เทพยุทธ์แห่งใต้หล้า [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 3 บทที่ 83 การตัดสินของอัจฉริยะ

            หลินเฟิงหันหลังกลับไป และจ้องมองไปยังเหล่าศิษย์สายในอีกครั้ง

            “พวกเจ้า มีใครต้องการขึ้นมาแทนเหวินเริ่นเหยียนหรือไม่?”

            ไม่มีผู้ใดกล้าตอบ แม้แต่ผู้ที่แข็งแกร่งทั้งสี่คนที่อยู่ระดับแถวหน้า

            การโจมตีด้วยมีดของถงโชวนั้นแข็งแกร่งเป็นอย่างมาก แม้ว่าพวกเขาจะพบหนทางและต้องการเอาชนะแต่มันไม่คุ้มค่าที่จะเสี่ยง เพราะเพียงแค่การโจมตีด้วยดาบเดียวของหลินเฟิงก็สามารถทำให้ถงโชวหลั่งเลือดได้  

            แต่สิ่งที่ทำให้พวกเขากลัวคือ ความแข็งแกร่งของหลินเฟิงที่ปรากฏในเวลานี้เขาได้ใช้ความแข็งแกร่งทั้งหมดที่เขามีเหรอ?

            ถงโชวถูกหลินเฟิงฆ่าเพียงดาบเดียว พวกเขาดูไม่ออกว่าหลินเฟิงจะมีไพ่ตายอีกหรือเปล่าและเขาจะมีความแข็งแกร่งอีกสักแค่ไหน?

            สายตาของทุกคนต่างจับจ้องไปที่เหวินเริ่นเหยียน ดูเหมือนว่าจะมีเขาเท่านั้นที่สามารถกำราบหลินเฟิงได้

            “การทดสอบของนิกายในวันนี้ ดูเหมือนว่าจะกลายเป็นการต่อสู้ของหลินเฟิงเสียแล้ว”

            ทุกคนต่างมีรอยยิ้มขมขื่นประดับอยู่บนใบหน้า การทดสอบได้สูญเสียความหมายแต่เดิมไปเพราะหลินเฟิงเพียงคนเดียวที่ทำให้ศิษย์ของนิกายกลายเป็นคู่ต่อสู้ของเขา

            เหวินเริ่นเหยียนได้ชำเลืองมอง ทุกคนจึงต่างรู้สึกหวาดกลัว

            การต่อสู้ที่ยอดเยี่ยมของหลินเฟิงในวันนี้ ฝีดาบของหลินเฟิงแต่ละครั้งช่างเปล่งประกายทำให้เขารู้สึกเหมือนถูกตบหน้า เพราะเขาถูกหลินเฟิงด่าว่า ‘เป็นสวะเป็นมดปลวก’

            ศิษย์สายในในวันนี้ยกเว้นเขา ไม่มีใครกล้าท้าหลินเฟิงเพื่อต่อสู้ตอนนี้หลายๆ คนต่างเกรงกลัวว่าเหวินเริ่นเหยียนจะทำได้เพียงพูดจาเย่อหยิ่งและอวดดีเท่านั้น

            หลังจากเรื่องที่เกิดขึ้นทั้งหมด ความแข็งแกร่งของหลินเฟิงนั้นจะเป็นมดปลวกเป็นสวะ ไปได้อย่างไรกัน?

            “เหวินเริ่นเหยียน ตอนนี้เจ้าควรจะพิสูจน์ให้ทุกคนดูว่า ข้าหลินเฟิงที่อยู่ตรงหน้าเจ้าเป็นแค่มดปลวกเป็นสวะจริงหรือ!”

            หลินเฟิงจ้องมองไปยังเหวินเริ่นเหยียน เช่นเดียวกับหานหมาน เพราะว่าไปขัดแย้งเขาหานหมานจึงถูกโจมตีจนบาดเจ็บสาหัส เพียงแค่หานหมานพูดประโยคเดียวก็เกือบต้องถูกฆ่า

            อีกทั้งยังเหวินเริ่นเหยียนได้ประกาศไปแล้วว่า หลิ่วเฟยเป็นผู้หญิงของเขา แต่เพราะหลินเฟิงได้เดินเคียงข้างหลิ่วเฟยเหวินเริ่นเหยียนจึงคิดอยากจะฆ่าหลินเฟิง

            ความหยิ่งยโสโอหังและชอบบงการคนอื่นๆ นี่แหละคือเหวินเริ่นเหยียน

            “ในเมื่อเจ้าแข็งแกร่งกว่าข้าก็ฆ่าข้าซะสิ ไม่งั้นหากข้าแข็งแกร่งกว่าเจ้าข้าก็จะฆ่าเจ้าอย่างแน่นอน”

