ซือเฟิงหลง ภาคทะยานสู่เซียนเจี้ย

    ตอนที่ 23 ภูติเพลิงสัตตบงกช


    ตอนที่23 ภูติเพลิงสัตตบงกช


     

            ซือเฟิงหลงเดินผ่านร่างของกู้เจี้ยนเหลยไป

            ค่อยๆ สำรวจถ้ำ กระทั่งพบรอยแยกของผนังเป็นช่องแคบคดเคี้ยววกวน เดินอยู่ในความมืดครู่ใหญ่ก็มาโผล่เหนือบ่อลาวาจริงๆ

         แทนที่จะเรียกว่าบ่อลาวาควรเรียกว่าธารลาวาจะถูกต้องมากกว่า เบื้องล่างชะง่อนผาศิลาดำเหมือนมีแม่น้ำสีแดงอมดำอันหนืดข้น พ่นไอร้อนเดือดปุดๆ ความร้อนแผ่พุ่งออกไปรอบด้านส่งผลให้ภาพเงาบิดเบี้ยว ลาวาไหลเอื่อยจากลำธารฝั่งซ้ายไปฝั่งขวาหากมุ่งหน้าไปตามการไหลอาจจะพบทางออกจริงก็เป็นได้

            แต่กว่าจะพบบ่อลาวาได้ไม่ใช่เรื่องง่ายได้มาเจอของดีเข้าโดยบังเอิญเช่นนี้ ซือเฟิงหลงดีใจจนน้ำตาแทบไหลต้องกดข่มความยินดีไม่ให้ร้องตะโกนออกมาจนตัวสั่นโชคดีที่นักพรตน้อยผู้นั้นไม่สงสัยแล้วยอมจากไปไวกว่าที่คิด

            เดิมทีเขาคิดว่ารอให้วิชาหมัดทะลวงถึงคอขวดระดับกลางสูงสุดทุกธาตุก่อนแล้วค่อยขอให้ศิษย์พี่พาไปบ่อลาวา ดำน้ำลงสู้ใต้บาดาล ออกตามหาตาพายุในเมื่อยามนี้ได้พบบ่อลาวาแล้ว ย่อมต้องฉวยโอกาสใช้ประโยขน์จากมันให้มาก

            “จะว่าไปแล้ว พวกเจ้าก็ไม่ได้เลวร้ายนักคนจะนอนก็อุตส่าห์ส่งหมอนมาให้”

            เสียงหัวเราะทะเล้นดังขึ้นก่อนร่างสีขาวจะกระโดดเหยียบไปตามโขดหิน ย้อนทวนกระแสลาวา มองหาพื้นที่เหมาะๆที่ใครก็หาเขาไม่พบง่ายๆ เพื่อใช้ในการฝึก

            ซือเฟิงหลงมาหยุดอยู่เหนือแอ่งลาวาแอ่งหนึ่งที่กำลังหมุนวนคล้ายกับกระแสน้ำวนอยู่ใจกลางบ่อ

            ที่กึ่งกลางวังวนลาวามีบุปผาดอกหนึ่งเบ่งบานท้าทายกฎสวรรค์ราวกับดอกบัวเพลิง กลีบแต่ละกลีบมีเปลวอัคคีลุกไหม้ กลางเกสรดอกมีแก่นพลังธาตุไฟกำลังเปล่งประกายโชตช่วงประเดี๋ยวก็แตกปะทุ ประเดียวก็ซีดหม่น เป็นเช่นนี้ครั้งแล้วครั้งเล่าบางคราวที่รัศมีของมันโชตช่วงขึ้น ก็จะมีเงาร่างมนูษย์จิ๋วปรากฏอย่างเลือนราง

            ซือเฟิงหลงขยี้ตามองหลายครั้งก็ยังเห็นอยู่เช่นเดิม

            ดวงตาของเขาเปล่งแสงเรืองรองราวกับมีกลุ่มดาวต่างๆ ทยอยปรากฏขึ้น กลุ่มแล้วกลุ่มเล่าเปลี่ยนแปรไม่สิ้นสุดทันใดนั้นก็ปรากฏเงาแสงสีทองสะท้อนจากดวงตา เดิมเป็นภาพหมอกควันท่ามกลางไอร้อนก่อนจะก่อรูปร่างคล้ายกลุ่มดาวเชื่อมประสานจากนั้นก็เปลี่ยนเป็นอักขระโบราณอ่านความหมายไม่ออกลอยตัวเป็นแนวตั่งประหนึ่งโซ่เส้นยาว ล้อมวนรอบดอกบัวประหนึ่งค่ายกล

            ซือเฟิงหลงเบิกตากว้าง สิ่งที่เขากำลังเห็นคือการถือกำเนิดของสิ่งมีชีวิตใช่หรือไม่?

