ชะตาฟ้าลิขิตสวรรค์

ตอนที่ 209 ผ่าน

        “อคไตสมแล้วที่เป็นยอดขุนพลแม้ว่าข้าจะใช้การโจมตีที่รุนแรงที่สุดก็ยังไม่อาจสร้างบาดแผลฉกาจให้เขาได้”แววตาที่เสียดายหนิงเฟยหลงทะยานร่างเข้าส่วนลึกของป่าตรงไปเขาจ้าวอู่

         

        “เจ้านี่โลภมากจริงเดี๋ยวก็พุงแตกตายเสียหรอก แค่นี้ก็ดีแล้วมิใช่รึ?” เสียงเล็กของสตรีแสดงความไม่พอใจอยู่หลายส่วนหญิงสาวเบ้ปากมองตามชายหนุ่มที่อยู่เบื้องหน้าการต่อสู้ของหนิงเฟยหลงนับว่าอันตรายมากฝั่งนั้นเป็นถึงยอดขุนพลหากพลาดพลั้งก็คงอันตรายถึงชีวิตแต่เขากลับทำสีหน้าเสียดายเนี่ยนะ รอดมาได้ก็บุญหนักหนาแล้ว!

         

        เฟิงเหลยได้แต่หัวเราะแห้งๆ พลางมองสหายของเขาที่กลายเป็นสัตว์ประหลาดไปแล้ว

         

        ทั้งสามกลับมาถึงค่ายได้อย่างปลอดภัย...

         

        ห้าวันถัดมาข่าวที่น่ายินดีก็ส่งมาถึง

         

        “กองทัพตะวันตกขับไล่กองทัพคนเถื่อนได้สำเร็จเตมูร์ข่านถอยทัพแล้ว กองทัพใหญ่รุกคืบยึดคืนเขตหานเก่าเวลานี้เข้าใกล้เขตจ้าวเก่าแล้วทางจอมทัพมีคำสั่งเรียกกองทัพพยัคฆ์ขาวเข้าร่วมภารกิจไล่ล่า”หนิงเฟยหลงเอ่ยด้วยรอยยิ้ม สถานการณ์นี้คือสิ่งที่เขาต้องการ

         

        เฟิงเหลยดูตื่นเต้นมากกว่าใคร“ฮ่าฮ่า ในที่สุดไอ้ฝูงหมาป่าพวกนั้นก็ถูกไล่ต้อนกลับป่าไป”

         

        “ถ่ายทอดคำสั่งรื้อค่ายเราจะเดินทางออกจากเขาจ้าวอู่มุ่งหน้าสู่เส้นทางพยัคฆ์ขาวชาวบ้านที่ติดตามเรามาตลอดแจกจ่ายเสบียงให้เพียงพอต่อการเดินทางกลับภูมิลำเนาของตนเองส่วนใครที่พร้อมจะเล่นศึกต่อก็ให้ตามทัพพยัคฆ์ขาวมา”

         

        ชายหนุ่มออกคำสั่งใบหน้ายังคงเปื้อนยิ้มเขารู้สึกราวกับยกก้อนหินทีหนักอึ้งออกไปการที่ต้องแบกชีวิตผู้คนหลายพันไว้บนบ่ามันค่อนข้างหนักหนาทีเดียวในสภาพการณ์ที่น่าอึดอัดใจ

         

        ระหว่างที่ทุกคนกำลังดีใจเรื่องข่าวการถอยทัพของคนเถื่อนก็มีเพียงโต่วเยี่ยนฉวี่เท่านั้นที่ยังนิ่งเงียบทันใดนั้นคิ้วของหญิงสาวก็ขมวดมุ่น “พวกเจ้าลืมเรื่องอะไรไปหรือเปล่า?”

         

        “หืม?”หนิงเฟยหลงมีท่าทีสนใจในคำถามของหญิงสาว “ใช่เรื่องของกลุ่มลึกลับหรือไม่?”

         

        “เจ้าไม่ลืม”หญิงสาวอุทานเบา ๆ เฟิงเหลยก็หรี่ตาลง เขาเกือบลืมเรื่องนี้ไปได้ยังไง?