            หลินเฟิงยิ้มอย่างเย็นชา เหวินเริ่นเหยียนและม่อเสียต้องตายอย่างแน่นอน

            ถ้าหลินเฟิงไม่ฆ่าพวกเขา พวกเขาก็จะหาโอกาสได้ พวกเขาจะฆ่าหลินเฟิงแน่นอน

            “ไร้สาระ”

            เหวินเริ่นเหยียนกล่าวเพียงแค่สองคำ และก้าวไปยังลานประลองเป็นตายในทันที

            ในเวลานี้ทุกคนล้วนเต็มไปด้วยความคาดหวัง

            เหวินเริ่นเหยียนเป็นศิษย์สายในอับดับหนึ่ง ก่อนที่หลินเฟิงจะปรากฏตัวเหวินเริ่นเหยียนนั้นได้รับการยกย่องว่าเป็นศิษย์ที่มีพรสวรรค์อันแข็งแกร่งที่สุดในนิกายหยุนไห่ถึงแม้จะเทียบไม่ได้กับหลิ้งหูเหอซานและถูฟูก็ตาม

            ส่วนความแข็งแกร่งของหลินเฟิงได้เพิ่มขึ้น จึงป้องกันตัวเองจากคนที่ต้องการฆ่าเขาได้และเป็นเพราะเขา การบ่มเพาะของผู้อาวุโสสายนอกหลู่หยวนจึงถูกทำลายและถูกขับไล่ออกจากนิกายแล้วเขายังขมขู่อีกว่าต้องการขับไล่ผู้อาวุโสสายในม่อเสียออกจากนิกายหยุนไห่

            อาจพูดได้ว่าทั้งสองคนนี้เป็นศิษย์ที่มีศักยภาพมากที่สุดในนิกายหยุนไห่ การปะทะกันระหว่างสองอัจฉริยะใครจะเป็นผู้ชนะ?

            “เจ้าคิดว่าสามารถฆ่าเหล่ยโปและถงโชวได้แล้วความแข็งแกร่งของเจ้าจะสู้ข้าได้งั้นหรือ?”

            สายตาของเหวินเริ่นเหยียนเต็มไปด้วยการประชด “ข้าฆ่าเจ้าได้อย่างง่ายดายเพราะเจ้ามันก็เป็นเพียงมดปลวกในสายตาข้า เจ้าไม่มีค่าพอที่จะเป็นคู่ต่อสู้ของข้าแต่เจ้าต้องการให้ข้าลงมือ ดังนั้นข้าจะแสดงความสามารถให้เจ้าเห็น การยั่วยุของเจ้าช่างไร้สาระและความมั่นใจของเจ้าก็ต่ำต้อยเกินไป”

            “ข้าจะใช้เลือดที่แดงฉานของเจ้า พิสูจน์ให้ทุกคนได้เห็นว่าข้าเหวินเริ่นเหยียนไม่มีใครสามารถเทียบได้”

            หยิ่งยโส โอหัง อวดดี

            “คำพูดไร้สาระของเจ้า มันเป็นความจริงที่ไม่มีใครสามารถเทียบได้”

            น้ำเสียงประชดประชันของหลินเฟิงดังขึ้นจึงทำให้สายตาที่มั่นใจของเหวินเริ่นเหยียนดูตกใจเล็กน้อยนัยน์ตาคู่นั้นนับวันยิ่งน่ากลัวขึ้น

            “เอาล่ะ”

            ในเวลานี้ จู่ๆ หนานกงหลิงก็พูดออกมา ขณะจ้องมองไปยังทั้งสองคนบนลานประลองเป็นตาย

            “พวกเจ้าล้วนเป็นอัจฉริยะและเป็นอนาคตของนิกายหยุนไห่ ทางนิกายยังจำเป็นต้องพึ่งพาอาศัยพวกเจ้าทำไมต้องเข่นฆ่ากัน ถ้าต่างคนต่างถอยร่นกันคนละก้าว ครั้งนี้จะถือว่าเป็นการเรียนรู้จากการแข่งขันของศิษย์ร่วมนิกายไม่จำเป็นต้องทำลายชีวิตของอีกฝ่าย”

            หนานกงหลิงพูดเพื่อหยุดทั้งสองคนทั้งเหวินเริ่นเหยียนและหลินเฟิงต่างเป็นอัจฉริยะถ้าหากพวกเขาคนใดคนหนึ่งต้องตายจากการต่อสู้ คงต้องเป็นการสูญเสียของนิกายซึ่งมันไม่คุ้มเป็นอย่างมาก

