เมื่อถึงวันเดินทางไปร่วมงานฉลองสำนักไป๋หู่ เราออกเดินทางกันแต่เช้า ฉันนั่งอยู่ในรถม้าไปกับเหยียนเหล่ยและเพื่อนสาวอีกสามคน ส่วนเพื่อนสามหนุ่มขี่ม้าร่วมในขบวน โดยมีจินไห่ขี่ม้าตามรถม้าอยู่ข้างๆ เพราะเจ้าสำนักเฟยเทียนส่งจินไห่ให้มาช่วยดูแลเราที่เป็นศิษย์ใหม่ จนเราเดินทางมาถึงใกล้ทางแยก ฟูหลิวจึงหยุดรถม้าเพื่อรอขบวนของท่านอ๋องหกตามที่นัดหมายกันไว้
เรายืนรออยู่ตรงบริเวณทางแยกจุดนัดพบได้ไม่นาน ขบวนรถม้าของท่านอ๋องก็เดินทางมาถึง โดยมีหลี่จวินขี่ม้านำขบวน ส่วนลี่ถังกับองค์รักษ์จำนวนหนึ่งขี่ม้าตามรอบๆรถม้าของท่านอ๋อง และท้ายขบวนคือรถม้าของขันทีและนางกำนัลที่ตามเสด็จไปด้วยเพียงไม่กี่คน เมื่อท่านอ๋องเดินทางมาถึง พวกเราจึงทำความเคารพ ท่านอ๋องจึงถามหลี่จวินว่า
อ๋องหก : อีกนานแค่ไหนกว่าจะไปถึงเมืองอานฉวน
หลี่จวิน : ถ้าเราเดินทางกันไปเรื่อยๆโดยไม่รีบร้อน จะไปถึงในเมืองช่วงค่ำ แต่ถ้าเร่งฝีเท้าให้เร็วหน่อยจะถึงช่วงบ่ายแก่ๆใกล้เย็น
อ๋องหก : อืม...งั้นเดินทางกันไปเรื่อยๆไม่ต้องรีบร้อน
เหยียนเหล่ย : พะย่ะค่ะ
เราเดินทางกันแบบไม่รีบร้อนเมื่อยก็พักตามรายทาง จนในที่สุดก็เดินทางมาถึงเมืองอานฉวนในช่วงค่ำ พบผู้คนหลากหลายดูคึกคักเดินกันขวักไขว่ ร้านค้าและโรงเตี๊ยมต่างประดับประดาโคมไฟสวยงามคล้ายมีงานเทศกาล อาจเป็นเพราะที่เมืองนี้กำลังจะมีงานฉลองของสำนักไป๋หู่ จึงมีชาวยุทธจากสำนักต่างๆเดินทางมาหาที่พักในเมืองดูครึกครื้น
ร้านค้าและโรงเตี๊ยมต่างกวักมือเรียกลูกค้าเข้าร้านกันคึกคัก ท่านอ๋องหกสั่งให้องรักษ์ไปหาโรงเตี๊ยมเพื่อเข้าพัก สักครู่หนึ่งองครักษ์กลับมารายงานว่า มีโรงเตี๊ยมขนาดกลางว่างอยู่แห่งหนึ่ง อยู่ห่างตลาดออกไปไม่ไกลนักแต่มีห้องพักและอาหารเพียงพอสำหรับทุกคน ส่วนโรงเตี๊ยมที่อยู่ใกล้ๆส่วนใหญ่จะเต็มจะเหลือห้องว่างเพียงไม่กี่ห้อง
ท่านอ๋องหกจึงตัดสินใจไปพักที่โรงเตี๊ยมขนาดกลางที่อยู่ห่างตลาดออกไป โดยท่านอ๋องเช่าเหมาโรงเตี๊ยมทั้งหลังเพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ที่ไม่หวังดีปะปนมากับแขกที่เข้าพัก และเพื่อความปลอดภัยของท่านอ๋องด้วย โดยแบ่งพักกันห้องละสองถึงสามคน ซึ่งฉันพักอยู่ห้องเดียวกันกับเฝิ่นลู่