            แต่ดูเหมือนจะยังขาดบางอย่างจึงทำให้มันไม่สามารถก่อรูปร่างขึ้นมาได้อย่างถาวรทำได้เพียงเกิดขึ้นแล้วดับลง ไม่ต่างจากดอกไม้ไฟดอกหนึ่ง

            หรือภูตตนนี้จะต้องเผาไหม้แก่นวิญญาณของมันไปเช่นนี้จนมอดม้วยสลายไปเพียงเพื่อความพยายามที่จะสำเร็จมรรคผลขั้นแรกนี้

            ความคิดนั้นพลันทำให้ดวงจิตของซือเฟิงหลงว่างเปล่าเข้าสู่สภาวะสุญญตาในชั่วขณะจิต

            เมื่อมองไปยังภูติเพลิงสัตตบงกชอีกครั้งภาพที่เห็นกลับแจ่มชัดยิ่ง ขณะแก่นวิญญาณพยายามก่อรูปเพลิงได้ลุกเผาไหม้ธาตุไม้ที่เจือปนอยู่ในอากาศอันจำกัด นำทองที่หลอมละลายมาก่อเป็นโครงอาศัยไอน้ำประคองไม่ให้สลายเร็วเกินไป และยึดรั้งทุกสิ่งไว้ด้วยดินและหินจากธารลาวา

            ทว่าเพลิงนั้นรุนแรงเกินไป ธาตุไม้เป็นเพียงเชื้อบางเบาน้ำซึ่งมีอยู่น้อยนิด ทำให้รูปร่างที่ก่อขึ้นคงอยู่ได้เพียงชั่วขณะก่อนจะแตกสลายลงอีกครั้ง

            ราวดอกไม้ไฟที่ผลิบานแล้วดับสูญ

            ซือเฟิงหลงทอดตามองภาพนั้นอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะถอนหายใจเบาๆ “บำเพ็ญมานานจนเกิดสติปัญญา มิใช่เรื่องง่ายจริงๆ”

            เขากล่าวอย่างราบเรียบ ดวงตาใสกระจ่าง “ข้าจะช่วยส่งเสริมเจ้าก็แล้วกัน”

            จิตของซือเฟิงหลงเคลื่อนไหวแทรกเข้าไปในถุงวิเศษเก็บสมบัติ เขากวาดมองวัตถุธาตุไม้ที่สะสมไว้ ก่อนจะหยุดลงที่กระบี่ไม้ท้อเล่มหนึ่ง

            มันคือของที่ยึดได้จากนักพรตปลอมผู้หลอกลวงชาวบ้านอ้างคาถาปราบผี รับจ้างกำจัดปีศาจ แม้ตัวนักพรตจะเป็นของปลอม คาถาอาคมจะเป็นเพียงลมปากแต่กระบี่ไม้ท้อเล่มนี้…กลับเป็นของจริง

            ซือเฟิงหลงกระชับด้ามกระบี่ใช้ปลายนิ้วลูบไปบนใบกระบี่ตั้งแต่โคนจรดปลาย

            ทันใดนั้น กระบี่ไม้ท้อก็เปล่งประกายสดปลั่งประหนึ่งต้นท้อที่ได้น้ำพุชีพหล่อเลี้ยง ไอน้ำบางเบาลอยวนอยู่รอบตัวมัน สดชื่นจนดูเป็นคนละขั้วกับดินแดนแห่งเพลิงซึ่งกำลังลุกไหม้แห่งนี้

            หลังจากปล่อยมือจากด้ามกระบี่ มันก็ค่อยๆลอยเข้าหาดอกบัวอัคคีอย่างช้าๆ

            พริบตาต่อมากระบี่ไม้ท้อก็ถูกดูดเข้าไปค้างอยู่เหนือใจกลางเกสร

            แก่นวิญญาณหมุนเร็วราวกับลูกข่างก่อเกิดลมหมุนเล็กๆ โอบล้อมกระบี่ไว้ เพลิงลุกโชน ไม้ถูกเผาไหม้อย่างรวดเร็ว แสงที่ปะทุขึ้นครั้งนี้เจิดจ้ายิ่งกว่าทุกคราก่อนหน้า

