ตอนที่ 7 : เร้นจิต กำบังกาย
เสียงนกขับขาน พร้อมกับ แสงอาทิตย์ยามเช้าตรู่หลานเทียนลืมตาตื่นขึ้นมากลิ่นหอมบางอย่างลอยล่องในอากาศ เมื่อมองหาต้นตอก็พบกับอาจารย์เซียวหงไห่กำลังย่างเนื้อ
“อ่าวหลานเทียน เ้าตื่นแล้วรึ”เซียวหงไห่พลิกเนื้อในมือทั้งพูดกับหลานเทียนไปด้วยกลิ่นหอมส่งให้หลานเทียนกลืนน้ำลายอึกใหญ่ ท้องร้องดังโครกครากเนื่องมาจากมันไม่ได้กินอะไรมาหลายวันแล้ว กลิ่นหอมนี้ทรมาณมันอย่างยิ่ง
“นี่เนื้อกวางสามหางแถวนี้มีฝูงของพวกมันอยู่ไม่ไกล…นี่กินซะวันนี้เ้าต้องฝึกหนักหน่อย” เซียวหงไห่กล่าวพลางยื่นเนื้อที่ย่างอย่างง่ายให้แก่หลานเทียน
“ขอขอบคุณท่านอาจารย์”หลานเทียนกล่าวอย่างกระตือรือร้นและรับมากินอย่างรวดเร็ว รสชาติเนื้อที่หอมอร่อยอย่างที่มันไม่เคยััมาก่อนในชีวิตค่อยไหลผ่านลงคอเพียงไม่นานเนื้อชิ้นโตก็ถูกหลานเทียนสวาปามจนหมดเกลี้ยงเหลือเพียงกระดูกชิ้นโตไว้ดูต่างหน้า
“นี่คือเคล็ดวิชาปกปิดลมปราณแขนงหนึ่งซึ่งสิ่งที่เ้าจะต้องทำได้ก่อนออกจากที่นี่ถ้าไม่ได้ใน สามวัน ก็จงอยู่ที่นี่ไปอีกสักห้าเดือนแล้วกัน”เซียวหงไห่กล่าวด้วยสีหน้าจริงจังพลางยื่นม้วนกระดาษที่ดูเก่าแก่คร่ำครึไม่น่าอภิรมย์
“ขอรับท่านอาจารย์ศิษย์จะพยายามอย่างถึงที่สุด”หลานเทียนตอบสนองทันทีและเข้าใจที่อาจารย์้าสื่อเป็นัยเนื่องมาจากหากออกไปจากป่าตอนนี้ ยามเมื่อครั้งอยู่หมู่บ้านด้วยเส้นปราณที่พิกลพิการทำให้ไม่อาจกักเก็บพลังลมปราณมากพอที่จะเลื่อนขั้นได้หากแต่บัดนี้นอกจากเส้นลมปราณชุดใหม่ที่ถูกผลัดเปลี่ยนแล้ว ยังมีระดับพลังปราณจะทะยานขึ้นอย่างพรวดพราดในระยะเวลาอันสั้นถึงแม้จะเลื่อนระดับจากระดับกลางเป็สูงนั้นจะดูเล็กน้อยแต่ด้วยระยะเวลาเพียงไม่กี่วันย่อมเป็เื่ประหลาดใจแก่ผู้คน
เื่ราวนี้ย่อมถูกแพร่ไปทั่วและถูกคาดการณ์ไปต่างๆ นานา เมื่อเป็จุดเด่นย่อมมีคนอิจฉาริษยา คิดปองร้าย เพื่อเป็การป้องกันสิ่งเหล่านี้จึงจำเป็ต้องฝึกการปิดบังพลังหลานเทียนค่อยๆแกะเชือกที่รัดคัมภีร์สภาพของมันดูเก่าคร่ำครึกว่าภายนอกมากนั้นออก ปรากฏคำว่าเร้นจิต กำบังกาย ภายในบรรจุถ้อยคำอันเป็วิถีทั้งหมด อันมีทั้งสิ้นห้าวิถีด้วยกันในสี่วิถีแรกนั้นเป็วิถีวิชาที่แยกออกจากกันสามารถฝึกฝนวิถีใดก่อนหลังได้อย่างราบรื่น เว้นแต่วิถีสุดท้ายอันมีนามเดียวกันกับม้วนคัมภีร์เร้นจิต กำบังกาย ที่ไม่อาจฝึกก่อนได้
