บทที่ ห้าสิบสอง
เรื่องอึกทึกในวัง
เมื่อเงาร่างสูงของจ้าวจวิ้นหยางลับหายไปจากห้องโถงชั้นในความเงียบก็ปกคลุมอยู่ครู่หนึ่ง ที่พวกนางต้องหลบให้แม้จะมาก่อนเพราะตำแหน่งที่ต่ำกว่าก่อนที่ฟ่านหนิงและมารดาจะได้ก้าวเข้าหาผู้สูงศักดิ์ทั้งสามอย่างเป็นทางการอีกครั้ง
ฮ่องเต้จึงได้มีโอกาสมองให้ถี่ถ้วนอีกครั้ง พระองค์มองไปที่หญิงสาวผู้เป็นบุตรีของเสนาบดีฟ่านหลังจากที่ไม่ได้พบเมื่อบำเหน็จเรื่องเดินทางไปกับคณะทูตเสร็จสิ้น “คุณหนูใหญ่บุตรีเสนาบดีฟ่าน ปีนี้อายุเท่าใด”
มารดาของฟ่านหนิงก็ก้าวออกไปเล็กน้อยก้มศีรษะนอบน้อมแล้วกล่าวแทน “บุตรีหม่อมฉันสิบหกปีจะสิบเจ็ดอีกไม่นานนี้เพคะ”
ฮ่องเต้พยักหน้าเบาๆ ไม่เอ่ยสิ่งใดต่อ สีหน้าสงบไร้ร่องรอยว่าสนพระทัยหรือไม่ทำให้บรรยากาศในห้องเงียบลงอีกครู่หนึ่ง กระทั่งเสียนไท่เฟยเริ่มบทสนทนาต่อ “ใกล้จะออกเรือนแล้วสินะไม่รู้ว่าเสนาบดีฟ่านหมายตาบุรุษผู้ใดมาเป็นเขย” เสียงของนางอ่อนโยนแต่เจือความรักใคร่ก่อนจะหันมาส่งยิ้มให้อย่างเอ็นดู
หากแต่ฟ่านหนิงไม่ทำท่าเขินอายอย่างสตรีทั่วไปสักนิดนางยืดกายตรง ดวงตาเป็นประกายอย่างมั่นใจ ก้าวขึ้นข้างหน้าเล็กน้อยเอ่ยด้วยน้ำเสียงสดใส “อย่าได้ว่าถึงเรื่องอนาคตเลยเพคะวันนี้หม่อมฉันมีของกำนัลมาทูลถวายแทนคำระลึกถึงเพคะ”
เมื่อเอ่ยจบ นางก็ปรายตามือเรียกนางกำนัลสองคนที่ยืนอยู่ข้างหลังให้ถือกล่องไม้เข้ามาเปิดฝากล่องออกเผยให้เห็นม้วนภาพวาดพู่กันที่ม้วนเรียบร้อยอยู่ภายใน นางกำนัลค่อยๆคลี่ออกช้าๆ จนผืนกระดาษที่มีลายเส้นสีหมึกเผยโฉม
ภาพนั้นเป็นภาพหงส์ขาวท่ามกลางป่าไผ่ ลำไผ่สูงชะลูดเรียงรายเส้นพู่กันบางเข้มสลับกันแสดงถึงกิ่งใบพลิ้วไหว หงส์กางปีกอย่างอ่อนโยนสง่างามเส้นหมึกสะบัดแสดงถึงฝีมือผู้รังสรรค์ได้อย่างวิจิตรเสียนไท่เฟยเห็นดังนั้นก็ยกยิ้มกว้างทันทีลืมสิ่งที่ถามค้างไว้เมื่อครู่ไปโดยสิ้นเชิง นางชี้เรียกให้นางกำนัลนำภาพมาใกล้ “เข้ามา ข้าอยากเห็นใกล้ๆ”
ฟ่านหนิงยกยิ้มบางแล้วกล่าวต่ออย่างเจื้อยแจ้ว “หม่อมฉันไปพบภาพนี้ในร้านค้าพู่กันที่ถนนจิ่นฉางเพียงไม่กี่วันก่อนเจ้าค่ะเพียงแรกเห็นก็สะดุดตาทันที นึกถึงเสียนไท่เฟยขึ้นมา จึงซื้อไว้เพื่อทูลถวายภาพนี้เป็นผลงานของจิตรกรชื่อวี๋หยาปิง ตั้งชื่อว่า หงส์เฝ้าหุบเขาไผ่เพคะ”
เสียนไท่เฟยฟังเสียงหวานเจื้อยแจ้วของหลานสาวพลางเพ่งมองลายเส้นในภาพก็ยิ่งถูกใจนัก“ไม่เลวเลย เจ้าเด็กน้อยช่างรู้ใจข้าแท้ๆ” เอ่ยพลางหัวเราะเบาแล้วหันไปสั่งนางกำนัล“รีบนำไปแขวนแสดงไว้ในห้องจัดงานด้านนอกให้ผู้คนได้ชมฝีมือจิตรกรผู้นี้ด้วย”
นางกำนัลสองคนรับคำย่อตัวแล้วอุ้มภาพวาดออกไปฟ่านหนิงเห็นแววตาพอใจของเสียนไท่เฟยก็พลันรู้ว่าตนบรรลุเป้าหมายแล้วจึงยกยิ้มกว้าง ก้าวถอยเล็กน้อยพลางประสานมือกล่าว “เป็นกรุณาต่อหม่อมฉันยิ่งนักเพคะ”
