เพียงชายารักพึงใจล้วนดีงาม(อ่านฟรี)

    บทพิเศษ ห้า การเดินทางบรรจบ

     

    บทพิเศษ ห้า

     

    ช่วงเวลาหนึ่งหลังรวบรวมแผ่นดินจิงหยางเป็นหนึ่งได้ไม่นานใต้หล้าบัดนี้แม้ความวุ่นวายใหญ่ได้สงบลงแล้ว แต่ในใจสตรีผู้หนึ่งกลับยังไม่อาจสงบ

    ในเรือนสกุลเก่อที่แม้จะตั้งอยู่ไม่ไกลจากใจกลางนครหลวงเก่อเหยียนวีรบุรุษอีกคนหนึ่งผู้ที่เพิ่งถอนตัวกลับมาจากแนวหน้า เขาได้กลับมาใช้เวลากับครอบครัวเขามีบุตรชายสามคนแต่มีบุตรสาวหนึ่งเดียวที่อายุใกล้ถึงวัยออกเรือนแต่เขากับยังรั้งไม่ให้นางแต่งออกด้วยอยากใช้เวลากับนางให้มากอีกหน่อย

    สาวน้อยนามว่า‘เก่อฮวาเซียน’ บุตรีเพียงหนึ่งของเขานางมีใบหน้าตางดงามเช่นสตรีเข้าวัยสาวคนหนึ่งแต่สิ่งที่มีมากกว่ากลับเป็นความเฉลียวฉลาดและกระตือรือร้นที่ไม่แพ้บุรุษใดนางชอบอ่านตำราพิชัยสงคราม ท่องคำโบราณและชอบที่จะฝึกฝนฝีมืออย่างที่ฮ่องเต้มีความประสงค์ให้สตรีสามารถเรียนศาสตร์แขนงใดก็ได้หากใจประสงค์และนางมิมีความฝันอื่นใดนอกจากอยากออกท่องแผ่นดินและร่วมรบเคียงข้างวีรชนส่วนหนึ่งต้องยอมรับว่าได้รับผลมาจากมีบิดาผู้เป็นแม่ทัพชายแดนเหนือด้วย

    วันหนึ่งศาลาริมสระบัวในเรือนเก่อฮวาเซียนนั่งทอดกายอยู่ข้างบิดาดวงตาทั้งคู่ทอดมองภาพน้ำที่สะท้อนแสงแดดยามเย็นเป็นประกายขณะฟังเรื่องราวจากปากของบิดาผู้ผ่านศึกมาเกือบทั้งชีวิต

    “ครั้งนั้น..” เก่อเหยียนกล่าวเสียงแผ่วแต่น้ำเสียงยังคงหนักแน่น “เมื่อพ่อรับบัญชาให้นำทัพไปเสริมชายแดนที่เตรียมตั้งรับศึกซีเป่ยแต่เราไม่มีโอกาสเข้าไปถึงจุดสังเกตการณ์ เพราะทะเลทรายที่นั่นล้วนแต่ซับซ้อนยิ่งทว่า..”

    ดวงตาของบิดาเปล่งประกายขึ้นเล็กน้อย“เจ้าหลิวน้อยที่ปรากฏตัวในเวลาที่ทัพหลวงตกที่นั่งลำบากทหารลาดตระเวนสังเวยชีวิตในทะเลทราย คนผู้นี้กลับแนะนำเส้นทางอย่างชัดเจนปักธงในพายุทรายรุนแรงโดยไม่ลังเลแผนที่ที่เขาร่างขึ้นให้กองทัพแม่นยำราวกับสลักแน่นท่องจำขึ้นใจแท้จริงเปลี่ยนได้ทุกชั่วยามพ่อไม่เคยเห็นคนผู้ใดรู้ลึกซึ้งถึงความแปรปรวนในทะเลทรายแม่นถึงเพียงนี้มาก่อน!”

    เก่อฮวาเซียนที่ฟังอยู่พลันรู้สึกจิตใจเต้นระรัวแม้นยังไม่ทันเห็นหน้าผู้ที่บิดาเอ่ยถึงแต่ในใจกลับรู้สึกชื่นชมขึ้นมาโดยมิอาจหักห้ามหลังจากที่บิดาเล่าให้นางฟังว่าคนผู้นี้สร้างคุณขนาดไหน เก่งกาจห้าวหาญนำทัพลาดตระเวนจนแนวป้องกันของทัพแข็งแกร่ง

    “ท่านพ่อ..เจ้าหลิวน้อย” นางเอ่ยเบาๆ อย่างไม่รู้ตัว “ผู้นี้ เป็นใครกันแน่เจ้าคะ?” เพราะสุดท้ายก็ไม่รู้ที่มาที่ไปบิดาเล่าว่าเขาปรากฏตัวอย่างไร้ที่มา เป็นผู้เร่ร่อนในทะเลทรายนางอยากรู้จักคนผู้นี้..

    เก่อเหยียนหัวเราะในลำคอ“พ่อเล่าให้ฟังแล้วอย่าได้พูดเสียงดังไปเชียววันนั้นทัพแทบสิ้นหนทางยังต้องรอดมาได้ก็เพราะเจ้าหลิวน้อยคนนี้!” เขาหยิบถ้วยชาขึ้นจิบอีกเล็กน้อยก่อนจะเล่าต่อโดยไม่ทันสังเกตแววตาเปล่งประกายของบุตรสาว

    “เพียงแต่วันหนึ่งที่ออกลาดตระเวนซีเป่ยที่วางกลยุทธ์ลอบจู่โจมไม่ทันตั้งตัวบุกเข้าพื้นที่แปรปรวนแต่ก็ได้เจ้าหลิวน้อยนำกองทหารเล็กๆ ได้ต้านเอาไว้ ผนวกกับใช้พื้นที่ให้เป็นประโยชน์จนต้านทัพที่ใหญ่กว่าหลายเท่าไว้ได้แต่นั่นก็..ทำให้เจ้าหลิวน้อยถูกธนูยิง”

    เสียงเขาแผ่วลง“พ่อเห็นร่างเจ้าหลิวน้อยผู้พากลับมาร่างนอนแน่นิ่ง โลหิตไหลซึมแดงฉานน่าใจหาย” เขาหยุดไปชั่วครู่

    เก่อฮวาเซียนขมวดคิ้วเล็กน้อย“ท่านพ่อ..อย่าบอกนะเจ้าคะว่า ท่านผู้นั้น..” นางอดตกใจไม่ได้เกรงว่าเรื่องราวทั้งหมดเป็นการบอกเล่าเรื่องของบุคคลที่สิ้นใจไปแล้ว

    “พ่อยังพูดไม่จบ!” เก่อเหยียนหัวเราะพลางโยกศีรษะของบุตรสาวเบาๆ “เจ้าสาวน้อยอย่าพึ่งน้ำตาซึมเกือบไม่รอดน่ะใช่ แต่สุดท้ายก็ฟื้นขึ้นมาได้ต่างหาก!”

    เก่อฮวาเซียนเบิกตากว้าง“ฟื้น!?”

    เก่อเหยียนพยักหน้า“ใช่ตอนนั้นฟ้าผ่าลงมากลางพื้นทรายทั้งที่ฟ้าใสไร้เมฆปานนั้นทุกคนล้วนคิดว่าเป็นลางร้าย แต่เมื่อฝุ่นทรายจางลงร่างของเจ้าหลิวน้อยที่นอนแน่นิ่งกลับฟื้น..”

    “จริงหรือเจ้าค่ะ..ไม่เป็นอะไรเลย?”