            เงาร่างที่เคยเลือนรางดุจเงาสะท้อนบนผิวน้ำบัดนี้เริ่มชัดเจนขึ้น เป็นเด็กที่ตัวเล็กจิ๋วคนหนึ่งกำลังนั่งขัดสมาธิอยู่ที่ใจกลางเกสรร่างกายครบถ้วนทว่าโปร่งแสง คล้ายดวงวิญญาณที่ไม่มีกายเนื้อสมบูรณ์

            ซือเฟิงหลงขมวดคิ้ว โยนวัตถุธาตุไม้เข้าไปอีกสามสี่ชนิด

            “ไม่พอหรือ?” เขาบ่นเสียงต่ำ “เจ้าตัวเล็กเพียงแค่นี้จะใช้ไม้วิเศษของข้าไปกี่ชิ้นกันแน่!”

            บ่นพลางลูบถุงพกเบาๆ ไม้ท่อนหนึ่งที่มีรอยไหม้ไม่หมดก็ปรากฏขึ้นซือเฟิงหลงมองมันนานกว่าชิ้นก่อนๆ

            “ไม้อู๋ถงฟ้าผ่าหาไม่ง่ายเลย หากกินชิ้นนี้เข้าไปแล้วยังไม่อิ่ม…ข้าก็ไม่มีอย่างอื่นให้เจ้าแล้วนะ”

            เขามองภูติดอกบัวอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะตัดใจโยนไม้ท่อนนั้นขึ้นสู่อากาศ จากนั้นกลั่นพลังธาตุน้ำของตนเองขึ้นที่ปลายนิ้วดีดหยดน้ำออกไปสามครั้ง หยดน้ำบริสุทธ์ประดุจน้ำค้างสารทฤดูก็ลอยวนรอบไม้ถงฟ้าผ่า

            ซือเฟิงหลงชี้ปลายนิ้วไปข้างหน้าทั้งไม้ทั้งน้ำค้างก็ลอยเข้าสู่ใจกลางดอกบัวอัคคี

            แสงหลากสีพลันเปล่งวาบ มลังเมลืองดุจแสงรุ้งประสานแสงดาวไม้ถงฟ้าผ่าค่อยๆ ถูกหล่อหลอมจนเล็กลง...เล็กลง กระทั่งกลืนหายไป

            ครู่ต่อมาบุปผาเพลิงก็ค่อยๆ หุบกลีบห่อหุ้มร่างเล็กนั้นไว้ภายใน

            ด้านนอก มีชั้นพลังบางเบาปรากฏขึ้นห่อหุ้มดอกบัวอัคคีไว้อีกชั้นหนึ่ง ประหนึ่งครรภ์ที่ก่อจากอากาศ ไม่ว่าความร้อนหรือลาวาหลอมเหลวใดๆ ก็ไม่อาจล่วงล้ำเข้าไปได้อีก

            ซือเฟิงหลงเบิกตามองทอดมองภาพนั้น ขนทั่วร่างลุกซูร่างกายสั่นสะท้านโดยไม่รู้ตัว

            แสงสีทองที่สะท้อนเข้าสู้ดวงตา คือภาพที่เขาไม่เคยเห็นที่ใดมาก่อน

            สหธาตุรวมเป็นหนึ่ง พลังปั่นป่วนในสุญญตา

            หนึ่งชีวิต…ถือกำเนิดขึ้นแล้ว!

            ซือเฟิงหลงพลันตระหนักรู้บางสิ่ง คล้ายแสงสว่างวาบหนึ่งผุดขึ้นท่ามกลางความมืดประหนึ่งสัจธรรมที่เคยซ่อนเร้น บัดนี้กลับเผยโฉมให้เขาเห็นโดยไร้การอำพราง

            ภาพนั้นคล้ายหน้ากระดาษว่างเปล่าที่จู่ๆ ก็ถูกฝีพู่กันขีดเขียน วาดออกมาเป็นภาพภาพหนึ่ง ทว่าเพียงชั่วพริบตา ภาพนั้นก็เลือนหายไปราวกับไม่เคยปรากฏ

            ตูม!

