อาหารนี้เป็หรงซิวที่คีบให้ อวิ๋นอี้ใช้นิ้วเท้าคิดก็พอเดาออก
บุรุษผู้นี้ชอบทำตัวดีต่อหน้า ตอนนี้ได้โอกาสอยู่เขาจะไม่พยายามแสดงให้ดีได้อย่างไร?
เขาชอบแสร้งทำก็ปล่อยให้เขาทำไป ผู้ใดใช้ให้เขาเกิดเป็องค์ชายเล่า
อวิ๋นอี้บ่นในใจเงียบๆ เพิกเฉยต่ออาหารที่หรงซิวคีบมาให้คีบอาหารเองต่อไป
คนบนโต๊ะอาหารล้วนมีไหวพริบ พวกเขาเห็นการกระทำทุกอย่างของทั้งสองหากแต่มิได้พูดราวกับนัดกันมา
เื่ทะเลาะกันของคู่รัก เริ่มที่หัวเตียงก็จบที่ปลายเตียงผู้ใดมิอาจเข้าไปวุ่นวายได้
อาหารมื้อนี้ทานด้วยอารมณ์จุกอก
ในยามนั้นเองท้องฟ้าก็มืดสนิทแล้ว ปลายวสันต์เริ่มเข้าคิมหันต์ท้องฟ้ายามค่ำคืนจะปลอดโปร่ง มีดวงดาวระยิบระยับลอยสูง ทำให้ค่ำคืนนี้งดงามและลึกลับยิ่ง
สายลมพัดมาอย่างช้าๆ นำกลิ่นหอมของดอกท้อโชยมาเงาของต้นไม้เต็มสองข้างทาง แสงจันทร์ที่พร่ามัวราวกับความฝัน
ทุกคนอิ่มท้องอวิ๋นเส่าต้าวที่ชราแล้วก็ทรุดตัวลงบนเก้าอี้นั่งพักผ่อน และเริ่มงีบหลับ
ทันใดนั้น หรงซิวก็ลุกขึ้นเงียบๆ
เขาชำเลืองมองสีของท้องฟ้า ก่อนจะพูดอย่างใจเย็นว่า “ท่านพ่อตา ยามนี้ก็ดึกมากแล้วหรงซิวไม่รั้งอยู่เพื่อรบกวนท่านแล้ว ไว้ข้าจะพาอวิ๋นเออร์กลับบ้านอีกเมื่อมีเวลา"
"ดีเลย!" อวิ๋นเส่าต้าวใตื่น ตกลงทันที ไม่ได้ไปส่งเองแต่ให้เหล่าบุตรทั้งหลายไปส่ง "เด็กๆ พาฝ่าากับพระชายาไปส่ง"
"......"
อวิ๋นอี้ไม่ทันได้พูดอันใด ก็ถูกส่งขึ้นรถม้าทั้งอย่างนั้น
นี่คือท่านพ่อ นี่คือพี่น้องของข้าจริงๆ ใช่หรือไม่?
จะอาวรณ์กันสักนิดก็ไม่มีหรือ?
อวิ๋นอี้ทำหน้าเศร้า ไม่อยากจาก นางหันหลังกลับไปมองทุกๆ สิบก้าวส่งสายตาให้อวิ๋นจ้านเป็ครั้งคราว ที่ไหนได้เด็กคนนั้นกลับหลบตาทันใดก้มหน้าเดินตลอดทาง
มีเงินอยู่บนพื้นหรืออย่างไร!!!
