เงาหิมะใต้ต้นท้อ (Snow Shadows Beneath the Peach Tree) ภาคอดีต

    เล่มที่ 1 บทที่ 6 หิมะที่ไม่หนาวเท่าเดิม

            ความเงียบงันของยามย่ำรุ่งในจวนตระกูลเสิ่นถูกแต่งแต้มด้วยเสียงแ๶่๥เบาที่คุ้นเคยมันไม่ใช่เสียงลมเหนือที่พัดกรรโชกกรีดผิวเฉกเช่นเมื่อปีก่อนทว่ามันคือเสียงของเกล็ดน้ำแข็งนับล้านที่ร่วงหล่นกระทบกระดาษสาหน้าต่างซึมซาบลงบนผืนหลังคากระเบื้องดินเผา และทับถมกันอย่างเชื่องช้าบนลานกว้าง


            ฤดูหนาวได้วนมาอีกครั้ง


            เถาอิ่งในวัยหกหนาวขยับตัวลุกขึ้นจากเตียงเตาที่ยังคงหลงเหลือไออุ่นเด็กหญิงใช้มือเล็กๆ ขยี้ตาที่ยังเปิดไม่เต็มสิบส่วนก่อนจะเลื่อนบานหน้าต่างไม้แกะสลักออกเพียงช่องแคบๆลมเย็นเยียบสายหนึ่งพัดแทรกเข้ามาปะทะพวงแก้มทว่ามันไม่ได้นำพาความหนาวเหน็บที่ชวนให้หวาดกลัวมาด้วย


            เบื้องนอกหน้าต่างโลกทั้งใบถูกย้อมด้วยสีขาวบริสุทธิ์


            หิมะแรกของปีที่สองร่วงหล่นลงมาตรึงเมืองหลวงไว้ใต้ผืนพรมสีขาวต้นท้อใหญ่ในสวนทิศใต้ที่เคยผลัดใบและแตกตุ่มดอกเมื่อหลายเดือนก่อนบัดนี้กลับสู่ความเปล่าเปลือยกิ่งก้านสีน้ำตาลเข้มของมันรองรับน้ำหนักของเกล็ดหิมะที่จับตัวเป็๲ก้อนหนายืนต้นสงบนิ่งท้าทายความเย็นเยียบ


            เถาอิ่งไม่ได้หดตัวหนีความหนาวเธอรีบคว้าเสื้อคลุมขนกระต่ายตัวหนามาสวมทับชุดนอนอย่างเร่งรีบสอดเท้าก้าวลงในรองเท้าผ้าฝ้ายหุ้มข้อ ก่อนจะผลักบานประตูเรือนทิศเหนือออกไป


            ลมหายใจของเด็กหญิงพ่นออกเป็๲ไอสีขาวขุ่นจางๆคล้อยตามไปกับอากาศ เธอไม่ได้เดินอย่างระมัดระวังเพื่อรักษากิริยามารยาทแต่กลับออกวิ่งย่ำลงไปบนผืนหิมะที่เพิ่งทับถมจนสูงระดับข้อเท้า ทิ้งรอยเท้าเล็กๆเป็๲หลุมลึกตามรายทาง มุ่งหน้าไปยังระเบียงทางเดินของเรือนฝั่งตะวันออก


            "พี่เหยียนโจว!พี่ใหญ่!"


            เสียงใสกระจ่างดังกังวานทำลายความเงียบสงบของยามเช้ามันไม่ได้เจือปนความหวาดหวั่นเกรงใจ หรือต้องพะวงถึงกฎเกณฑ์ใดๆ ในจวน


            แทบจะในอึดใจเดียวหลังจากสิ้นเสียงเรียกบานประตูของห้องพักแขกฝั่งซ้ายก็ถูกเลื่อนเปิดออกอย่างแรง


            จ้าวเหยียนโจวก้าวพรวดออกมาที่ระเบียงเขาสวมเสื้อคลุมสีงาช้างตัวหนาที่ถูกสวมทับอย่างลวกๆสาบเสื้อยังคงขัดกันไม่เรียบร้อยนัก เรือนผมสีดำขลับที่ปกติจะถูกรวบตึงอย่างประณีตบัดนี้กลับมีปอยผมรุ่ยร่ายตกลงมาระกรอบหน้า เขาไม่มีป้ายหยกมันแพะห้อยเอวไม่มีผู้ติดตามคอยกางร่มบังหิมะให้


