【Perfect Life】

    44 – จ้าวแห่งทะเลสาบ ①

    44 – จ้าวแห่งทะเลสาบ ①

            ตื่นนอน อาบน้ำ ล้างหน้าแปรงฟัน เตรียมตัวให้พร้อมสำหรับเดินทางต่ออาหารเช้าของโรงเตี๊ยมก็เหมือนเมื่อคืนไม่มีผิด ดูเหมือนว่าที่นี่จะมีแค่เมนูนี้เท่านั้น

            ไม่รอเช้าหลังทานข้าวเสร็จ มุ่งหน้าไปยังทางออกด้านหลังหมู่บ้านและแน่นอนว่ามีคนพยายามตักเตือนหรือห้ามไม่ให้ผ่านทางนั้น

            คงกลัวว่าพวกเธอจะตายกระมัง?

            ทั้งคู่เลือกที่จะไปต่อไม่สนใจคำตักเตือนพวกนั้นคงเพราะมันใกล้กว่าไปถึงแล้วจะได้ตรงไปอีกเมืองไม่ต้องตรงแล้วย้อนไปมาอีก

            “พร้อมรึยัง?” ถามเจ้าหล่อนที่เดินไปซื้อเครื่องปรุงเพิ่มดูเหมือนว่าเครื่องปรุงที่ทำไว้คงไม่พอกับปริมาณกระเพาะของเขาดูเหมือนว่าการเดินทางครั้งนี้น่าจะเสียเงินไปกับการกินเยอะยิ่งกว่าซื้ออุปกรณ์ป้องกันตัวหรืออาวุธเสียอีก

            “อื้ม พร้อมแล้วล่ะ” ตบกระเป๋าตนเอง

            “ดี ไปกันเถอะ”

            เมินเฉยสายตานั่น สายตาแห่งความสมเพชเวทนานั่นไม่ได้มอบให้พริสทีนแต่มันมอบให้ไลแคนหนุ่มแทน

            พริสทีนมีผมสีเงินนั่นหมายความว่ามีโอกาสรอดสูงกว่าเขา

            ที่หลายคนคิดว่าเป็นมนุษย์ปกติธรรมดาๆ

            จะสงสาร หรือขำ หรือเหนื่อยใจกับสายตานั่นดี...

            เดฟไกส์ในร่างหมาป่าตัวใหญ่สาวเท้าวิ่งด้วยความเร็วหวังว่าจะไปทิ้งให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้เพราะไม่มั่นใจว่าเจ้างูยักษ์แห่งทะเลสาบจะผล็อยหลับไปตอนไหน

            หลับเมื่อไหร่ก็เป็นอันจบ ต้องรอจนกว่าจะตื่นอีก

            จนในที่สุดก็ถึงเขตรั้วกั้น

            “? เดฟ หยุดก่อน!”

            เอี๊ยดดดด!!!รีบเบรกเท้าก่อนจะพุ่งกระโดดข้ามรั้วไปพริสทีนรีบลงมาจากหลังอีกฝ่ายตรงไปดูที่รั้ว

            ‘มีอะไร ทำไมจู่ๆให้หยุด?’

            “พอดีเห็นสถานะแปลกๆน่ะเมื่อวานเดฟบอกว่ารั้วนี้มีคนเอายาไล่มอนสเตอร์มาสาดเอาไว้ใช่ไหม?”

            ‘ใช่ แล้วทำไม?’

            “ก็เจ้ารั้วนี่ไม่มีกลิ่นยาหรือติดค่าสถานะขับไล่มอนสเตอร์น่ะสิอีกอย่าง ตอนนอนฉันก็พึ่งคิดได้...ว่าเจ้ายาขับไล่มอนสเตอร์น่ะไม่เคยมีมาก่อนจนฉันทำน่ะสิ กรณีหมู่บ้านน้ำผึ้งรั้วนั่นก็แค่เอาสมุนไพรที่ใช้ขับไล่มาบดละเอียดแล้วเอามาทารั้วเฉยๆไม่มีการปรุงยาอะไรทั้งสิ้น”