อวิ๋นอี้โกรธมาก แต่ก็ทำอันใดไม่ได้ แขนขาเล็กๆ ของนาง จะสู้ต้นขาใหญ่ของหรงซิวได้เช่นไรสุดท้ายก็ถูกเขาโอบเอวจนไปถึงประตูใหญ่
มีรถม้าอยู่ที่หน้าประตู ้าหลังคาเป็สีดำตัวรถสีแดงมีลายแกะสลัก หรูหรา ดูโอ้อวดเป็แบบที่เหมาะสมกับหรงซิวยิ่งนัก
เป็ไปตามนั้น หรงซิวพานางขึ้นรถด้วยตัวเองและพูดอย่างอบอุ่นว่า"อวิ๋นเออร์ เรากลับบ้านกันเถิด"
เฮอะเฮอะ
องค์ชายผู้เสแสร้ง
ชะตากรรมถูกกำหนดไว้เช่นนี้ ดิ้นรนไปก็ไร้ประโยชน์อวิ๋นอี้ไม่แม้แต่จะมองเขา ปีนขึ้นไปบนรถม้าด้วยตนเอง
ภายในรถม้าช่างกว้างขวางยิ่งนักทันทีที่นางขึ้นไปก็รีบยึดครองพื้นที่ด้านซ้ายทั้งหมดผู้ใดจะรู้ว่าหรงซิวทำราวกับมองไม่เห็น เขาเข้ามานั่งติดกับนาง แขนยาวๆก็โอบนางไว้อย่างแ่เบา "เหนื่อยแล้วใช่หรือไม่?"
น้ำเสียงสนิทสนมเช่นนี้!
ท่าทางคุ้นเคยเช่นนี้!
ช่างหน้าทนเสียจริง!
อวิ๋นอี้พยายามลุกขึ้น ปัดมือเขาออก แต่หรงซิวกลับไม่ยอม กอดแน่นขึ้นแล้วพูดลอยๆ ว่า "เหนื่อยก็นอนเถิด! ถึงแล้วข้าจะเรียกเ้าเอง!"
“ไม่ใช่เพคะ!” อวิ๋นอี้โมโหจนแทบทนไม่ไหว "ฝ่าาปล่อยข้า!"
"หากว่าข้าไม่ปล่อยเล่า" เขายิ้มจนเห็นฟัน มองลงมา ใบหน้าอันหล่อเหล่าของเขาจุดรอบยิ้มได้ใจแลดูน่าค้นหาเป็อย่างยิ่ง "อวิ๋นเออร์ ข้ารู้ว่าเ้ามิได้รู้สึกอันใดกับข้าหากจักให้เ้าลองปรับตัวใหม่ คงอึดอัดมาก"
เมื่อได้ยินเช่นนี้ อวิ๋นอี้ก็มองแล้วถามเขาด้วยความสงสัย“หรือว่าฝ่าาจะมีมโนธรรมค้นพบได้แล้ว อยากจะจากกันอย่างสงบหรือ?”
“อวิ๋นเออร์” หรงซิวจับมือนางแน่น และยิ้ม “ข้าเคยพูดแล้วชาตินี้อย่าได้คิดจะเลิกลา"
แล้วจะพูดหาพระแสงอันใด!
อวิ๋นอี้มีความอยากรู้อยากเห็นขึ้นมา รีบถามทันใด"กระนั้นฝ่าาหมายความว่าเยี่ยงไร?"
"ข้าเพียงอยากบอกเ้าว่ามีวิธีหนึ่งที่จะปรับตัวเข้ากับข้าได้อย่างรวดเร็ว"
"......"อวิ๋นอี้ชำเลืองมองดูเขา “ข้าคิดว่าไม่ได้เป็วิธีที่ดีเท่าใดนัก”
หรงซิวยิ้ม “ก็เหมือนกับยามนี้ มาใกล้ชิดกันให้มากขึ้นเมื่อก่อนเ้าชอบที่ข้าโอบเ้าไว้เช่นนี้ เ้าจำได้หรือไม่?”
อวิ๋นอี้พยายามยิ้ม บอกเขาว่า “ข้าจำไม่ได้โปรดเถิดเพคะหากฝ่าาอยากกินเต้าหู้ [1] มิต้องแสดงออกชัดเจนเยี่ยงนี้ก็ได้”
นางตีมือเขาออก เอนตัวเข้าหามุมที่ไกลจากเขาเมื่อเขากำลังจะเข้ามาใกล้ นางก็รีบยกที่พักเท้าขึ้นวางตรงหน้าเขาใบหน้าของนางเต็มไปด้วยความดุร้าย
หรงซิวทำอะไรไม่ได้ เขากระตุกยิ้มมุมปาก "ซนเสียจริง"
"......"
