บทที่ 45 ถูกความสวยของพี่สี่จู่โจมจนมึนงง
อินเสินขับรถด้วยตัวเองและรีบทะยานไปที่โรงแรมกั่งเฉิง
น่าเสียดายที่ตอนนี้เป็นช่วงเวลาเร่งด่วน ทำให้การจราจรบนท้องถนนแน่นหนา
อินเสินมองแถวรถยาวเหยียดตรงหน้าก็กัดฟันพลางคิดในใจ
เด็กคนนี้เก่งเสียจริง...สถานที่ไกลขนาดนี้ คาดไม่ถึงว่าเธอจะรู้จักขอความช่วยเหลือจากคนอื่นเพื่อให้ไปถึงจุดหมาย
เธอไม่กลัวเจอพวกค้ามนุษย์บ้างเหรอ!
อินเสินกำพวงมาลัยแน่นจนปลายนิ้วเป็นสีขาว รอให้จับตัวได้ก่อนเถอะ จะสั่งสอนให้เข็ด!
รถติดขนาดนี้ต่อให้ใช้เวลาชั่วโมงสองชั่วโมงก็คงยังผ่านไปไม่ได้
เขาหยุดรถข้างทางด้วยสีหน้าเย็นชาก่อนจะกดโทรศัพท์
“เอามอเตอร์ไซค์มาให้ฉันที่สี่แยก ฉันจะรออยู่ที่นี่”
......
ซิงซิงลงจากรถ เงยหน้ามองประตูของโรงแรมกั่งเฉิงอันแสนหรูหราก่อนจะอ้าปากเป็นรูปตัวโอ
“ว้าว”
ดวงตาของเด็กน้อยกระทบแสงไฟส่องให้เปล่งประกาย
โรงแรมกั่งเฉิงเป็นหนึ่งในโรงแรมเจ็ดดาวไม่กี่แห่งในประเทศ นี่เป็นสวรรค์ของคนที่มีเงินมีอำนาจ ทั้งยังเป็นสัญลักษณ์ของฐานะทางสังคมด้วย
หลิวหยวนที่ถูกซิงซิงเกาะรถตามลงจากรถเช่นกัน แต่ไหนแต่ไรเขาก็ไม่เคยมาสถานที่หรูหราแบบนี้
เห็นเด็กน้อยยืนสับสนอยู่ที่หน้าประตู เขาก็ไม่สบายใจจึงเดินไปข้าง ๆ และย่อตัวลงพูดด้วยเสียงอ่อนโยน
“เด็กน้อย เธออยากเข้าไปเหรอ? รู้เบอร์โทรศัพท์ของพ่อแม่หรือเปล่า?”
ซิงซิงพยักหน้าก่อนจะส่ายหน้า และยิ้มหวานให้หลิวหยวน
“ขอบคุณค่ะคุณลุง หนูต้องไปแล้ว ลาก่อนค่ะคุณลุง”
เป็นครั้งแรกที่หลิวหยวนเห็นเด็กที่น่ารักและมีมารยาทขนาดนี้จนนึกอยากจะอุ้มมาจุ๊บในอ้อมแขน
อยากรู้อยู่บ้างว่าพ่อแม่แบบไหนกันที่สั่งสอนลูกออกมาได้น่ารักแบบนี้
แต่ไม่ทันที่หลิวหยวนจะได้ก้าวเข้าไปใกล้ซิงซิงอีกก้าว ซิงซิงก็วิ่งโร่ไปที่ประตูใหญ่ของโรงแรมแล้ว
หลิวหยวนถอนหายใจ เอาเถอะ ถ้ามีวาสนาคงได้พบกันอีก
โรงแรมเจ็ดดาวแห่งนี้มีความปลอดภัยมากกว่าที่ไหน เด็กน้อยน่าจะเข้าไปหาพ่อแม่แล้ว เขาคงไม่ต้องกังวลอะไรอีก
หลิวหยวนขึ้นรถและขับกลับไป ในใจยังคิดว่าซิงซิงเป็นเพื่อนตัวน้อยที่น่ารักมาก
เขาเป็น DINK*[1] แต่จู่ ๆ ก็รู้สึกว่าหากมีลูกน่ารักแบบนี้ก็ไม่เลวเหมือนกัน
ขับรถไปประมาณครึ่งชั่วโมงหลิวหยวนก็ใกล้จะถึงบ้านแล้ว ทันใดนั้นเองก็ได้ยินเสียงดังของท่อรถที่ดังขึ้นไม่ไกล
เมื่อหันไปมองก็เห็นมอเตอร์ไซค์สุดเท่คันหนึ่งเร่งเครื่องเข้ามา!