    “ก็ประมาณนั้น” น้ำเสียงของเก่อเหยียนยังคงเต็มไปด้วยความฉงนใจทุกครั้งที่นึกถึง“ตอนนั้นกระโจมไหม้เล็กน้อยเกิดสว่างดั่งแสงเพลิง แล้วเจ้าหลิวน้อยก็ฟื้นจริงๆเหมือนว่าเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ไม่คิดจะรับชีวิตเจ้าหลิวน้อย”

    เก่อฮวาเซียนพลันลุกขึ้นยืนอย่างลืมตัว“แล้ว.เขาเป็นใครกันแน่เจ้าคะ..สรุปท่านพ่อรู้หรือไม่? บุรุษที่ฟ้าผ่ากลับไม่เป็นอะไรสักนิด..มีด้วยหรือเจ้าคะ?”

    เก่อเหยียนหัวเราะหึๆก่อนเอ่ยเรื่องที่น่าตกใจซ้ำแล้วซ้ำเล่า “..เขาไม่ใช่บุรุษหรอก”

    สาวน้อยชะงักนิ่งไปชั่วอึดใจ“ท่านพ่อว่า..อะไรกันเจ้าคะ?”

    “เจ้าหลิวน้อย..เป็นสตรี” คำกล่าวเพียงประโยคเดียวพลันทำให้โลกทั้งใบของเก่อฮวาเซียนชะงักงันไปทั้งอณูร่างของนางแข็งนิ่งราวถูกแช่ในน้ำแข็ง ดวงหน้าหวานแดงซ่านไปด้วยความตระหนก

    “คนผู้นั้น..เป็น..สตรี?” นางถามเสียงเบาเสียงที่หลุดรอดมาแทบไม่เป็นคำ

    “ใช่นางคือสตรีผู้หนึ่งที่ใช้ฝีมือและสติปัญญาเสมอบุรุษทั้งร้อย เก่งกล้า ปราดเปรื่องและ..” เขาหยุดลงชั่วขณะแววตาฉายแววอ่อนโยนเอ่ยเสียงกระซิบ “..เป็นสตรีของฝ่าบาท”

    ทันใดนั้นร่างของเก่อฮวาเซียนพลันทรุดลงกับเก้าอี้ในศาลาใบหน้าเปี่ยมความมั่นใจเมื่อครู่กลายเป็นใบหน้าว่างเปล่าราววิญญาณหลุดลอย นางนั่งนิ่งไปพักใหญ่ราวกับโลกทั้งใบที่นางสร้างขึ้นจากคำบรรยายของบิดาได้พังทลายลงอย่างกะทันหัน

    เจ้าหลิวน้อยผู้ที่นางชี่นชมผู้ที่เกือบสิ้นใจแต่ยังฟื้นอย่างอัศจรรย์ ผู้ที่กล้าและเด็ดเดี่ยวเกินใครสุดท้ายเป็นสตรีทั้งยังเป็นชายาของฝ่าบาทอีกด้วย..

    โลกนี้มีเรื่องน่าประหลาดใจขนาดนี้ได้ด้วยหรือเก่อฮวาเซียนไม่รู้ว่าตนควรรู้สึกอย่างไรดี นางหัวเราะไม่ได้ ร้องไห้ไม่ออกมีเพียงลมหายใจแผ่วกับหัวใจที่เต้นเบาๆ บางทีนี่อาจเป็นครั้งแรกที่นางรู้จักคำว่า ‘หลงใหล’ เพียงเพราะคำเล่าของใครสักคนเข้าให้เสียแล้ว

    หลายวันต่อมาลำแสงอ่อนสาดส่องตามซอยเล็กในนครหลวงเหล่านกกระจิบสีน้ำตาลขับขานเสียงเพลงท่ามกลางแสงแดดอ่อนริมถนนเรียงรายด้วยร้านค้าและผู้คนสัญจรไปมาอย่างครึกครื้น

    เก่อฮวาเซียนในอาภรณ์ผ้าแพรสีนวลลายกลีบดอกสีชมพูจางเดินอยู่ท่ามกลางฝูงชนอย่างรื่นรมย์ ข้างกายคือบุตรีของขุนนางรองกรมการพิธีการที่นางสนิทสนมกันมาตั้งแต่วัยเยาว์ทั้งสองต่างคล้องแขนกันคุยเสียงใสยามย่างกรายผ่านร้านเครื่องหอมและร้านน้ำชา

    "ข้าได้ยินว่าร้านชาที่ตรอกฮุ่ยก่งเพิ่งได้ชาดอกหลันเยวี่ยนจากแคว้นทางใต้มาใหม่" เพื่อนสนิทนางเอ่ยพลางส่งยิ้ม

    "เช่นนั้นก็ต้องลองเสียหน่อย" เก่อฮวาเซียนยิ้มตอบใบหน้าเปล่งประกายเมื่อแสงแดดอาบแก้ม ท่าทางร่าเริงสดใส

    ทว่าเพียงก้าวไม่กี่จากร้านหนังสือกลุ่มชายฉกรรจ์ผู้หนึ่งกลับเดินปรี่เข้ามากั้นทาง นัยน์ตาแฝงความเจ้าเล่ห์เสื้อผ้าสวมใส่แม้ดูดีแต่แววตาไม่ซื่อตรง ผู้เป็นหัวหน้าคล้ายคุณชายจากตระกูลผู้ดีแต่ไร้มารยาทยิ้มกริ่มขวางทางนางทั้งสองไว้

    "แม่นางทั้งสองจะไปใดหรือข้ากำลังเหงา ช่วยนั่งดื่มชาสักจอกด้วยกันเถอะ" เสียงต่ำทุ้มแต่แฝงความกดดัน

    เก่อฮวาเซียนชะงักดึงแขนเพื่อนข้างกายถอยหนึ่งก้าวนัยน์ตาเยือกเย็นลงในบัดดล “ขออภัยเจ้าค่ะคุณชายเราไม่รู้จักกัน”

    "ไม่รู้จักหรือ? เช่นนั้นก็ถือว่าวันนี้เป็นวันรู้จักสิ" อีกฝ่ายยิ้มยียวนก่อนสะบัดพัดในมือและยื่นเข้ามาใกล้คล้ายจะฉุดแขนนาง

    ก่อนมือของชายผู้นั้นจะสัมผัสถึงผิวผ้าของนางเก่อฮวาเซียนก็จะสะบัดหนีผู้แล้ว นางพอมีวรยุทธ์ที่บิดาสอนจึงไม่ยอมอยู่เฉยแต่ร่างหนึ่งในอาภรณ์สีฟ้าครามเข้มก็พลันก้าวเข้ามาขวางไว้เสียก่อนปลายพัดไม้หอมในมือกระแทกเบาๆ เข้ากลางอกของชายหนุ่มจนเซถอยหลังหนึ่งก้าวสีหน้าของผู้มาใหม่นิ่งสงบแต่รักษาไว้ซึ่งมารยาท

    "คุณชายคนนี้ดูจะเมามากไปหน่อยแล้วกระมังเห็นสตรีผู้ดีเดินตามถนนก็ยังคิดรังแก" เสียงนั้นแม้ไม่ดังนักแต่มีพลัง

    เก่อฮวาเซียนหันไปมองพลันร่างนั้นสูงโปร่ง ผิวขาวใสกว่าบุรุษทั่วไปริมฝีปากบางที่ขยับเอื้อนคำคล้ายซ่อนรอยยิ้มเฉกเช่นคนที่มองเห็นทุกเรื่องผ่านแววตาที่สดใส

    ชายฉกรรจ์ผงะไปด้วยสายตาอันคมกริบของผู้มาใหม่ไม่นานก็ถอยไปพร้อมเสียงสบถเพราะก้มมองมือของตัวเองที่บวมระบมเพราะถูกพัดตีเพียงทีเดียวก็รู้ได้ว่าคนผู้นี้เป็นวรยุทธ์พวกเขาแม้คนมากกว่าแต่ก็เป็นคุณชายเสเพลเท่านั้นจะสู้ได้อย่างไรเขาจึงกล่าวอย่างไว้ที “วันนี้ข้าจะไว้ชีวิตเจ้า” แล้วหันหลังรีบจากไป