เสียนไท่เฟยหัวเราะเบาๆ อย่างเอ็นดู “เจ้าก็อย่าได้ใจนักเชียว” ว่าแล้วก็หันไปทางฟ่านหนิงโบกมือ “ไปๆออกไปอยู่กับคุณหนูคนอื่นด้านนอกเถอะข้ามีเรื่องต้องสนทนากับมารดาของเจ้าเสียหน่อย”
ฟ่านหนิงเมื่อรู้ว่าภารกิจสำเร็จสมใจแล้วก็ไม่โต้แย้งนางย่อตัวถวายบังคมอย่างงดงาม ก่อนจะถอยเท้าออกมาช้าๆ ใบหน้าอิ่มเอมไปด้วยรอยยิ้มดวงตาเป็นประกายวับวาวในความสำเร็จ ก้าวออกมาจากห้องด้านใน แสงจากโคมไฟสีต่างๆตามระเบียงทอดเงาสลับไปมาบนพื้นพรม นางก้าวไปอย่างไม่เร่งรีบเพราะยังไม่ถึงเวลาที่ต้องลงมือจนทางระหว่างที่เลี้ยวไปตามทางระเบียงนอกสายตาของนางก็สบไปเห็นบ้างสิ่งเข้า
นางหยุดชะงักเพราะสายตาเหลือบไปเห็นร่างสูงใหญ่ของบุรุษชุดสีเทาเข้มที่พึ่งพบกันเมื่อครู่กำลังยืนอยู่ตรงมุมที่บานประตูที่ถูกบังไว้ครึ่งหนึ่งเขากำลังเหมือนกำลังฟังใครสักคนที่สนทนาด้วยอยู่แต่นางไม่รู้ว่าอีกฝ่ายเป็นใครฟ่านหนิงจึงเอียงตัวเล็กน้อยมองผ่านช่องบานประตูด้วยความอยากรู้โดยที่ไม่ทันคิดให้ดีเพราะสิ่งนั้นบ้างที่อาจจะไม่ควรรู้ไม่ควรเห็นหรือไม่
ซึ่งก็พบว่าอีกฝ่ายที่จ้าวจวิ้นหยางกำลังสนทนาอยู่ด้วยคือสตรีนางหนึ่งที่อาภรณ์เป็นผ้าแพรปลิวพลิ้วซึ่งเป็นชุดของสตรีสูงศักดิ์สีฟ้าอ่อนละมุนทำให้ร่างบางที่สวมใส่ยิ่งดูนุ่มนวลสบายตา เมื่อเพ่งมองชัดจึงรู้ว่าสตรีผู้นั้นเป็นท่านหญิงเซียวหนา
หัวใจฟ่านหนิงกระตุกวูบนางรีบเอนตัวกลับทันทีแต่เหมือนโชคไม่เข้าข้างนัก เพราะทันทีที่หมุนกายหลบ จ้าวจวิ้นหยางก็หันมาเห็นพอดีดวงตาคมดุจพยัคฆ์สบเข้ากับนางเพียงครู่ ราวกับเวลาหยุดลง ฟ่านหนิงสะบัดตัวทันควันคล้ายกลัวถูกจับได้ทั้งที่นางถูกพบไปแล้ว ร่างบางรีบหมุนกายเดินต่อไปอย่างไม่คิดหันกลับดวงหน้าเรียบนิ่ง...ทว่าหัวใจกลับว้าวุ่น
ยิ่งก้าวเท้าไกลออกจากตรงนั้น ภาพที่เห็นยิ่งติดตรึงในหัวท่านหญิงเซียวหนาที่ใบหน้าแดงระเรื่อ ดวงตาหลุบต่ำยามเอียงอาย แก้มอมชมพูจนเห็นชัดแปลกนักนางไม่เห็นท่านหญิงผู้นั้นทำท่าเขินอายต่อหน้าฮ่องเต้และสตรีผู้สูงศักดิ์ในห้องเมื่อครู่เลยสักนิดทำไมตอนอยู่ต่อหน้าจ้าวจวิ้นหยางถึงกลายเป็นสตรีน้อยเอียงอายไร้เดียงสาได้ถึงเพียงนั้น
‘หรือว่าท่านหญิงเซียวหนากำลังมีใจให้...?’ ฟ่านหนิงพึมพำในใจ ขมวดคิ้วแน่นความสงสัยตีตื้นขึ้นมาไม่หยุด แต่ก็ประหลาดนักชาติที่แล้วนางไม่เคยได้ยินคำลือหรือการหมายจะเกี่ยวดองเรื่องท่านหญิงกับซื่อจื่อหลินฝูโหวเลยสักคำเหตุใดชาตินี้กลับมีเงื่อนงำถึงเพียงนี้ หรือว่าฝ่ายหญิงจะชอบเพียงข้างเดียว... เพราะเรื่องที่แน่ใจกว่าคือจ้าวจวิ้นหยางควรจะหลงใหลในตัวถังหลันชิงอยู่มิใช่หรือ?