เมื่อเราจัดเก็บข้าวของเข้าในห้องพัก และนอนพักเอนหลังคลายความเมื่อยล้ากันสักครู่ จึงเดินลงไปข้างล่างเพื่อรอกินอาหารพร้อมกันกับคนอื่นๆ ที่ทยอยเดินลงมาจากห้องพัก จากนั้นเริ่มมีคนยกอาหาร เหล้า และน้ำชามาวางแต่ละโต๊ะ ท่านอ๋องหกบอกว่าเดินทางเมื่อยล้ากันมาทั้งวัน ให้พวกเรากินดื่มกันให้อิ่ม
หลังจากกินอาหารเสร็จลี่ถังชักชวนเราไปเดินเที่ยวดูโคมไฟในตลาด พวกเราสาวๆต่างเห็นชอบและอยากไป กลุ่มของหลวนเฉินได้ยินเราพูดคุยกันจึงขอตามไปเดินเที่ยวด้วย ฉันจึงไปชักชวนเหยียนเหล่ยให้ออกไปเดินเที่ยวดูโคมไฟด้วยกัน
แต่เหยียนเหล่ยตอบว่าเขามีธุระที่จะต้องพูดคุยกับท่านอ๋องและหลี่จวิน จึงไปเดินเที่ยวด้วยไม่ได้ แต่เขาจะให้จินไห่ไปกับฉันด้วยเพราะเป็นห่วงเรื่องความปลอดภัย ท่านอ๋องจึงสั่งให้องครักษ์ติดตามเราไปด้วยอีกสองคน ฉันจึงพูดกับท่านอ๋องว่าแค่ไปเดินเที่ยวตลาดไม่ต้องมีองครักษ์ติดตามไปก็ได้ หลี่จวินจึงพูดแทนท่านอ๋องทันทีว่า
หลี่จวิน : เจ้าเด็กโง่! ชาวยุทธมากมายทั่วทิศมารวมตัวกันที่นี่ มีทั้งคนดีและคนชั่ว เราไม่รู้หรอกว่ามีใครบ้างที่คิดดีหรือคิดร้ายกับเรา ปลอดภัยไว้ก่อนดีที่สุด โดยเฉพาะเจ้า มี่จื่อ! งานใหญ่โตขนาดนี้หยางเค่อต้องไม่พลาดมาร่วมงานแน่
เหยียนเหล่ย : มี่จื่อ เจ้าห้ามอยู่ห่างจินไห่เด็ดขาด เข้าใจมั้ย?
มี่จื่อ : เข้าใจแล้ว จินไห่ไปเร็ว! อย่าให้สาวๆรอนาน
ฉันดันหลังจินไห่ให้รีบเดินไปหากลุ่มเพื่อนที่กำลังรอจะออกไปเดินเที่ยวด้วยกัน เราเดินไปกันเป็นกลุ่มใหญ่ โดยมีองครักษ์ของท่านอ๋องหกเดินนำหน้าคนหนึ่ง และอีกคนหนึ่งเดินตามหลังคอยสอดส่องคุ้มกัน
ลี่ถังชวนฉันเข้าไปดูร้านขายเชือกถักเป็นพู่ห้อยร้อยประดับด้วยลูกปัดสำหรับผูกห้อยกระบี่ ฉันจึงเลือกซื้อสีขาวสองชิ้นเป็นคู่กันไปฝากเหยียนเหล่ย และซื้อสีแดงอีกหนึ่งชิ้นผูกห้อยที่ขลุ่ยเลาโปรดของจินไห่
ในตอนแรกจินไห่ไม่อยากให้ผูกพู่เชือกถักที่ขลุ่ย เพราะรู้สึกเขินอายและไม่ชินที่รับของประดับจากผู้หญิง แต่ถูกฉันคะยั้นคะยอขอผูกพู่ให้ โดยให้เหตุผลว่าเป็นพู่ที่มอบให้ ด้วยความเคารพจากลูกศิษย์จินไห่จึงยินยอม ฉิงซวงและเพื่อนคนอื่นๆจึงขอผูกพู่ให้จินไห่บ้าง กลายเป็นว่าขลุ่ยของจินไห่จึงมีพู่ห้อยผูกเป็นพวงใหญ่