            ‘......เออ มันก็จริงแฮะ นี่ข้าติดคำพูดและชินเกินจนคิดว่ามันเป็นเรื่องปกติสามัญทั่วไปของมนุษย์แล้วรึเนี่ย!?’เริ่มโวยวายอีกรอบ

            “เอาน่าๆ...” หัวเราะแห้งๆเธอเองก็แอบรู้สึกผิดเหมือนกัน

            หญิงสาวหันไปสนใจรั้วนั่นต่อมันไม่มีค่าสถานะขับไล่มอนสเตอร์ แต่ติดค่าสถานะ... [คำสาป]

            > ไนกี • ทำการวิเคราะห์ • คำตอบ: [คำสาป]นี้เป็นคำสาปพันธะสัญญาเลือด ผู้ใดก้าวข้ามผ่านรั้วนี้ไปหรือแตะต้องมันเลือดจะถูกเชื่อมต่อกับผู้ร่าย และจะถูกสูบเลือดไปจนกว่าจะตาย [คำสาป] นี้เป็นของเผ่าแวมไพร์

            แล้วเผ่าแวมไพร์จะมาร่ายคำสาปใส่รั้วทำไม?

            “ไปกันต่อเถอะ บางทีอาจจะรู้ที่มาของมันก็ได้”

            ขึ้นหลังมุ่งตรงไปยังทะเลสาบเป้าหมายของวันนี้

            วู้ม... ผิวกายรับรู้ได้ว่าตอนนี้ผ่านอาณาเขตป้องกันภัยของทะเลสาบมาแล้วเบื้องหน้าคือทุ่งหญ้ารอบทะเลสาบ ดอกไม้และโขดหินนั่นดูแล้วสบายตาสายลมพัดพาไอเย็นของผิวน้ำมากระทบร่างและใกล้ทะเลสาบนั่นมีกระท่อมไม้ตั้งขึ้นสูงจากพื้นเล็กน้อย

            ชายหนุ่มกลับคืนร่างอีกครั้ง มองทะเลสาบกว้างใหญ่เตรียมตัวให้พร้อมหลังเห็นพริสทีนอุดหู

            เดิมทีสถานที่แห่งนี้เองก็ร่ายเวทย์ป้องกันการรบกวนจากภายนอกไว้หากเกิดอะไรขึ้นภายในนี้ก็ไม่มีผู้ใดรู้

            “จ้าวแห่งทะเลสาบ!!!!!!!!ข้าราชันย์ไลแคนสีครามคนปัจจุบัน เดฟไกส์ต้องการพบท่านอีกครั้ง!!!!!!!!! หากได้ยินเสียงข้าได้โปรดตอบรับกลับด้วย!!!!!”

            ตะโกนเสียงดังจนพื้นผิวน้ำผืนดินสั่นสะเทือนแม้เธอจะอุดหูเป็นทุนเดิมแล้วก็ยังแอบมึนไม่ได้

            ให้ตายก็ไม่ชินเสียงตะโกนของเขาจริงๆ!

            .

            .

            .

            .

            ครึ่งชั่วโมงผ่านไปไร้ซึ่งสัญญาณตอบรับจากจ้าวแห่งทะเลสาบตนที่ว่าเดฟไกส์กับพริสทีนนั่งๆนอนๆบนพื้นไปมาทำมงกุฎดอกไม้เล่นแก้เบื่อจนเวลาผ่านไปเป็นชั่วโมงก็ยังไม่มีวี่แวว...

            ดูท่านอกจากขี้เซาก็น่าจะตื่นยากด้วย

            “เอาไงต่อดีเดฟ?”มองไลแคนหนุ่มที่กำลังนอนบนพื้นหญ้า

            ชายหนุ่มเด้งตัวลุกขึ้น“....งั้นไปบุกเจ้าบ้านไม้นั่นเลยละกัน!!”

            “เอางั้นเลยเหรอ?” มองบ้านไม้นั่น ใช้ [Scania (วิเคราะห์)] แล้วเป็นอันต้องชะงัก“มีคนอยู่นี่?”