         

        “เรื่องนี้ซับซ้อนเกินกว่าจะใช้เวลาเพียงไม่กี่วันค้นหาความจริงจ้าวหยางเจี๋ยยังไม่กลับมา หานป๋อก็ไม่เคลื่อนไหว หลาย ๆสิ่งที่เราคาดเดาไว้ก็อาจจะไม่ถูกต้องช่างมันเถอะรอดูท่าทีเจ็ดสำนักใหญ่ ไม่แน่ว่าอีกไม่นานคำสั่งก็จะมาถึงแล้ว”ประกายแสงฉายวาบในดวงตาชายหนุ่ม ดวงตาก็กลับมาเรียบเฉย

         

        เขาไม่อยากนำปัญหามาใส่ตัวอีกอะไรที่หลีกเลี่ยงได้ก็สมควรหลีกเลี่ยงเห็นทีปัญหานี้คงไม่พ้นความวุ่นวายในราชสำนัก เขาไม่อยากมีเอี่ยวด้วย

         

        ...

         

        เส้นทางพยัคฆ์ขาว

         

        กองทัพพยัคฆ์ขาวห้าพันนายที่นำโดยหนิงเฟยหลงมาตั้งทัพรอกองทัพใหญ่อยู่ที่นี่

         

        ทว่าสิ่งที่เขาพบเจอก่อนกองทัพใหญ่จะมาเป็นกองทหารคนเถื่อนที่เคลื่อนที่หนีมาทางนี้

         

        ทหารสองฝ่ายเข้าปะทะกันทันทีที่เห็นหน้าผู้นำทหารคราวนี้ไม่ได้มีฝีมืออะไรเพียงเฟิงเหลยลงมือก็จัดการได้อย่างเรียบร้อย

         

        “ข้าสงสัยเหลือเกินว่าเมื่อไหร่กองทัพใหญ่จะมา”สิ้นเสียงของหญิงสาว แผ่นดินก็พลันสั่นสะเทือนยาว มองจากระยะไกลเห็นธงอักษรตะวันตกปลิวไสวตามมาด้วยทหารนับไม่ถ้วนดูละลานตา

         

        “พวกเขามานู้นแล้วอย่างไรพวกเราลงม้าต้อนรับเถอะ” หนิงเฟยหลงเคร่งขรึมลงสายตาจดจ้องกองทัพนับแสนที่กำลังเคลื่อนพลเข้ามาอย่างฮึกเหิมกองทัพพยัคฆ์ขาวของเขาดูเล็กน้อยไปเลย

         

        ไม่นานก็มีนายทหารผู้หนึ่งขี่ม้าเข้ามาแต่ไกลสวมชุดเกราะเต็มยศลวดลายเป็นชุดบ่งบอกถึงตำแหน่งที่ไม่ธรรมดา “ใครคือแม่ทัพของพวกเจ้า”

         

        หนิงเฟยหลงก้าวเดินออกมาทำความเคารพอย่างทหาร“ข้าน้อยเหวินเหลียงรักษาการณ์ตำแหน่งแม่ทัพพยัคฆ์ขาวชั่วคราว”

         

        ชายผู้นั้นเหลือบมองหนิงเฟยหลงครู่หนึ่งแล้วก็เอ่ยขึ้นอย่างไม่แยแส“เดินตามข้ามา”

         

        ‘เดิน?’ คิดว่าเขาโง่หรือไง? แม่ทัพที่ไหนจะเดินตามถึงแม้เขาจะเป็นผู้รักษาการณ์แต่ก็ได้ชื่อว่าแม่ทัพคนหนึ่งไหนเลยจำต้องลดเกียรติถึงเพียงนั้น“ในเมื่อเจ้าให้ข้าเดิน ได้ข้าจะเดิน” เขาคลี่ยิ้มขึ้น แววตาเต็มไปด้วยการหยอกล้อ

         

        นายทหารคนนั้นตั้งแต่กล่าวจบก็ไม่ได้สนใจควบม้ากลับตรงไปในกองทัพโดยไม่ทันสังเกตเลยว่าชายหนุ่มที่เขาดูถูกได้เดินติด ๆ ตัวเขามาด้วยทว่าไม่ใช่บนพื้น แต่เป็นบนอากาศด้านข้างเทียบหัวของเขาเลย

         

        สายตาทหารมากมายจดจ้องมาที่นายทหารผู้นั้นไม่นานเขาก็สังเกตเส้นสายตาที่ส่งมาอย่างขำขัน “ทหารชั้นเลวขี้ข้าบังอาจหัวเราะเยาะข้าอย่างงั้นเรอะ!”