จากนั้นเราจึงเดินไปดูของร้านอื่นๆกันต่อ แล้วฉันก็หันไปเห็นร้านขายซาลาเปาร้านหนึ่ง แม่ค้ากำลังเปิดฝาหม้อนึ่งซาลาเปาร้อนๆควันฉุยน่ากิน จึงชวนจินไห่ที่เดินอยู่ข้างๆไปซื้อซาลาเปาด้วยกัน ขณะกำลังจะยื่นจ่ายเงินค่าซาลาเปาให้แม่ค้า
ฉันก็รู้สึกเหมือนกำลังถูกใครบางคนจ้องมอง แต่พอหันไปก็ไม่เห็นใครที่ผิดปกติ จึงพูดบ่นพึมพำกับจินไห่ว่า รู้สึกเหมือนกำลังถูกใครจ้องมอง ตั้งแต่ที่ร้านขายพู่เชือกถักแล้ว จินไห่จึงบอกลี่ถังและองครักษ์ที่เดินมาด้วยให้ระวังตัว อาจมีคนกำลังสะกดรอยตามพวกเราอยู่
องครักษ์คนหนึ่งจึงบอกจินไห่ว่า เมื่อกี้เขาเห็นผู้ชายคนหนึ่งแต่งกายแปลกๆ พอหันไปมองอีกครั้งผู้ชายคนนั้นก็หายตัวไปแล้ว ลี่ถังจึงถามถึงลักษณะของผู้ชายคนนั้นว่ามีลักษณะยังไง องครักษ์บอกว่าเป็นชายผิวขาว รูปร่างสันทัด แต่งกายแบบผู้ชายทั่วไปแต่ที่คอคล้องสร้อยลูกประคำคล้ายพระแต่ไม่ใช่พระ
ลี่ถังทำหน้าตกใจขึ้นมาทันที และบอกจินไห่ว่านั่นคือเจิ้งไฉ ผู้ใช้วิชาอ่านใจ เป็นพวกเดียวกันกับหยางเค่อ ที่เคยพยายามจะจับตัวฉันไปเพื่อค้นหาทางไปหุบเขาจันทร์ดับ จินไห่เมื่อได้ยินชื่อ หุบเขาจันทร์ดับ ก็ทำหน้าแปลกใจเพราะคิดว่าหุบเขาจันทร์ดับเป็นเพียงเรื่องเล่า และไม่คิดว่าจะมีใครหาทางไปได้ ลี่ถังจึงบอกว่าจะเล่าให้จินไห่ฟังภายหลัง แต่ตอนนี้ต้องรีบกลับกันก่อน
ลี่ถังจึงบอกทุกคนว่าเราจะต้องกลับกันแล้ว ทำให้เพื่อนสาวทั้งสามคนทำหน้าเซ็ง และถามลี่ถังว่าทำไมจึงกลับเร็วนักเราเพิ่งมากันได้แปบเดียว จินไห่จึงบอกกับทุกคนว่ามีคนสะกดรอยตามพวกเราซึ่งไม่รู้ว่ามากันกี่คน เพื่อความปลอดภัยเราต้องกลับเดี๋ยวนี้ กลุ่มเพื่อนจึงเชื่อฟังที่จินไห่สั่งรีบกลับทันที
เมื่อเรากลับมาถึงโรงเตี๊ยม ฉันรีบเดินไปหาเหยียนเหล่ยในห้องพักแล้วเล่าเรื่องที่ถูกเจิ้งไฉสะกดรอยตามในตลาด บอกเขาว่ากลัวถูกล้วงความลับเพราะเจิ้งไฉเคยรู้เรื่องแผนที่หุบเขาจันทร์ดับไปแล้วครั้งหนึ่ง ทำให้ฉันรู้สึกกลัวเจิ้งไฉจริงๆ เหยียนเหล่ยจึงแนะนำว่า
ถ้าเจิ้งไฉส่งความคิดเข้ามาอยู่ในหัว ให้ฉันคิดถึงเรื่องของเราขณะทำรักกัน นั่นทำให้ฉันแปลกใจมาก เพราะไม่คิดว่าเหยียนเหล่ยจะแนะนำให้ฉันคิดเรื่องแบบนี้ จึงคิดว่าเขาพูดเล่น แต่เหยียนเหล่ยบอกว่าเขาพูดจริง เพราะความคิดแบบนี้จะไปรบกวนสมาธิของเจิ้งไฉให้แตกกระเจิง และเจิ้งไฉคงต้องใช้เวลาสักพักเลยกว่าเขาจะตั้งสมาธิได้อีกครั้งหนึ่ง
