เมื่อปู้ห่าวเหลินเห็นว่าเทียนอี้ไม่สามารถขยับตัวได้แล้วมันก็ทำการสลายค่ายกลทิ้งทันทีทำให้เทียนอี้และซุยหงที่ถูกขังอยู่ในค่ายกลกลางอากาศตกลงไปที่พื้นดินด้านล่างทันที โชคยังดีที่พวกเขาอยู่สูงเพียงระดับยอดไม้เท่านั้นเมื่อพวกเทียนอี้ตกลงถึงพื้นปู้ห่าวเหลินก็เหินร่างตามลงมาที่พื้นและเดินไปยืนที่หน้าตรงหน้าของเทียนอี้
ในสายตาของปู้ห่าวเหลินนั้นมันไม่เคยเห็นซุยหงที่อยู่ในขอบเขตนภาอยู่ในสายตาเลยแม้แต่น้อยมันจึงได้ทำเป็นมองไม่เห็นซุยหงตั้งแต่แรก สำหรับปู้ห่าวเหลินแล้วนั้นในสายตามันตอนนี้มีเพียงเพลิงทมิฬของเทียนอี้เท่านั้นที่อยู่ในสายตาของมัน ถ้ามันรู้ความจริงว่าซุยหงมีระดับพลังอยู่ในขอบเขตราชันจักรพรรดิขั้นที่ 3 แล้วละก็ต่อให้มันมีความกล้ามากแค่ไหนมันก็คงไม่มีวันทำเช่นนี้เป็นแน่
"เจ้าคนชั่วช้าลอบโจมตีไม่พอยังกล้าใช้พิษกับผู้เยาว์ที่มีระดับพลังต่ำกว่าเช่นนี้เจ้าไม่ระอายใจบ้างหรือไง"
ถึงแม้ว่าเทียนอี้จะนอนราบอยู่บนพื้นแต่เขาก็ยังสามารถตะโกนด่าปู้ห่าวเหลินได้อยู่ เมื่อได้ยินสิ่งที่เทียนอี้ตะโกนด่าออกมาปู้ห่าวเหลินกลับไม่รู้สึกสะทกสะท้านแม้แต่น้อย แถมมันยังหัวเราะออกมาดังลั่น
"ฮ่า ฮ่า ฮ่า เจ้าสารเลวน้อยเจ้าเข้าใจอะไรผิดไปหรือเปล่า พวกเราคนของลัทธิมารถ้าต้องการจะทำสิ่งใดไม่ว่าจะใช้วิธีการที่ชั่วร้ายเลวทรามเพียงใดพวกเราก็สามารถทำได้ทั้งนั้น และยิ่งไม่ต้องพูดถึงเรื่องของเกียรติยศศักดิ์ศรีอะไรนั่นพวกเราไม่เคยสนใจมันตั้งแต่แรกอยู่แล้ว"
เมื่อพูดจบปู้ห่าวเหลินก็ใช้ลมปราณยกร่างของเทียนอี้ขึ้นมาก่อนที่จะใช้มือข้างขวาจับคอเสื้อของเทียนอี้ไว้เตรียมพร้อมที่จะพาเทียนอี้บินกลับยังที่พักของมัน เพื่อที่จะทำการทำพิธีบังคับให้เพลิงทมิฬออกจากร่างของเทียนอี้
"เอาล่ะเจ้าสาระเลวน้อยถึงเวลาที่เราจะต้องกลับไปเตรียมพิธี....."