         

        เขาขู่ตวาดออกไปใบหน้าของทหารเหล่านั้นก็เปลี่ยนฉับพลันคนผู้นี้ขึ้นชื่อว่าโหดร้ายและหยิ่งผยอง ไม่มีใครกล้าหาเรื่องเขา ความอาฆาตของเขาเป็นที่ลือเลื่องในกองทัพด้วยตำแหน่งที่สูงส่งและคนหนุนหลังที่มีอำนาจทำให้เขากล้าที่จะทำอะไรก็ตามในกองทัพแห่งนี้

         

        “ขอบคุณที่มาส่งนะสหายไม่ทราบว่าจอมทัพรอข้าอยู่ที่ใด?” เสียงคุ้นหูดังขึ้นข้างกาย นายทหารผู้นั้นก็หัวซ้ายแลขวาอย่างตื่นตระหนกทว่าก็ไม่เห็นผู้ใดแต่เขาสังเกตใบหน้าที่แปลกประหลาดของทหารเหล่านั้นจึงมองตามเส้นสายตาไป

         

        “เจ้า!” ใบหน้าของนายทหารยศสูงก็พลันแดงก่ำ เขาคำรามอย่างโกรธเกรี้ยว “ไอ้บ้านี่กล้าเดินบนหัวข้าเชียวเรอะแกคงไม่อยากตายดีใช่ไหม?”

         

        “อ้อข้าขอผ่านหละ เรื่องตาย...ข้ายังไม่คิดถึงมันหรอกหากเจ้าคิดถึงก็เชิญตายตามสบายเถอะ” หนิงเฟยหลงย้อนด้วยใบหน้ายิ้มแย้มร่างเขาก็กลายเป็นสายลมตรงไปยังที่ทหารม้าหลายร้อยนายคุ้มกันกลางกองทัพ

         

        ชายชราร่างสูงที่อยู่บนรถม้าศึกท่ามกลางทหารม้าหลายร้อยตัวเห็นเหตุการณ์ทั้งหมดก็ระเบิดเสียงหัวเราะ เขาไม่เคยเห็นหลายชายตัวเองหัวเสียขนาดนี้มาก่อนนี่คงเจอคู่ต่อสู้สมน้ำสมเนื้อกันแล้วไม่สิคนผู้นี้อาจปราบพยศม้าคลั่งตัวนี้ได้

         

        “ข้าน้อยเหวินเหลียงรักษาการณ์ตำแหน่งแม่ทัพพยัคฆ์ขาวคำนับจอมทัพตะวันตก”หนิงเฟยหลงทำความเคารพอย่างให้เกียรติคนผู้นี้เป็นบุคคลผู้น่านับถือเขาทำความเคารพด้วยความเต็มใจ

         

        ก่อนหน้านี้เขาได้ติดตามข่าวการศึกทางตะวันตกพื้นที่หานเก่ามาตลอดกองทัพทั้งสองเผชิญหน้ากันอย่างไม่มีใครยอมใครจอมทัพทั้งสองเข้าโรมรันกันในศึกอย่างห้าวหาญ ฝากบาดแผลฉกาจไว้ที่ไหล่ซ้ายของข่านผู้ยิ่งใหญ่

         

        ทว่ากลับกันเขาเองก็ได้รับบาดเจ็บที่ต้นขาทำให้ตนเองยืนเดินลำบากแต่ถึงอย่างนั้นเข้าก็ยังเลือกเดินทางด้วยรถศึกจนมาถึงที่นี่

         