ฉันจึงหัวเราะขึ้นมาทันที เพราะถ้าให้คิดเรื่องบนเตียงกับเหยียนเหล่ย ฉันสามารถคิดได้ทั้งวันอยู่แล้ว จึงพูดหยอกเล่นกับเหยียนเหล่ยว่า จะจัดท่าเด็ดเอาให้เจิ้งไฉไปไม่เป็นเลย เหยียนเหล่ยจึงถามว่าท่าเด็ดที่ว่านั้นคือท่าอะไร ฉันจึงตอบว่าเดี๋ยวจะทำให้ดู แล้วลุกขึ้นนั่งคร่อมตักเหยียนเหล่ยทันที
พร้อมกับขยับเนินหว่างขาเข้าเบียดชิดกับหน้าท้องของเขา จูบที่ริมฝีปากดูดลิ้นกันดังจ๊วบ สองมือเขาโอบกอดลูบไล้ทั่วแผ่นหลัง แท่งเนื้อกำลังแข็งตัวเชิญชวนให้ขย่ม แต่เราก็ถูกขัดจังหวะเพราะมีเสียงเคาะประตูห้อง และตามด้วยเสียงเรียกขององครักษ์ที่มาเชิญเหยียนเหล่ยให้ไปพบท่านอ๋องที่ห้องพัก
เราจึงหยุดจูบเช็ดน้ำลายที่เลอะรอบปาก ด้วยความเสียดายที่ไม่ได้ทำอย่างอื่นต่อเพราะอารมณ์กำลังมา เหยียนเหล่ยจึงบอกกับฉันก่อนที่เขาจะไปพบกับท่านอ๋องว่า พรุ่งนี้ให้ฉันติดตามเขากับหลี่จวินไปตรวจสอบคดีของเศรษฐีเจ้าด้วยกัน
ถึงแม้ฉันจะรู้สึกไม่ค่อยอยากไปเท่าไหร่นัก เพราะช่วงนี้ฉันเริ่มติดเพื่อน และอยากอยู่เล่นกับเพื่อนๆมากกว่าจะอยากติดตามเขาไปทำคดีเคร่งเครียด แต่ฉันก็เข้าใจว่าเหยียนเหล่ยเป็นห่วงกลัวว่าหยางเค่อกับเจิ้งไฉจะมาจับตัวฉันไป จึงพยักหน้ารับทราบแล้วเดินกลับห้องพัก
ขณะกำลังจะเปิดประตูเข้าห้อง ก็เห็นเลี่ยงซูเปิดประตูชะโงกหน้าออกมาจากห้องพักของสามหนุ่ม แล้วกวักมือเรียกให้ฉันตามเข้าไปในห้อง ก็พบกับเพื่อนทุกคนรวมตัวกันอยู่ในห้อง เพราะพวกเขากำลังพูดคุยเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่ถูกสะกดรอยตามที่ตลาด
ฉันจึงเล่าให้ทุกคนฟังว่าคนที่สะกดรอยตามคือ เจิ้งไฉ เป็นพวกนักล่าสมบัติผิดกฏหมาย และพยายามมาจับตัวฉันให้ไปช่วยอ่านแผนที่ตามหาสมบัติลึกลับ เพราะคนพวกนั้นเชื่อว่าฉันสามารถพาไปหาสมบัติที่ไม่เคยมีใครหาเจอมาก่อน
เมื่อเพื่อนๆได้ฟังดังนั้นต่างเป็นห่วงความปลอดภัยของฉัน แต่ก็รู้สึกตื่นเต้นกับเรื่องขุดสมบัติและอยากไปขุดหาสมบัติบ้าง ฉันจึงบอกกับเพื่อนๆว่าการหาสมบัตินั้นอันตราย อีกทั้งยังเสี่ยงถูกแย่งชิงสมบัติจากกลุ่มคนที่ต้องการสมบัติเหมือนกัน แล้วฉันก็บอกอีกว่าพรุ่งนี้ฉันจะต้องไปตรวจสอบคดีกับเหยียนเหล่ยและหลี่จวิน