            “โฮ่.. นึกว่าบ้านร้างซะอีก”

            “เดี๋ยวนะ ไม่ใช่... ไม่ใช่คน....”ลุกขึ้นตามอีกฝ่าย “ดูเหมือนว่าจะเป็นแวมไพร์”

            “แวมไพร์? ทำไมพวกนั้นมาอยู่ที่นี่?”จากหนังสือที่เขาอ่านมา พวกแวมไพร์ส่วนใหญ่ไม่ชอบแสงสว่าง และมักอาศัยอยู่ในอาณาจักรปีศาจไม่ก็[เมืองผีลึกลับ] เพราะมีแต่ความมืดซะมากกว่า แถมระยะห่างของเมืองผีที่ว่านั่นอยู่ห่างไกลจากที่นี่พอควรแล้วทำไมแวมไพร์ถึงมาอยู่ที่นี่ได้?

            “ถ้าเป็นแวมไพร์จริงคงเป็นแวมไพร์ตนเดียวในอาณาจักรนี้นั่นแหล่ะไปเหอะ”

            ทั้งคู่ตรงไปยังบ้านไม้นั่นพริสทีนสัมผัสได้จากการตรวจเมื่อกี้ว่าคนในบ้านกำลังหวาดกลัวจึงขอเป็นคนพูดแทน

            ก๊อกๆๆ “ขอโทษนะคะ คุณแวมไพร์พวกเราขอคุยด้วยหน่อยได้มั้ยคะ?”

            ....ผ่านไปสักพัก ไม่มีเสียงใครตอบกลับมา

            “คือพวกเราไม่ได้มาร้ายนะคะแล้วก็ไม่ได้คิดจะทำร้ายคุณด้วยนะคะ เพราะงั้น..เอ่ออ.. จะว่าไงดี เราแค่มีธุระคุยกับท่านจ้าวแห่งทะเลสาบเท่านั้นเองไม่ได้คิดร้ายอะไรทั้งนั้นค่ะ เชื่อพวกเรานะคะ”

            พยายามหว่านล้อมให้อีกฝ่ายเชื่อใจ จนตอนนี้พริสทีนรู้สึกได้ว่าตอนนี้ตนคล้ายเซลล์แมนไม่ก็คนขายประกันชีวิตไม่มีผิด

            เวลาผ่านไปสักพักใหญ่ไม่มีก็ยังไม่มีใครตอบมา

            ดูเหมือนว่าหว่านล้อมให้เชื่อไม่สำเร็จจึงตัดสินจะนั่งรออยู่หน้าบ้านแถวโขดหินแทน...

            แอ๊ดดด...ไม่ทันไรประตูบ้านเปิดออก ผู้เปิดคือชายหนุ่มใบหน้าสละสวยผิวอีกฝ่ายสีขาวมีเลือดฝาดเล็กน้อย ผมสีขาวบางใส ดวงตาสีแดงเหมือนสีกุหลาบต่างจากดวงตาของเธอสวมเสื้อเชิ้ตสีขาวตัวใหญ่กับกางเกงสีดำ และดูเหมือนจะกล้าๆกลัวๆพยายามหลบหลังประตู

            ใบหน้าที่งดงามยิ่งกว่าผู้หญิงทั่วไปจนทำเอาเธอคิดถึงชิอินะ...

            “เชิญ... เข้ามา..ก่อน....” ว่าจบก็หลบเข้าไป

            พริสทีนกับเดฟไกส์มองหน้ากัน “รบกวนด้วยค่ะ/ครับ”

            ทั้งคู่เดินเข้าไปภายในบ้านไม้...

            บ้านหลังเล็กที่มีห้องครัวห้องนอนและห้องนั่งเล่นอยู่ในห้องเดียวกัน หน้าต่างทุกบานมีม่านปิดไว้มีต้นไม้ช่วยให้ส่องสว่างในที่มืด [ครีสพอสชั่น] เองก็ถูกนำมาประดับสร้างแสงสว่างที่ไม่ใช่พระอาทิตย์ในห้องนี้

            แวมไพร์หนุ่มชงกาแฟกุหลาบให้ทั้งคู่ กลิ่นกาแฟกุหลาบหอมกรุ่นชวนให้ผ่อนคลาย

            “อร่อยมากเลยค่ะ ขอบคุณ”

            อีกฝ่ายคลี่ยิ้มบางให้ ไม่ตอบอะไรแถมดูเหมือนจะพยายามหลบสายตาจากเดฟไกส์ที่จ้องไม่หยุด

            “เดฟ จ้องแบบนั้นเหมือนกดดันเขานะ!”