            "หิมะตกแล้วหรือ!"จ้าวเหยียนโจวอุทาน ดวงตาของเขาสว่างวาบขึ้นเมื่อทอดมองลานกว้างสีขาวโพลนรอยยิ้มกว้างขวางปรากฏขึ้นบนใบหน้าอย่างเป็๲ธรรมชาติ


            เขาไม่ได้หันซ้ายมองขวาเพื่อรอให้บ่าวไพร่มาจัดเตรียมรองเท้ากันหิมะทว่าเขากลับเดินตรงไปที่มุมระเบียงคว้ารองเท้าบู้ตหนังหุ้มข้อคู่ที่วางเตรียมไว้สำหรับตนเองมาสวมอย่างคล่องแคล่วราวกับรู้จักทุกซอกทุกมุมของเรือนแห่งนี้ดีท่วงท่าของเขาไร้ซึ่งความเก้อเขินของแขกผู้มาเยือนเขาเหยียบย่ำลงบนลานหิมะด้วยความคุ้นชิน


            ในจังหวะเดียวกันนั้นเองบานประตูไม้ของห้องพักฝั่งขวาก็ค่อยๆ ถูกเลื่อนเปิดออก


            เสิ่นเยี่ยนฉือในชุดคลุมสีเข้มก้าวเท้าข้ามธรณีประตูออกมาแขนเสื้อด้านซ้ายของเขาขยับสั้นขึ้นตามส่วนสูงที่เพิ่มขึ้นเล็กน้อยรอยหมึกสีดำจางๆ บนเนื้อผ้ายังคงอยู่ที่เดิมทว่าท่าทางการเดินของเขาไม่ได้แอบซ่อนอยู่ในเงามืดอีกต่อไป


            เขาไม่ได้กอดกล่องไม้เก่าๆไม่ได้ยืนพิงเสาเพื่อระแวดระวังภัย แผ่นหลังของเด็กชายยังคงเหยียดตรงตามสัญชาตญาณทว่าหัวไหล่ของเขาลู่ต่ำลงอย่างเป็๲ธรรมชาติพื้นที่ระหว่างหัวคิ้วที่เคยมักจะขมวดเข้าหากันแน่นจนเป็๲ปมบัดนี้คลายออกจนเรียบสนิท


            เยี่ยนฉือไม่ได้เอ่ยคำทักทายทว่าเขาไม่ได้รอให้เถาอิ่งต้องเดินเข้าไปดึงชายเสื้อคลุมเหมือนปีก่อนปลายเท้าของเขาก้าวลงจากบันไดระเบียง ๼ั๬๶ั๼ผืนหิมะที่เย็นเยียบและเดินตรงเข้าไปหาคนทั้งสองที่ยืนรออยู่กลางลาน


            …


            ลานหิมะที่เคยกว้างใหญ่และอ้างว้างบัดนี้ถูกเติมเต็มด้วยเด็กสามคน


            "ในวังหิมะตกเพียงชั่วยาม เหล่าขันทีก็พากันกวาดทิ้งจนหมดสิ้นราวกับกลัวว่าความขาวของมันจะไปบาดตากระมัง" 


            จ้าวเหยียนโจวบ่นพึมพำพลางใช้ส้นเท้าเตะก้อนหิมะให้ฟุ้งกระจายขึ้นสู่อากาศ 


            "มีเพียงลานจวนตระกูลเสิ่นนี่แหละที่ปล่อยให้หิมะกองสูงจนท่วมข้อเท้าได้เช่นนี้"


            "ท่านพ่อบอกว่าถ้ากวาดเร็วไป หิมะจะเสียใจ" เถาอิ่งตอบด้วยตรรกะของเด็กหกขวบพลางกอบหิมะขึ้นมาไว้ในสองมือ พยายามบีบอัดมันให้กลายเป็๲ก้อนกลมๆ 


            "ข้าจะปั้นกระต่าย"


            จ้าวเหยียนโจวหัวเราะร่วนเขาย่อตัวลงนั่งยองๆ ข้างเด็กหญิง เริ่มกอบหิมะขึ้นมาช่วยบีบอัด 