แต่ก่อนที่ปู้ห่าวเหลินจะพูดจบประโยค เทียนอี้ซึ่งตอนนี้ได้อยู่ระยะประชิดลำตัวของมันได้กลับมาเคลื่อนไหวอีกครั้ง เทียนอี้ได้ใช้ฝ่ามือแทนกระบี่ และได้โคจรพลังลมปราณ และพลังของจิตกระบี่ ขั้นราชันมาห่อหุ้มไว้ที่มือขวาก่อนที่จะแทงฝ่ามือไปที่หน้าอกของปู้ห่าวเหลินทันที
ถึงแม้ว่าปู้ห่าวเหลินจะเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมด และถึงแม้ว่ามันจะมีพลังอยู่ในขอบเขตราชันจักรพรรดิขั้นที่ 1 ก็ตามทีแต่ด้วยระยะที่ใกล้เกินไปและเทียนอี้ก็ได้ลงมือได้อย่างรวดเร็วเป็นอย่างมากทำให้มันไม่สามารถหลบหรือป้องกันตัวจากฝ่ามือนี้ของเทียนอี้ได้เลยมันจึงต้องรับฝ่ามือกระบี่นี้เข้าไปอย่างเต็มรัก
"ฉึก! ..... พรวด!"
เสียงฝ่ามือของเทียนอี้ที่ทวงเข้าไปในหน้าอกของปู้ห่าวเหลินอย่างจัง จนฝ่ามือของเทียนอี้ทะลุออกมาจากหลังของปู้ห่าวเหลินถึงครึ่งฝ่ามือก่อนที่มันจะกระอักเลือดออกมาคำโต แต่ถึงอย่างไรปู้ห่าวเหลินก็เป็นถึงชนชั้นราชันจักรพรรดิที่ภายในร่างเต็มไปด้วยพลังชีวิตมากมาย ถึงแม้ว่าจะโดนทะลวงหน้าอกจนเป็นรูก็ยังไม่ถึงขั้นที่จะต้องตกตายเพียงแต่ได้รับบาดเจ็บสาหัสเท่านั้น หลังจากที่มันได้กระอักเลือดออกมาปู้ห่าวเหลินก็ซัดฝ่ามือของตนใส่อกของเทียนอี้อย่างสุดกำลังเช่นกัน
หลังจากที่ถูกเทียนอี้ทำร้ายจนได้รับบาดเจ็บสาหัสเช่นนี้นั้นในหัวของปู้ห่าวเหลินตอนนี้มีเพียงความคิดในการฆ่าเท่านั้นโดยลืมไปเลยว่าในตัวของเทียนอี้ยังมีเพลิงทมิฬที่มันต้องการอยู่ ด้วยผ่ามือของมันนี้มันคิดว่าร่างของเทียนอี้ต้องแหลกเป็นชิ้นอย่างแน่นอน แต่สิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นก็ต้องทำให้มันต้องตกใจอีกครั้ง
ปัง! ..... ฟิ้ว!
ร่างของเทียนอี้ที่ถูกผ่ามือของปู้ห่าวเหลินเข้าเต็มรักแทนที่จะแหลกสลายเป็นชิ้นกลับกระเด็นไปด้านหลังอย่างแรงในทันที เมื่อเห็นว่าร่างของเทียนอี้กำลังกระเด็นออกไปร่างของซุยหงที่นอนนิ่งอยู่บนพื้นตลอดก็หายไปในพริบตา ก่อนที่ร่างของซุยหงจะไปปรากฏตัวขึ้นอีกครั้งที่ด้านหลังร่างของเทียนอี้และรับร่างของเทียนอี้เอาไว้อย่างนุ่มนวล เมื่อยืนได้อย่างมั่นคงแล้วมุมปากของเทียนอี้ก็ได้ปรากฏเลือดไหลออกมาเล็กน้อย
เมื่อกลุ่มของชายชุดดำที่ตามพวกเทียนอี้มาตลอดทางเห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมด และยังเห็นด้วยว่าแท้จริงแล้วซุยหงเป็นผู้ที่อยู่ในขอบเขตราชันย์จักรพรรดิผู้หนึ่ง พวกมันจึงเกิดความคิดที่ต้องการถอยหนีขึ้นมาผู้เป็นหัวหน้ากลุ่มจึงออกคำสั่งทันที
"ไม่ได้การแล้วพวกมันปิดบังระดับพลังที่แท้จริงเอาไว้ถอยก่อน!"