            “โทษที แต่มันน่าสงสัย...” หรี่ตามองอีกฝ่าย“ทาส?”

            แวมไพร์หนุ่มสะดุ้งเฮือก!! ตัวสั่นเครือน้ำตาคลอกับคำพูดนั่น สีหน้าซีดเผือกจนเลือดฝาดหายไปหมด

            “เดฟ!!!!!!”

            คราวนี้เป็นไลแคนหนุ่มเองที่สะดุ้ง “ข ขอโทษ..ก็มันสงสัยนี่ แต่พวกข้าไม่ใช่พ่อค้าทาสหรือเกี่ยวข้องอะไรกับพวกนั้นซะหน่อยไม่ได้มาจับเจ้าด้วย!!”

            “ให้ตายสิ!” มองแวมไพร์หนุ่ม“ขอโทษที่แนะนำตัวช้านะคะ หนูชื่อพริสทีนค่ะ ส่วนนี่เดฟไกส์คนที่ตะโกนเสียงดังลั่นเมื่อกี้นั่นแหล่ะค่ะ”

            “ส เสียงดัง...เมื่อกี้....” เงียบไปเล็กน้อย

            นึกถึงเสียงตะโกนและประโยคที่อีกฝ่ายตะโกนเมื่อครู่...

            เสียงที่ร้องเรียกหาท่านจ้าวแห่งทะเลสาบในฐานะไลแคนสีครามคราวนี้เกิดเสียงดังโครมครามเพราะรีบร้อนคุกเข่าขอขมาเขา!!!

            “ข ขออภัยในความไร้มารยาทด้วยครับ!!!!”

            ไลแคนหนุ่มมองพริสทีนประมาณว่าคราวนี้เขาไม่ผิด!!อีกฝ่ายคุกเข่าเอง!!

            หญิงสาวเองผงะไปพอควรเลยแนะนำให้เขาสั่งให้แวมไพร์หนุ่มลุกขึ้น เสียเวลาไปนานกว่าจะทำให้สงบได้

            เดฟไกส์เองก็ถูกเธอสั่งให้เงียบก่อนจะมีปัญหาไปมากกว่านี้

            เลยโดนสั่งให้ก้มหน้ากินขนมไปซะ

            “ข้ามีชื่อว่า เอลขออภัยในการกระทำเมื่อครู่ด้วย ข้า ตกใจเกินไป...ไม่ชินกับการมีคนเข้ามาเท่าไหร่นัก..”

            “ฉันเข้าใจค่ะ จู่ๆก็มีคนบุกรุกเข้ามาเป็นใครก็ต้องตกใจ...”

            “ครับ ขอโทษด้วย...”

            “คุณเอลอาศัยอยู่ที่นี่นานแล้วเหรอคะ?”

            “ครับ... คืออย่างที่ท่านไลแคนเป็นคนบอก ข้าเคยเป็นทาสมาก่อน...ข้าหนีมาที่นี่เพราะไม่อยากถูกขายให้เศรษฐีหื่นกามจากเมืองข้างๆนี้ตอนแรกก็คิดว่าจะตายแล้วเพราะข้ามรั้วมาแถมโดนมอนสเตอร์ไล่ฆ่า... แต่เซซิลก็เป็นคนช่วยข้าไว้”

            ไลแคนหนุ่มเงยหน้ามองกับชื่อไม่คุ้นหูนั่น “เซซิล?ใคร?”

            ทั้งห้องกลับมาเงียบอีกครั้ง...

            ฉ่า!!! ใบหน้าของเอลแดงก่ำเพราะดันหลุดเรียกชื่อนั้นออกไป

            “ค คือ... เอ่อ คือชื่อของท่านจ้าวแห่งทะเลสาบน่ะครับ...”

            “เดฟไม่รู้เหรอ?”