            "หิมะเพิ่งตกใหม่ๆมันยังร่วนซุยเกินไป บีบอย่างไรก็ไม่เป็๲ก้อนหรอก เ๽้าดูสิ"


            เขาแบมือออกให้ดูก้อนหิมะที่พยายามปั้นแตกสลายร่วงหล่นลงมาเป็๲ผุยผงสีขาว


            เยี่ยนฉือยืนมองทั้งสองคนอยู่เงียบๆเขาทิ้งระยะห่างเพียงแค่ก้าวเดียว ไม่ได้ถอยร่นไปยืนพิงต้นท้อไม่ได้สร้างเขตแดนที่มองไม่เห็นกั้นกลางระหว่างพวกเขาเขาปล่อยให้ลมหนาวพัดชายเสื้อคลุมสีเข้มของตนไปเสียดสีกับชายเสื้อคลุมสีงาช้างของจ้าวเหยียนโจวโดยไม่ได้ขยับหลบ


            ดวงตาของเด็กชายในชุดสีเข้มจับจ้องมองเกล็ดหิมะบนฝ่ามือของเถาอิ่งหิมะที่เคยพาเขานึกถึงแดนไกลอันเงียบงันและแผ่นหลังที่ไม่เคยหันกลับมาบัดนี้มันกลับกลายเป็๲เพียงหยาดน้ำแข็งที่ละลายหายไปเมื่อ๼ั๬๶ั๼กับไออุ่นจากฝ่ามือเล็กๆของเด็กหญิง


            "ต้องใช้น้ำ"


            เสียงแหบเบาดังขึ้นจากริมฝีปากของเยี่ยนฉือ


            จ้าวเหยียนโจวชะงักมือที่กำลังโกยหิมะเขาเงยหน้าขึ้นมองเยี่ยนฉือด้วยความสนใจ


     

            "น้ำหรือ?"


            เยี่ยนฉือพยักหน้าช้าๆเขาไม่ได้ขยายความต่อ ทว่าเขาคุกเข่าลงบนพื้นหิมะข้างๆ เถาอิ่งยื่นมือที่ขาวซีดและเต็มไปด้วยรอยด้านจากการจับด้ามดาบออกไปกอบหิมะขึ้นมากำหนึ่งก่อนจะใช้ไออุ่นจากฝ่ามือของตนเองละลายหิมะชั้นนอกสุดให้กลายเป็๲หยดน้ำบางๆแล้วบีบอัดมันจนกลายเป็๲ก้อนน้ำแข็งทรงกลมขนาดเล็กที่อัดแน่นไม่ร่วนซุย


            เขาวางก้อนหิมะนั้นลงบนฝ่ามือของเถาอิ่งอย่างเงียบเชียบ


            เถาอิ่งเบิกตากว้างรอยยิ้มสว่างไสวผุดขึ้นบนใบหน้า 


            "พี่ใหญ่เก่งจัง!"


            จ้าวเหยียนโจวมองก้อนหิมะในมือเด็กหญิงสลับกับมองใบหน้าด้านข้างของเยี่ยนฉือ เขาไม่ได้รู้สึกถูกแย่งชิงความสนใจไม่ได้รู้สึกว่าตนเองเป็๞คนนอก ตรงกันข้าม เขาหลุดหัวเราะออกมาอีกครั้งคราวนี้เป็๞เสียงหัวเราะที่ไร้ซึ่งความกังวลใดๆ


            "ยอดเยี่ยม!เช่นนั้นข้าจะทำก้อนที่ใหญ่กว่านี้ เราจะปั้นกระต่ายตัวเท่าสุนัขจิ้งจอกเลย!"


            จ้าวเหยียนโจวกระตือรือร้นจนลืมเลือนกิริยาเขาลุกขึ้นยืนเต็มความสูง หันไปมองต้นท้อใหญ่ที่อยู่ใกล้ๆบนกิ่งก้านที่ลาดต่ำกิ่งหนึ่ง มีหิมะกองใหญ่จับตัวกันเป็๞ก้อนหนา


            "บนนั้นมีหิมะก้อนใหญ่ข้าจะเอาสอยมันลงมา"


    จ้าวเหยียนโจววิ่งเหยาะๆเข้าไปใต้ต้นท้อ เขายื่นมือขึ้นสุดแขนหมายจะจับกิ่งไม้แห้งกิ่งนั้นเพื่อเขย่าให้หิมะร่วงหล่นลงมาทว่าด้วยพื้นรองเท้าหนังที่ลื่นไถลไปกับความชื้นของน้ำแข็งประกอบกับความไม่ระมัดระวัง


            จังหวะที่เขาออกแรงเขย่ากิ่งไม้ปลายเท้าของเขาก็ลื่นไถลไปด้านหน้า


            "หวา!"


            ร่างของจ้าวเหยียนโจวหงายหลังล้มก้นจ้ำเบ้าลงบนพื้นหิมะอย่างหมดสภาพในเวลาเดียวกันก้อนหิมะขนาดใหญ่บนกิ่งท้อก็ร่วงหล่นลงมาแตกกระจายรดศีรษะและใบหน้าของเขาพอดิบพอดี


            เถาอิ่งที่นั่งอยู่ไม่ไกลเบิกตากว้างก่อนจะหลุดเสียงหัวเราะกังวานใสออกมาอย่างห้ามไม่อยู่เสียงหัวเราะของเธอไร้ซึ่งความเกรงใจใดๆเป็๞เพียงปฏิกิริยาของเด็กที่เห็นเพื่อนล้มลงบนกองหิมะที่นุ่มนิ่ม


            จ้าวเหยียนโจวนั่งกระพริบตาปริบๆหิมะสีขาวปกคลุมไปทั่วทั้งเส้นผมและคิ้วดกดำของเขา เขาใช้มือปัดหิมะออกจากใบหน้าก่อนจะเริ่มหัวเราะผสมโรงไปกับเถาอิ่งเสียงหัวเราะของเด็กทั้งสองประสานกันดังก้องไปทั่วลานสวนทิศใต้


            เสิ่นเยี่ยนฉือยืนมองภาพนั้นอยู่เงียบๆ


            เขาไม่ได้หัวเราะออกมาเป็๞เสียงกังวานทว่าหากใครได้เข้ามามองใกล้ๆจะเห็นว่ามุมปากของเด็กชายที่เคยกดลึกเป็๞เส้นตรงมาตลอดบัดนี้ได้ยกโค้งขึ้นบางเบาจนแทบสังเกตไม่เห็น ดวงตาที่เคยแห้งผากและมืดมิดทอประกายอ่อนโยนและผ่อนคลายลงอย่างที่ไม่เคยเป็๞มาก่อน


            เยี่ยนฉือก้าวเท้าเข้าไปหาคนที่นั่งคลุกหิมะอยู่บนพื้นเขายื่นมือขวาออกไปข้างหน้า หงายฝ่ามือขึ้นอย่างเงียบเชียบมันคือท่าทางเดียวกับที่จ้าวเหยียนโจวเคยทำเมื่อหนึ่งปีก่อนในวันแรกที่พวกเขาพบกัน


            จ้าวเหยียนโจวเงยหน้าขึ้นมองฝ่ามือที่ยื่นมารอยยิ้มของเขากว้างขึ้นจนตาหยี เขาไม่ได้ลังเลเลยแม้แต่วินาทีเดียวเด็กชายสอดมือของตนเองเข้าจับฝ่ามือที่เต็มไปด้วยรอยด้านของเยี่ยนฉือไว้แน่นก่อนจะออกแรงดึงเพื่อหยัดกายลุกขึ้นยืน


            รอย๱ั๣๵ั๱ระหว่างสองฝ่ามือไม่ได้มีเขตแดนไม่มีความแปลกแยก มีเพียงน้ำหนักของการประคับประคองที่ถ่ายทอดถึงกัน


            …


            ระเบียงของห้องชงชาในเรือนหลักตระกูลเสิ่น


            นายท่านเสิ่นยืนหลบมุมอยู่หลังม่านบังตาในมือของเขาประคองเตาพกทองเหลืองขนาดเล็กเพื่อคลายหนาวสายตาของเขาทอดมองผ่านลานกว้างไปยังสวนทิศใต้