‘วิถีแรก เร้นลมปราณ’ คือการเคลื่อนย้ายปราณไปรวมจุดจุดเดียวที่ยากต่อการสังเกตุและตรวจจับ เป็วิถีที่ง่ายที่สุดจากทั้งห้าวิถีเมื่อสำเร็จสามารถปกปิดลมปราณแท้จริงได้จนกว่าจะปลดเคล็ดวิชาทั้งยังสามารถนำไปผนวกเข้ากับการเคลื่อนไหวเมื่อถ่ายเทไปยังขาทั้งสองทำให้เคลื่อนไหวรวดเร็วขึ้นเป็ทวีคูณสามารถใช้ออกได้ราวสองชั่วยาม
‘วิถีที่สอง หลอมผสานจิต’คือการใช้พลังจิตเหนี่ยวนำปราณในร่างให้เข้าสู่สิ่งของเป็เคล็ดวิชาเดียวในคัมภีร์นี้ที่สามารถประยุกต์เข้ากับอาวุธเพื่อโจมตีได้
‘วิถีที่สาม ปลิดลมปราณ’ลดพลังของลมปราณใช้ในการบ่มเพาะพลัง ใช้ดูดซึมพลังลมปราณที่เข้มข้นหากสำเร็จจะสามารถใช้ออกได้ตลอดไม่จำเป็ต้องใช้ซึ่งเคล็ดวิชาอีกเป็เคล็ดที่สำเร็จจะติดตัวไปตลอด
‘วิถีที่สี่ ผสานกายาสิทธิ์’ ทำให้ผู้อื่นไม่สามารถรับรู้พลังปราณในตัวของตนเองได้หลีกเร้นการััถึงทุกรูปแบบ ราวกลับกลืนหายไปกับสรรพสิ่งรอบตัวสภาวะนี้จะคงอยู่ราว ครึ่งชั่วยามหากแต่มิใช่การอันตรธาน หากถูกััเคล็ดวิชานี้จะสลายไปและจะสามารถใช้ออกอีกครั้งในหกชั่วยามหากเป็การปลดด้วยตนเองจะสามารถใช้ออกได้อีกครั้งและจะสามารถใช้ออกได้อีกในสามชั่วยามข้างหน้า
‘วิถีที่ห้า เร้นจิตกำบังกาย’ อันเป็วิถีสุดท้าย เป็วิถีขั้นสูงสุดของเคล็ดวิชานี้ซึ่งจำเป็ต้องสำเร็จทั้งสี่วิถีอย่างสมบูรณ์ก่อนมีผลทำให้ผู้อื่นไม่อาจััได้แม้กระทั่งเงาและซ่อนได้กระทั่งจิตสังหาร ทั้งยังสามารถโจมตีภายใต้เคล็ดวิชานี้ที่ถูกใช้ออกเคล็ดวิชาจะสลายเมื่อถูกโจมตีจากพลังปราณเท่านั้นหรือปลดเคล็ดออกด้วยตนเอง ส่งผลให้เคล็ดวิชานี้ไม่อาจใช้ออกได้ในระยะเวลาสามวัน
หลานเทียนตั้งใจอ่านวิถีทั้งห้าพร้อมพยายามทำความเข้าใจด้วยตนเองหากแต่ทั้งคัมภีร์นั้นบ่งบอกเพียงวิถีและผลลัพธ์เมื่อใช้ออก หาได้บอกซึ่งวิธีการฝึกฝน
“เมื่อเ้าอ่านครบแล้วด้วยเวลาอันจำกัดจงมุ่งไปยังวิถีแรกของมันก็เพียงพอแล้วอันเป็วิถีที่ง่ายและเป็ประโยชน์ของเ้าที่สุดจงตั้งสมาธิให้ดีและจับตาดูข้า”เซียวหงไห่กล่าวจบก็พลันรวบรวมคลื่นลมปราณที่กระจายอยู่ทั่วทั้งร่างค่อยเคลื่อนอย่างแช่มช้าว่าง่ายไหลมารวมกันที่กลางหน้าอก พลังลมปราณของชายชรากระจุกกลายเป็จุดเล็กจุดเดียวไม่อาจััพลังปราณในส่วนอื่นของร่างกายได้แม้แต่น้อยถึงแม้จะตรวจจับเส้นชีพจรหรือเส้นลมปราณในร่างก็ตาม