ดวงตาของนางกวาดมองไปรอบสายลมยามราตรีพัดพาเสียงดนตรีแว่วเบามาตามระเบียงกลับยิ่งทำให้นางใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัวภาพแก้มชมพูของท่านหญิงเซียวหนากับสายตาคมดุที่จับนางได้ยังคงวนเวียนราวกับเงาสะท้อนตามไม่ปล่อย
ฟ่านหนิงพยายามสะบัดหน้าขับไล่ความคิดยกคางสูงแสร้งหัวเราะหึในลำคอเบาๆ คล้ายกำลังเยาะเย้ยบางสิ่งท่านหญิงเซียวหนาผู้นี้ทั้งที่ตามศักดิ์มิสมควรได้รับยศท่านหญิงเพราะมารดาที่เป็นบุตรีอ๋องขั้นศักดินาได้แต่งออกไปแล้ว แต่ก็ยังคงได้พระกรุณาจากฮ่องเต้พระองค์ก่อนที่โปรดปรานจึงประทานยศให้อยู่ดี
เพียงเพราะหายไปนานหลายเดือนและเพิ่งกลับมาจากนอกเมือง ประจวบกับได้พบกับจ้าวจวิ้นหยางรูปแบบใหม่ที่เวลานี้ได้กลายเป็นถึงผู้ตรวจการก็เกิดพอใจขึ้นงั้นหรือ?ช่างน่าขบขันยิ่งนัก เป็นถึงท่านหญิงก็ไม่ต่างจากคุณหนูทั่วๆ ไปเพื่อนของนางเท่าไรที่เพ้อกันนักหนาว่าซื่อจื่อหลินฝูโหวมีทั้งรูปลักษณ์ศักดินาและตำแหน่งฐานะพรั่งพร้อม...
‘ชิ!’ ถึงจะมียศสูงส่งหรือไร้ศักดินา สุดท้ายแล้วก็อย่างไรทั้งหมดก็เป็นเรื่องที่ไม่เกี่ยวข้องนางทั้งสิ้นซึ่งที่นางต้องใส่ใจคือทำภารกิจและรักษาสกุลฟ่านให้รอดปลอดภัยต่างหาก
คิดได้ดังนั้นฟ่านหนิงก็เชิดหน้าสะบัดชายกระโปรงย่างก้าวไปตามทางเดินออกสู่โถงด้านนอกโดยแอบบ่นในใจคำสุดท้าย ‘ตำแหน่งผู้ตรวจการแผ่นดินทำให้สตรีทั้งเมืองหลวงหมายปองเขาจริงหรือ? นี่นับว่าเกินคาด’
จนกระทั่งได้ก้าวออกจากระเบียงสู่ลานกว้างกลางสวนที่ประดับโคมไฟหลากสีเรียงรายนางจึงกลับมาจดจ่อได้ ดวงตาเรียวไหววูบเล็กน้อยเมื่อเห็นเป้าหมายในวันนี้...เซี่ยสุ่ยจวี้ ความคิดวกวนเมื่อครู่มลายไปสิ้นริมฝีปากน้อยคลี่ยิ้มกว้างขึ้นมาอีกครั้ง ราวกับพบสิ่งที่ต้องการ ‘มาถึงแล้วหรือคุณหนูสามเซี่ย’
ไม่นานนักหลังฟ่านหนิงออกมาที่สวนด้านนอกเสียงฆ้องดังขึ้นเบาๆ แจ้งเตือนการเริ่มงานและการมาถึงของเหล่าผู้สูงศักดิ์ฮ่องเต้ในฉลองพระองค์สีมรกตก้าวเข้ามาพร้อมด้วยฮองเฮาผู้งามสง่าและเสียนไท่เฟยผู้เป็นเจ้าภาพจัดงานในค่ำคืนนี้ เหล่าแขกเหรื่อคุณหนูคุณชายและสตรีฝ่ายในที่อยู่ในโถงต่างก้มคำนับต้อนรับอย่างพร้อมเพรียงบรรยากาศครึกครื้นค่อยๆ แผ่ซ่านออกไปทันทีเสียนไท่เฟยยกมือบอกให้ตามสบายก่อนกล่าวทักทายเปิดงานด้วยน้ำเสียงดังชัดอ่อนหวานแต่เปี่ยมด้วยอำนาจ
พร้อมกันนั้นประตูโถงด้านขวาก็ถูกผลักออกอย่างเชื่องช้าเผยให้เห็นสวนกว้างที่มีศาลาถูกประดับด้วยโคมนับดวงใหญ่และงดงามกว่าด้านนอกสายลมยามค่ำพัดพริ้วทำให้เปลวไฟในโคมโยกไหวราวดวงดาวส่องประกาย
โดยที่ศาลาใหญ่ซึ่งตั้งอยู่กลางสวนประดับด้วยโคมรูปทรงพิเศษทั้งหงส์กางปีกโผบิน กระเรียนร่อนเหนือเมฆ และสัตว์มงคลนานาชนิดสีสันสดสวยจนแขกเหรื่อต่างทอดสายตามองไม่วางตาข้างศาลายังมีการเล่นโยนผ้าเสี่ยงดวงที่หากใครโยนแล้วผ้าผูกติดบนกิ่งต้นไม้ได้ก็เชื่อกันว่าจะมีโชคดีไปอีกนับปี
ขณะเดียวกันที่โถงในตำหนักอีกด้านที่เพิ่งเปิดอีกด้านก็มีการจัดตอบปริศนาโคมโคมแต่ละดวงแขวนเรียงราย พัดกระดาษที่เขียนปริศนาคล้องอยู่ด้านล่างมีเหล่านางกำนัลยืนรอรับคำตอบอยู่ทั้งหมดทำให้เหล่าคุณชายคุณหนูต่างสนใจพากันไปยืนล้อมอีกทั้งยังมีการจัดแสดงศิลปะฝีมือหายาก ทั้งรูปปั้นหินหยก แจกันเคลือบล้ำค่าและแม้แต่ภาพวาดพู่กันที่ฟ่านหนิงเพิ่งมอบถวายเสียนไท่เฟยก็นำมาแขวนไว้ตรงตำแหน่งเด่นสะดุดตาเสียแล้ว
เมื่อบรรยากาศกำลังคึกคักขึ้นฮ่องเต้ก็ตรัสขึ้นด้วยน้ำเสียงหนักแน่นต่อเรียกให้ทุกคนหันมาสนใจ "ตามธรรมเนียมเช่นปีอื่นๆที่เราจะนำโคมพิเศษมอบให้ผู้ใดตอบปริศนาพิเศษได้ ก็จะได้รับไปเป็นสิ่งมงคล" แล้วขันทีชราผู้หนึ่งจึงก้าวออกมาพร้อมโคมสูงค่าดวงหนึ่งตั้งลงบนแท่นกลางโถง
โคมดวงนั้นทำด้วยโครงไม้หอมแกะสลัก ลวดลายเมฆมงคลพันเกี่ยวด้านนอกหุ้มผ้าแพรเนื้อบางโปร่งปักดิ้นเงินเป็นรูปดอกเหมยบานสะพรั่งเมื่อแสงไฟด้านในส่องลอดผ่าน กลีบดอกที่ปักไว้กลับเปล่งประกายดั่งหิมะละลายยามอรุณขอบโคมประดับด้วยลูกปัดแก้วและหยกสีขาว พอลมพัดก็สั่นไหวคล้ายหยดน้ำค้างกำลังร่วงทำให้ทุกผู้คนอดชมเชยไม่ได้ จากนั้นขันทีอีกคนจึงแขวนปริศนาโคมไว้ข้างๆให้แขกเหรื่อทาย
ทว่าท่ามกลางความครึกครื้นนั้นฟ่านหนิงกลับยืนนิ่งหน้าตาเรียบเฉย นางไม่สนใจการละเล่นเหล่านี้สักนิด เพียงแต่ต้องทำเป็นไปร่วมบ้างให้สมบทบาทจึงเดินไปยืนกับคุณหนูรองไป๋อย่างไม่รีบร้อนหากยามนั้นสายตาของนางกลับเหลือบมองไปยังเป้าหมายสำคัญอย่างเซี่ยสุ่ยจวี้อยู่ตลอดเวลา
ทั่วไปแล้วเช่นปีก่อนๆงานโคมไฟโดยรวมกินเวลาไม่เกินสองชั่วยาม แต่ตอนนี้ผ่านไปแล้วเกือบครึ่งชั่วยามเซี่ยสุ่ยจวี้ยังทำเพียงยืนคุยอยู่กับกลุ่มสหายของตน บ้างก็ชะเง้อมองโคมเล็กน้อยแต่ไม่มีท่าทีคิดจะเล่นสนุกอะไร ฟ่านหนิงมองแล้วกัดฟันแน่นใบหน้าเริ่มตึง ‘นี่ช่างน่าเบื่อเสียจริง ไม่คิดจะเคลื่อนไหวไปไหนหรือไร!’
