนึ่งดังขึ้นกะทันหัน

            รถม้าใหญ่โตคันหนึ่งจอดอยู่ไม่ไกลออกไปชายหนุ่มคนหนึ่งในชุดสีขาวเดินลงมา เป็นเด็กหนุ่มที่รูปโฉมหล่อเหลาเป็นอย่างยิ่งรูปร่างสูงโปร่ง บุคลิกโดดเด่นแต่เซียวอวี้สัมผัสถึงกลิ่นอายอ่อนโยนและเก็บเนื้อเก็บตัวจากร่างของเขาได้อย่างว่องไว

            สีหน้าของหวงฝู่หลิงซีแปรเปลี่ยนเล็กน้อยรีบพูดด้วยเสียงแผ่วเบา “พี่เซียวนี่คือเยี่ยซิงฮุยบุตรชายเพียงคนเดียวของชิงหลงโหวชิงหลงโหวคือหัวหน้าของบรรดาเจ้าครองนครทั้งหมด พูดแค่เรื่องอิทธิพลของตระกูล ยังยิ่งใหญ่กว่าสกุลตู้อีกนะ”

            ชิงหลงโหว!

            ชื่อเสียงยิ่งใหญ่

            เซียวอวี้รู้จักชนชั้นสูงของอาณาจักรต้าถังอยู่แล้วชิงหลงโหวเป็นตำแหน่งบรรดาศักดิ์ชั้นสูงที่สืบทอดต่อกันมาบรรพบุรุษกับพระราชาที่สถาปนาอาณาจักรต้าถังเคยคบหากันอย่างจริงใจและเท่าเทียมรวมกันสร้างชาติบ้านเมืองที่ยิ่งใหญ่นี้ด้วยกัน ถูกสถาปนาเป็นชิงหลงโหวเป็นหัวหน้าของเจ้าผู้ครองนคร

            เยี่ยซิงฮุยผู้นี้แม้นจะมีกลิ่นอายอ่อนโยนและเก็บเนื้อเก็บตัวแต่ไม่อาจประมาทตบะติดตัวของเขาได้ถึงแม้จะเป็นแค่ผู้ฝึกยุทธ์ขั้นก่อนกำเนิดแปดชั้นฟ้าแต่เซียวอวี้มองออกถึงพลังต่อสู้ที่แท้จริงของเขาว่าแข็งแกร่งเป็นอย่างยิ่ง ไม่ใช่คนเช่นตู้เสี่ยนลูกผู้ลากมากดีชนิดนี้จะเทียบกันได้

            เพียงแต่ทำไมเยี่ยซิงฮุยผู้นี้ถึงตั้งตัวเป็นศัตรูกับตนเอง

            เซียวอวี้ลองคิดอีกมุมหนึ่งก็พลันเข้าใจทันที สกุลเซียวในตอนนี้มีอำนาจล้นฟ้า ทั้งยังเป็นขุนนางที่จักรพรรดิทรงโปรดปรานและเชื่อพระทัยที่สุดในตอนนี้อิทธิพลและสถานะของเซียวฉีสยงก็ยิ่งสูงขึ้นเรื่อยๆ ย่อมก่อให้เกิดความไม่พึงพอใจจากเจ้าผู้ครองนครคนอื่นๆชิงหลงโหวที่มีตำแหน่งเป็นหัวหน้าของเจ้าผู้ครองนครผู้นี้ย่อมไม่พึงพอใจมากยิ่งขึ้นไปอีก

            “เจ้าก็คือเซียวอวี้น่ะหรือเจ้าเก่งกาจเหมือนอย่างคำร่ำลือขนาดนั้นจริงๆ หรือเปล่า เพียงสองสามกระบวนท่าก็สามารถเอาชนะเจ้าสวะตู้เสี่ยนนั่นได้แล้วรึ”ใบหน้าเยี่ยซิงฮุยปรากฏรอยยิ้มเย้ยหยันเล็กน้อย ค่อยๆ เดินเข้ามา


    [1] หมายถึงตำแหน่งองค์หญิงหรือท่านหญิง

    คล้ายกับเรื่องตำนานเทพสงครามอมตะ [นิยายแปล] ที่คุณอ่าน