จากนั้นเซียวหงไห่ก็เคลื่อนจุดลมปราณนั้นไปยังที่ต่างๆ ทั่วทั้งสรรพางค์ร่างกาย ทั้งยังแสดงการประยุกต์แบ่งพลังลมปราณออกเป็สองส่วนไปยังขาและแสดงการเคลื่อนไหวความเร็วของชายชราเมื่อเคลื่อนที่นั้นสร้างภาพติดตาขึ้นก่อนจะโผล่อีกครั้งที่ด้านข้างของหลานเทียนระยะทางสิบก้าวสามารถเคลื่อนที่ได้ในพริบตาเดียว
หลานเทียนอ้ำอึ้งอ้าปากค้างเซียวหงไห่ที่สังเกตุเห็นจึงอดหัวร่อไม่ได้
“เอาล่ะลองแสดงให้ข้าดูหน่อยหลานเทียน”หลานเทียนหุบปากลงอย่างยากลำบากก่อนพยายามตั้งสติสูดลมหายใจเข้าเฮือกใหญ่ พยายามััถึงพลังลมปราณจากทั่วทั้งร่างเมื่อััได้จึงเริ่มพยายามชักจูงลมปราณให้ไหลจากปลายนิ้วกินเวลามากกว่าอาจารย์หลายเท่าตัวพลังปราณจากเบาบางค่อยหนาแน่ขึ้นทีละน้อย จากปลายนิ้วทั้งสองสู่ฝ่ามือจากฝ่ามือไล่ขึ้นไปยังแขนทั้งคู่ปราณจากขาสองข้างก็ค่อยเคลื่อนขึ้นพร้อมกันตามลำดับ
สิบห้านาทีต่อมาพลังลมปราณจากแขนขาและศีรษะกลายเป็จุดกลมห้าจุดห่างจากจุดกลางหน้าอกเพียงคืบเหงื่อกาฬเย็นเยียบค่อยไหลหยดออกจากปลายจมูก เนื่องจากจำเป็ต้องควบคุมลมปราณให้ดี
และหลังจากนั้นอีกสิบนาทีก้อนลมปราณทั้งห้าก็ผสานที่กลางอกเป็ก้อนเดียว
“โอ้ไม่เลว เ้าถึงขั้นนี้เร็วกว่าที่ข้าคาดการณ์ไว้เสียอีก อืมลองบีบอัดลมปราณของเ้าให้เล็กลง”เซียวหงไห่ตาเป็ประกายทันทีที่เห็นหลานเทียนบรรลุระดับนี้ในเวลาเพียงครึ่งชั่วยาม
ทางหลานเทียนเองได้ยินดังนั้นจึงเพ่งสมาธิมากขึ้นคิ้วขมวดใบหน้าแข็งเกร็งเกิดเม็ดเหงื่อผุดขึ้น ทั้งยังกัดฟันแน่น เหงื่อกาฬเริ่มไหลอาบชุ่มเสื้อผ้าอีกสามสิบนาทีต่อมาจึงสามารถควบแน่นก้อนลมปราณให้เล็กลงกว่าครึ่งถึงแม้หลานเทียนจะได้รับพลังจิตที่แข็งแกร่งขึ้นแล้วแต่กับการควบคุมลมปราณนั้นเป็สิ่งที่เขาไม่คุ้นชินอย่างยิ่ง
“ท่านอาจารย์ข้าทำสำเร็จแล้ว”หลานเทียนกล่าวอย่างตื่นเต้นเป็อย่างยิ่งด้วยความดีใจก้อนลมปราณในร่างกลายเป็จุดเดียวเหมือนกับเซียวหงไห่
“ประเสริฐจากนี้จะเป็ขั้นที่ง่ายกว่าก่อนหน้านักกระจายปราณออกจากจุดกลางตัวให้อยู่ในระดับลมปราณขั้นกลางเช่นเดิม”เซียวหงไห่แสดงสีหน้าภาคภูมิใจในตัวของหลานเทียนอย่างยิ่ง
เป็เช่นที่เซียวหงไห่กล่าวสีหน้าของหลานเทียนผ่อนคลายขึ้นมากยามปล่อยลมปราณออกไปทั่วร่างให้กลายเป็ระดับลมปราณขั้นกลางเช่นเดิม
“เอาล่ะเพียงเท่านี้วันพรุ่งเ้าก็สามารถออกจากป่าไปได้อย่างปลอดภัยแล้ว… ครอบครัวของเ้าพวกเขาคงเป็ห่วงยิ่งแล้ว”เซียวหงไห่กล่าวพลางนั่งจิบเหล้าจากน้ำเต้าอย่างสบายอุรา
“พักสักหน่อยให้หายเหนื่อยจากนั้นเร่งทำสมาธิข้าจะสอนเ้าใช้พลังมิติในตัวเ้า”เซียวหงไห่กล่าวด้วยเสียงแหบพร่า พร้อมรอยยิ้มอย่างภาคภูมิหลานเทียนเองพยักหน้ารับอย่างว่าง่าย
“ขอรับท่านอาจารย์”หลานเทียนนั่งพักที่ต้นไม้ใกล้กับลานศิลาที่เกิดจากผืนดินและก้อนหลอมละลายจากการสัประยุทธ์ของเซียวหงไห่เมื่อนั่งพักจนเสื้อแห้งลงไปส่วนหนึ่งอาการเหนื่อยล้าก็หายเป็ปลิดทิ้งจึงนั่งขัดสมาธิและหลับตาลงทำสมาธิทันที
ครึ่งชั่วยามผ่านไปหลานเทียนจึงลืมตาขึ้นออกจากสมาธิด้วยสีหน้าแววตาสดชื่นอย่างยิ่ง
“หลานเทียนเ้าคงเคยััได้ถึงห้วงมิติของเ้าแล้วลองเพ่งจิตไปที่มัน การใช้มิตินั้นให้เ้านึกภาพเปิดประตู ให้ชัดเจนแล้วยื่นมือออกมาใช้พลังจิตควบคุมให้ประตูมิตินั่นเปิดค้างไว้และย้ายประตูในห้วงความคิดของเ้านั้นครอบไปยังวัตถุเริ่มจากของเล็ก ๆ เช่นก้อนกรวดเหล่านี้” เซียวหงไห่กล่าวจบก็ใช้ลมปราณเคลื่อนกรวดราวหนึ่งกำมือลอยไปตกยังเบื้องหน้าหลานเทียน
เนื่องด้วยพลังจิตที่แข็งแกร่งขึ้นอย่างมากทั้งการสั่งสอนของเซียวหงไห่นั้นเข้าใจง่ายเป็อย่างยิ่งทำให้หลานเทียนเก็บก้อนกรวดแรกเข้าสู่ห้วงมิติของตนได้ภายในเวลาเพียงยี่สิบอึดใจและใช้เวลาเก็บกรวดก้อนที่สองเพียงสิบอึดใจ หลังจากกรวดก้อนที่สองก้อนที่สามและสี่นั้นก็ลดเหลือเพียงสามอึดใจทั้งยังสามารถขยายประตูให้ใหญ่ขึ้นได้จากขนาดเท่าผลส้มกลายเป็วงกลมรัศมีราวหนึ่งคืบและขยายขึ้นเรื่อย ๆ
“อืมสิ่งสุดท้ายก่อนจะออกจากป่านี้”เซียวหงไห่ยิ้มไม่ชิงยิ้มก่อนกล่าวและยกมือชี้นิ้วไปยังซากสัตว์อสูรที่นอนกองอยู่แอ่งเืยังคงสภาพไม่แข็งแห้งเหมือนปกติเืของสัตว์อื่นถึงแม้จะผ่านมากว่าหนึ่งวันเต็ม
หลานเทียนที่ได้ยินดังนั้นถึงกับตะลึงงันแต่ก็มิได้คิดว่าจะทำไม่ได้กลับกันมันกลับรู้สึกอยากทดลองกับสิ่งขนาดใหญ่ขึ้นพอดี