แต่ไม่นานหลังที่นางเพิ่งก่นด่าในใจกลุ่มของเซี่ยสุ่ยจวี้ก็เริ่มขยับ นางเห็นพวกนั้นเดินไปยังศาลาโยนผ้าเสี่ยงดวงข้อมือเรียวยกโยนผ้าออกไปหลายครั้งแต่ไม่ว่าครั้งใดผ้าก็ไม่อาจพันเกี่ยวติดกิ่งไม้ได้เลย เพียงปลิวร่วงกลับลงมาสร้างเสียงหัวเราะสนุกสนานจากกลุ่มเพื่อนฟ่านหนิงที่มองอยู่ถึงกับหลุดหัวเราะเยาะในใจดวงชะตาของเจ้าใกล้จะถึงคราวตกต่ำแล้วละสิ ต่อให้พยายามโยนกี่ครั้งก็ไร้ผล
หลังจากนั้นกลุ่มเซี่ยสุ่ยจวี้ก็เคลื่อนย้ายอีกครั้งไปยังโถงด้านในเพื่อเล่นตอบปริศนาโคมฟ่านหนิงรู้ทันทีว่าใกล้ถึงเวลาที่นางต้องลงมือนางจึงลุกขึ้นยืนออกจากกลุ่มสนทนาของไป๋จิ้งหลิงก่อนเดินตามออกไปโดยมีจางไป๋ซินเคียงข้างทั้งสองทำท่าเหมือนกำลังชมปริศนาโคมอยู่ทั่วไป แต่แท้จริงกำลังรอจังหวะ
จนในที่สุดเซี่ยสุ่ยจวี้ตอบปริศนาได้ถูกต้อง ได้รับโคมลายกระต่ายดวงหนึ่งจากนางกำนัลที่ยืนเฝ้าอยู่เสียงปรบมือดังขึ้นกลุ่มเพื่อนต่างแสดงความยินดีเซี่ยสุ่ยจวี้ก็รับมาอย่างภาคภูมิใจมือหนึ่งถือโคมพลางสนทนาเดินชมสิ่งจัดแสดงในตำหนักอวี้เจินไปพลาง
และแล้วเวลาที่ฟ่านหนิงรอก็มาถึงนางหันไปมองจางไป๋ซินให้เตรียมตัวเอาไว้รอจนเซี่ยสุ่ยจวี้เดินมาใกล้แจกันเคลือบชิ้นงามใบหนึ่งฟ่านหนิงก็พยักหน้าให้จางไป๋ซินเป็นสัญญาณเพียงพริบตาจางไป๋ซินดันตัวลงส่งพลังไปช่วงล่างเพื่อส่งแรงกดลงที่ปลายเท้าแล้วชักพรมได้เท้าให้ขยับอย่างแนบเนียนพลันพรมใต้ฝ่าเท้าที่เซี่ยสุ่ยจวี้ยืนอยู่จึงขยับไถล ส่งผลให้ร่างบางโคลงเซถลาไปข้างหน้าโคมในมือเล็กแกว่งไปมาเกือบหลุดมือกวาดไปกระทบกับแจกันเคลือบที่ตั้งอยู่ใกล้จนหมุนโอนตาม
แต่เซี่ยสุ่ยจวี้กลับมีปฏิกิริยาไวกว่าที่คิดนางตั้งหลักได้ฉับพลัน มือรีบคว้าแจกันไว้แน่นแล้วดันกลับไปตั้งตรงดังเดิมใบหน้าตระหนกมีเหงื่อผุดขึ้นเล็กน้อยอย่างไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นขณะที่เหล่าเพื่อนๆ ของนางเดินนำหน้าไปอย่างไม่ทันเห็นว่ามีอะไรเกิดขึ้นจึงได้แต่ก้มมองพื้นใต้เท้าราวกับสงสัยว่ามีสิ่งใดผิดปกติแต่เมื่อเห็นเพียงพรมที่เรียบเนียนไร้ร่องรอยก็สะบัดความคิดนั้นออกไปพลางคิดว่าคงเป็นตนเองที่ก้าวพลาดจึงรีบก้าวตามกลุ่มเพื่อน
ขณะที่ฟ่านหนิงขมวดคิ้วจนแทบจะผูกเป็นปมแผนที่วางไว้เมื่อครู่ว่าจะให้เซี่ยสุ่ยจวี้ล้มไปใส่แจกันเคลือบแตกกระจายกลับไม่เป็นดังใจคิดแค่เพียงเซไปเล็กน้อยและตั้งหลักได้ทัน ราวกับมีเคราะห์ดีปกป้องไว้ฟ่านหนิงกัดฟันแน่น ก่อนจะปรับสีหน้าแล้วก้าวตามไปอย่างไม่เร่งรีบ และคอยเฝ้าหาโอกาสใหม่
ทว่าหลังจากนั้นดูเหมือนเซี่ยสุ่ยจวี้จะระวังตัวมากขึ้นไม่ยอมเดินเข้าใกล้สิ่งของที่บอบบางแตกหักง่ายอีกเลยร่างบางของสตรีผู้นี้เคลื่อนไปตามกลุ่มเพื่อนพลางถือโคมที่เพิ่งได้มาไว้ในมือสนทนาอย่างสนุกสนาน ทำให้ฟ่านหนิงยิ่งหัวเสีย เพราะโอกาสที่จะลงมือให้สำเร็จค่อยๆ เลือนหายไปทีละน้อย