สิ้นเสียงคำสั่งของผู้เป็นหัวหน้ากลุ่ม ชายชุดดำทั้งหมดก็ทะยานร่างถอยกลับไปอย่างไม่คิดชีวิตเพราะถ้าพวกมันถูกจับได้ก็คงหนีไม่พ้นความตายเช่นกัน
"น้องเทียนอี้เจ้าเป็นเช่นไรบ้าง" ซุยหงถามเทียนอี้ด้วยความเป็นห่วง
"ขอบคุณมากพี่ซุยหงข้าไม่เป็นไรแต่ฝากท่านช่วยจัดการกับพวกที่กำลังหนีไปด้วยก็แล้วกัน"
ซุยหงพยักหน้ารับคำก่อนที่จะหันไปมองหน้าของปู้ห่าวหลงด้วยสายตาที่เรียบเฉยราวกับว่าเขากำลังมองคนตายอยู่อย่างไรอย่างนั้นก่อนที่จะทะยานร่างตามกลุ่มชายชุดดำไป เมื่อปู้ห่าวเหลินเห็นว่าจริงๆแล้วทั้งสองคนไม่ได้ถูกพิษของมันก็ทำให้มันตกใจเป็นอย่างมากเพราะว่าพิษอัมพาตของมันชนิดนี้ไม่เคยมีใครที่ต้องพิษแล้วสามารถลุกขึ้นมาได้อีกครั้งเลยสักคน ปู้ห่าวเหลินจึงพูดออกมาด้วยเสียงตะกุกตะกัก
"ขอบเขตราชันย์จักรพรรดิขั้นที่ 3! .... ได้ยังไงกันเห็นชัดๆว่าพวกเจ้าทั้งคู่ต้องพิษของข้าไปเต็มๆแล้ว แล้วทำไมพวกเจ้าทั้งสองคนถึงยังสามารถขยับตัวได้อีก แล้วทำไมเจ้าที่มีพลังเพียงขอบเขตนภาขั้นที่ 9 ถูกพลังผ่ามือของข้าโจมตีเข้าไปเต็มๆแล้วยังไม่แหลกเป็นชิ้นๆอีก"
ตอนนี้ในหัวของปู้ห่าวเหลินมีคำถามมากมายเต็มไปหมดจนมันรู้สึกสับสันมึนงงเป็นอย่างมากกับสิ่งที่พึ่งเกิดขึ้นตรงหน้ามันเมื่อสักครู่ เมื่อเทียนอี้ได้ยินคำถามของปู้ห่าวเหลินเขาก็มองไปที่ใบหน้าของมันแล้วตอบคำถามกลับไปด้วยรอยยิ้นที่มองดูน่าขนลุก
"เรื่องนั้นคนใกล้ตายอย่างเจ้าไม่จำเป็นต้องรู้จริงไหม"
ความจริงแล้วระหว่างที่ปู้ห่าวเหลินปล่อยควันพิษใส่พวกของเทียนอี้ที่อยู่ในม่านพลังนั้น ตอนที่ควันพิษบดบังสายตาของทุกคนเทียนอี้ได้ใช้ความพิเศษของร่างกายของตนเองที่สามารถต้านทานพิษได้ทุกชนิดพิษพวกนี้ก็เปรียบเสมือนยาบำรุงสำหรับเทียนอี้ เขาจึงดูดเอาควันพิษทั้งหมดเข้ามาไว้ในร่างกายของตนเอง โดยที่ซุยหงไม่ได้รับความพิษไปเลยแม้แต่น้อยส่วนที่เหลือเป็นเพียงการแสดงเท่านั้น
เมื่อสิ้นเสียงของเทียนอี้ร่างของปู้ห่าวเหลินก็สั่นสะท้านขึ้นมาทันที ในตอนนี้ปู้ห่าวเหลินมันรู้สึกว่าภายในร่างกายของมันราวกับมีหนอนตัวเล็กๆนับล้านๆตัวกำลังชอนไชไปมาทำให้มันรู้สึกเจ็บปวดและทรมานอย่างมาก เมื่อปู้ห่าวเหลินมองไปที่หน้าอกของตัวเองมันก็ต้องพบว่าบริเวณรอบๆบาดแผลเริ่มกลายเป็นสีม่วงคล้ำ