แต่เดิมหลานเทียนเป็ผู้ชื่นชอบการฝึกฝนในศาสตร์การใช้พลังมาโดยตลอดทำให้มันเป็คนที่เสพติดการฝึกฝนเป็อย่างมากยิ่งแล้วสิ่งที่มันทำอยู่นี้ย่อมทำให้มันแข็งแกร่งขึ้นอย่างรวดเร็วตัวมันเองไม่รอช้าทะยานร่างพร้อมลองใช้เคล็ดวิชาที่เพิ่งสำเร็จและประยุกต์ใช้โดยเคลื่อนลมปราณไปที่ขาอย่างรวดเร็วครั้งที่สองที่ใช้ออกซึ่งวิถีเร้นลมปราณนี้ง่ายดายขึ้นราวพลิกฝ่ามือร่างของมันห้อทยานราวอาชาคลั่งศึกภาพทิวทัศน์ด้านข้างกลายเป็เพียงแถบสีเขียวของต้นไม้เท่านั้นสายลมที่พัดผ่านใบหน้าทำให้มันรู้สึกสดชื่นกว่าครั้งใหนที่เคยออกวิ่งเพียงอึดใจเดียวระยะทางกว่าห้าร้อยก้าวจึงถึงที่หมายทั้งยังไม่รู้สึกเหน็ดเหนื่อยแม้แต่น้อย
เบื้องหน้านั้นเป็ซากสัตว์ที่ใหญ่กว่าที่หลานเทียนคาดไว้มากถึงกระนั้นมันก็ลองยื่นมือและสร้างห้วงมิติขึ้นยิ่งใช้มากขึ้นพลังจิตก็เสื่อมถอยลงไปกระนั้นตัวมันก็พลันนั่งสมาธิเพิ่มพูนพลังจิตกระทำเช่นนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่าจากทรงกลมของห้วงมิติส่วนตัวที่เป็สีดำเงาราวไข่มุกดำก็ขยายขึ้นจากรัศมีหนึ่งคืบเป็หนึ่งศอก ด้วยระยะเวลาราวหนึ่งชั่วยาม และทุกชั่วยามนั้นหลานเทียนจะสามารถขยายจิตััของมันเพื่อเพิ่มขนาดรัศมีของห้วงมิติให้กว้างขึ้นไปอีกเท่าตัวทางด้านเซียวหงไห่ที่เฝ้ามองก็มิได้แปลกใจแม้แต่น้อยที่หลานเทียนสามารถขยายห้วงมิติได้รวดเร็วถึงเพียงนี้
“หื้ม์ในที่สุดก็มีตา พร์ในการเรียนรู้ของเ้าเด็กนี่ หากกล่าวว่าเป็สัตว์ประหลาดก็ไม่เกินจริง”เซียวหงไห่กล่าวกับตัวเองด้วยสีหน้าที่ดูเพลิดเพลินไปกับการฝึกของหลานเทียนจากนั้นจึงหลับตาพริ้มหลับไปหากยังแผ่ััไว้ส่วนหนึ่งอยู่
ั้แ่ตะวันขึ้นจนตอนนี้ลาลับขอบฟ้าไอเย็นของยามรัตติกาลค่อยย่างกรายคืบคลานกลืนกินทั่วทั้งอาณาบริเวณราวหกชั่วยามนับแต่ยืนเบื้องหน้าซากร่างมหึมานี้หลานเทียนก็สามารถขยายรัศมีครอบคลุมได้อย่างหมดจดแม้กระทั่งหยดเืสักหยดยังไม่หลงเหลือยู่แต่เดิมที่เป็แอ่งโลหิตและมีซากศพเป็เหมือนเกาะนั้นกลับกลายเป็หลุมดินแห้งกรังเท่านั้นด้านเซียวหงไห่ก็ลืมตาตื่นขึ้นเมื่อััได้ว่ากลิ่นอายของซากอสูรนั้นหายไปอย่างไร้ร่องรอยหลงเหลือเพียงกลิ่นอายของการใช้ห้วงมิติเท่านั้นตัวมันเองฉีกยิ้มกว้างอย่างยินดีจากนั้นจึงะโเรียกหลานเทียนด้วยเสียงแหบพร่า