    หญิงสาวทั้งสองยังไม่หายงุนงงว่ามีคนกล้ายื่นมือมาช่วยด้วยหรือไม่เกรงบารมีบ้านของคุณชายเสเพลพวกนั้น คนผู้นี้อยู่ในอาภรณ์คราม ร่างโปร่งค่อยๆหมุนกลับมาหาพวกนาง “พวกเจ้าปลอดภัยดีใช่หรือไม่”

    “เจ้าค่ะ..ขอบพระคุณที่ช่วยไว้” เก่อฮวาเซียนตอบ พลางรีบโค้งศีรษะทว่าหัวใจกลับเต้นแรงเป็นจังหวะผิดแผกไม่รู้ตัวดวงหน้าแดงระเรื่อเมื่อสบตากับอีกฝ่ายที่มองมาด้วยสายตาอ่อนโยน

    “ไม่เป็นไรเห็นผู้เดือดร้อนไม่อาจเพิกเฉยเมื่อยิ่งเป็นคุณหนูด้วยแล้วยิ่งไม่อาจให้เสื่อมเสีย” รอยยิ้มของอีกฝ่ายสงบนิ่งกล่าวอย่างเป็นกันเองพร้อมกับสายลมโบกพัดชายผ้าคลุมของเขาเบาๆ คล้ายมีกลิ่นสมุนไพรจางๆจากร่างนั้นก็ทำให้เก่อฮวาเซียนต้องหลุบตาหลบ

    เพื่อนรักของเก่อฮวาเซียนเห็นดังนั้นก็หัวเราะเบาๆ"คุณชายผู้นี้มิทราบนามว่าอะไรหรือเจ้าคะ"

    อีกฝ่ายนิ่งไปเล็กน้อยก่อนตอบเรียบๆ "ข้าผู้แซ่หลิว.."

    เก่อฮวาเซียนยิ้มอ่อน“เช่นนั้นพวกเราขอขอบพระคุณคุณชายหลิวเจ้าคะหากไม่ได้ท่านยื่นมือช่วยเหลือ พวกข้าคงลำบากมากกว่านี้” น้ำเสียงของนางแม้อ่อนหวานแต่ก็มีความไหวหวั่นระริกอย่างเก็บงำ

    “เช่นนั้นพวกเรากลับกันเถอะข้าไม่มีอารมณ์เดินเล่นต่อแล้ว” เพื่อนสนิทของเก่อฮวาเซียนเอ่ยอย่างปลงใจ“หวังว่าคนพวกนั้นจะไม่แอบตามพวกเราหรอกนะ”

    “หากไม่รังเกียจข้าขออาสาอารักขาไปส่งทั้งสองถึงเรือน ท่านหญิงจะได้ไม่ต้องกังวล” อีกฝ่ายกล่าวอย่างนุ่มนวล

    หลังส่งสหายของเก่อฮวาเซียนเสร็จแล้วเดินต่ออีกหน่อยก็มาถึงหน้าจวนแม่ทัพพลันประตูไม้ก็เปิดออกพอดี ร่างหนึ่งในชุดขุนนางขั้นสองเดินออกมาพอดี มิใช่ใครอื่น..เก่อเหยียนนั่นเอง

    ชายผู้นั้นเบิ่งตากว้างเมื่อเห็นบุตรสาวตนกลับมาพร้อมใครอีกคนที่ตนรู้จักดีสองเท้าก้าวเร็วเข้ามาเตรียมทรุดตัวลงคำนับอย่างนอบน้อมแต่อีกฝ่ายก็ดึงเอาไว้ได้ทัน แต่วาจาของเก่อเหยียนได้เอ่ยออกไปแล้ว"ข้าน้อยเก่อเหยียน คารวะพระชายา"

    “ชู่ว! ท่านแม่ทัพเอ่ยเบาๆ ได้ไหม” ผู้มาใหม่กล่าวพลางยกมือแตะริมฝีปากเป็นนัยว่าอย่ากระโตกกระตากไปนัยน์ตาขี้เล่นส่งออกมา “ข้าแค่แอบออกมาหาหลี่เสวี่ยไม่ต้องแพร่งพรายให้ใครรู้เล่า”

    เก่อฮวาเซียนที่ยืนอยู่ข้างหลังร่างนั้นพลันหน้าซีดเผือดโลกทั้งใบของนางชะงักไปทันที ‘พระชายา?..คนผู้นี้เป็นสตรีของฝ่าบาท’ นางหันไปมองอีกครั้งร่างสูงโปร่งที่นางเคยเห็นว่าเป็นคุณชายผู้อ่อนโยนมองอีกทีก็เป็นรูปร่างของสตรีได้เช่นกันทั้งยังกลับแปรเป็นสตรีผู้สูงศักดิ์เสียด้วย

    และจะมีสตรีผู้ที่บิดานางรู้จักจนเป็นกันเองได้ขนาดนี้เป็นสตรีผู้อยู่เคียงข้างฮ่องเต้อีกด้วย และที่สำคัญ..แซ่หลิว ‘คนผู้นี้ต้องเป็นเจ้าหลิวน้อยแน่ๆ!’

    เก่อฮวาเซียนยืนนิ่งราวรูปสลักชีพจรเต้นไม่เป็นจังหวะ ข้างในคล้ายเงียบงันและลมหายใจติดขัดเล็กน้อยเมื่อใจอยากปฏิเสธสิ่งที่หูเพิ่งได้ยินก่อนที่ความสับสนจะกลายเป็นพายุในใจ น้ำตาก็รื้นที่หางตาโดยไม่รู้ตัวไม่ใช่ความเศร้า..แต่เป็นความรู้สึกอัศจรรย์บางประการ

    นางเงยหน้าขึ้นอย่างช้าๆ มองไปยังหลิวชิงเซียงที่หันมาส่งยิ้มให้ และรับรู้ได้ทันที..นางเผลอใจเต้นกับสตรีเสียแล้ว

    …

    ใต้ฟ้ากว้างดั่งไม่มีสิ้นสุดเมืองหลวงต้าเหว่ยฉายฉาบแสงสีทองย่านตลาดตะวันออกกลับแน่นขนัดไปด้วยกลิ่นไอชีวิตผู้คน ทั้งกลิ่นถั่วบดทอดน้ำซุปต้มเครื่องสมุนไพรและเสียงเร่ขายของของเหล่าพ่อค้าแม่ค้าหลั่งไหลมาพร้อมตะวันเช่นเคย

    มุมหนึ่งของฝูงชนพลางเรือนกายภายใต้เสื้อคลุมผ้าสีเทาครามเรียบ ใบหน้าใต้หมวกกว้างมิดไม่เปิดเผยแม้แต่มือที่ถือพัดไม้ไผ่ก็เรียวงามไม่สมกับชายหนุ่ม หากแต่ไม่มีผู้ใดเอะใจใต้หมวกนั้นคือ หลิวชิงเซียงบัดนี้นางขึ้นเป็นฮองเฮาแห่งแผ่นดินแล้วและห่างออกไปไม่ถึงยี่สิบก้าว บนหลังคาร้านขายเส้นบะหมี่ที่คดงอเก่าแก่ก็มีบุรุษในชุดคลุมดำไร้ลวดลายผู้หนึ่งหลบซ่อนตัวอยู่กับเงาและสังเกตการณ์ด้วยแววตาจดจ่อ

    เขาคือถงซวนองครักษ์ลับผู้ภักดีต่อจักรพรรดิผู้ได้รับคำสั่งที่ดูง่ายดายแต่กลับเป็นภารกิจหนักหนาเกินประมาณ.. “จงดูแลนาง..อย่าให้เกิดอันตรายแม้เพียงปลายเส้นผมและจงอย่าให้นางล่วงรู้ว่าเจ้ามีอยู่” คำสั่งจากฝ่าบาทในวันนั้นกลับดังก้องอยู่ทุกคืนวันนับจากนั้น

    เขาเคยเจอศัตรูมีกระบี่สิบเล่มชี้มาใส่เขาเคยลอบเข้าไปในกองโจรศัตรูเพียงลำพัง แต่ไม่เคยมีสิ่งใดทำให้เขา ‘กุมขมับ’ เท่าการตามดู ‘ฮองเฮาปลอมตัวเป็นคุณชาย’ เดินตลาดมาก่อนแม้จะไม่ใช่ครั้งแรกแต่กี่ครั้งเขาก็หนักใจ..