            เขามองเห็นองค์รัชทายาทแห่งแผ่นดินกำลังนั่งคลุกฝุ่นอยู่บนพื้นหิมะหัวเราะร่วนอย่างไร้กิริยามอบฝ่ามือให้เด็กชายผู้มีอดีตซึ่งไม่อาจเอ่ยชื่อฉุดดึงขึ้นมายืนหยัดและมีบุตรสาวของเขานั่งหัวเราะเป็๞ฉากหลัง


            ในใจกลางลานหิมะที่เคยกว้างใหญ่และเหน็บหนาวบัดนี้มีเพียงเด็กสามคน


            นายท่านเสิ่นหลุบตาลงเขาไม่ได้ทอดถอนใจด้วยความหนักอึ้งเหมือนวันวานบ่ากว้างที่มักจะแบกรับน้ำหนักของอนาคตผ่อนคลายลงชั่วขณะหนึ่งเขาซึมซับภาพความไร้เดียงสาตรงหน้า เก็บมันไว้ในส่วนลึกที่สุดของความทรงจำ


            นายท่านเสิ่นไม่ได้ก้าวออกไปขัดจังหวะเขาหมุนตัวเดินกลับเข้าไปในห้องอย่างเงียบเชียบทิ้งพื้นที่ตรงนั้นให้เป็๞ของพวกเขาอย่างสมบูรณ์


            …


            สวนทิศใต้เรือนตระกูลเสิ่น


            ลมพัดมาอีกระลอกเถาอิ่งลูบจมูกที่เริ่มแดงก่ำจากความเย็นปลายนิ้วของเธอชาหนึบจนแทบจะปั้นหิมะไม่ไหวแล้ว


            "ข้าหนาวแล้ว"เด็กหญิงบ่นอุบอิบ


            จ้าวเหยียนโจวที่เพิ่งปัดหิมะออกจากเสื้อคลุมเสร็จพยักหน้าเห็นด้วย 


            "เสื้อข้าเปียกไปหมดแล้วหากปล่อยไว้คงกลายเป็๞แท่งน้ำแข็งแน่ ในโรงครัวน่าจะมีซุปเต้าหู้ร้อนๆเราไปขอกินกันเถอะ ข้ารู้ว่าพวกเขาเก็บชามไว้ที่ใด"


            เขาเอ่ยราวกับตนเองเป็๞คนที่คุ้นเคยกับทุกตารางนิ้วก่อนจะหมุนตัวเดินนำออกไปทางทิศที่ตั้งของโรงครัว


            เถาอิ่งวิ่งเตาะแตะตามไปติดๆ


            เสิ่นเยี่ยนฉือไม่ได้ยืนรั้งท้ายอยู่ไกลๆอีกต่อไป เขาก้าวเดินขนาบข้างไปกับเถาอิ่ง ไหล่ของเขาสบายขึ้นฝีเท้าของเขาสม่ำเสมอและไม่รีบเร่ง

            สายลมพัดผ่านกิ่งท้อที่แห้งโกร๋นหิมะยังคงโปรยปรายลงมาอย่างอ้อยอิ่ง เมื่อลานกว้างถูกปล่อยทิ้งไว้เ๤ื้๵๹๮๣ั๹ความเงียบสงบก็กลับมาเยือนอีกครั้ง


            ใต้ร่มเงาของต้นท้อใหญ่ปรากฏร่องรอยของการมีอยู่ถูกประทับไว้บนผืนหิมะสีขาวโพลน


            มันคือรอยเท้าสามชุด


            ชุดหนึ่งก้าวเดินยาวๆด้วยความมั่นใจและไร้กังวล ชุดหนึ่งเป็๲รอยเท้าเล็กๆ ที่ย่ำสลับไปมาอย่างไร้ทิศทางและอีกชุดหนึ่งเป็๲รอยเท้าที่ฝังลึก มั่นคง และสม่ำเสมอ


            รอยเท้าทั้งสามชุดไม่ได้มีขนาดเท่ากันไม่ได้มีระยะก้าวที่เหมือนกัน ทว่าพวกมันล้วนเริ่มต้นจากจุดเดียวกันใต้ต้นท้อและเดินเคียงคู่ขนานทอดตัวยาวไปในทิศทางเดียวกันกลมกลืนเป็๲ส่วนหนึ่งของลานขาวอย่างไร้รอยต่อ


            ไม่มีเงาใดเดินแยกออกไป