“ประเสริฐยิ่งนักเ้าไม่เคยทำให้ข้าผิดหวังเสียจริงที่เลือกเ้าเป็ศิษย์ในเมื่อสำเร็จแล้วก็จงพักผ่อนเสีย การฝึกฝนนั้นเป็สิ่งที่ดี หากแต่หักโหมมากจนเกินพอดีนั้นมักส่งผลเสียมากกว่า”หลานเทียนหันมาพยักหน้ารับและห้อทะยานมายังข้างกองไฟที่เซียวหงไห่ก่อเอาไว้และนั่งสมาธิดูดซับพลังปราณจากแก่นอสูรที่หลงเหลืออยู่ทีละน้อย พร้อมกับเพิ่มพูนพลังจิตไปพร้อมกันสำหรับชาวยุทธ์นั้นการเข้าถึงสมาธิแล้วคือการพักผ่อนที่ดีที่สุดกระทั่งเช้าตรู่
…
นับั้แ่พลัดหลงหนีการไล่ล่าสังหารก็ผ่านพ้นเวลากว่าเจ็ดวันแล้วที่หลานเทียนอยู่ในป่านี้โดยที่มันไม่รู้เลยว่าภายนอกป่าบัดนี้ที่บ้านหลังเล็กริมป่านั้นปรากฏม่านหมอกแห่งความเศร้าโศกและความสิ้นหวังก่อตัวขึ้นในแววตาของอี้หวังหย่ง ไป๋เสวี่ยและหงซานอย่างลึกล้ำ
…
“สักครู่ท่านอาจารย์”หลานเทียนกล่าวก่อนหยุดวิ่งตรงนี้เขาเคยผ่านเมื่อเจ็ดวันที่แล้วโดยรอบนั้นยังมีเศษผ้าและอวัยวะบางส่วนหลงเหลืออยู่บ้างทั้งยังมีร่องรอยและซากของสัตว์อสูรอยู่จำนวนหนึ่ง แต่สาเหตุที่มันหยุดนั้นเนื่องจากสังเกตุเห็นสิ่งสะท้อนแสงบางอย่างพร้อมกับมือพร้อมท่อนแขนที่เต็มไปด้วยแผลเหวอะหวะ เป็แหวนวงหนึ่งที่สะท้อนเข้าตาซึ่งแหวนวงนี้ถูกแกะสลักอย่างประณีตงดงามเป็อักษรหนึ่งอ่านว่าหลี่ สิ่งนี้สมควรเป็ของหลี่เฉียงด้วยฐานะของมันที่เหนือกว่าพวกชุดดำที่ติดตามล่าสังหารหลานเทียน
“นั่นมันแหวนมิติประเสริฐ ประเสริฐ แต่เดิมข้าจะมิให้เ้าใช้มิติส่วนตัวต่อหน้าผู้คนเด็ดขาดเพื่อให้เ้าปิดบังตัวตนแต่เมื่อมีแหวนมิติแล้วก็สมควรเป็การตบตาที่สมเหตุสมผลที่สุด” เซียวหงไห่จ้องไปที่แหวนก่อนกล่าวให้หลานเทียนสวมมันไว้
“ขอรับท่านอาจารย์”หลานเทียนรีบสวมแหวนมิติก่อนวิ่งกลับไปทางเดิมที่ตนได้ผ่านมาสภาพแวดล้อมรอบข้างเริ่มเป็ป่าโปร่งมากขึ้นเป็ว่าใกล้พ้นจากเขตป่าในระยะประมาณนี้หลานเทียนเริ่มสังเกตุเห็นกลุ่มคนจำนวนมากยืนอยู่ทางออกของป่า
“เช่นนั้นข้าขอแยกไปก่อน เ้าจงระมัดระวังเื่พลังของเข้าอีกอย่างเก็บสิ่งนี้ไว้คิดเสียว่าเป็ของดูต่างหน้าอาจารย์”เซียวหงไห่กล่าวพลางยื่นสิ่งคล้างกระดูกคล้ายเขาสัตว์ชิ้นขนาดนิ้วโป้งให้กับหลานเทียนและหันหน้าไปยังทิศตรงข้ามก่อนจะห้อทะยานและหายลิบไปจากคลองจักษุเพียงสามลมหายใจหลานเทียนประสานคำนับด้านที่เซียวหงไห่มุ่งไป มันเองก็รีบหันกลับไปยังทางกลุ่มคนไม่นานก็สังเกตเห็นใบหน้าที่คุ้นเคยของทั้งสาม ครอบครัวเพียงสามคนของมัน
“ท่านปู่ท่านปู่ ทุกคนข้ากลับมาแล้ว ไป๋เสวี่ย หงซาน ข้ากลับมาแล้ว”หลานเทียนะโเสียงดังสุดชีวิตชาวบ้านบางคนถึงกับหน้าเสียคิดว่าเป็เสียงิญญามาหลอกหลอน
“เ้าเ้า ใช่เ้าจริงๆใช่ไหม ข้าไม่ได้หูตาฝาดไปใช่ไหม หลานรักของข้า”
“นั่นมันหลานเทียนท่านปู่ ท่านปู่ ”
“มันมันยังไม่ตายจริง ๆ ข้า ข้า…”
ครอบครัวทั้งสามของหลานเทียนต่างอ้ำอึ้งเมื่อหลานเทียนพ้นขอบป่ามาทั้งสามก็โผเข้ากอด น้ำตาแห่งความปิตินั้นก็ไหลอาบทั้งสองแก้มเสียงร้องไห้ระงมไปทั่ว ชาวบ้านที่มางานศพของมันบางคนถึงกับซึ้งและน้ำตาไหลไปตามกัน
“หลานข้าเกิดอะไรขึ้นกับเ้า เ้าาเ็หรือไม่ ทานอะไรหรือยัง แล้ว แล้วเ้าทำได้อย่างไร เ้า เ้า…”หลังดึงสติกลับมาได้อี้หวังหย่งรีบถามหลานทันทีมันกล่าวถามอย่างไม่เป็ภาษาด้วยความตื่นเต้นดีใจถึงที่สุด
หลานเทียนจึงเล่าเื่ที่มีคนตามล่าจากตระกูลหลี่ทั้งหมด ส่วนเื่การเอาชีวิตรอดนั้นหลานเทียนจำใจต้องโกหกว่าตนไปแอบหลบในถ้ำรอให้เหล่าหมาป่าออกจากบริเวณก่อนชาวบ้านบางส่วนที่ได้ฟังถึงกับโมโหที่จวนตระกูลหลี่คิดจะสังหารหลานเทียนเพียงเพราะเื่ทะเลาะวิวาทเล็กน้อยของรุ่นเยาว์
“หื้มเื่เป็เช่นนี้ ข้าจะรายงานเื่ทั้งหมดแก่ชูไท่ิด้วยตนเองจวนตระกูลหลี่ต้องชดใช้แก่ครอบครัวของเ้า” ฉูไอ่ฉางกล่าวด้วยเื่ราวฉาวโฉ่ าุโไล่ล่าสังหารผู้ฝึกยุทธ์รุ่นเยาว์มันย่อมทำให้ตระกูลหลี่นั้นหมดความน่าเชื่อถือโลกแห่งจอมยุทธ์นั้นความแค้นควรสะสางด้วยตัวเองทั้งาุโไม่สมควรรังแกผู้เยาว์ทั้งยังมั่นหมายจะเอชีวิตถึงกับส่งนักฆ่าของตระกูลออกมา
เมื่อถึงบ้านหลานเทียนรู้สึกผ่อนคลายอย่างยิ่งมันอาบน้ำผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จจึงหยิบสิ่งที่เซียวหงไห่มอบให้มันไว้ออกมา
“ท่านปู่นี่มันคือสิ่งใด”หลานเทียนไม่รอช้ารีบนำเขาสัตว์นั้นเอาไปให้ปู่ดูทันที
“น่ะนี่มัน เ้าเอามันมาจากที่ใด”หวังหย่งกล่าวก่อนหยิบมันขึ้นมาพิจารณาหัวคิ้วดิ่งลงทันที
“ไม่ผิดแน่นี่คือเขาของกวางสามหาง ทั้งยังเป็ของจ่าฝูง มันเป็เื่ยากที่จะจับมันเนื่องด้วยความเร็วยิ่งยวดทั้งสัญชาติญาณยอดเยี่ยม จึงแทบเป็ไปไม่ได้เลยที่จะล่าสังหารมันจงเก็บไว้ให้ดีมันย่อมมีราคาสูงลิ่ว”หวังหย่งกล่าวเสร็จก็ส่งคืนแก่หลานเทียนทันที