กลุ่มเพื่อนจึงขอตามไปด้วย ฉันจึงบอกว่าเรื่องนี้ต้องไปขออนุญาตกับเหยียนเหล่ย แต่ตอนนี้เหยียนเหล่ยกำลังอยู่ในห้องของท่านอ๋อง พวกเขาจึงลงไปหาหลี่จวินที่กำลังนั่งดื่มเหล้าอยู่กับลี่ถัง พร้อมกับพูดขอร้องและเยินยอหลี่จวินสารพัด จนหลี่จวินยินยอมให้พวกเขาติดตามไปด้วย
จากนั้นก็รอให้เหยียนเหล่ยกลับมาที่ห้องพัก แล้วรีบกรูกันไปหาเหยียนเหล่ย พร้อมกับบอกว่าหลี่จวินอนุญาตให้พวกเขาติดตามไปตรวจสอบคดีด้วย กลุ่มเพื่อนจึงขู่ว่าจะไม่ยอมนอน และจะอยู่ขอร้องเหยียนเหล่ยแบบนี้ทั้งคืน จนกว่าเหยียนเหล่ยจะอนุญาต เหยียนเหล่ยจึงต้องจำยอมอนุญาต และบอกให้จินไห่ติดตามไปช่วยดูแลพวกเราด้วย
รุ่งเช้าหลังกินอาหารเช้าและเตรียมตัวกันเสร็จเรียบร้อย เราจึงออกเดินทางไปพบกับเหวินเหอที่หน่วยสืบสวนที่เขาประจำการอยู่ในเมืองอานฉวน เราเดินทางมาถึงหน่วยสอบสวนกันในช่วงเวลาสาย เจ้าหน้าที่หน่วยพาเราเข้าไปพบเหวินเหอหัวหน้าหน่วย ที่กำลังรอการมาของเราอย่างใจจดใจจ่อ
เขารีบเดินออกมาต้อนรับพวกเราและกล่าวทักทายทุกคน จากนั้นเหวินเหอเชิญเรานั่งดื่มน้ำชาและกินของว่าง หลี่จวินจึงพูดคุยทักทายกับเหวินเหอตามประสาเพื่อนเก่าที่ไม่ได้พบเจอกันมานาน แล้วจากนั้นก็เริ่มพูดคุยกันถึงคดีเศรษฐีเจ้า เหวินเหอจึงพาเราเข้าไปในห้องเก็บหลักฐาน แล้วหยิบห่อผ้าห่อหนึ่งที่เก็บไว้ในหีบออกมาแกะห่อให้พวกเราดู
ห่อผ้าเมื่อถูกแกะออกมาซึ่งภายในเป็นเสื้อผ้าของเศรษฐีเจ้า สวมใส่ขณะตายแต่เสื้อผ้ามีกลิ่นฉุนแปลกประหลาดคล้ายกลิ่นน้ำอบ ทำเอาฉันผงะยืนเซเพราะเกิดอาการมึนหัวจากการสูดดมกลิ่นฉุนนี้เข้าไป ทำให้ทุกคนแปลกใจที่เห็นฉันเกิดอาการแพ้ง่ายกับกลิ่นฉุนของน้ำอบนี้
เหยียนเหล่ยจึงบอกให้ฉันออกไปรอข้างนอก เพราะภายในห้องตอนนี้ตลบอบอวน ไปด้วยกลิ่นน้ำอบจากเสื้อผ้าคนตาย จนทุกคนเริ่มเอามือปิดจมูก แต่ฉันบอกว่าไม่เป็นไรสักพักคงจะชินกับกลิ่น
แล้วเหวินเหอก็หยิบเสื้อผ้าของเศรษฐีเจ้ายกชูให้หลี่จวินกับลี่ถังดู ว่าที่เสื้อผ้ามีเพียงรอยเลือดที่เลอะจากการปาดคอ แต่ไม่มีร่องรอยการฉีกขาดและรอยต่อสู้เลย จากนั้นก็หยิบมีดเล่มเล็กมาชูให้ดูอีก บอกว่านี่คือมีดที่เศรษฐีเจ้าใช้ปาดคอตัวเองตาย ฉิงซวงกับเลี่ยงซูจึงเอามือปิดตาเม้มปาก ไม่กล้าดูหลักฐานที่มีรอยคราบเลือดเลอะติด ส่วนคนอื่นๆกลับยืนดูและฟังอย่างตั้งใจ