อวิ๋นอี้รู้สึกขยะแขยงจนแทบอาเจียน คิดว่าบุรุษผู้นี้ไม่น่าจะปกติ
นั่งอยู่ในรถม้าเกือบจะทั้งคืน เมื่อกลับมาถึงจวนอวิ๋นอี้ก็เหนื่อยจนหมดสภาพแล้ว นางสูดลมหายใจสุดท้ายรีบกลับไปที่ห้องโดยปล่อยให้เซียงเหออาบน้ำหวีผมให้นางเมื่อกระบวนการทำความสะอาดที่แสนจะยาวนานจบลง นางก็ฟุบลงบนเตียงราวกับสลบ
ในที่สุดก็ได้พักผ่อนเสียที
ร่างกายเหนื่อยแต่สมองโล่ง เมื่อนอนลงก็กางแขนกางขาออกดูเอาว่าอีกครู่หนึ่งหรงซิวจะนอนเช่นไร
อวิ๋นอี้คำนวณอย่างดีแล้ว แต่ก็ยังพลาดไปหรงซิวไร้ยางอายมากกว่าที่นางคิด
เมื่อครู่ที่นางกำลังอาบน้ำอยู่ และให้หรงซิวไปอยู่ที่ห้องข้างๆ ก่อนนางนอนลงได้ครู่หนึ่ง ก็ได้ยินเสียงหรงซิวเปิดประตูเข้ามานางจึงรีบหลับตาลงอย่างรวดเร็ว
หรงซิวเดินเข้ามา ก็เห็นว่านางนอนแผ่อยู่เต็มเตียง
สาวน้อยผู้นี้ไม่รู้ว่าหลับไปแล้วจริงๆ หรือว่าแกล้งหลับกันแน่ท่าทางดูน่ารักและเรียบร้อยยิ่งนัก
ภายใต้แสงสลัวที่ส่องลงมา ผิวของนางดูสว่างขึ้น ขนตาที่หนาและเรียวยาวของนางทำให้เกิดเงาเป็แถวๆใต้ดวงตา สันจมูกที่เชิดขึ้น ดูงดงามยิ่งขึ้นเมื่อมองจากมุมนี้ ปากเล็กๆ เผยอออกริมฝีปากสีแดงของนางตัดกับฟันขาว เป็สตรีที่งดงามจริงๆ
เดิมทีหรงซิวก็มิได้คิดฟุ้งซ่าน แต่ไม่รู้เป็เพราะเหตุใดมองไปมองมาก็รู้สึกร้อนผ่าวไปทั้งร่าง เขาสบถออกมาเบาๆ สูดหายใจเข้าลึกๆพยายามระงับความคิดเ่าั้
เมื่อมองดูนางอีกครา แววตาของเขาก็เริ่มเข้มขึ้นเขาเดินไปข้างเตียงแล้วสะกิดนางเบาๆ หรงซิวสังเกตเห็นว่ามุมปากของนางขยับเล็กน้อยหรงซิวก็เข้าใจทันที
นอนหลับอันใดกัน นี่มันแกล้งหลับชัดๆ
ไม่ว่าวันใดนางล้วนไม่อยากนอนกับเขา วันนี้นางจึงถือโอกาสแกล้งหลับไปเสียเลย
มุมริมฝีปากของหรงซิวโค้งขึ้นเล็กๆจากนั้นเขาก็นั่งลงข้างเตียงโดยหันหลังให้นางและค่อยๆ ถอดเสื้อผ้าออก
อันดับแรกคือเสื้อตัวนอก ตามด้วยเสื้อตัวใน สุดท้ายก็เผยให้เห็นร่างกายส่วนบนที่แข็งแรงกำยำ
หรงซิวเลิกคิ้วราวกับว่าเขาพอใจในการแสดงนี้เป็อย่างยิ่ง ก่อนที่เขาจะหันกลับมามองและเห็นหางตาของสตรีตัวน้อยขยับ
แกล้งหลับใส่เขาหรือ?