คนตรงหน้ายิ่งมีรูปลักษณ์ดูดีเป็นอย่างมาก แต่สวมหมวกกันน็อกอยู่จึงมองเห็นใบหน้าได้ไม่ชัดเจน เขากำลังฟุบอยู่บนมอเตอร์ไซค์เพื่ออ้อมผ่านช่องว่างระหว่างรถยนต์
“โอ้โห เท่จริง ๆ!” หลิวหยวนอดไม่ได้ที่จะทอดถอนใจ
......
ตอนที่ขาสั้น ๆ ของซิงซิงกำลังวิ่งเข้าไปที่โรงแรม ก็ถูกเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยเข้ามาต้อนรับ
แรกเริ่มพวกเขาคิดว่าน่าจะเป็นลูกของแขก แต่สังเกตอยู่นานก็พบว่าเด็กคนนี้อยู่คนเดียว
“เด็กน้อย พ่อแม่เธออยู่ไหนเหรอ พวกเขาอยู่ที่ห้องเลขอะไร?”
ไม่ว่าใครที่ได้เห็นเด็กน้อยน่ารักเหมือนหยกแกะสลักก็อดไม่ได้ที่จะพูดเสียงอ่อน และบีบเสียงมากที่สุดในชีวิต
พวกเขาล้วนผ่านโลกมามาก มองชุดนอนที่เด็กน้อยสวมแค่แวบเดียวก็รู้ว่าแพง
ไม่แน่เธออาจจะพักอยู่ที่นี่แต่แอบพ่อแม่ออกไปเล่น
ใบหน้าเล็กของซิงซิงขึ้นสีแดง มือเล็กกำชายเสื้อ ในหัวเล็ก ๆ พยายามคิดอย่างหนัก
ถ้าบอกว่าตัวเองมาคนเดียว คุณลุงคุณป้าพวกนี้จะต้องขวางเธอไว้แน่...
แต่ซิงซิงโกหกไม่ได้...
ใบหน้ากลมแดงเรื่อดูแล้วยิ่งน่ารัก
ราวกับเค้กสตรอว์เบอร์รีที่เพิ่งออกจากเตาอบ ดูทั้งหวานทั้งนุ่มทำให้ใจคนละลาย
เพียงพริบตาเดียวก็ดึงดูดสายตาของเหล่าเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยและพนักงานต้อนรับที่พากันมาหยอกล้อเธอไม่หยุด
“เด็กน้อย เธอชื่ออะไรเหรอ อายุเท่าไหร่แล้ว?”
ซิงซิงทักทายตามความเคยชิน “คุณลุงคุณป้าสวัสดีค่ะ...หนูชื่อซิงซิง”
เธอร้อนรนขึ้นมา
เธอต้องรีบไปหาพี่สี่แล้ว พี่สี่กำลังจะถูกคนไม่ดีรังแก
ในที่สุดซิงซิงก็รวบรวมความกล้า ใบหน้าเล็กแดงเรื่อและขัดจังหวะคำพูดของทุกคนขึ้นมาอย่างกล้าหาญ “ซิงซิงอยากไปที่ภัตตาคารชั้นที่ยี่สิบแปดค่ะ!”