ส่วนฉันตอนนี้เริ่มมีอาการวิงเวียนมากขึ้น จากการสูดดูมกลิ่นน้ำอบที่ลอยตลบอบอวนอยู่ในห้อง จนเริ่มจะยืนเซคล้ายคนเมา หลี่จวินสังเกตุเห็นอาการผิดปกติของฉัน ที่เริ่มยืนโงนเงนไปเกาะแขนลี่ถัง นางจึงหันมาถามฉันว่าเมากลิ่นน้ำอบเหรอ ฉันจึงตอบว่าไม่รู้แต่รู้สึกมึนๆ
หลี่จวินจึงเรียกฉันให้เข้าไปยืนใกล้ๆ แล้วหยิบเสื้อผ้าของเศรษฐีเจ้ามาใกล้จมูกฉัน เหมือนจะแกล้งให้ฉันดมกลิ่นน้ำอบใกล้ๆจากเสื้อผ้านั้น แล้วพูดว่าแค่กลิ่นน้ำอบฉุนๆแค่นี้ถึงกับเมาเลยเหรอ ฉันจึงรีบเบือนหน้าหนีแล้วทำท่าพะอืดพะอมจนมีเสียงอ้วกกกก! ออกมาครั้งหนึ่ง พร้อมกับพูดขึ้นว่าได้กลิ่นคล้ายเหล้ากับกลิ่นยาเส้นโชยมาจากเสื้อ แต่เป็นกลิ่นที่บางเบาถ้าดมใกล้ๆ
ทุกคนจึงลองดมกลิ่นเสื้อใกล้ๆก็ได้กลิ่นเหล้ากับกลิ่นยาเส้นเช่นกัน เหวินเหอทำหน้าประหลาดใจ พร้อมกับพูดว่าตอนที่เขาตรวจสอบเสื้อผ้าเขาไม่ได้ดมกลิ่นเสื้อใกล้ๆ จึงพลาดจุดนี้ไป และยังบอกอีกว่าเศรษฐีเจ้าไม่สูบยาเส้น อีกทั้งในที่เกิดเหตุไม่มีมวนยาสูบเลยสักมวน มีเพียงถ้วยเหล้าที่ล้มหกอยู่ที่โต๊ะตอนที่ฆ่าตัวตาย
แล้วเหวินเหอก็ทำหน้าเหมือนนึกอะไรได้ จึงเดินไปหยิบของอีกชิ้นหนึ่งที่เก็บไว้ในหีบ เป็นเสื้อคลุมสีขาวมีรอยคราบเลือดสีแดงเลอะเต็มเสื้อคลุมน่าสยดสยอง แล้วเขาก็ยกเสื้อคลุมในมือขึ้นมาดม แล้วอุทานออกมาว่า “มีกลิ่นเหล้ากับยาเส้นเหมือนกันเลย!!” จากนั้นจึงยื่นเสื้อคลุมให้หลี่จวินดมด้วยอีกคน
เหวินเหอบอกว่านี่เป็นเสื้อคลุมของท่านเจ้าสำนักไป๋หู่คนก่อน กระโดดหอบูชาเทพเก้าชั้นในสำนักฆ่าตัวตายเหมือนกัน จึงมีการแต่งตั้งเจ้าสำนักคนใหม่คือชงอวี้ และกลิ่นเสื้อคลุมของอดีตเจ้าสำนักคนก่อนมีกลิ่นน้ำอบ กลิ่นเหล้าและกลิ่นยาเส้น เหมือนเสื้อของเศรษฐีเจ้า
เขายังเล่าต่ออีกว่า อดีตเจ้าสำนักไป๋หู่กับเศรษฐีเจ้า มีการตายที่คล้ายคลึงกัน คือคนทั้งสองคนฆ่าตัวตายหลังจากออกจากห้องเก็บตำราและสมบัติโบราณของสำนักไป๋หู่ ซึ่งในห้องนั้นจะรมด้วยกำยานที่มีกลิ่นคล้ายกับกลิ่นน้ำอบนี้ เขาเคยสงสัยชงอวี้เจ้าสำนักไป๋หู่คนใหม่ ว่าอาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับการตายของคนทั้งสอง