            หนานกงหลิงไม่คาดคิดว่าทั้งคู่จะมีเรื่องกัน ที่กล่าวไปนั้นเพื่อให้แน่ใจว่าทั้งสองคนจะไม่มีการต่อสู้กัน

            เป็นเพราะความแข็งแกร่งของเหวินเริ่นเหยียนหนานกงหลิงจึงเข้าใจว่าทรงพลังแค่ไหน ถึงแม้จิตวิญญาณของหลินเฟิงจะเป็นดาบแต่เหวินเริ่นเหยียนก็มีโอกาสชนะมากกว่าเพราะจิตวิญญาณของเหวินเริ่นเหยียนนั้นแข็งแกร่งเป็นอย่างมากอีกทั้งยังเป็นจิตวิญญาณที่หาได้ยากยิ่ง  

            “ท่านประมุข ท่านเห็นว่าเจ้าสวะนี่จะโจมตีข้าหรือคิดว่าข้าเหวินเริ่นเหยียนอาจพ่ายแพ้ให้กับเขา”

            ถึงแม้หนานกงหลิงจะโน้มน้าวแล้ว แต่ยังไม่สามารถทำให้เหวินเริ่นเหยียนโอนอ่อนลงไปได้เขาตัดสินใจแล้วว่าต้องฆ่าหลินเฟิงให้ได้ มันเป็นเพียงวิธีเดียวเท่านั้นที่จะสามารถพิสูจน์ความแข็งแกร่งของเขาอัจฉริยะที่แข็งแกร่งที่สุดในนิกายหยุนไห่ต้องเป็นเหวินเริ่นเหยียนเท่านั้น

            หลินเฟิงมีหน้าที่แค่เสริมเหวินเริ่นเหยียนให้เด่นขึ้นเท่านั้น

            “หลินเฟิง เจ้ายอมถอยสักครั้งเถอะ”

            หนานกงหลิงกล่าวกับหลินเฟิงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

            หลินเฟิงหัวเราะและมองไปที่หนานกงหลิง “ดูเหมือนว่าท่านประมุขยังคงไม่มั่นใจในตัวข้าหรือคิดว่าข้าจะต้องพ่ายแพ้อย่างแน่นอน?”

            หนานกงหลิงส่ายหน้าพร้อมรอยยิ้มอันขมขื่น “หลินเฟิงความแข็งแกร่งของเหวินเริ่นเหยียนอยู่ระดับสูงสุดของขอบเขตแห่งจิตวิญญาณขั้นที่ 3 จิตวิญญาณของเขาเป็นจิตวิญญาณอสูรไผ่น้ำเงิน ถึงแม้เจ้าจะแข็งแกร่งแต่เจ้ายังต้องการเวลาเพื่อที่จะสามารถเอาชนะเหวินเริ่นเหยียนได้”

            ไผ่น้ำเงิน สัตว์อสูรไผ่น้ำเงิน?

            หลินเฟิงเกร็งเล็กน้อย เพราะในความทรงจำของเขามีคำว่าไผ่น้ำเงินเป็นสัตว์อสูรประเภทงู ขนาดไม่ใหญ่มาก แต่มีพิษรุนแรงอย่างมาก และดวงตาสีน้ำเงินมันรวดเร็วดั่งฟ้าผ่า อีกทั้งยังสามารถหลบในไม้ไผ่น้ำเงินได้อีก นี่ช่างน่ากลัวอย่างยิ่ง

            “ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมสายตาถึงได้ฉายแววประกายสีน้ำเงินน่ากลัวเช่นนี้ ที่แท้ก็เพราะจิตวิญญาณอสูรไผ่น้ำเงินนี่เอง”

            หลินเฟิงนึกถึงสายตาของเหวินเริ่นเหยียน มันเหมือนกับอสรพิษนั่นจึงทำให้ทุกคนต่างรู้สึกอึดอัด

            แต่เพียงเพราะเขามีจิตวิญญาณไผ่น้ำเงิน หลินเฟิงอาจจะกลัวก็ได้?

            “ท่านประมุขไม่ควรมีข้อกำจัดการต่อสู้ระหว่างศิษย์แต่ศิษย์คนนี้กลับดูหมิ่นข้า เขาสมควรตาย แต่เพราะเขามีพรสวรรค์ที่โดดเด่นท่านประมุขจึงพยายามปกป้องเขานี่อาจทำให้ผู้อาวุโสเสินอับอายขายขี้หน้า”

            ในตอนนั้นเองได้มีเสียงที่เย็นชาดังขึ้น เหนือหุบเขาที่กำลังลงมาจากท้องฟ้าโดยมีแสงอยู่ที่ฝีเท้าราวกับเดินอยู่บนอากาศ ครู่ต่อมานางก็ชะลอตัวลงบนอัฒจันทร์

            “ผู้นี้คือใคร เหวินเริ่นเหยียนเป็นศิษย์ของนาง?”