พนักงานต้อนรับตกใจ “อุ๊ย พ่อแม่น่าจะกินข้าวอยู่ที่ภัตตาคารหมุนจนไม่ทันได้ดูเธอ”
“เด็กน้อย เดี๋ยวฉันไปส่งเธอเองนะ”
“ไม่ต้องค่ะ ไม่เป็นไรค่ะ!” หัวเล็กของซิงซิงสั่นราวกับกลองป๋องแป๋ง ก่อนจะพุ่งตัวเข้าไปในลิฟต์ที่เพิ่งเปิด
ประตูลิฟต์ปิดลงก่อนที่ซิงซิงจะตบหน้าอกตัวเองเบา ๆ
ตกใจหมดเลย เกือบถูกไล่ออกไปแล้ว
......
ในห้องส่วนตัวของภัตตาคารหมุนมีคนในวงการบันเทิงกำลังฉลองกันอยู่
พิธีมอบรางวัลในวันนี้ผ่านไปอย่างราบรื่น และมู่จือก็ได้รับรางวัลนักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยมตามที่ทุกคนคาด
นี่คือการครองตำแหน่งต่อเนื่องเป็นครั้งที่สามของเธอแล้ว นับเป็นการทำลายประวัติศาสตร์ของวงการบันเทิงระดับประเทศ
“มู่จือ คืนนี้เธออย่ากลับบ้านเลย เกรงว่าที่หน้าประตูบ้านเธอตอนนี้คงมีพวกนักข่าวเต็มไปหมดที่กำลังรอให้เธอโผล่หน้าไป”
นักลงทุนพุงพลุ้ยคนหนึ่งยิ้มพลางพูดกับมู่จือ จากนั้นก็ยกแก้วไวน์ให้เธอ
มู่จือยกแก้วเหล้าท่วงท่าสง่างามและยิ้มให้เขาด้วยรอยยิ้มอันสมบูรณ์แบบ
“ประธานโจวอย่าลืมสิคะว่าฉันเป็นมือหนึ่งเรื่องการหลบเลี่ยงสื่อ”
พูดจบก็กระดกดื่มรวดเดียวหมดแก้ว ลำคอเรียวระหงเงยขึ้นจนสามารถเห็นลำคอที่เคลื่อนตัวเล็กน้อย
ทว่ามันแทบจะทำให้คนจินตนาการออกว่าไวน์แดงไหลเข้าสู่ร่างกายของเธออย่างไร
ไม่มีใครไม่เบนสายตาไปที่ตัวของมู่จือ
เธอสวยเกินไป ทั้งยังสูงและเปล่งประกาย
มู่จือเป็นที่ยอมรับโดยทั่วว่าเธอเป็นคอทองแดง ตอนที่เพิ่งเข้าวงการก็ถูกนักลงทุนและผู้กำกับที่มีเจตนาไม่ดีพยายามมอมเหล้าบ่อย ๆ แต่เธอไม่เคยเมาเลยสักครั้ง
วันนี้เธอเป็นตัวเอกของงานเลี้ยง ทุกคนต่างก็มาดื่มยินดีกับเธอ ทั้งงานเธอดื่มไปมากที่สุดแต่กลับหน้าแดงเพียงเล็กน้อยเท่านั้น
เดิมทีจินเหยียนเป็นผู้ท้าชิงที่แข็งแกร่งที่สุดของตำแหน่งนักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยมในปีนี้ แต่สุดท้ายวันนี้ก็ถูกมู่จือแย่งทุกอย่างไป ดีที่ยังได้ตำแหน่งนักแสดงสมทบหญิงยอดเยี่ยมจึงมีสิทธิ์มาเข้าร่วมงานเลี้ยงครั้งนี้ด้วย
เธอนั่งอยู่ข้างมู่จือ หลังจากกัดฟันก็เผยรอยยิ้มเจิดจ้าออกมา
“ฉันอิจฉามู่จือจริง ๆ ทั้งสวยทั้งดื่มเก่งเลย”
มู่จือเลิกคิ้วให้เธอเล็กน้อย “ไหนจะแสดงเก่งอีก มีความสามารถจริง ๆ”
เหล่าคนรุ่นใหญ่บนโต๊ะคลี่ยิ้ม พวกเขาชอบดูพวกผู้หญิงสวย ๆ แข่งขันกัน ซึ่งท่าทางดุเดือดนั้นทำให้พวกเขาพอใจได้ง่าย ๆ
มู่จือเช็ดมุมปากด้วยทิชชูอย่างสง่างามก่อนจะยืนขึ้น “ฉันไปเติมหน้าก่อนนะคะ”
ทุกคนหยอกล้อขึ้นมา “กลับมาต้องลงโทษหนึ่งแก้ว!”