    เสียงแม่ค้าเรียกแขกดังพึมพำเป็นหมื่นคลื่น“คุณชายท่านนี้จะลองดูหยกเขียวก่อนไหมเจ้าคะ!” “ผ้าแพรไหมลายฟ้า มีแค่ผืนเดียว!”

    หลิวชิงเซียงเอียงศีรษะเพียงเล็กน้อยมือเรียวหยิบหยกขึ้นดู ริมฝีปากที่ยังซ่อนใต้ผ้าคลุมกระตุกยิ้มน้อยๆพลางเอ่ยถามราคาด้วยน้ำเสียงนุ่มหากติดเย้า

    ถงซวนมองจากบนหลังคาถอนหายใจเบาๆ “ซื้อของโดยไม่ต่อราคาสักคำคนแถวนี้จะไม่คิดว่าเป็นคุณชายเงินถุงเงินถังได้อย่างไร!”

    และแน่นอนว่าสายตานักเลงข้างตลาดก็ค่อยๆเล็งมา สามคนมุมถนนสวมชุดเก่า แต่มองหลิวชิงเซียงตาวาวราวเห็นทองแท่งใบหน้ากร้านแดดของชายวัยกลางคนหนึ่งกระซิบกับพวกพ้อง “เด็กหนุ่มจากไหนซื้อของทีละหลายตำลึงไม่อิดออด..เอาสักหน่อยดีไหม?”

    “ไม่อนุญาต” ถงซวนรำพึงในลำคอร่างในชุดดำลอบเปลี่ยนไปอีกด้านหนึ่งของซุ้มไม้ไผ่ ก่อนจะปล่อยวัตถุบางอย่างตกใส่ศีรษะหนึ่งในกลุ่มนักเลงนั้นเศษหินป่นจากหลังกระเบื้อง

    เสียงโวยวายเริ่มดังขึ้นนักเลงหันไปเถียงกันเอง กลายเป็นชุลมุนชั่วครู่ส่วนหลิวชิงเซียงยังคงเดินต่อโดยไม่รู้ตัว

    “เพียงเดินตลาดครั้งหนึ่งจะต้องใช้กลยุทธ์ลอบสังหารนักเลงปลายแถวสามคน..วรยุทธ์ข้าน่าเวทนานัก”

    ครู่ต่อมาหลิวชิงเซียงก็หยุดเท้าหน้าร้านข้าวต้มเล็กๆมุมตลาดกลิ่นน้ำซุปขิงหอมกรุ่นคล้ายหวนใจคิดถึงตอนที่เป็นเด็กแล้วมารดาชงข้าวต้มยามเจ็บไข้ให้นางก้าวเข้าร้านมานั่งลงอย่างไม่ทันต้องคิดทบทวน แล้วสั่งข้าวต้มหนึ่งชามทันทีแต่ตอนที่พ่อค้าวางข้าวต้มลงเขาเซเล็กน้อยคล้ายคนพักผ่อนไม่พอนางจึงเอ่ยถามเขาว่าเป็นอะไร

    “บุตรชายข้าน้อยไม่สบาย” ชายผู้นั้นกล่าวหลังวางชามข้าวลง “กลางคืนดูแลบุตร กลางวันขายของ ถึงจะอยากรีบขายจะรีบกลับไปดูแลบุตรแต่ออกไปตอนนี้ไม่ได้ข้าวต้มยังต้มไม่หมดหม้อ”

    หลิวชิงเซียงนิ่งไปเพียงครู่ก่อนลุกขึ้นอย่างเฉียบพลัน ควักเงินให้พ่อค้าหนึ่งก้อน เอ่ยว่าวันนี้ตนจะซื้อทั้งหมดที่เหลือจะตักแจกเองให้เขารีบไปดูแลบุตรเถิดแล้วนางก็เดินเข้าไปยังครัวของร้านอย่างไม่มีท่าทีลังเล

    ถงซวนที่แฝงตัวอยู่แถวนั้นเบิกตา“..ฮองเฮาจะไปตักน้ำข้าวต้มเองเชียวหรือ!”

    นางไม่ได้เพียงตักแจกหากยังเปลี่ยนวิธีใช้ไฟ ลดกลิ่นไหม้ หยิบหอมแดงสดใส่และสมุนไพรอื่นทำทุกอย่างรวดเร็วราวคุ้นมือเหมือนว่าเป็นเรื่องสนุกขณะนั้นก็เห็นเจ้าพื้นที่กลุ่มหนึ่งกำลังเดินตรงเข้าร้านมา

    ถงซวนไม่อาจปล่อยต่อไปได้เขาจึงแสร้งสวมหน้ากากลูกค้าซ่อมซอผู้หนึ่งเข้าไปนั่งขณะที่หลิวชิงเซียงยุ่งอยู่ในครัวอีกมือซ่อนดาบไว้ใต้ชายผ้า “มารีดไถร้านวันนี้เห็นทีพวกเจ้าจะพบกับความอร่อยจนยากลืมเลือน” เขารำพึง

    กลุ่มเจ้าที่กลุ่มหนึ่งหลังเก็บเงินรีดไถจากร้านหนึ่งได้แล้วคราวนี้ก็มุ่งเป้าร้านข้าวต้ม พวกมันมองหาเจ้าของร้านแต่เจอลูกค้าสวมหมวกดำที่หันข้างให้พร้อมฝักดาบสั้น ไม่นานหลังจากนั้นกลุ่มนักเลงหายไปจากตรอก เหลือเพียงเสียงครวญเบาๆ กับรอยฟกช้ำ

    หลังแจกจ่ายข้าวต้มเก็บร้านให้จนเสร็จหลิวชิงเซียงจากที่คิดว่าจะกลับวังแต่ใจก็ยังเป็นห่วงพ่อค้าและบุตร จะทำดีก็ทำให้สุดไม่รู้ว่าบุตรของพ่อค้าจะดีขึ้นหรือยังอย่างน้อยก็หาไปให้สักหน่อยแล้วค่อยกลับวังก็ได้

    ท่ามกลางเงาไม้และเงาเรือนหลังคาเก่าๆเงาร่างหนึ่งแอบย่องไปตามกำแพงดินส่วนถงซวนยืนหลบอยู่เหนือหลังคาโค้งของเรือนหนึ่งสายตาคมยังเฝ้าติดตามร่างเล็กนั้นไม่ห่าง สีหน้าทั้งระแวดระวังและเหนื่อยใจปะปนกันอยู่

    “หากเป็นศัตรูยังพอคาดการได้ แต่สตรีผู้นี้ยิ่งกว่าฝูงโจรเสียอีก” เขาพึมพำกับตัวเอง ขณะมือแตะดาบเบาๆเพียงเพื่อความมั่นใจ มืดแล้วแท้ๆ ยังไม่กลับวังหลวงไม่รู้ว่าจะทำอะไรอีกกระทั่งนางเลี้ยวเข้าสู่ตรอกหลังตลาดยาเก่า

    “ถึงกระนั้นก็เป็นเขตพวกโจรผู้ร้ายในยามกลางคืน..นางยังกล้าเข้าไปอีกหรือ?” ถงซวนสบถในใจ ติดตามอย่างไม่ลดละ

    ขณะนั้นเองหลิวชิงเซียงก็หยุดลงหน้าร้านยาเก่าหลังหนึ่ง แสงโคมเพียงเลือนรางแต่ด้านในไม่มีผู้ใดอยู่ นางเดินเข้าไปกวาดตามอง ก่อนตัดสินใจจะเดินอ้อมหลังร้านหวังว่าจะมีคนอยู่กลับเห็นกล่องไม้บรรจุสมุนไพรเก่าๆถูกวางกองไว้ ข้างกล่องมีสมุนไพรแห้งปะปนกันหลายชนิด

    นางจำได้ว่าใบบัวหลงกับรากฮวากู่ที่นอนซ่อนอยู่ในกล่องนั้นสามารถบรรเทาไข้เด็กได้จึงยื่นมือเข้าไปหยิบม้วนหนึ่ง แต่ยังไม่ทันดึงออกมาดี ก็เกิดเสียงกึก! ดังขึ้นประตูไม้ด้านข้างร้านถูกเปิดผางออกชายวัยกลางคนกับชายวัยฉกรรจ์อีกสองคนกรูกันออกมา “หยุดนะ! ขโมย!”