        “ยอดเยี่ยม! แผ่นดินชิงเฉวียนมีเมล็ดพันธุ์ที่ดี ข้าได้ข่าวการศึกที่นี่มาหมดแล้วเจ้าช่วยเหลือพวกเราไว้ได้มากสาเหตุหลักที่พวกมันต้องถอยทัพเพราะเสบียงที่ถูกส่งมาสองครั้งก็ถูกเจ้าทำลายไปทั้งสองครั้งดินแดนเหนือไม่อุดมสมบูรณ์ยากแก่การเพาะปลูกกว่าจะเก็บเกี่ยวเสบียงได้อีกครั้งก็ต้องรอไปอีกหลายเดือนมันจึงเลือกถอยทัพอย่างจำใจพวกมันคงคลั่งแน่ ๆ ถ้ารู้ว่าผู้นำก่อการคือเด็กหนุ่มอย่างเจ้า”

         

        จอมทัพหัวเราะดังลั่นเขามีความสุขจริงๆ จากนั้นเขาก็หรี่ตาลงเพ่งพินิจชายหนุ่มเบื้องหน้าอย่างละเอียด

         

        หนิงเฟยหลงพลันรู้สึกอึดอัดราวกับถูกชายชรามองมาที่ร่างเปลือยเปล่าอย่างปกปิดอะไรไม่ได้

         

        “แก่นแท้พลังขั้นแปด?”จอมทัพมีสีหน้าแปลกใจ จากนั้นสีหน้าก็ค่อย ๆ กลับมาเรียบเฉย “เจ้าหนุ่มเจ้าคงอำพรางฝีมือได้แนบเนียนแม้แต่ตาแก่อย่างข้าก็ยังไม่เห็นพลังที่แท้จริงของเจ้า เจ้านี่ไม่ธรรมดาเลย”

         

        จอมทัพเข้าใจว่าหนิงเฟยหลงมีวิชาปกปิดพลังจึงพูดออกไปเช่นนั้นข่าวที่เขาได้รับมาคือการต่อสู้ที่ดุเดือดของชายหนุ่มกับสามขุนพลคนเถื่อนสังหารหนึ่ง เสียแขนหนึ่ง ไม่รู้ผลหนึ่ง เป็นไปไม่ได้เลยที่แก่นแท้พลังขั้นแปดจะทำได้ด้วยตัวคนเดียวให้ตายเขาก็ไม่เชื่อ หากไม่ใช่เพราะปกปิดพลังก็มีอีกสาเหตุคือต้องมีคนช่วยแต่ใครจะรู้ว่าสิ่งที่ไม่คาดคิดกลับเป็นความจริงพลังยุทธ์ขั้นแปดแก่นแท้พลังนั่นคือระดับพลังที่แท้จริงของหนิงเฟยหลงแล้ว

         

        ทว่าแก่นแท้พลังขั้นแปดของเขาไม่เหมือนใครก็เท่านั้น...

         

        หนิงเฟยหลงแสร้งหัวเราะขึ้นเมื่อเห็นสีหน้าคาดหวังของจอมทัพชรา“ท่านจอมทัพกล่าวเกกินไปแล้ว ข้าน้อยก็เป็นเพียงแก่นแท้พลังตัวน้อย ๆ เท่านั้น”

         

        จอมทัพได้ฟังก็มุ่นคิ้วก่อนจะคลายออก“เอาเถอะ ในเมื่อเจ้าไม่เต็มใจบอกข้าก็จะไม่ซักไซ้”

         

        “ขอบคุณขอรับ”หนิงเฟยหลงยิ้มบาง ลอบถอนหายใจในใจ

         

        “ฟังคำสั่ง!” อยู่ ๆ เสียงของจอมทัพชราก็แข็งกร้าวขึ้นทำเอาชายหนุ่มที่อยู่ใกล้สะดุ้งโหยง“ด้วยความชอบที่เจ้ามี ข้าถอนข้อกล่าวหา และโทษทัณฑ์ทุกกรณีให้แก่เจ้าและกองทัพที่ติดตามสู้รบตลอดมา นับแต่นี้ให้ทหารกลับคืนสู่กองทัพพยัคฆ์ขาวอย่างเป็นทางการแต่งตั้งจ้าวหยางเจี๋ยเป็นแม่ทัพค่าย อัจฉริยะทั้งสามที่ประจำการผ่านการทดสอบ”

         

        หนิงเฟยหลงเบิกตากว้างนี่นับเป็นข่าวดียิ่งเขาและสหายทั้งสองผ่านการทดสอบแล้ว!

         

        เขาหุบยิ้มไม่อยู่จริงๆ จนเกือบจะลืมขอบคุณจอมทัพ “ขอบคุณจอมทัพ”

         

        “ไม่ต้องเกรงใจนี่เป็นสิ่งที่เจ้าควรได้รับเจ้ารีบไปรายงานตัวที่ชายแดนเถอะผู้อาวุโสยอดสำนักคงรอพวกเจ้าอยู่ที่นั่นแล้ว”จอมทัพเอ่ยด้วยรอยยิ้มที่เมตตาจากนั้นก็ยื่นตราพยัคฆ์ขาวทั้งสามให้นานแล้วที่เขาไม่พบเจอเยาวชนผู้กล้า หนิงเฟยหลงเป็นหนึ่งในคนที่เขานับถือและเช่นกันจอมทัพชราเองก็เป็นผู้ที่ชายหนุ่มให้ความนับถือ

         

        “ขอบคุณขอรับ”

         

        “ไปเถอะ...”

         

        หนิงเฟยหลงทะยานร่างผ่านไปชายชราก็ทอดสายตามองไกลเขาชักอยากจะเห็นเส้นทางในอนาคตของบุรุษหนุ่มผู้นี้แล้วสิทว่าเขาเองก็อยู่ได้อีกสักกี่ปี ตั้งแต่สงครามเมื่อห้าร้อยปีก่อนเขาอิดโรยลงเรื่อยๆ แล้ว

         

        เมื่อมีคนรักก็ต้องมีคนชังสายตาชิงชังหนึ่งส่งมาให้เขาด้วยเช่นกันสายตาอาฆาตแค้นยิ่ง “ไอ้รักษาการณ์แม่ทัพสารเลวเอ๊ย กล้าเหยียบหัวข้าอย่าให้ตกอยู่ในกำมือข้าละกันไม่งั้นพ่อจะเชือดให้ดู หึ!”

         

        หนิงเฟยหลงทะยานร่างหอบรอยยิ้มปริ่มมาเฟิงเหลยและโต่วเยี่ยนฉวี่ก็อดจะที่ถามด้วยความตื่นเต้นไม่ได้

         

        “เป็นอย่างไร?”

         

        “ผ่าน”

         

        “.....” ทั้งสามมองหน้ากันก่อนจะระเบิดเสียงหัวเราะออกมา

         

        “ไปกันเถอะผู้อาวุโสยอดสำนักรอพวกเราไปรายงานตัวอยู่”หนิงเฟยหลงโยนตราพยัคฆ์ขาวอีกสองให้สหายก่อนจะเร่งทะยานร่างมุ่งขึ้นอย่างมีความสุขทั้งสองก็ทะยานร่างตามไปด้วยรอยยิ้มที่ยากจะหุบ

         

        พวกเขากำลังเข้าใกล้ความฝันแล้วจะไม่ให้ดีใจได้อย่างไร? ความฝันนี้เป็นความใฝ่ฝันที่ยิ่งใหญ่ในทวีปชิงเฉวียนไม่มีอะไรจะดีไปกว่าการได้เป็นหนึ่งในศิษย์สำนักศักดิ์สิทธิ์อีกต่อไปแล้วเพียงแค่คำว่าศิษย์ของยอดสำนักก็ทำให้ผู้คนทั่วไปหวาดกลัวได้แล้ว

         

        สำนักศักดิ์สิทธิ์เป็นขุมกำลังที่ยิ่งใหญ่ทรงพลังขนาดไหนผู้คนย่อมรู้กิตติศัพท์เรื่องนี้ดีแม้แต่สมาพันธ์การค้าที่รวบรวมผู้ฝึกยุทธ์เก่งกาจทั่วทั้งสี่ทวีปก็ไม่อาจแข่งบารมีกับยอดสำนักทั้งเจ็ดได้

         

        ..........