            ฝูงชนต่างจ้องมองไปยังผู้อาวุโสเสินที่ปรากฏตัวออกมานางดูซูบผอมและมีผมสยาย ทำให้ทุกคนต่างรู้สึกน่าขนลุก

            นอกจากนี้นางยังกล้าพูดกับท่านประมุข เห็นได้ชัดว่ามีสถานะพิเศษ

            มีหลายคนที่รู้จักหญิงชราผู้นี้ ในใจนางแอบแปลกใจเพราะไม่คิดว่านางจะทำให้ทุกคนตกใจแต่นี่ดูเหมือนว่าครั้งนี้หลินเฟิงจะโชคร้ายเสียแล้ว

            “ท่านอาจารย์”

            แม้ว่าเหวินเริ่นเหยียนจะหยิ่งยโส แต่เมื่อเห็นหญิงชราผู้นี่ปรากฏตัวขึ้นเขาก็ยังคงเคารพนับถือมากกว่าตอนอยู่ต่อหน้าท่านประมุขหนานกงหลิงเสียอีก

            “อืม” นางพยักหน้าเล็กน้อยเหลือบมองไปที่ต้วนเทียนหลางจากนั้นกล่าวกับหนานกงหลิงว่า “ท่านประมุขเรื่องของคนรุ่นเยาว์พวกเราไม่ควรไปมีส่วนร่วม เพราะมันจะทำให้คนนอกติฉินนินทาเอาได้”

            หนานกงหลิงยิ้มอย่างขมขื่น เขาไม่คิดเลยว่าหญิงชราผู้นี้จะปรากฏตัวดูเหมือนเหตุการณ์จะแย่ลงเรื่อยๆ

            “ยายแก่ เจ้าให้ท่านประมุขไม่ไปยุ่งเกี่ยวเรื่องระหว่างคนรุ่นเยาว์แต่เจ้ากลับทำเสียเอง”

            เหนือท้องฟ้าได้มีเงาของนกกระเรียนกำลังกระพือปีกจนเกิดพายุหมุนจากนั้นบินลงมาเหนืออัฒจันทร์

            “ผู้อาวุโสเป่ย”

            รอยยิ้มขมขื่นของหนานกงหลิงยิ่งเพิ่มขึ้นทุกที ความขัดแย้งระหว่างหลินเฟิงและเหวินเริ่นเหยียนถึงกับทำให้ผู้อาวุโสสองท่านต้องเข้ามามีส่วนร่วม นี่ทำให้ทุกคนต่างตกใจเป็นอย่างมาก

            “หลินเฟิง เจ้าคิดเช่นไร?”

            “ข้ายินดีจะต่อสู้ โดยเดิมพันด้วยชีวิต”

            หลินเฟิงเข้าใจถึงความหมายของผู้อาวุโสเป่ย ถ้าเขาปฏิเสธที่จะต่อสู้หลินเฟิงสันนิษฐานว่าผู้อาวุโสเป่ยจะต้องปกป้องเขาอย่างแน่นอนแต่การต่อสู้ในวันนี้มันคือความจำเป็น

            ถ้าหลังจากนี้เหวินเริ่นเหยียนรู้จิตวิญญาณของหลินเฟิง เขาอาจจะหนีไม่กล้าต่อสู้อีกและอะไรคือเส้นทางแห่งการบ่มเพาะ แม้ว่าเหวินเริ่นเหยียนจะไม่มีความแข็งแกร่งมากพอแต่ก็ต้องต่อสู้ต่อ

            ผู้อาวุโสเป่ยพยักหน้า “ถ้าเจ้าต้องการที่จะต่อสู้ถึงแม้จะถูกฆ่าตาย นั่นมันเป็นเพราะทางเลือกของเจ้าเอง ข้าจะไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวฉะนั้นตอนนี้เจ้ายังมีเวลาคิดไตร่ตรอง คิดให้ดีซะ”

            “ไม่จำเป็นต้องคิดหรอกขอรับ”

            หลินเฟิงส่ายหน้าโดยไม่ลังเลเลยสักนิดเดียว

            “เยี่ยม”