ขณะที่ฟ่านหนิงกำลังจดจ่อมองตามอย่างรอคอยตอนนั้นเองร่างสูงสง่าในอาภรณ์สีเทาเข้มก็ก้าวผ่านหน้ากลุ่มของเซี่ยสุ่ยจวี้ผ้าแพรเนื้อดีขยับพลิ้วตามแรงก้าว แล้วจู่ๆ ลูกปัดหยกที่ห้อยประดับอยู่ตรงสายคาดเอวสะท้อนแสงไฟกลับหลุดกระเด็นตกกลิ้งไปตามพื้น เรียกสายตาของคนใกล้เคียงให้เหลียวไปมอง
และก็เป็นเซี่ยสุ่ยจวี้ที่ยืนอยู่ใกล้ที่สุดรีบก้มลงคว้าลูกปัดหยกไว้ในมือนางเงยหน้าขึ้นมองผู้ที่เดินผ่านไปพบว่าคนผู้นั้นคือซื่อจื่อหลินฝูโหวจ้าวจวิ้นหยางดวงตากลมใสของนางสั่นไหววูบหนึ่ง ก่อนจะรีบสาวเท้าเล็กๆ ตามไปอย่างไม่ลังเล
ส่วนจ้าวจวิ้นหยางเองก็มาหยุดยืนอยู่ตรงแท่นที่จัดแสดงชุดถ้วยชาหยกสีเขียวอ่อนฝีมือช่างหลวงชั้นเอก ลายสลักเรียบหรูยามต้องแสงโคมงามวิจิตรนักเซี่ยสุ่ยจวี้ที่เดินตามมาสูดลมหายใจเข้าลึก แก้มขาวเนียนแดงระเรื่อแล้วเอื้อนเสียงเรียกเขาเบาๆ “ซื่อจื่อ เมื่อครู่ลูกปัดหยกของท่านหล่นเจ้าค่ะ”
เซี่ยสุ่ยจวี้พลางประคองลูกปัดในมือแล้วส่งขึ้นไปด้วยท่าทีอ่อนหวานดวงตาเจือประกายความเขินอายเห็นได้ชัดว่าใจเต้นแรงอย่างยากปกปิดที่ได้มาอยู่ต่อหน้าสายตาซื่อจื่อหลินฝูโหว
ด้านฟ่านหนิงที่ยืนมองอยู่ไม่ไกลถึงกับเบ้ปากทันทีคืนนี้นี่มันอย่างไรกันเจอภาพทำนองนี้ซ้ำๆ อีกแล้วสายตาที่ทอดมองเต็มไปด้วยอาการเยาะหยัน ‘ทำท่าราวกับนกกระจอกน้อยได้เจอเจ้าของรวงข้าว[1]เช่นนั้น’ นางสบถในใจ
ทว่าในขณะเดียวกันจ้าวจวิ้นหยางกลับไม่มองสตรีตรงหน้า เขาเหลือบหันมาสบตากับฟ่านหนิงที่ยืนฝั่งตรงข้ามสายตาแม้เพียงแวบเดียวแต่กลับแฝงความหมายลึกล้ำ เขากวาดตามองต่อไปยังชุดถ้วยชาหยกตรงแท่นราวกับส่งสัญญาณเงียบๆ ให้ฟ่านหนิงรับรู้บางอย่าง
หัวใจฟ่านหนิงกระตุกวาบ นางหรี่ตาลงรับนัยนั้นทันทีเหมือนเข้าใจกันพร้อมกับหันไปพยักหน้าให้จางไป๋ซินที่คอยอยู่ด้านข้างอีกครั้งคราวนี้จางไป๋ซินก็เข้าใจสัญญาณต่ออีกคนนางรีบทำเช่นเมื่อครู่แต่กดปลายเท้าลงแรงกว่าครั้งก่อนพรมใต้ปลายเท้าที่เซี่ยสุ่ยจวี้ยืนอยู่จึงไถลแรงกว่าเดิมร่างบอบบางที่กำลังเขินอายเริ่มเซถลาไปข้างหน้าอย่างรุนแรง
“ว้าย!” เซี่ยสุ่ยจวี้ร้องออกมามือข้างหนึ่งพยายามจะคว้าร่างสูงที่ยืนใกล้ที่สุด นั่นก็คือจ้าวจวิ้นหยางแต่ทว่าเพียงเสี้ยวพริบตาร่างสูงสง่ากลับก้าวถอยอย่างแคล่วคล่องปล่อยให้ปลายนิ้วเรียวของนางคว้าได้เพียงอากาศว่างเปล่า
เสียงชนดังโครม!ร่างของเซี่ยสุ่ยจวี้พุ่งไปชนแท่นวางชุดถ้วยชาหยกเต็มแรงแท่นสั่นสะเทือน ถ้วยชาที่เรียงอยู่อย่างงดงามค่อยๆ หมุนกลิ้งตกลงจากขอบทีละใบจากนั้นเสียงแตกเพล้ง! ก็ดังสะท้อนก้องไปทั่วโถงพลันเงียบกริบ
เศษถ้วยชากระจายเกลื่อนบนพื้นเซี่ยสุ่ยจวี้เซถลาล้มลงนั่งกองกับพื้น กระโปรงผ้าแพรสีอ่อนปลิวรุ่ยอย่างไม่เป็นระเบียบเส้นผมบางส่วนหลุดจากปิ่นที่ปักไว้ปรกแก้มแดงจัดเพราะมือเผลอคว้า หญิงสาวทั้งตกใจและอับอายนัยน์ตาสั่นระริกพลางมองไปรอบๆ
เสียงผู้คนโดยรอบพลันขาดหายไปชั่วขณะก่อนจะมีเสียงซุบซิบดังระงม “โอ้ ถ้วยชาหยกแตกเสียแล้ว!”
“นั่นเป็นของสะสมหายากมิใช่หรือ?”
“นางทำเช่นนั้นได้อย่างไร”
ทุกสายตาเบนมามองภาพตรงหน้าสตรีสูงศักดิ์ผู้หนึ่งล้มพับอยู่กลางแสงโคมโดยมีเศษถ้วยชากระจายรอบตัวเป็นฉากหลังที่น่าอับอายยิ่งนัก แต่สิ่งที่น่าฉงนที่สุดคือเงาของบุรุษร่างสูงผู้เคยยืนอยู่ตรงนั้นกลับหายไปจากจุดเกิดเหตุในพริบตาราวกับไม่เคยปรากฏตัวอยู่ตรงนั้น
ฟ่านหนิงยกปลายนิ้วปิดปากกลั้นหัวเราะ มุมตาทอแววสะใจแต่สีหน้ายังคงเรียบเฉยดังเดิม ส่วนจางไป๋ซินก็ยืนนิ่งสงบเหมือนไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้นราวกับว่าความโกลาหลนี้เป็นเพียงภาพลวงตา ไม่ได้เกี่ยวข้องแต่อย่างใด
ขณะที่หญิงสาวที่ทุกคนคิดว่าเป็นผู้ก่อเหตุค่อยๆยันตัวขึ้นยืนยังคงตัวแข็งอยู่ตรงนั้น ใบหน้าซีดขาวไร้สีเลือด ริมฝีปากเม้มแน่นสั่นสะท้านจนแทบทรงกายไม่อยู่ เจ้าของตำหนักที่เร่งเดินมาที่จุดเกิดเหตุสายตาของเสียนไท่เฟยตวัดกวาดจากศีรษะลงมาถึงปลายเท้า มองอย่างเย็นชาก่อนเอ่ยเสียงเยือกเย็นราวน้ำแข็ง “เจ้าทำหรือ?”
เซี่ยสุ่ยจวี้สะดุ้งโหยงนางเบิกตาโตอ้ำอึ้งไม่รู้จะกล่าวสิ่งใด เพราะเมื่อครู่เหมือนพื้นจะไหวเล็กน้อยขาทั้งสองข้างเสมือนถูกดึงจนนางเสียหลัก เซล้มไปชนแท่นวางถ้วยชาจนแตกละเอียด
ขณะที่เสียงซุบซิบเริ่มดังขึ้นในหมู่แขกและนางกำนัลที่อยู่รอบข้าง ในจังหวะนั้นเองฮูหยินเซี่ยก็รีบเดินมาถึงนางเข้ามายืนเคียงบุตรี สีหน้าหวาดหวั่นอย่างยิ่งแต่ยังไม่ทันได้เอ่ยแก้สถานการณ์ขณะเดียวกันม่านด้านในถูกเปิดออก
ฮ่องเต้เสด็จออกมาดูสถานการณ์ด้วยสีหน้าเข้มทุกคนต่างพร้อมใจรีบถอยแหวกออกเปิดทางอย่างหมายความว่าพวกตนไม่เกี่ยวเหลือเพียงเซี่ยสุ่ยจวี้ที่หัวเข่าสั่นระริกยืนข้างๆ มารดาสุดท้ายนางก็รีบทรุดตัวคุกเข่าลงกับพื้นเสียงดังตุบ ฮูหยินเซี่ยก็ตกใจคุกเข่าตามไปข้างบุตรีทันที
“เมื่อครู่หม่อมฉัน...” เซี่ยสุ่ยจวี้เอ่ยเสียงสั่น แต่ไม่ทันกล่าวต่อ คำว่า ‘ไม่ได้ทำ’กลับติดอยู่ที่ริมฝีปากเพราะภาพที่เห็นตรงหน้าชัดเจนนักทุกคนก็มองเห็นว่านางเป็นผู้ล้มชนจนถ้วยชาชุดนั้นแตกเองเอ่ยไปก็จะเท่ากับโกหก
จากนั้นเสียนไท่เฟยจึงถอยก้าวไปยืนข้างฮ่องเต้ใบหน้าเคร่งตึงเอ่ยเสียงหนักแน่น “ถ้วยชาชุดนี้เป็นของล้ำค่าฮูหยินแม่ทัพเหนือส่งมาในวันครบรอบคล้ายวันเกิดสี่สิบปีของข้า มีค่ามากเกินเปรียบคุณหนูสามสกุลเซี่ย เจ้าจะรับผิดชอบอย่างไร?”
เซี่ยสุ่ยจวี้ใบหน้าซีดเผือด น้ำตาคลอหน่วยไม่อาจตอบสิ่งใดได้ นางก้มหน้าจนปลายคางชิดอก ร่างทั้งร่างสั่นเทา
ส่วนบุรุษผู้ปกครองแผ่นดินยังไม่ตรัสสิ่งใดเพียงเดินไปประคองแขนเสียนไท่เฟยที่เปรียบเหมือนมารดาคนที่สองตรัสเสียงเรียบกลับสตรีสูงวัย“เสด็จแม่เล็ก โปรดระงับโทสะเถิด ร่างกายของท่านสำคัญกว่า” จบคำนางกำนัลก็รู้งานจึงรีบยกเก้าอี้ออกมาให้เสียนไท่เฟยนั่งลงเสียก่อนแล้วพระองค์จึงหันมามองเซี่ยสุ่ยจวี้ด้วยสายตาดุดัน ตรัสถามด้วยเสียงก้องกังวาน “คุณหนูสามสกุลเซี่ยเจ้ายอมรับหรือไม่ว่าเป็นผู้ชนแท่นจัดแสดงจนชุดถ้วยชาหยกแตกจริง?”
หญิงสาวที่คุกเข่าอยู่ก้มหน้าลงต่ำ กล่าวเสียงแผ่วแทบขาดหาย “เพคะ”เสียงถอนหายใจหนักหน่วงดังขึ้นจากเสียนไท่เฟยขณะเดียวกันฮ่องเต้ก็ส่ายศีรษะช้าๆ ราวกับผิดหวังนัก
“แต่เมื่อครู่” หญิงสาวยังคงเอ่ยต่อ “เหมือนมีบางสิ่งมาดึงขาหม่อมฉันเพคะไม่ใช่หม่อมฉันที่เดินไม่ดี ทำให้ล้มแล้วไปชนถ้วยชาแตกเพคะ” เซี่ยสุ่ยจวี้เอ่ยแก้ตัวเสียงสั่นคล้ายจะร่ำไห้ในไม่ช้า
“หืม!” ฮ่องเต้ขึ้นเสียงเข้ม “นี่เจ้าทำผิดยังจะโทษลมโทษฟ้าอีกหรือ! คุณหนูสามสกุลเซี่ยไร้ความสำรวม ทำผิดแล้วยังโทษผีสางไร้สาระทั้งทำลายของล้ำค่าของเสียนไท่เฟย!”
ขณะนั้นเองเซี่ยสุ่ยจวี้กำลังจะอ้าปากเถียงว่านางไม่ได้จะทำจริงๆแต่แขนกลับถูกมารดาดึงไว้แน่น ฮูหยินเซี่ยส่ายศีรษะห้ามปรามเพราะรู้ว่าพูดไปก็เท่ากับก่อความผิดเพิ่ม
ฮ่องเต้จึงตรัสต่อด้วยเสียงขึงขัง “เรื่องนี้จำต้องมีโทษไม่อาจละเว้นได้ แต่บิดาของเจ้า ขุนนางเซี่ย เป็นผู้ซื่อสัตย์ทำงานเพื่อบ้านเมืองเราจึงไม่ลงโทษรุนแรงต่อร่างกาย ทว่าความผิดนี้เจ้าเลี่ยงมิได้ เราจะลดฐานะเจ้าจากคุณหนูขั้นสองลงเป็นคุณหนูขั้นห้า และจะมิอาจเลื่อนขึ้นอีก!”
คำประกาศดังก้องกลางโถง งานเลี้ยงทั้งงานพลันเงียบสงัดราวกับแม้แต่เสียงลมหายใจยังหายไปมีเพียงฮูหยินเซี่ยที่รีบก้มโขกศีรษะกล่าวเสียงสั่น “ขอบพระทัยฝ่าบาท”
ท่ามกลางสายตาทุกคู่จับจ้องที่ร่างเล็กของเซี่ยสุ่ยจวี้ด้วยความตกตะลึงบ้างก็งุนงง บ้างก็สงสาร แต่มีเพียงผู้หนึ่งที่แตกต่างฟ่านหนิงที่ยืนอยู่มุมด้านข้างเผยยิ้มเย็นในแววตาโดยไม่ปิดบังพลางคิดในใจอย่างเยาะหยัน ‘เป็นอย่างไรเล่า? ที่เจ้าเคยโอ่อวดว่าฐานะสูงส่ง ที่เคยกล่าวว่า ‘ฐานะสูงส่งย่อมร่วงหล่นลงได้ง่าย’ วันนี้เจ้าก็ได้ลิ้มรสแล้วมิใช่หรือ...เข้าใจหรือยัง?’ สายตาของนางฉายแววคมกล้า
หลังจากนี้งานเลี้ยงใดๆก็อย่าหวังว่าจะมีผู้ใดส่งเทียบเชิญให้เจ้า เจ้าจะกลายเป็นตัวตลกต่ำต้อยกว่าแม้เหล่าคุณหนูขั้นห้าด้วยกันเสียอีกรอวันถูกสหายทั้งหลายไม่เห็นหัว แล้วถูกเหยียบย่ำเถิด
บรรยากาศทั้งโถงยังคงหนักอึ้ง แต่ในใจของฟ่านหนิงกลับรู้สึกเบาสบาย
[1] นกกระจอกน้อยได้เจอเจ้าของรวงข้าว(ผู้ที่ดูธรรมดาแต่ได้พบเจอคู่ที่เป็นผู้สูงศักดิ์กว่า)