แต่เนื่องจากเขาไม่มีหลักฐานเพียงพอเพื่อเอาผิด จึงจำเป็นต้องตัดสินคดีนี้ว่าเป็นการฆ่าตัวตาย แต่ตอนนี้เหวินเหอเริ่มจะสงสัยชงอวี้มากขึ้น เพราะเหวินเหอเคยได้กลิ่นยาสูบแบบนี้ติดอยู่เสื้อของชงอวี้ ตอนที่เหวินเหอไปสอบปากคำชงอวี้ตอนเกิดเหตุใหม่ๆ แต่ท่านชงอวี้บอกว่าเขาไม่เคยสูบยา แต่เหวินเหอมั่นใจว่าชงอวี้ต้องมีส่วนเกี่ยวข้องด้วยแน่ๆ
ลี่ถังจึงพูดว่าเย็นนี้เราต้องไปงานเลี้ยงฉลองของสำนักไป๋หู่ เราจะขอให้ชงอวี้เจ้าสำนักคนใหม่เปิดห้องเก็บตำราและสมบัติโบราณให้เราเข้าชมเพื่อเปรียบเทียบกลิ่นน้ำอบ หลี่จวินจึงทักขึ้นว่าชงอวี้คงจะไม่เปิดห้องนั้นให้เราเข้าไปง่ายๆ เหยียนเหล่ยจึงพูดว่าให้ใช้อำนาจของท่านอ๋องหกสั่งให้ชงอวี้เปิดห้อง แม้ชงอวี้จะไม่อยากเปิดแต่ยังไงก็ขัดคำสั่งของท่านอ๋องไม่ได้
จากนั้นเหวินเหอจึงพาทุกคนออกจากห้องเก็บหลักฐาน เพื่อออกมาสูดอากาศให้หายเวียนหัวจากกลิ่นน้ำอบ จินไห่จึงบอกว่าจะไปเอาน้ำมาให้ฉันล้างหน้า ฉันจะได้รู้สึกสดชื่นขึ้น แต่ฉิงซวงบอกว่าเดี๋ยวนางจะไปเอาน้ำมาให้เอง แล้วฉิงซวงจึงเดินไปเอาน้ำมาให้
จากนั้นทุกคนก็ให้ความสนใจและพูดคุยเกี่ยวกับคดีนี้ อีกทั้งยังรอให้อาการฉันดีขึ้นหายพะอืดพะอม เราจึงเดินทางกลับโรงเตี๊ยมกันช่วงบ่าย เหยียนเหล่ย หลี่จวิน และลี่ถังจึงไปรายงานเรื่องคดีกับท่านอ๋องหก ส่วนฉันกับกลุ่มเพื่อนเตรียมตัวไปร่วมงานเลี้ยงที่สำนักไป๋หู่เย็นนี้ ซึ่งเพื่อนๆต่างดูเป็นกังวล เพราะรู้ว่าชงอวี้เจ้าสำนักไป๋หู่อาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีคนตายถึงสองคน
เมื่อถึงเวลานัดหมายเราจึงออกเดินทางไปสำนักไป๋หู่ มีเหล่าชาวยุทธจำนวนมากมาร่วมงานรวมทั้งเหวินเหอก็มาด้วย ชงอวี้เจ้าสำนักไป๋หู่คนใหม่ออกมาต้อนรับท่านอ๋องหกอย่างเอิกเกริก เขาเป็นคนแก่ท่าทางแข็งแรง บุคลิกน่าเชื่อถือ พาเราเดินเข้าไปในงานเลี้ยงที่เป็นห้องโถงขนาดใหญ่
ท่านอ๋องหกจึงบอกชงอวี้เจ้าสำนักว่าอยากเข้าชมห้องเก็บตำราและสมบัติโบราณล้ำค่าของสำนัก ชงอวี้ชะงักนิดหนึ่งเหมือนหยุดคิด แล้วทำหน้ายิ้มแย้มพร้อมกับพูดว่า เมื่อท่านอ๋องอยากชมเขาก็จะเปิดให้ชม เพียงแต่ขอเวลาให้แขกเหรื่อมากันพร้อมหน้าเขาจะเปิดห้องให้ชมพร้อมๆกันเลย