"รู้สึกเป็นอย่างไรบ้างล่ะที่โดนวิธีที่เจ้าชอบใช้จัดการกับผู้อื่นได้ย้อนกลับมาเล่นงานตัวเจ้าเองเช่นนี้เจ้าชอบความรู้สึกนี้หรือไม่" เทียนอี้ถามปู้ห่าวเหลินด้วยใบหน้าเรียบเฉย
ผ่านไปเพียงไม่กี่ลมหายใจร่างของปู้ห่าวเหลินก็กลายเป็นสีม่วงไปทั้งตัวก่อนที่มันจะล่มลงไปนอนกองอยู่กับพื้น แต่อย่างไรก็ดีพิษที่เทียนอี้ใช้กับปู้ห่าวเหลินในตอนนี้นั้นยังไม่รุนแรงจนถึงขั้นกับคร่าชีวิตของมันทันทีแต่ก็ยังสามารถทำให้ปู้ห่าวเหลินอยู่ในสภาพที่ไม่สามารถขยับหรือพูดได้แม้แต่คำเดียว ที่เทียนอี้ต้องทำเช่นนี้นั้นก็เพราะว่าในตอนนี้เทียนอี้ยังต้องการที่จะรู้ข้อมูลหลายๆอย่างที่เกี่ยวกับลัทธิเพลิงเบญจพิษและลัทธิมารอื่นๆ
ภายในความทรงจำของเทียนอี้นั้นมีวิชาลับอยู่แขนงหนึ่งที่มีชื่อว่า"ศาสตร์ค้นความทรงจำ"วิชานี้มีความสามารถในการขุดค้นความทรงจำของผู้อื่นได้โดยตรง แต่วิชานี้จะเป็นการฝืนเข้าแทรกแซงสมองโดยตรงส่งผลให้ผู้ถูกค้นความทรงจำเซลล์สมองถูกทำลายและกลายเป็นคนสติไม่สมประกอบไปในที่สุด
"ยังมีข้อมูลอีกหลายอย่างที่ข้ายังต้องการจะรู้จากเจ้า"
พูดเสร็จเทียนอี้ก็ยกร่างของปู้ห่าวเหลินที่ไม่สามารถขยับได้ขึ้นมาสำหรับปู้ห่าวเหลินในตอนนี้มันได้กลายเป็นเพียงหุ่นไม้ที่สามารถขยับได้เพียงดวงตาเท่านั้น เทียนอี้ได้ใช้มือข้างหนึ่งวางไว้บนศีรษะของปู้ห่าวเหลินและเริ่มใช้ทักษะวิชาค้นความทรงจำทันที
กระบวนการค้นความทรงจำนั้นทำให้มีความเจ็บปวดแสนสาหัสทั้งยังเป็นความเจ็บปวดที่ส่งตรงถึงสมองโดยตรง แม้ร่างของปู้ห่าวเหลินจะขยับไม่ได้แต่เมื่อได้รับความเจ็บปวดปริมาณมากขนาดนี้เข้าไปก็ทำให้มันถึงกับตาเหลือกร่างทั้งร่างสั่นสะท้านขึ้นมาทันที การใช้วิธีนี้ในการค้นความทรงจำนับว่าเป็นวิธีที่โหดร้ายทารุณเป็นอย่างมากแต่สำหรับคนชั่วช้าอย่างปู้ห่าวเหลินแล้วเทียนอี้คิดว่าสมควรแล้ว
ภาพความทรงจำจำนวนมากหลั่งไหลเข้าสู่สมองของเทียนอี้ เขาใช้เวลาไปพักใหญ่ในการสืบค้นความทรงจำของปู้ห่าวเหลินเมื่อสืบค้นความทรงจำจนเสร็จเรียบร้อยแล้วเทียนอี้ก็ดึงมือตัวเองกลับมาและปล่อยให้ร่างของปู้ห่าวเหลินล้มลงไปบนพื้นทั้งอย่างนั้น ส่วนปู้ห่าวเหลินในตอนนี้มันได้กลายเป็นคนเสียสติไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว