นักลวงจิต

    บทที่ 13 มัจจุราช (จบ)

    ทั้งคู่คุยกันเรื่องจิปาถะ โยนเรื่องนักลวงจิตและเรื่องเนื้อหาการเรียนทิ้งไป บางส่วนของฝิ่นอารมณ์ที่ผู้เยียวยาใส่พลังไว้ช่วยให้ธันยาไม่นึกเศร้าเสียใจเรื่องของคุณอา น้าทอฝันและพี่วิวัฒน์ ส่วนทางธารานั้นไม่มีปัญหาด้านจัดการความรู้สึกอยู่แล้ว เรื่องที่หยิบมาคุยเป็นเรื่องตลกไร้สาระ อย่างเช่นวีรกรรมซุ่มซ่ามของธาราที่ผ่านๆ มา ไวน์สปายและเบียร์สดบนโต๊ะถูกกระดกให้หมดเร็วขึ้นแล้วสั่งใหม่มาแทนที่ ความเมาระดับกรึ่มๆ เริ่มเข้าครอบงำ ทั้งสองกุมมือ สบตา พูดคุยสลับกับเงียบฟังเสียงเพลง เปิดใจรับความสุนทรีย์แนวแจ๊สที่ไม่คุ้นเคย

    “ดนตรีแจ๊สนี่เล่นยากเนาะ” ธาราวิจารณ์ ขณะที่ลำโพงบรรเลงเสียง โซโล่อัลโต้ แซ็กโซโฟนของจอห์นโคลเทรน

    “ช่ายย” ธันยาตอบเสียงยานคางด้วยความเมาเล็กน้อย “โน้ตฟังดูซับซ้อนกว่าเพลงตลาดเย้ออ ต้องเล่นแบบด้นสดเยอะด้วย”

    แม้จะแทบตัวติดกันทุกวัน แต่การมาเที่ยวบาร์แบบนี้ก็เป็นรสชาติใหม่ของเคมีที่เกิดระหว่างกัน แม้เครื่องสำอางบนหน้าของธันยาจะเลอะไปบ้างจากการร้องไห้เมื่อครู่ แต่ก็ยังไม่ถึงขั้นน่าตลก และด้วยความสลัวรางแสงสว่างของบรรยากาศช่วยขับเน้นให้ใบหน้าอีกฝ่ายสวยน่าค้นหามากขึ้น

    “เธอสวยมากเลย” ธาราเอ่ยปากชม

    ธันยาทำหน้าไม่เชื่อ หัวเราะคิกออกมา “ร้อยวันพันปีเธอไม่เคยชมฉันตรงๆ แบบนี้เลยนะ” นิ้วของเธอม้วนปอยผมตัวเองไปมา รอยยิ้มฉายแววซุกซนระคนเขินขวย “เมาแล้วเหรอ”

    “คงงั้น” ธาราตอบสั้นๆ พร้อมรอยยิ้ม

    “เธอก็เหมือนกัน พ่อรูปหล่อของฉัน” ธันยาเอามือลูบไล้ใบหน้าแฟนหนุ่ม “ของฉันคนเดียว แพรวลดา หรือผู้หญิงคนอื่นๆ ก็ไม่มีสิทธิ”

    ธาราจับมือของเธอไว้แล้วประทับจูบที่หลังมืออย่างนิ่มนวล “เธอก็เหมือนกัน ของฉันคนเดียว”

    “ค่ะ” ธันยาตอบ ขบฟันกับริมฝีปากล่าง “ฉันสัญญาจะไม่มองผู้ชายไหนอีก”

    ธันยาถลันลุกจากเก้าอี้แล้วเขย่งเท้าขึ้นประกบปากจูบกับธาราที่นั่งอยู่ ธาราประคองท้ายทอยเธอแล้วจูบตอบอย่างดูดดื่ม สายตาคนอื่นรอบข้างไร้ความสำคัญไปในบัดดล บาร์เทนเดอร์หัวโล้นได้แต่ยักไหล่ ยิ้มแล้วทำเป็นหันไปสนใจทางอื่น หนึ่งนาทีที่เหมือนโลกทั้งใบหยุดหมุน ทุกคนรอบข้างกลายเป็นเพียงพื้นหลังประดับฉาก หนึ่งนาทีที่เซนส์การรับรู้เวลาสูญเสียไปอย่างแท้จริง

    หนึ่งนาทีที่เนิ่นนานเท่าใดไม่ทราบได้ในความรู้สึก ธาราถอนริมฝีปากออกมาจากอีกฝ่ายที่ยังพริ้มตาแล้วอ้าปากจะงับมาตามอย่างโหยหา เธอค่อยๆ เผยอเปลือกตาขึ้นมองธาราที่มาทางเธอพร้อมรอยยิ้มอันแสนอ่อนโยน ธันยายิ้มตอบรอยยิ้มนั้นแนบหน้าผากกับอีกฝ่ายทิ้งท้ายก่อนทั้งคู่จะถอนตัวจากตำแหน่งพระเอกนางเอกหนังรักแล้วมานั่งคุยกันในฐานะลูกค้าบาร์ธรรมดาต่อ

    สี่ทุ่มวงดนตรีใหม่ขึ้นเล่นโดยเปลี่ยนจากแนวโฟล์คซองมาเป็นแนวแจ๊ส ดาวเด่นประจำวงเป็นชายร่างเล็กผอมเกร็ง ไว้หนวด และไว้ผมยาวหยิกลงมาถึงกลางหลัง สูทสีกรมท่าที่ใส่ไม่สามารถกลบภาพลักษณ์ศิลปินของเขาได้ ยามประกบปากเป่าและรัวนิ้วบนปุ่มโน๊ตของแซ็กโซโฟนคล้ายกับหลุดไปอยู่อีกโลกหนึ่งซึ่งเป็นรับให้ลูกค้าที่นั่งฟังเข้าไปอาศัยอยู่ร่วมกันได้ เพลงแล้วเพลงเล่าที่เรียกเสียงปรบมืออันยืดยาว มือเบส มือเปียโน แม้แต่กลองพลัดกันเล่นท่อนโซโล่โชว์ลูกเล่นตัวเองแบบไม่ยอมกัน เสน่ห์ของแจ๊สคือการแย่งกันโชว์ซึ่งยังรวมกันเป็นเพลงเดียวได้ ความแตกต่างภายใต้ความสอดคล้อง ช่วงเวลาแห่งความสนุกผ่านไปอย่างรวดเร็วจนมาถึงช่วงครึ่งชั่วโมงสุดท้ายก่อนเที่ยงคืน วงเริ่มเล่นแนวแจ๊สสวิงและเปิดโอกาสให้ลูกค้าบางท่านมาเต้นรำกันหน้าฟลอร์ได้ ธันยาจูงมือธาราวิ่งไปจับจองพื้นที่ (ธาราต้องคอยประคองแฟนสาวไม่ให้ล้ม เพราะเธอก็เริ่มเมาได้ที่แล้วเช่นกัน) ทั้งคู่ต่างขุดเอาวิชาเต้นลีลาศที่เรียนมาใช้กันแบบงูๆ ปลาๆ เก้ๆ กังๆ ยังดีที่ธารามีทักษะฟุตเวิร์คจากการต่อยมวยจึงนำมาปรับเป็นจังหวะการเต้นได้ไม่ยาก ธันยาผู้ไม่ถนัดการเต้นปล่อยให้ธาราเป็นฝ่ายนำ ก้าวชิดก้าว หมุนตัวสลับกับการเต้นมั่วซั่วแบบสันทนาการ (ส่วนนี้ธันยาเป็นฝ่ายนำ) ธารารู้สึกสนุกไปด้วยที่ได้เห็นแฟนสาวของตัวเองเปล่งเสียงหัวเราะไม่ขาดปาก คู่อื่นที่เต้นข้างๆ ก็ซึมซับความสนุกจนหัวเราะตามไปด้วย

    เมื่อจบเพลงสุดท้าย ทั้งวงก็มาเรียงแถวแล้วโค้งคำนับลูกค้าทุกท่านพร้อมกัน ลูกค้าแต่ละโต๊ะยืนขึ้นปรบมือพลางเป่าปากราวกับชื่นชมการแสดงคอนเสิร์ตยิ่งใหญ่ในคาร์เนกี้ฮอล

    ไม่มีวี่แววของมัจจุราชแล้ว อลิสาเดินเข้ามาหาทั้งคู่ที่ฟลอร์เต้นรำ พูดพร้อมกับรอยยิ้มว่า “ดีใจนะ ที่เห็นน้องสองคนสนุกกันเต็มที่ เหตุการณ์เมื่อกี้พี่ขอโทษด้วยนะ โดยเฉพาะกับธารา เป็นความผิดใจกันเรื่องรสนิยมที่ต่างกัน เรื่องไม่เป็นเรื่องแท้ๆ”

    “ตอนนี้เราเข้าใจกันดีแล้วค่ะ” ธันยาตอบ คว้าแขนธารามาควงแสดงความเป็นเจ้าของเต็มที่

    “ในฐานะแขก พี่ก็อยากให้น้องๆ สนุกและปลดปล่อยกันเต็มที่ แค่นั้นเอง พี่ไม่ได้มีเจตนาจะล่อลวงอะไรจากน้องสองคนเลย และก็ไม่ต้องห่วงว่าน้องอยู่ในภวังค์หลอนประสาทอยู่หรือไม่” อลิสายืนยัน ราวกับอ่านความคิดธันยาออกว่าสงสัยเรื่องอะไรอยู่ “ถึงพี่จะบิดเบือนเซนส์เรื่องเวลาขณะเข้าออกฐาน ซึ่งมันจำเป็นอย่างเลี่ยงไม่ได้ แต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมดนี้เป็นเรื่องจริงทั้งหมด เวลายังคงเดินไปโดยปรกติโดยไร้การแทรกแซง นอกจากมาตรการความปลอดภัยและการอำนวยความสะดวกเล็กน้อย พี่ไม่ได้แทรกแซงจิตใจน้องทั้งสองคนแม้แต่นิดเดียว เรื่องมัจจุราชเมื่อครู่เป็นแค่การเข้าใจผิด ยกโทษให้พี่นะคะ”

    “เข้าใจแล้วค่ะ” ธันยาตอบ ธาราพยักหน้าตาม

    “ว่าแล้วพี่ก็ขออนุญาตล่วงเกินน้องสองคนอีกรอบนะคะ ได้เวลาต้องกลับแล้วล่ะ”

    ไม่ทันขาดคำอาการภาพตัดก็เกิดขึ้นกับทั้งคู่อีกครั้ง รู้สึกตัวเมื่อตัวเองสวมชุดนอนผ้าซาตินสีขาวฟ้าลายตารางซึ่งเหมือนกันทั้งคู่ อยู่ในห้องนอนของรีสอร์ตห้องเดิมที่รู้สึกตัวเมื่อตอนเย็น อาการเมากรึ่มเริ่มสร้างไปแล้วแต่กลายเป็นความสับสนบางอย่างครอบงำอยู่ในใจอย่างอธิบายไม่ถูก ทั้งคู่ต่างรู้สึกไม่แน่ใจว่าตัวเองกำลังฝันอยู่หรือว่าอยู่ในโลกความเป็นจริงกันแน่ ซึ่งน่าจะเป็นผลข้างเคียงจากพลังของอลิสาที่ใช้กับคนเดิมหลายรอบเกินไป

    “ฉันไม่ได้ฝันไปใช่มั้ย” ธันยาตบหน้าตัวเองเบาๆ เพื่อทดสอบประสาทสัมผัส เอื้อมมือมาสัมผัสมือแฟนหนุ่มว่าเป็นของจริง

    “คงจริงมั้ง” ธาราก็ไม่แน่ใจเช่นกัน มองนาฬิกาแขวนผนังบอกเวลา 1.07 น และทั้งคู่ก็ดูเหมือนจะอาบน้ำแปรงฟันเรียบร้อยแล้ว “แต่ก็ไม่สำคัญหรอก”

    “นั่นสิเนอะ” ธันยาเห็นด้วย หันมามองธาราพร้อมกับรอยยิ้มซุกซน “คิดซะว่าฝันอยู่ก็แล้วกัน”

    “หืมม” ธาราครางถาม สงสัยในสายตาอีกฝ่าย

    ธันยาคลานเข่าบนเตียงเข้ามาหา จู่โจมด้วยการจูบอีกฝ่ายอย่างดูดดื่ม ธาราตอบสนองอีกฝ่ายทันที มือไล่ตามเอวก่อนจะเลื่อนไปคลึงเคล้นบริเวณที่ไวต่อการสัมผัส ธันยาพริ้มตาร้องครางเบาๆ ครู่หนึ่ง ก่อนจะจับมือหยุดอีกฝ่ายให้ชะงัก แล้วลืมตาขึ้นมาพูดประโยคที่สำคัญว่า “ธารา ฉันจะเป็นของเธอคนเดียว ตลอดไป”

    ธารายิ้มตอบว่า “เหมือนกันนะ”

    แล้วเพลงรักระหว่างทั้งสองก็บรรเลงต่อ เสื้อเริ่มถูกถอดโยนไปกองข้างล่างเตียง

    อลิสาคาดการณ์ผิดเรื่องการรับรองแขกอย่างทั้งคู่ เพราะชุดนอนที่อุตส่าห์ไปซื้อมาให้ธารากับธันยานั้นความจริงไม่จำเป็นต้องใช้เลย