“เป็เช่นนั้น”หลานเทียนรับและมองดูอย่างรอบคอบปู่ก่อนเก็บเข้าไปในห้วงมิติส่วนตัว ั้แ่ออกจากป่ามาหลานเทียนก็ยังไม่ได้บอกความจริงเกี่ยวกับการเลื่อนลำดับของเค้าอย่างรวดเร็วอย่างผิดธรรมชาติ
“หลานเทียนนี่เ้าลองเปิดแหวนมิตินั่นดูรึยังมีสมบัติหรือเปล่า” หงซานกล่าวอย่างตื่นเต้นดีใจ แววตาเป็ประกายยิ่ง เมื่อได้ยินดังนั้นหลานเทียนจึงไม่รีรอเตรียมปลดปล่อยััเข้าสู่แหวนมิติแต่มันก็ชะงักหยุดลงด้วยเสียงของไป๋เสวี่ย
“เดี๋ยวก่อนข้าว่าเราออกไปข้างนอกดีกว่านะ เผื่อมันมีอะไรประหลาด บ้านเราจะได้ไม่รับผลกระทบนั้น”ไป๋เสวี่ยกล่าวพลางลุกขึ้นทางปู่เองก็พยักหน้าอย่างเห็นด้วย
…
ณ ลานโล่งใกล้บ้านสถานที่ฝึกฝนทั้งต้นไม้ ใบหญ้า และหุ่นไม้ที่คุ้นเคย
“เอาล่าข้าจะเปิดแหวนมิติทุกคนระวังด้วย ข้าเองก็ไม่แน่ใจว่ามีอะไรบ้าง”หลานเททียนกล่าวพลางเปิดแหวนมิติและนำของข้างในออกมาทั้งหมดกลายเป็กองของสมุนไพรกว่ายี่สิบชนิด รวมถึงขวดบรรจุยาที่ปรุงแล้วอีกหลายขวดทั้งยังมีกระบี่ชั้นกลางและต่ำอีกอย่างละหนึ่งเล่ม
ถุงกษาปณ์ที่ภายในมีหกเหรียญทองกับอีกกว่าสามร้อยเหรียญเงินทั้งสามไม่เคยเห็นจำนวนเงินมากขนาดนี้จึงจ้องมองอย่างโง่งมถึงกับเผลอคิดว่าเป็ผู้ร่ำรวยที่สุดในหมู่บ้านไปขณะที่กำลังเพลิดเพลินชื่นชมสมบัติชิ้นอื่น หงซานกลับพบบลูกดอกและเครื่องยิง โชคดีที่หลานเทียนเห็นเข้าและจดจำคราบสีดำที่ปลายลูกดอกได้ทันที
“หงซานระวัง”หลานเทียนะโเสียงดังทำให้หงซานใจนหน้าเผือดสี
“อะไรกันหลานเทียนเ้าจะตะคอกข้าทำไม ใจหายหมดเลย”หงซานกล่าวด้วยน้ำเสียงหอบกระชั้นเพราะใเสียงะโของหลานเทียน
“งั้นเ้าดูนี่หงซานที่ข้าไม่ให้เ้าจับมันล้วนมีเหตุผลสำคัญยิ่ง”หลานเทียนกล่าวพลางหยิบลูกดอกเข้าเครื่องยิงอย่างระมัดระวังก่อนยิงลงพื้นที่ห่างไปหลายสิบก้าวพริบตาที่ลูกดอกัักับใบหญ้าพื้นที่ในระยะโดยรอบกว่าสามก้าวนั้นกลับกลายเป็ฝุ่นธุลีสีดำอย่างรวดเร็วอี้หวังหย่งรีบตอบสนองอย่างรวดเร็วใช้ปราณสร้างผนึกกักกันไม่ให้ผงธุลีนั้นล่องลอยราวอึดใจธุลีเ่าั้จึงค่อยหายไปจนหมด
“น่ะ.. น่ะ.. นั่นมันคืออะไรหลานเทียนจะ.. จะ.. เ้าทำอะไรน่ะ”ไป๋เสวี่ยถึงกับตะลึงงั้นพูดไม่เป็ภาษาทางหงซานเองก็ใอ้าปากหวอม่านจ้องจนตาราวกับจะถลนออกมานอกเบ้า