ก็ดูว่าจะแกล้งไปได้สักกี่น้ำ!
หรงซิวเปิดผ้านวมขึ้นแล้วเข้าไป เลียนแบบท่านอนของอวิ๋นอี้ทำให้ทับร่างนางพอดี
มือเท้ายาวๆ ของเขา เมื่ออยู่ในท่านี้ก็แทบจะกอดร่างของหญิงสาวไว้ทั้งตัวไม่เพียงกระนั้น เมื่อเขาเข้ามาใกล้ขึ้นเรื่อยๆลมหายใจร้อนผ่าวของเขาก็ััเข้าที่คอของนาง อวิ๋นอี้ขนลุกซู่ทันที ลืมตาขึ้น
บุรุษตรงหน้า มองนางด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม
“อวิ๋นเออร์…”
เขากระซิบ “อยากให้พวกเราใกล้ชิดกันกว่านี้หรือไม่?”
ไม่ว่าจะเป็ชายที่ปกติจริงจังเคร่งขรึมขนาดไหนตกกลางคืนก็เป็หมาป่ากันทั้งสิ้น นับประสาอะไรกับคนอย่างหรงซิวปกติก็จ้องนางปานจะกลืนกินอยู่ไม่ขาด!
อวิ๋นอี้โดนทับจนเจ็บหน้าอก แทบจะคิดอันใดไม่ออก
นางโพล่งออกมาว่า "มิอยาก! หรงซิว... หรงซิว ท่านรีบลงไปเถิดทับข้าจนจะตายอยู่แล้ว..."
ไม่เพียงแค่นั้น แต่ร่างกายของเขายังร้อนผ่าว ราวกับจะย่างสดนาง
อวิ๋นอี้ขอความเมตตา ทำให้หรงซิวดูมีความสุขขึ้นอีกคราเขายังคงไม่เคลื่อนไหวใดๆ ถามนาง “ยังจะคิดไม่ซื่ออีกหรือไม่? ให้ข้านอนด้วยได้หรือยัง?”
ถึงยามนี้แล้ว นางมีทางเลือกด้วยหรือ?
อวิ๋นอี้พยักหน้าอย่างยอมจำนน ชายหนุ่มถึงได้ลงจากร่างของนาง
เขาไม่ได้ปล่อยนางไป เพียงแค่เปลี่ยนอิริยาบถ กอดนางไว้ในอ้อมแขนแล้วจูบเข้าที่หน้าผากของนาง "นอนเถิด คราหน้าเป็เด็กดีหน่อย"
เด็กดีบ้ากระไร
อวิ๋นอี้ไม่ใช่สตรีแบบที่โดนกระทำแล้วจะจบได้ หลังจากคืนนั้นนางก็ยิ่งไม่ชอบหรงซิวขึ้นไปอีก
โดยเฉพาะหลังจากที่นางเปรียบเทียบหรงซิวกับบุรุษรูปงามผู้นั้นนางก็ยิ่งรู้สึกรังเกียจเขาเป็อย่างยิ่ง
หากนับข้อเสียของหรงซิว นางหาออกมาได้เต็มกระบุง
“ยกตัวอย่างเช่น?” เสี่ยวมู่อวี่กินน่องไก่พลางพูดอย่างไม่เห็นด้วย“ข้าคิดว่าองค์ชายเป็คนดียิ่งนัก มีให้กินให้ดื่มทั้งยังช่วยข้าตามหาท่านพ่อท่านแม่ อวิ๋นอี้ ท่านยอมองค์ชายไปเถิด!"
"เ้าจะรู้อันใด!" อวิ๋นอี้ชี้ไปที่เสี่ยวมู่อวี่ และด่าทอเขา"นี่มันเป็แผนการของเขา! เ้าเด็กเกินไป หรงซิวน่ะแสดงเก่งมากเ้ามองมิออกหรอก!"
“กระนั้นท่านมองออกได้เยี่ยงไร?" เสี่ยวมู่อวี่เลียนิ้ว "หรือว่าท่านเคยเห็นอีกด้านขององค์ชาย?"