    ถงซวนเบิกตากว้างในเงามืดมองเห็นนางยืนนิ่ง อึ้งงันไปครู่ก่อนจะถอยหลังสองก้าว น้ำเสียงตะกุกตะกักออกมา “ข้า..ข้าเพียงซื้อยาสมุนไพรข้าจะซื้อจริงๆ”

    “โกหก! เจ้าจะขโมยไปขายต่อใช่หรือไม่!” ชายผู้หนึ่งร้องลั่น

    “มัดนางไว้!” อีกคนสั่ง สองร่างกำลังจะเข้าประชิดแต่หลิวชิงเซียงก็ไม่ยอมให้มัดนางหลบหลีกว่องไวเช่นกัน

    ถงซวนเห็นท่าไม่ดีเงื้อแขนขวาขึ้นทันใดยิงเพลิงเทียมเล็กๆ ที่เขาพกเตรียมไว้ ขึ้นสู่ท้องฟ้า แล้วตกลงกลางกองใบไม้แห้งที่กวาดกองไว้ริมตรอกเปลวไฟลุกพรึ่บขึ้นในพริบตา

    “ไฟไหม้!” เสียงผู้คนตะโกนดังทั่วตรอกชายทั้งสามชะงักงัน หันขวับไปทางเสียงก่อนจะละความสนใจจากหลิวชิงเซียงแล้ววิ่งกรูกันไปช่วยดับไฟเพราะถ้าไฟไหม้จะเกิดความเสียหายมากกว่าแน่นอน

    นางยืนมองกองไฟหย่อมๆหายใจแรงแล้วควักเงินวางเอาไว้แล้วรีบออกจากจุดนั้นพร้อมสมุนไพรที่ต้องการแล้วก็นำของในมือไปมอบให้พ่อค้าร้านข้าวต้มอย่างที่ตั้งใจพ่อค้าผู้นั้นก้มศีรษะขอบคุณหลายครั้ง

    ถงซวนเห็นดังนั้นก็พอเข้าใจเหตุการณ์หลังจากนั้นไม่มีเหตุการณ์ใดๆ น่าระทึกอีก เขาติดตามจนกลับถึงตำหนักฟู่ตงมองฮองเฮาก้าวเข้าไปลานหน้าตำหนักแล้วหลบกลับออกไปเงียบเชียบ

    ดึกขึ้นนั้นถงซวนก็ไปเข้าเฝ้าฮ่องเต้คุกเข่าเบื้องหน้าถวายรายงาน

    “ว่าอย่างไร?” เสียงทุ้มของฮ่องเต้เอ่ยขึ้น

    “ฮองเฮาทรง..หลบไปนอกวังอีกเช่นเคยพ่ะย่ะค่ะ แต่ครั้งนี้เกินกว่าที่กระหม่อมคาดไว้เล็กน้อย” เขาเริ่มเล่าทุกสิ่งอย่างโดยไม่ปิดบังตั้งแต่นางปลอมตัวซื้อของ แจกจ่ายข้าวต้มจนถึงเหตุการณ์ในตรอกซอมซ่อและกลับถึงตำหนักอย่างปลอดภัย

    โม่เหวินหานฟังแล้วก็หัวเราะเสียงเบา“นักเลงไม่กี่คนเจ้าเหนื่อยแล้วหรือถงซวน?”

    ถงซวนสะดุ้งเล็กน้อยไม่คาดคิดว่าฝ่าบาทจะตรัสเช่นนี้ เหนื่อยกายแน่นอนว่าไม่แต่เหนื่อยใจแน่นอนว่ามากไม่รู้ว่าฮองเฮาผู้นี้จะทำอะไรไม่คาดคิดอีกบ้าง.. “กระหม่อมมิอาจเหน็ดเหนื่อยได้พ่ะย่ะค่ะตะ..”

    ก่อนจะได้เอ่ยคำออกไปจนจบนายเหนือหัวกลับตรัสด้วยรอยยิ้มไม่จางหายหลังได้ฟังวีรกรรมของฮองเฮา “วันนี้เจ้าทำได้ดีมาก เราจะตกรางวัลให้” ถงซวนหน้าเผือดเล็กน้อยคาดเดาคำต่อไปได้ “เช่นนั้นเราวางใจให้เจ้าดูแลสอดส่องนางต่อคืนนี้ก็ไปพักเถอะ ไม่รู้วันพรุ่งนางอาจจะคิดหนีออกจากวังอีกไหมเราคงต้องให้เจ้าเป็นหูเป็นตาอีกนาน”

    ถงซวนไร้เสียง..ก่อนหน้าเขากำลังจะขออนุญาตกลับมาเฝ้าใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทเช่นเดิมไม่อยากไล่ตามสตรีที่คาดเดาไม่ได้ เกิดวันหนึ่งสายตาเขามองไม่รอบคอบพอคงได้หัวขาดยิ่งต้องตามเฝ้าฮองเฮาซึ่งสตรีผู้นี้หามีใครเหมือนแต่ตอนนี้เขามีแต่ต้องกลืนคำพูดนั้นลงท้องและทำหน้าที่ต่อไป..

    …

    นานนับสองปีหลังจากเทียนหลงฮ่องเต้สละราชบัลลังก์

    ในตรอกแคบมืดที่ทอดยาวเลียบหลังโรงเตี๊ยม“ซัวอวี้หลวน” สตรีร่างเล็กวัยไม่เกินสิบเอ็ดสิบสองปีผู้หนึ่งวิ่งแผ่วฝ่าเงาเย็นของยามเย็นเสื้อตัวเก่าชายแขนมีด้ายหลุดลุ่ยของนางปลิวไสวตามฝีเท้า ผมยุ่งๆ มัดด้วยเส้นป่านเก่าเสี่ยวไช่..หญิงที่ผู้คนในโรงเตี๊ยมรู้จักกันดีในฐานะ‘ลูกจ้างทำความสะอาดตัวเล็ก’ และ ‘เด็กไร้พ่อแม่ที่อดทนขันแข็ง’ แต่เบื้องหลังรอยยิ้มเจื่อนเจือความซุกซนนางคือโจรน้อยแห่งโรงเตี๊ยม

    ชีวิตนางทางเลือกมีไม่มากหลังจากบิดามารดาล้มตายเพราะพิษไข้ในฤดูแล้งเมื่อปีก่อนนางต้องเลี้ยงดูน้องชายสองคนเสี่ยวจิ้นกับเสี่ยวเป่าที่ยังเล็กอ่านหนังสือยังไม่ออกด้วยซ้ำ นางทำงานตั้งแต่ยามรุ่งสางจนล่วงเข้ายามฟ้ามืดบางครั้งก็ยังไม่กลับถึงบ้าน ปัดกวาดโรงเตี๊ยม ขัดโต๊ะล้างถ้วย ถ้าวันใดเถ้าแก่เมตตานอกจากค่าจ้างรายวันก็อาจจะได้ข้าวกับผักดองห่อกระดาษมันเยิ้มติดมือกลับไปให้น้องชายสองคนแต่ไม่ใช่ทุกวันจะได้กินครบ..