            ผู้อาวุโสเป่ยพยักหน้าอย่างพึงพอใจ “ถ้าเจ้าชนะเขาข้าจะช่วยเจ้าขับไล่ม่อเสียออกจากนิกาย”

            เมื่อพวกเขาได้ยินคำพูดของผู้อาวุโสเป่ยแล้วต่างก็ตกตะลึง มันช่างเป็นคำพูดที่ก้าวร้าวยิ่งนักหากหลินเฟิงชนะ เขาก็จะขับไล่ม่อเสียออกจากนิกาย ดูเหมือนว่าชายชราผู้ดูแลหอซิงเฉินจะมีสถานะพิเศษถึงกับให้สัญญากับหลินเฟิงเช่นนี้

            สีหน้าของม่อเสียดูอึมครึมทันที ถ้าหลินเฟิงชนะ ผู้อาวุโสเป่ยก็จะขับไล่เขาออกจากนิกายสารเลว…

            ในเวลานี้ม่อเสียได้เกลียดชังผู้อาวุโสเป่ยแต่น่าเสียดายที่สถานะของอีกฝ่ายสูงส่งกว่าท่านพ่อของเขา แล้วเขาจะทำอะไรได้ตอนนี้ได้แต่รอความหวังว่าหลินเฟิงจะตายด้วยน้ำมือของเหวินเริ่นเหยียนเท่านั้น  

            “ยายแก่ หากหลินเฟิงพ่ายแพ้ ข้าจะไม่ไปยุ่งเกี่ยว แต่ถ้าหลินเฟิงชนะเจ้าคงจะไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวหรอกนะ?

            ผู้อาวุโสเป่ยหันไปถามหญิงชรา

            “ยายแก่อย่างข้าทำไมต้องเข้าไปยุ่งด้วย? นอกจากนี้ศิษย์ของข้าไม่มีทางแพ้อย่างแน่นอน”

            หญิงชราจ้องเขม็งมาที่ผู้อาวุโสเป่ย ด้วยสัญชาตญาณนางจึงมั่นใจในตัวเหวินเริ่นเหยียนก็เหมือนที่ผู้อาวุโสเป่ยมั่นใจในตัวหลินเฟิง

            “เมื่อเป็นเช่นนี้ ก็เริ่มต่อสู้เถิด”

            ผู้อาวุโสเป่ยพยักหน้าตอบรับ

            หนานกงหลิงยิ้มอย่างขมขื่นพลางมองไปมาระหว่างหญิงชราและผู้อาวุโสเป่ยที่กำลังสนทนากันการปรากฏตัวของหญิงชราและผู้อาวุโสเป่ยทำให้ท่านประมุขผู้นี้กลับไม่มีอำนาจในการตัดสิน

            หรือว่าดวงชะตาระหว่างหลินเฟิงและเหวินเริ่นเหยียนจะถูกลิขิตไว้แล้ว?

            หนานกงหลิงไม่เต็มใจเป็นอย่างมาก แต่เขาในตอนนี้ไม่สามารถทำอะไรได้

            การต่อสู้ระหว่างหลินเฟิงและเหวินเริ่นเหยียนเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

            บนลานประลองเป็นตาย ทั้งคู่ต่างยืนประจันหน้ากัน จากนั้นเหวินเริ่นเหยียนมองหลินเฟิงและกล่าวประชดว่า “ข้าล่ะไม่เข้าใจจริงๆ ว่าทำไมผู้อาวุโสเป่ยถึงมั่นใจในตัวเจ้านัก และข้าก็เชื่อว่าเจ้าจะสามารถต่อสู้กับข้าได้แต่อีกไม่นานเขาก็จะพบว่า เขานั้นคาดหวังในตัวเจ้าสูงเกินไป!”

            “เมื่อเจ้าอยู่ต่อหน้าข้า เจ้าก็เป็นเพียงแค่มดปลวกเท่านั้นพรสวรรค์ของเจ้าก็จะกลายเป็นเรื่องไร้สาระ ข้าเหวินเริ่นเหยียนจะพิสูจน์ให้ทุกคนได้เห็นว่าอะไรคืออัจฉริยะที่แท้จริง”

            เมื่อเหวินเริ่นเหยียนกล่าวจบ กลิ่นอายที่น่ากลัวก็ได้ปลดปล่อยออกมาจากตัวเขาและข้างหลังของเขาได้มีอสรพิษสีน้ำเงินโผล่ออกมา อสรพิษนี่แม้ว่าจะเป็นเงาแต่กลับให้ความรู้สึกถึงแก่นแท้นี่คือจิตวิญญาณอสูรไผ่น้ำเงินของเหวินเริ่นเหยียน