อวิ๋นอี้เบ้ปาก
แม้ว่าในยามนี้นางจะยังมิเคยเห็นอีกด้านของเขาแต่สัญชาตญาณบอกนางว่าหรงซิวเต็มไปด้วยเล่ห์กลอุบาย เสแสร้งเก่งปานนี้ย่อมไม่ธรรมดาเป็แน่!
เขามันปลอมเปลือก!
สวมหน้ากากคนรักที่ดีอยู่ทุกวันเยี่ยงนี้ ทำให้คนอื่นอึดอัดใจโดยแท้
เสี่ยวมู่อวี่กินน่องไก่เสร็จก็หยิบถ้วยชาดื่มไปหลายอึกจากนั้นก็พูดด้วยเสียงเล็กเสียงน้อยว่า “แม่อวิ๋นอี้ท่านพร่ำบอกว่าฝ่าามีอีกด้านหนึ่ง แต่ท่านก็ไม่เคยเจอ มิเช่นนั้นหรือท่านจะลองยั่วโมโหฝ่าาดู? ดูสิว่าฝ่าาจะเผยใบหน้าที่แท้จริงออกมาหรือไม่?"
บางครั้ง อวิ๋นอี้อยากจะอุ้มเสี่ยวมู่อวี่ขึ้นมาจุมพิตเสียจริง
ความคิดนี้ดียิ่งนัก!
นางจะทำให้หริงซิวโผล่หางจิ้งจอกของเขาออกมาให้ได้!
หากสุดท้ายพิสูจน์ได้ว่านางคิดผิดไป นางก็ลอยตัวอยู่ดี อย่างไรเสียหรงซิวก็ทำให้นางไม่มีความสุข นางก็ต้องทำให้เขาไม่มีความสุขบ้าง
อวิ๋นอี้เป็คนที่ตั้งใจทำอันใดแล้วจะทำอย่างจริงจัง หลังจากทำตัวดีๆมาหลายวัน ทุกวันก็จะสอดส่องเื่ของศัตรูจากพ่อบ้าน และแล้วในวันนี้นางตัดสินใจจะลงมือ
ขั้นตอนแรกคือทำอาหารให้หรงซิวเองกับมือ
แน่นอนว่านางมิใช่คนจิตใจดีเช่นนั้น ทำอาหารให้น่ะจริงแต่ในอาหารต้องใส่ส่วนผสมพิเศษสักหน่อย อวิ๋นอี้มิได้โง่จนวางยาลงไปในอาหารนางไม่ชอบหรงซิว ดังนั้นนางจึงจะทำให้เขาอาหารเป็พิษและแพ้อาหารก็เท่านั้น
อย่างไรก็ดีหรงซิวเป็ถึงคนในราชวงศ์ หากนางทำให้เขาถึงแก่ชีวิต นางคงถูกตัดหัวเป็แน่
อวิ๋นอี้หวงแหนชีวิต
พ่อบ้านบอกว่าหรงซิวชอบกินอาหารทะเล ปลา กุ้ง หรือปูแทบจะขาดไม่ได้ในทุกมื้ออาหาร
อวิ๋นอี้เข้าครัวเอง ทำอาหารทะเลเต็มโต๊ะ
นางทำตามรสชาติที่ตนชอบในอดีต ใส่พริกเยอะหน่อย รสชาติเข้มข้นสิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้เลยก็คือ แม้อาหารจะยังทำไม่เสร็จแต่ก็หอมน่าอร่อยจนเตะจมูกแม้แต่คนรับใช้ด้านนอก ก็ยังคอยชะเง้อมองไปตามๆ กันเพียงดมก็รู้สึกได้ว่าต้องอร่อยเป็แน่!
อวิ๋นอี้เห็นปฏิกิริยาของทุกคน มุมปากหนักยกขึ้นมา
นางยุ่งอยู่ในครัวตลอดบ่ายสุดท้ายอาหารทุกอย่างก็แล้วเสร็จก่อนที่หรงซิวจะกลับถึงจวน
เมื่อเดินออกมาข้างนอก ก็เห็นคนรับใช้พากันจ้องมองจนน้ำลายแทบหกอวิ๋นอี้เลิกคิ้วแล้วบอกพ่อบ้าน “ข้าทำกุ้งัเผื่อพวกเ้าด้วยหากพวกเ้าหิวแล้ว ยามนี้ก็ไปกินกันได้"
พ่อบ้านได้ยินเช่นนั้นก็ดีอกดีใจ เขาไม่คิดเลยว่าจะมีส่วนของพวกเขาด้วย!
“ขอบพระทัยพระชายาพ่ะย่ะค่ะ!”
อวิ๋นอี้โบกมือ สั่งว่า “ใช่แล้ว แบ่งไปให้เสี่ยวมู่อวี่ด้วยอย่าให้เขาหิวเชียว”
นางคิดเื่นี้ขึ้นได้ ก็ต้องขอบคุณเขาด้วย
ฮิฮิฮิ คืนนี้นางจะทำให้หรงซิวเสียเปรียบนางบ้าง
เฮอะ!
ใครสั่งให้เขารังแกนางดีนักผู้ใดสั่งให้เขาคิดจะฉวยโอกาสกับนางอยู่ตลอดเวลาเล่า!
มิให้เขาได้รู้จักแสงสีสักหน่อย ก็คิดว่าข้ากินเจงั้นหรือ! [2]
ถุ้ย!
ข้ากินอาหารทะเล!
อยู่ในครัวมาทั้งบ่าย กลิ่นติดไปทั้งตัวอวิ๋นอี้กลับห้องไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้า แต่งหน้าใหม่ เมื่อแต่งตัวเสร็จคนใช้ก็มาบอกว่าหรงซิวกลับมาแล้ว อวิ๋นอี้ยิ้มเล็กน้อย และเดินออกมาที่ห้องโถงด้านหน้าด้วยท่าทางสง่างามแต่เมื่อเห็นคนสองคนอยู่ในห้องโถงใหญ่ นางถึงกับตะลึงอยู่กับที่
กระไรกัน!
บุรุษรูปงามมาถึงจวนของหรงซิวได้เยี่ยงไร!
นางกะพริบตา เกรงว่าตัวเองจะมองผิดไป แต่กลับมิเป็เช่นนั้น คนที่นั่งบนเก้าอี้คุยกับหรงซิวอยู่เป็บุรุษที่นางเจอในร้านอาหารวันนั้นจริงๆ!
ไม่ได้นะ
ยามนี้อวิ๋นอี้สับสนเล็กน้อย นางไม่เข้าใจว่าเกิดอันใดขึ้นนางยืนตัวแข็งทื่ออยู่ที่ประตู
เป็หรงซิวที่เอ่ยเรียกเตือนสตินาง “อวิ๋นเออร์ ยืนทำอันใดโง่ๆอยู่ตรงนั้น? รีบเข้ามาเถิด”
อวิ๋นอี้เงยหน้าขึ้น สบตาเข้ากับบุรุษผู้นั้นเข้าพอดี
แววตาของเขานิ่งสงบ ไม่สั่นคลอนเหมือนครั้งแรกที่ได้พบมองไม่ออกว่ากำลังมีความสุขหรือโศกเศร้า
“อวิ๋นเออร์?”
เมื่อเห็นว่านางยังมึนงงอยู่ หรงซิวก็ขมวดคิ้วเล็กน้อยและเอ่ยย้ำด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ
อวิ๋นอี้กลับมารู้สึกตัว นางก้าวไปข้างหน้าด้วยความลำบากใจเมื่อเดินเข้าไปใกล้ หรงซิวก็โอบนางไว้ในอ้อมแขนยิ้มแล้วพูดกับบุรุษที่อยู่ตรงข้ามว่า "ท่านอัครมหาเสนาบดีขวาลู่นี่คือพระชายาของข้า อวิ๋นอี้"
"อวิ๋นเออร์ คารวะท่านอัครมหาเสนาบดีลู่เ้าค่ะ"
ที่แท้เขาเป็อัครมหาเสนาบดีนี่เอง!
อวิ๋นอี้เงยหน้าขึ้นมอง เห็นว่าเขายังคงมีสีหน้าเช่นเดิม จึงรีบก้มลงทำความเคารพอย่างรวดเร็ว
ไม่รู้ว่าหรงซิวจับอาการผิดสังเกตของนางได้หรือไม่แต่เขาก็คุยกับพ่อหนุ่มเทพบุตรผู้นั้นต่อไป
ผ่านไปประมาณครึ่งชั่วยาม ทั้งสองคนก็ดื่มชาเสร็จหรงซิวก็เชิญให้บุรุษผู้นั้นอยู่ทานอาหารร่วมกัน "จงเฉิงคืนนี้มีอาหารที่อวิ๋นเออร์ตั้งใจเข้าครัวเองโดยเฉพาะ เ้ามาพอดี ถือเป็ลาภปากโปรดอยู่ร่วมทานอาหารกับพวกข้าเถิด!"
อวิ๋นอี้ได้ยินดังนั้น จู่ๆ ก็รู้สึกตัว ไม่ ไม่ ไม่ ไม่ ไม่ได้นะ!
นั่นเป็ะเิแห่งความรักที่เตรียมไว้ให้ท่านนะหลงซิว!
แม้ว่าอวิ๋นอี้จะปฏิเสธในใจเป็พันครั้ง แต่ลู่จงเฉิงก็ตกลงเรียบร้อยแล้ว
พ่อบ้านมีสีหน้าดีใจยิ่งนัก เขารีบเรียกให้คนรับใช้นำอาหารขึ้นโต๊ะแนะนำอาหารทีละจาน เอ่ยปากอย่างเจื้อยแจ้ว แต่อวิ๋นอี้กลับรู้สึกอยากตาย
นางมองหรงซิว แล้วก็มองไปที่ลู่จงเฉิงด้วยความลำบากใจ
ไม่เข้าใจเลยจริงๆ ทั้งสองคนที่แค่มองก็รู้ว่าต่างกันโดยสิ้นเชิงจะมานั่งร่วมโต๊ะกันอย่างสงบสุขได้เยี่ยงไร!
ขณะที่นางกำลังบ่น ทั้งโต๊ะก็เต็มไปด้วยอาหารทะเลที่จัดไว้จนครบหรงซิวมองอาหารแล้ว ก็ใเล็กน้อย ตอนที่เขากลับมาที่จวนได้ยินว่าอวิ๋นอี้ลงมือทำอาหารเย็นเอง เดิมทีคิดว่านางต้องจงใจแกล้งเขาแน่แต่พ่อบ้านชมไม่ขาดสาย เมื่อเห็นกับตาตัวเองเขาก็มองสตรีตรงข้ามด้วยความแปลกใจเล็กน้อย
นางก้มหน้าลง ดูอ่อนน้อมและเชื่อฟังไม่เหมือนท่าทางที่พูดจาฉะฉานปกติของนางเลย
หรงซิวหันกลับมา สายตากวาดมองไปที่อาหารที่อยู่เต็มโต๊ะ ค่อยๆยิ้มออกมา
เขารู้สึกว่า ยิ่งรู้จักอวิ๋นอี้มากเท่าใดเขาก็ยิ่งรู้สึกว่าผู้หญิงคนนี้ นอกจากจะน่าสนใจแล้วก็ยังมีความไม่ธรรมดาอีกมากมายให้เขาค้นหา
เมื่อเทียบกับในอดีต นางเปลี่ยนไปมากจริงๆ ...
เชิงอรรถ
[1] กินเต้าหู้ 吃豆腐 หมายถึง ลวนลาม ล่วงเกิน
[2] กินเจ 吃素 ความหมายโดยตรงคือกินมังสวิรัติ อีกนัยหนึ่งหมายถึง ผู้ที่จิตใจดีไม่ทำบาป ไม่มีพิษภัย