    ครานั้นเป็นช่วงต้นฤดูใบไม้ร่วงเมื่อลมตะวันออกแฝงไอเย็นโรงเตี๊ยมซัวอวี้หลวนเริ่มคึกคักอีกครั้งด้วยนักเดินทางที่มุ่งจากทางเหนือสู่ใต้และในเช้าวันหนึ่ง เสี่ยวไช่พบว่าในห้องรับรองชั้นบนซึ่งปกติเจ้าของโรงเตี๊ยมจะให้แขกผู้มีฐานะพักเท่านั้นครั้งนี้มีแขกใหม่สองคู่เข้าพัก

    ห้องด้านซ้าย..บุรุษผู้นั้นสวมอาภรณ์ยาวสีขาวนวลผมยาวสีเงินเหมือนนักพรตไม่แตะต้องสรรพสิ่ง ดวงหน้าเรียบเฉยแต่คมคายสายตาเย็นเฉียบราวน้ำแข็ง จนนางแทบไม่กล้ามองและฮูหยินของเขา..สตรีผู้ที่ใส่อาภรณ์สีเขียวอ่อนสะอาดตาใบหน้ายิ้มแย้มเปี่ยมเสน่ห์แปลกประหลาดแม้ไม่ได้มีใบหน้างดงามจัดจ้านแต่ก็น่าเข้าใกล้พวกเขาไม่เอะอะว่าร่ำรวยแต่ก็มองออกว่ามีเบื้องหลัง

    อีกห้องหนึ่ง..คู่รักที่พยายามแสดงปิดบังความสง่าด้วยวิถีชาวบ้านชายหนุ่มสวมชุดธรรมดา เนื้อผ้าไม่ถึงกับหรูหราแต่แปลกตาในท่วงท่าบุคลิกกลับน่าเกรงขามยิ่งกว่าแม่ทัพทั้งแคว้นยามยืนกลางลานฝึกทหารและภรรยาของเขาที่ใส่อาภรณ์สีครามตัวโคร่งกว่าปกติดูช่างพูดเปิดเผยจริงใจ ไม่ได้อ่อนหวานแต่ก็ไม่ได้เย่อหยิ่ง เป็นอีกคู่รักที่เรียกว่าดูลึกลับ

    เสี่ยวไช่ไม่รู้ว่าแขกเหล่านี้เป็นใครแต่สิ่งที่นางมองคือโอกาส..โอกาสเล็กๆที่อาจได้เหรียญทองไม่กี่เหรียญมาซื้ออาหารเสื้อผ้าให้น้องชายหรือซื้อตำราให้พวกเขาได้ศึกษาบ้าง

    ครั้นถึงบ่ายของวันที่สองแขกทั้งสองคู่ต่างออกไปเที่ยวในเมืองไม่มีใครอยู่ที่ห้อง เสี่ยวไช่รอจนเงียบให้แน่ใจ แสร้งถือถังน้ำกับไม้ถูขึ้นไปยังชั้นบนเดินด้วยฝีเท้าเงียบงัน มือขวาเปิดประตูอย่างเชื่องช้า ใช้ผ้าเก่าๆเช็ดประตูบานแล้วบานเล่าเพื่อให้ดูเป็นเรื่องปกติก่อนจะหลบเข้าไป

    ภายในห้อง..ม้วนผ้าไหมผ้าคลุมไหล่ที่ยังพาดพิงเบาะรองนั่ง กล่องเครื่องหอมตั้งอยู่มุมโต๊ะผ้าปูโต๊ะพับไว้อย่างเรียบร้อย แต่ที่มุมล่างของตู้เสื้อผ้ากล่องเล็กๆทำจากไม้ฝังมุกแง้มไว้ นางล้วงเข้าไปช้าๆ ดึงออกมาอย่างไม่อาจต้านความโลภในใจ

    ในกล่องมีเครื่องประดับหลายชนิดนางกลืนน้ำลายก่อนเลือกหยิบต่างหูมุกเม็ดเล็กคู่หนึ่ง สร้อยเงินเส้นบางๆลายเมฆเกลียว ใส่มันลงในกระเป๋าผ้าข้างเอว ของชิ้นเล็กๆที่บางที่เจ้าของอาจจะไม่ได้สังเกต เรื่องจะได้ไม่มาถึงนาง

    จากนั้นรีบออกมาแล้วแสร้งทำท่าเหมือนเช็ดพื้นต่อพอก้าวไปถึงอีกห้องของคู่สามีภรรยาอีกคู่ นางลังเลอยู่ครู่วันนี้ได้ของมาแล้วจะลักอีกห้องดีหรือไม่แต่แล้วความหิวของเสี่ยวเป่ากับอาการไอแห้งๆ ของเสี่ยวจิ้นที่จะมาทุกๆตอนอากาศหนาวก็แล่นกลับเข้ามาในหัว

    นางเปิดประตูเข้าไปลงมือค้นหาอย่างเร็วก็ได้ปิ่นแก้วประดับพลอยดูงดงามแต่ไม่หรูหราจนผิดวิสัย และกำไลหยกสีจางที่วางข้างกระบอกน้ำชา

    "เท่านี้ก็น่าจะพอแล้ว" เสี่ยวไช่กระซิบกับตัวเองนางคว้าปิ่นแก้วกับกำไลใส่กระเป๋า แล้วรีบกลับลงมาโดยไม่ให้ใครเห็น

    ตลอดบ่ายนางทำงานตามปกติปั้นหน้ายิ้มทักแขก ขัดถ้วยล้างจานกี่ใบก็ไม่ปริปาก ครั้นเมื่อถึงยามเย็น แดดเริ่มลับขอบฟ้าหน้าที่จบลงเสี่ยวไช่จึงออกจากโรงเตี๊ยม เดินเร็วผ่านตลาดค่ำที่เริ่มจุดโคมตรอกซอยเล็กแห่งหนึ่งมีประตูไม้บานเดียว หลังคาปะติดปะต่อด้วยฟางเก่าเสี่ยวไช่เปิดเข้ามา

    "พี่ไช่! พี่กลับมาแล้ว!" เสียงน้องชายทั้งสองร้องอย่างดีใจ

    เสี่ยวไช่คลี่ยิ้มก่อนล้วงข้าวห่อเล็กๆ ที่ได้จากโรงเตี๊ยมออกมาวางตรงหน้าโต๊ะไม้ผุๆ "กินก่อนเถอะเดี๋ยวพี่จะรีบซ่อมเสื้อให้พวกเจ้า” หลังน้องชายกำลังสนใจห่อข้าวเสี่ยวไช่ก็นำกระเป๋าผ้าเล็กไปเก็บใต้หมอนโดยไม่รู้เลยว่ามีเสียงฝีเท้าเบายามย่ำค่ำดังสะท้อนตามตรอกแคบเสี่ยวไช่เพิ่งเก็บของที่ขโมยมาได้เข้าใต้แผ่นไม้ใต้เตียงเรียบร้อยปิดไม้ลงด้วยหัวใจเต้นแรง

    ทว่าเสียงเคาะประตูดังขึ้นสามคราฝ่ากลางความเงียบสงัดของยามค่ำ น้องชายคนเล็กตะโกนเรียกทันที “พี่ไช่! มีคนมา!”

    เสี่ยวไช่รีบเดินออกมาเปิดประตูแง้มพอลอบมองผ่านช่องประตูได้เท่านั้นนางก็ตาโต หน้าเริ่มซีด มือชะงักค้าง

    หน้าประตูยืนอยู่ด้วยบุรุษหนึ่งสตรีหนึ่งคนหนึ่งผมสีเงินขาวใบหน้าเย็นชาดังน้ำแข็งในถ้ำพันปีส่วนอีกคนเป็นสตรีในชุดเขียวอ่อนดูละมุนราวกับสายลมฤดูใบไม้ผลิ สองคนนี้..มิใช่แขกที่โรงเตี๊ยมหรือ!?