            “ก็ไม่รู้น่ะสิ หมอนั่นไม่มีชื่อมาตั้งนานแล้วทุกคนก็เรียกแต่จ้าวแห่งทะเลสาบๆแค่นั้นแหล่ะ” ....จะว่าไปจำได้ว่าหมอนั่นบอกว่าจะให้คนสำคัญตั้งชื่อให้เท่านั้นแล้วเจ้าแวมไพร์นี่สำคัญกับหมอนั่นงั้นเหรอ..? ไลแคนหนุ่มครุ่นคิด...

            “....แล้วเสียงเพลงนั่นคุณเอลเป็นคนเล่นเหรอคะ?”

            “ค ครับ ท่านจ้าวมักให้ผมเล่นตอนกลางคืน เพราะเป็นช่วงที่ผมสามารถออกมาจากบ้านได้...ถ้าพวกท่านอยากเจอท่านจ้าวคงต้องรอตอนกลางคืนแทน... รอในบ้านนี้ก็ได้นะครับ”

            “ได้เหรอคะ? ขอบคุณค่ะ! งั้น...เพื่อเป็นการตอบแทนจะทำอาหารให้นะคะ คุณเอลชอบทานอะไรรึเปล่าหรือว่าดื่มแค่เลือด?”

            “ผมทานได้หมดยกเว้นกระเทียมน่ะครับ”

            “ได้ค่ะ รอทานได้เลย”

            เอาเข้าจริงพริสทีนเริ่มเอะใจแปลกๆตั้งแต่ตอนรู้ว่าเอลเรียกท่านจ้าวแห่งทะเลสาบด้วยชื่อจริงทั้งๆที่เดฟไกส์ที่สนิทกับเขายังไม่รู้ชื่อ

            ช่วยเอลไว้ไม่ให้ตายจากพวกมอนสเตอร์พวกนั้น และยังให้อยู่ในเขตทะเลสาบ...

            คิดยังไงมันก็น่าสงสัย...สายเลือดบางอย่างในตัวมันกำลังร่ำร้อง

            ขณะพูดคุยเรื่องทั่วไปเกี่ยวกับแวมไพร์ สายตาก็ดันเหลือบไปเห็นของต้องห้ามเข้าโดยบังเอิญ...

            ทำให้เธอเข้าใจในทันทีว่าทำไมสายเลือดในอดีตถึงได้ร่ำร้องนักตั้งแต่ตอนเห็นฟีเรเริ่มสนิทสนมกับชิอินะมากขึ้น...

            รอยคิสมาร์คบนต้นคอของเอล กำลังทำให้สายเลือดนั้นตื่นขึ้นมาอีกครั้ง...

            สายเลือดของสาววายในอดีต!!!!

            ในโลกใบนี้เท่าที่พระเจ้าท่านบอกมาไม่มีการกีดกันเรื่องเพศ ไม่ว่าจะเพศเดียวกันก็ไม่มีการขัดขวาง ดูถูกดูแคลนหรือขับไล่ไส่ส่ง เหมือนเป็นแดนสวรรค์เลยก็ว่าได้

            แนวที่เธอเคยชอบอ่านตอนวัยรุ่นก็เป็นหนุ่มหน้าสวยผมยาวเป็นเคะเสียด้วย

            และเอลก็เป็นหนุ่มรูปงามผมยาว...

            อา...เหมือนพระเจ้าท่านกลั่นแกล้งฉันยังไงก็ไม่รู้สิ... อยากถอนหายใจแต่เดี๋ยวทุกคนจะคิดว่าเธอเบื่อเลยพยายามสนใจการสนทนาต่อ

            เอลเป็นแวมไพร์ชนชั้นธรรมดาอยู่ในอาณาจักรปีศาจแต่เกิดที่ [เมืองผีลึกลับ] ทำให้เขารู้จักทั้งสองแห่งเป็นอย่างดีตอนเขาอธิบายเรื่องอาณาจักรปีศาจพริสทีนตั้งใจฟัง

            ส่วนกรณีเมืองผีนั่นอุดหูไม่ฟังอะไรทั้งสิ้นสร้างความสนุกและเสียงหัวเราะให้ทุกคน

            และกลางคืนก็มาเยือนอีกครั้งหนึ่ง......

    คล้ายกับเรื่อง【Perfect Life】 ที่คุณอ่าน