ตอนที่ 13: เสียงขลุ่ยยามเช้าและลมหายใจที่ถูกควบคุม
แสงอรุณสีทองทาบทับขอบฟ้าทางทิศตะวันออก ขับไล่ความหนาวเย็นของยามราตรีให้มลายหายไป เสียงนกูเาร้องประสานเสียงต้อนรับวันใหม่ดังกังวานไปทั่วหุบเขาวิถีเมฆา
หลินอันลืมตาตื่นขึ้นมาบนเตียงไม้กระดานแข็งๆ ภายในเรือนพักศิษย์สายนอก เขาไม่ได้ขยับตัวลุกขึ้นในทันที แต่เลือกที่จะนอนนิ่งๆ เพื่อซึมซับความเงียบสงบที่ยังคงโอบล้อมรอบกาย จิติญญาาที่คอยควบคุมค่ายกลผนึกกายายังคงหลับใหลอยู่ในการจำศีล ไร้ซึ่งเสียงแจ้งเตือนหรือคลื่นความถี่ใดๆ มารบกวนโสตประสาท
ชายหนุ่มค่อยๆ ยันกายลุกขึ้นนั่งอย่างเชื่องช้า แม้ปราศจากเสียงกระซิบในหัว แต่ค่ายกลที่กดทับน้ำหนักมหาศาลของเขาก็ยังคงทำงานอย่างซื่อตรง เขาเอื้อมมือไปหยิบขลุ่ยไม้ไผ่ที่ขัดเงาไว้เมื่อคืนขึ้นมาสอดไว้ในสายคาดเอว ก่อนจะเดินออกจากเรือนพักมุ่งหน้าไปยังลำธารสายเล็กที่ไหลผ่านหลังเขา
น้ำในลำธารใสแจ๋วจนมองเห็นกรวดหินหลากสีที่ก้นบึง แสงแดดอ่อนๆ สาดส่องผ่านเรือนยอดของต้นสน ทอด เงา ของกิ่งก้านสาขาลงบนผิวน้ำที่กระเพื่อมไหว หลินอันวักน้ำขึ้นมาล้างหน้า ความเย็นสดชื่นช่วยปลุกให้สติสัมปชัญญะแจ่มใสขึ้นอย่างสมบูรณ์
เขาเดินไปทรุดตัวลงนั่งบนโขดหินเรียบๆ ริมตลิ่ง หยิบขลุ่ยไม้ไผ่ออกมาจรดริมฝีปาก สำหรับผู้ฝึกตนหรือชาวบ้านทั่วไป การเป่าขลุ่ยคือการใช้ลมหายใจขับขานท่วงทำนอง ทว่าสำหรับผู้ที่มีมวลกายาและสมรรถนะปอดที่สามารถเป่าพายุเฮอร์ริเคนให้ราบคาบได้อย่างเขา นี่คือบททดสอบการควบคุมความละเอียดอ่อนขั้นสูงสุด
หลินอันหลับตาลง เขากำหนดจิตให้จดจ่ออยู่กับช่องอก ผ่อนคลายกล้ามเนื้อทุกมัด ควบคุมกระแสลมหายใจที่ทรงพลังให้บีบอัดลงมาเหลือเพียงสายลมอ่อนโยนที่แ่เบายิ่งกว่าปีกผีเสื้อขยับ
ปู๊ด...
เสียงแรกที่หลุดรอดออกมาจากรอยแหวงของขลุ่ยไม้ไผ่ฟังดูแปร่งหูและแหบพร่า ชายหนุ่มไม่ได้รู้สึกหงุดหงิด เขาลืมตาขึ้นและแย้มยิ้มบางๆ ให้กับความผิดพลาดของตนเอง ก่อนจะปรับองศาของริมฝีปากและลดแรงเป่าลงอีกนิด
ครั้งนี้เขาปล่อยให้ปราณพฤกษาที่ได้รับจากข้อไผ่ปริศนาเมื่อวันก่อนเข้ามาช่วยผสานจังหวะ กระแสความอบอุ่นไหลเวียนไปตามเส้นชีพจร ช่วยให้กล้ามเนื้อบริเวณริมฝีปากและหน้าอกผ่อนคลายลงอย่างเป็ธรรมชาติ
ตี่... ติริด...
เสียงขลุ่ยเริ่มกังวานใสและมีจังหวะจะโคนมากขึ้น แม้จะยังไม่ใช่ท่วงทำนองที่ไพเราะลึกซึ้งระดับปรมาจารย์ แต่ก็เป็บทเพลงพื้นบ้านเรียบง่ายที่ชาวนาชอบเป่าต้อนฝูงควายกลับคอกยามเย็น เสียงเพลงล่องลอยไปตามสายลม ประสานเข้ากับเสียงน้ำไหลและเสียงใบไม้ไหว เกิดเป็ดนตรีธรรมชาติที่แสนจะลงตัว
พุ่มหญ้าฝั่งตรงข้ามลำธารสั่นไหวเล็กน้อย เ้าสุนัขเมฆาตัวน้อยที่เขาเคยให้อาหารเมื่อหลายวันก่อนโผล่หน้าออกมา มันเอียงคอฟังเสียงขลุ่ยด้วยดวงตากลมโตสีฟ้าใส ก่อนจะกระโจนข้ามโขดหินมานั่งหมอบอยู่ข้างเท้าของชายหนุ่ม หางเป็พวงสี่แฉกของมันแกว่งไกวไปมาเบาๆ ตามจังหวะเพลง
หลินอันทอดสายตามองเพื่อนตัวน้อยด้วยแววตาอ่อนโยน เขายังคงเป่าขลุ่ยต่อไปอย่างใจเย็น ปล่อยให้เวลา่เช้าดำเนินไปอย่างเชื่องช้า ไม่มีการฝึกฝนวิชาฆ่าฟัน ไม่มีความกดดันที่ต้องเป็หนึ่งในใต้หล้า มีเพียงชายหนุ่ม สุนัขิญญา และเสียงดนตรีที่สอดประสานเป็หนึ่งเดียวกับหุบเขาอันเงียบสงบแห่งนี้