    หัวใจของเสี่ยวไช่หล่นวูบนางรู้ในทันทีว่าเรื่องไม่ดีแน่นอน ใบหน้าเล็กยิ้มแห้ง เอ่ยเสียงกล้าๆ กลัวๆ “มีอะไรให้เสี่ยวไช่รับใช้หรือเจ้าคะ?”

    บุรุษผมขาวหรี่ตาสีหน้าเย็นจัดราวน้ำค้างแข็ง สตรีชุดเขียวกลับยกมือวางเบาๆ ที่แขนเขาแล้วเอ่ย “ท่านอย่าใจร้อน ข้าเองจะพูดเอง”

    จากนั้นก็ก้าวเท้าเข้ามาในบ้านซอมซ่อของนางเอ่ยด้วยน้ำเสียงสุภาพแต่นิ่งสงบ “หนูน้อย..พอจะจำสร้อยเส้นหนึ่งได้ไหม? เป็นลายเมฆมีประดับหินมรกตเล็กๆสีเขียว”

    เสี่ยวไช่กลืนน้ำลายใจกำลังประมวลคำจะพูดโกหกอย่างไรให้อีกฝ่ายเชื่อว่านางไม่รู้ไม่เห็นแต่เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้นอีกครั้ง ครานี้ประตูที่เปิดอ้าเล็กน้อยอยู่ก่อนก็เปิดออกเองเผยให้เห็นบุคคลอีกสองคนหนึ่งคือบุรุษหน้าตาเฉียบคมแต่งกายธรรมดาแต่เปี่ยมด้วยรัศมีอำนาจอีกคนคือสตรีในชุดสีฟ้าครามที่ดูจริงใจเปิดเผย

    เมื่อทั้งสองเดินเข้ามาฝ่ายหญิงสาวก็เอ่ยขึ้นก่อน“กำไลหยก..อยู่ไหน?” สตรีชุดครามว่าจบก็มองกวาดทั่วห้องดวงตาของนางกวาดไปรอบห้อง ราวกับสามารถมองทะลุไม้ผุๆ ของบ้านหลังนี้ได้แต่ทันใดนั้นสายตาของสตรีชุดครามก็สะดุดเข้ากับสตรีชุดเขียว นางเบิกตาโตประหนึ่งเห็นผีหลอกกลางวันแสกๆ ริมฝีปากหลุดเสียงอย่างไม่ทันยั้ง “ท่านเซียน!”

    เสี่ยวไช่ไม่รู้จะทำเช่นไรไม่กล้าเอ่ยอะไรได้แต่มองเหตุการณ์ตรงหน้าส่วนน้องชายอีกสองคนก็หลบเข้าด้านในด้วยความตกใจแล้วขณะที่หญิงชุดเขียวเองขมวดคิ้วสงสัยเอ่ยกลับ “เรา..เคยพบกันหรือ?”

    แต่หญิงชุดสีครามยังไม่ทนได้ตอบอะไรบุรุษผมสีเงินขาวก็รั้งภรรยาเขาเข้ามาใกล้ กระซิบถ้อยคำหนึ่งเบาๆ ข้างหูกล่าวจบสตรีชุดเขียวอ่อนก็หันไปมองกระบี่ที่แนบกายบุรุษอีกคนกระบี่แผ่นโลหะขาววาวงดงามสลักอักษร ‘ชิงยาง’ เห็นจางๆท่าทีของสตรีชุดเขียวจึงพลันกลายเป็นนิ่งเงียบ

    บ้านไม้เก่าเงียบงันลงทันใดราวกับวิญญาณทั้งหมดถูกผนึก บุรุษผมสีเงินขาวกับบุรุษในชุดเนื้อผ้าธรรมดาทั้งสองก็เหลือบมองกันสายตาราวจะลุกเป็นไฟ ถ้าไม่ใช่ศัตรู..แต่ก็ไม่ใช่มิตรเช่นกัน

    เสี่ยวไช่ไม่อาจทนแรงกดดันที่ถาโถมรอบตัวได้นานกว่านั้นนางรีบหมุนตัวกลับเข้าห้องไป ควานใต้พื้นเตียง หยิบสร้อย กำไลปิ่นประดับของทั้งหมดถือติดมือกลับออกมาแล้วคุกเข่าขอโทษ “ขะ..ข้าไม่ได้อยากทำเลยเจ้าค่ะ! ข้าแค่..ข้ามีน้องชายเล็กๆไม่มีพ่อแม่ดูแลได้โปรดอย่าฆ่าข้าเลยนะเจ้าคะ!” มือเล็กสั่นเทา ชูสิ่งของคืนให้

    หญิงในชุดเขียวรับสร้อยกับต่างหูมุกไปเงียบๆสายตาไม่ใช่ดุดันหรือนิ่งเฉย แต่เต็มไปด้วยความเวทนา “แม้ได้ของคืนแล้ว แต่ผิดก็คือผิดเรื่องนี้ข้าจะกลับมาคุยกับเจ้าอีกทีหนูน้อย” นางกล่าวคล้ายมารดาอบรมบุตรีที่ต้องพักเรื่องนี้ไว้ก่อนเพราะเวลานี้นางมีเรื่องที่คาใจมากกว่าที่ต้องการรู้

    แล้วสตรีชุดครามเข้มก็รับกำไลกับปิ่นกลับคืนแล้วเอ่ยเสียงเรียบต่อ“แล้วอย่าคิดหนีนะเจ้าหนู ข้าตามเจ้าเจอแน่”

    เสี่ยวไช่ตัวสั่นไม่กล้าเอ่ยตอบอะไรสตรีทั้งสองพูดเพียงเท่านั้นแล้วหมุนกายกลับออกไปจากบ้านไม้เสียงฝีเท้าของพวกเขาหายไปในความมืด เสี่ยวไช่ยังก้มหน้าคุกเข่าอยู่ตรงนั้นน้ำตาไหลเงียบๆ โดยไม่อาจรู้ว่ากำลังกลัว เสียใจ หรือเริ่มสำนึก

    ...

    เสียงฝีเท้าย่ำลงบนทางดินหลังหมู่บ้านเมื่อแสงจันทร์ทอดเงาเรียบขณะที่เงาร่างทั้งสี่คนเพิ่งก้าวพ้นบ้านไม้ซอมซ่อของเสี่ยวไช่หลิวชิงเซียงหันขวับไปมองสตรีในชุดเขียวอ่อนด้วยสายตาเต็มเปี่ยมไปด้วยความยินดีและตื่นเต้นนางก้าวเข้าใกล้อย่างไม่ลังเล สีหน้ามีรอยยิ้มอ่อนละมุนประหนึ่งเด็กสาวได้พบญาติผู้ใหญ่ที่เคยผูกพันในอดีตชาติ“ท่านเซียน..” นางเอ่ยเบาแต่แน่นหนักน้ำเสียงสั่นระริกด้วยความดีใจ “ข้ายินดีนักที่ได้พบท่านอีกครั้ง”

    สตรีชุดเขียวอ่อนหันมองนางดวงตาสงบนิ่งแต่นัยน์ตาฉายความฉงน นางมองหญิงสาวตรงหน้ากลับอย่างพินิจพิเคราะห์ด้วยสีหน้าไม่อาจตัดสินได้

    หลิวชิงเซียงก็มองตรวจสอบสองสามีภรรยาเช่นกันข้างกายของคนที่นางเรียกว่ ‘ท่านเซียน’ คือบุรุษผู้หนึ่ง รูปโฉมงดงามเยือกเย็นผมยาวสีเงินสว่างสะท้อนแสงจันทร์ รัศมีคล้ายเซียน ทว่าบรรยากาศรอบกายกลับลุ่มลึกแฝงความเย็นเยียบราวหลุมดำในห้วงมหรรณพ

    หลิวชิงเซียงเพียงเหลือบตามองบุรุษนั้นใจหนึ่งรู้แจ้งทันทีว่าเขาคือใคร หากสตรีชุดเขียวผู้นี้คือ ‘ลู่อิงหมิง’ ผู้เคยช่วยนางเมื่อครั้งยังเป็น ‘อ้ายเหม่ย’ ชาติภพก่อนแล้วไซร้ ชายผมสีเงินยวงผู้นี้ก็มิอาจเป็นผู้ใดอื่นได้นอกจาก‘จอมมาร’

    จอมมารผู้ที่เกือบทำให้สามภพจบสิ้นด้วยความมืดแห่งอนธการหากมิใช่เพราะนางสละชีวิตและเทพจักรพรรดิช่วยปิดหลุมมืดนั้นสามภพคงสูญสลายไปแล้วนางหันไปหาลู่อิงหมิงอีกครั้ง ก่อนจะกล่าวเสียงหนักแน่น “เราเคยพบกันมาก่อนเจ้าค่ะท่านเซียนช่วยข้าไว้เจ้าค่ะ” แต่ดวงตาของลู่อิงหมิงยังฉายแววสงสัย

    นางเอียงหน้าเล็กน้อย“ข้าไม่ทราบจริงๆ ว่าแม่นางเป็นใครผู้ที่เรียกข้าเช่นนี้ ผ่านมาแล้ว..นานนัก นานจนข้าอาจลืมไปแล้ว”

    หลิวชิงเซียงส่ายหน้าช้าๆยิ้มบางในแววตา “ไม่แปลกหรอกเจ้าค่ะ ข้าเปลี่ยนไปมาก เพราะข้าวนเวียนในวัฏสงสารรูปลักษณ์จึงไม่เหมือนเดิม ครั้งนั้นข้านามว่าอ้ายเหม่ย ท่านเซียนช่วยไว้ในตอนที่ข้ากึ่งเป็นกึ่งตายด้วยเศษดาวจากผลึกแก้วสังสรรค์”

    เมื่อถ้อยคำหลุดออกมาลู่อิงหมิงก็เหมือนถูกสายฟ้าฟาดกลางอก นางเบิกตากว้างความทรงจำเลือนรางที่ขุ่นมัวราวม่านหมอกก็เหมือนค่อยๆ กระจ่าง “อ้ายเหม่ย..คือเจ้า?” เสียงของนางสั่นเครือเล็กน้อย “นานนัก..ข้าไม่เคยคาดคิดว่าจะได้พบกันอีก”

    นางเอื้อมมือออกมาจับมือหลิวชิงเซียงเบาๆ“ไปมาอย่างไร? แล้วใยเจ้าถึงจำข้าได้? เรื่องราวเป็นอย่างไร..เล่าให้ข้าฟังเถิด” ลู่อิงหมิงเอ่ยถาม เพราะถ้านางเกิดใหม่ย่อมจดจำเรื่องในอดีตชาติไม่ได้แต่นี่กลับจำได้แสดงว่าต้องมีที่มาที่ไปทั้งตอนนี้ยังอยู่กับบุรุษที่น่าจะเป็นร่างจุติของเทพจักรพรรดิด้วยลู่อิงหมิงรู้ว่าบุรุษข้างกายอ้ายเหม่ยเป็นเทพจักรพรรดิได้ก็เพราะกระบี่ชิงยางแท้ๆกระบี่ที่ผู้ครอบครองจะเป็นผู้อื่นไม่ได้

    หลิวชิงเซียงยิ้มตอบยามใดที่สบดวงตาของลู่อิงหมิงนางยังรู้สึกถึงความอบอุ่นอย่างที่เคยได้รับในชาติก่อน “ข้าพึ่งออกเดินทางกับท่านพี่มาได้ราวๆสองปี แต่ตอนนี้พึ่งตั้งครรภ์ได้สามเดือนเจ้าค่ะ เลยว่าจะกลับต้าเหว่ย แล้วท่านเซียนเล่าเป็นเช่นไรบ้างเจ้าคะ? กำลังเดินทางไปที่ใดกัน?”

    หญิงสาวทั้งสองก้าวเท้าช้าๆพูดคุยกันสมกับที่นานปีมิได้พบ กลับลืมเสียสิ้นว่ามีบุรุษสองคนยืนอยู่เบื้องหลัง

    เทพจักรพรรดิผู้ยิ่งใหญ่จุติในร่างมนุษย์มองดูภรรยาตนเองพูดคุยกับอดีต‘เซียนสาว’ ลาแดนสวรรค์อย่างออกรสอารมณ์แล้วแววตาคมคายก็เหลือบไปมองบุรุษอีกคน ผู้ยืนเคียงสตรีในชุดเขียวเส้นผมสีเงินผู้ที่เหมือนเซียนละสรรพสิ่งแต่แท้จริงคือ..จอมมาร

    ครั้งหนึ่งทั้งสองเคยรบพุ่งกันจนสามภพสะเทือนแววตาของทั้งสองสบกัน คล้ายเสียงฟ้าคำรามไร้สุ้มเสียงบรรยากาศรอบกายสองบุรุษเปลี่ยนเย็นวาบเหมือนหิมะฤดูหนาวกระทบกับเพลิงอัคคีฤดูร้อนไม่มีคำพูดใดหลุดจากปาก แต่แค่ยกคิ้วบางๆ กับสายตาที่เปลี่ยนองศาทุกอย่างก็ถูกถ่ายทอดชัดเจน

    สายตาหนึ่งกล่าว‘เจ้าอย่าคิดแตะต้องภรรยาข้า’

    สายตาหนึ่งตอบ‘ข้าก็ไม่ให้เจ้าดูแคลนภรรยาข้าเช่นกัน’

    แต่นานเข้าสายตาของสองบุรุษก็ล้าเพราะสตรีทั้งสองที่อยู่ด้านหน้ากลับพูดคุยกันสนิทสนมเสียงใสเรื่องราวจากอดีตกลับกลายเป็นสะพานเชื่อมโยงที่ทอดผ่านชาติกาลมาได้อย่างแปลกประหลาด

    จอมมารถอนหายใจเบาๆเมื่อภรรยาไม่สนใจเขา ส่วนโม่เหวินหานก็มองภรรยาของตนแล้วก็ถอนหายใจตามกันเรื่องเก่าๆ ของทั้งคู่ไร้สิ้นแล้วคนสนใจ ความเป็นอริศัตรูก็ยอมจบลง

    ทั้งสองจึงได้แต่ก้าวเท้าตามหลังเหล่าสตรีอย่างไม่มีทางเลือกกลางคืนที่ดาวสุกสกาวเต็มฟ้าเสียงหัวเราะคิกคักของหลิวชิงเซียงกับลู่อิงหมิงดังลอยเหนือความเงียบของค่ำคืนนำพาเทพกับมารมาอยู่รวมกันอย่างสงบสุข

     



    -----------------------------------------------------


    จบแล้วอย่างเป็นทางการเจ้าค่ะรี้ดทุกท่าน

    ขอบคุณที่ติดตามมาถึงตอนสุดท้ายนะคะ ปิดจบจักรวาลนี้โดยสมบูรณ์แล้ว ก่อนจากไปกดใจให้เชิงเชิงกันหน่อยนะคะ 

    //ฝาก1 เรื่องใหม่คลอดแล้วนะคะ จิ้มๆ ไปลองอ่านกันได้ค่ะ 'นางร้ายเกิดใหม่ก็ยังร้ายไม่ทิ้งแถว' //

    //ฝาก2 ใครสนใจรู้ว่าท่านเซียนสาวลู่อิงหมิงที่ชะแว้บมาในเรื่องเป็นใครตามที่ 'บันทึกเซียนลู่อิงหมิง' //

    เลิฟรี้ดทุกคนมากกกกก

    คล้ายกับเรื่องเพียงชายารักพึงใจล้วนดีงาม(อ่านฟรี) ที่คุณอ่าน