มู่จือ “ได้ค่ะ”
เธอเดินออกไปโดยที่สายตาของทุกคนอดไม่ได้ที่จะมองตามหลังเธอไป
ในขณะที่จินเหยียนมองไปทางประธานโจวและนักลงทุนอีกคนหนึ่ง ก่อนจะสบตากัน
เธอค่อย ๆ ทาบางอย่างไว้บนนิ้วของเธอ
......
มู่จือเดินออกมาจากห้องก่อนที่รอยยิ้มบนใบหน้าจะหายไปทันที
น้อยครั้งมากที่จะมีคนเห็นเธอตอนที่ไม่ยิ้ม นี่นับว่านำพาความรู้สึกเย็นยะเยือกมาสู่โลกแต่ก็ยังคงงดงาม
เธอเดินไปล้างมือและเอานิ้วล้วงเข้าไปในคอตัวเอง
เธออาเจียนออกมาอย่างรุนแรงโดยนั่งยองลงไปข้างชักโครก พ่นเอาแอลกอฮอล์ในท้องออกมาจนหมด
ใบหน้าและริมฝีปากของเธอเปลี่ยนเป็นขาวซีดในทันที ในท้องปั่นป่วนและรู้สึกว่าทางเดินอาหารราวกับจะลุกไหม้
เธอยืนขึ้นแล้วเดินไปหน้ากระจกด้วยสีหน้าไร้ความรู้สึกก่อนจะบ้วนปาก จากนั้นก็ทาบลัชออนและเติมลิปสติก
เพียงแค่สามนาทีต่อมาสีหน้าของเธอก็แดงเรื่อและงดงาม
มู่จือที่มีใบหน้าไร้ความรู้สึกยกมุมปากขึ้นหน้ากระจก เล็บสีแดงยาวลากผ่านด้านข้างใบหน้าของตัวเอง ในขณะที่ขนตายาวหลุบลง และบังคับให้ตัวเองเมินเฉยต่อความเจ็บปวดในท้อง
เธอหมุนกายเดินออกจากห้องน้ำ แต่เพิ่งเดินมาได้สองก้าวเธอก็ต้องชะงักฝีเท้า
มีคนขวางหน้าเธออยู่
เป็นเด็กน้อยคนหนึ่ง
ที่นี่เป็นห้องน้ำของห้องส่วนตัวซึ่งมีห้องเดียว ผู้ที่ไม่เกี่ยวข้องรอบด้านต่างถูกกันออกไป แล้วเด็กคนนี้เข้ามาได้ยังไง?
มู่จือก้มหัวลงไปในขณะที่เด็กน้อยกำลังเงยหน้ามองเธอ โดยที่ในอ้อมอกยังกอดแก้วน้ำไว้ด้วย
ซิงซิงที่ได้พบกับพี่สาวคนที่สี่เป็นครั้งแรกก็ถูกความงามจู่โจมจนมึนงง
ใบหน้าเล็กกลมของเธอแดงเพราะวิ่งเหยาะ ๆ มา อีกทั้งดวงตากลมยังแสดงความกังวลออกมา
มือสั้นและเล็กยกแก้วขึ้นมาซึ่งในแก้วมีน้ำอุ่นอยู่
เสียงของเด็กน้อยเบาและนุ่มนวลทั้งยังน่าสงสารอยู่บ้าง
“พี่สาวรู้สึกไม่สบายท้อง ดื่มน้ำร้อนก่อนสิคะ”
[1] DINK หมายถึง สามีภรรยาที่มีรายได้มั่นคงและฐานะดีทั้งคู่แต่เลือกที่จะไม่มีลูก ซึ่งมาจากคำว่า Dual Income No Kids