            เสียงดังสนั่นและพื้นใต้เท้าที่กำลังสั่นสะเทือนทำให้ซือเฟิงหลงจำต้องถอนจิตออกจากสมาธิที่เกิดขึ้นอย่างฉับพลัน

            เบื้องล่างลาวาพลันเดือดพล่านราวกับน้ำเดือดในกระทะร้อนบางอย่างพุ่งจากใต้สายธารลาวาที่กำลังระอุ ประหนึ่งงูยักษ์ที่ทำขึ้นมาจากหินหนืด

            เด็กหนุ่มสะกิดสะท้านขึ้นทั้งร่าง มองสิ่งมีชีวิตประหลาดตาโตก่อนจะรีบปลายเท้าหลบไปยืนบนหินอีกก้อนด้านหลัง ยังไม่ทันหายใจคล่องส่วนที่คล้ายหางของมันก็กวาดซัดเข้ามา

            เขาหลบหลีกครั้งแล้วครั้งเล่ากระทั่งขึ้นไปยืนบนจุดสูงที่สุดของชะงอนหิน ยามที่มองลงมาจากที่สุด เด็กหนุ่มยกมือขึ้นลูบอกพรูลมหายใจออกยาวเหยียด เบื้องล่างธารลาวากำลังเคลื่อนไหว บางอย่างที่คล้ายกับงูใหญ่ยักษ์กำลังเลื้อยวนอยู่รอบๆดอกบัวเพลิง

            ซือเฟิงหลงขมวดคิ้วนึกโมโหขึ้นมาครามครัน ตะโกนเสียงก้องสะท้อน “ข้าไม่ได้จะขโมยของเจ้าเสียหน่อยจำเป็นต้องดุร้ายเพียงนี้เชียวหรือ!”

            เบื้องล่างพลันเกิดกระแสวังลาวาไหลเชี่ยวก่อนที่ลำตัวยาวเรียวคล้ายงูที่ประกอบขึ้นมาจากหินลาวาจะค่อยๆ ชูคอขึ้นมาช้าๆ

            มันคืออสูรประหลาดที่คล้ายกับสิ่งมีชีวิตที่ไม่มีเลือดเนื้อผิวภายนอกล้วนสร้างขึ้นมาจากหินหนืดกึ่งหลอมเหลวกึ่งเย็นตัวผิวปูดตะปุ่มตะป่ำบางแห่งมันวาวคล้ายหินภูเขาไฟที่เย็นตัวแล้วหลายๆ ก้อนเรียงตัวกันเป็นผิวหนังมีรอยแยกระหว่างหินแต่ละก้อนเผยให้เห็นลาวาสีแดงอมส้มร้อนระอุไหลรินอยู่ภายใน

            ส่วนศีรษะของมันที่ค่อยชูขึ้นกลับคล้ายมังกรไม่มีเขาตาคือหินหลอมเหลวลุกโชนราวกำลังเผาไหม้ในเตาหลอม ยามที่มันแสยะปากกว้างลาวาเหลวข้นก็ไหลย้อยลงมาราวกับธารน้ำร้อนจากนรถ

            ซือเฟิงหลงหรี่ตามอง สองมือกำแน่นหัวใจเต้นสะดุด เมื่อเห็นว่าเจ้าสัตว์ประหลาดไม่ได้พุ่งความสนใจมาที่เขาอีกแต่กำลังหันไปมองบัวอัคคีที่กำลังอยู่ในสภาวะครรภ์สวรรค์

            มันคืออสูรประหลาดที่มีลักษณะน่ากลัวเป็นอย่างมากแต่ยามนี้ซือเฟิงหลงกลับรู้สึกว่า ลาวาที่ไหลย้อยลงมาจากปากของมัน ไม่ต่างจากน้ำลายของสุนัขจรจัดในหมู่บ้านยามที่มันจับจ้องเนื้อย่างในมือเขา

            มันคิดจะกินภูติตนนั้น!

            ในหูซือเฟิงหลงอื้ออึงด้วยลมแห่งเพลิงโทสะ

            “ข้าเสียของวิเศษไปมากมายเพื่อให้เจ้านั้นวิวัฒนาการสำเร็จแต่เจ้ากลับคิดจะกินมันงั้นหรือ?”

            เขาแตะถุงวิเศษค้อนตีเหล็กก็ปรากฏขึ้นในมือ

            “ข้าให้ชีวิตเจ้านั่นไปแล้ว หากเจ้าจะกินมันจงข้ามศพข้าไปก่อน!”

            เขาเหวี่ยงค้อนขึ้นพร้อมกระโจนลงไปชะง่อนหินที่เหยียบยืนอยู่เมื่อครู่พังทลายเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยทันทีร่างสีขาวพุ่งวาบจากบนลงล่างประหนึ่งดาวตก

            มังกรเพลิงลาวาสัมผัสได้อย่างรวดเร็วมันเงยหน้าขึ้นร้องคำรามเสียงดัง สะท้านสะเทือนไปทั้งโถงถ้ำลำธารเพลิง

            ลาวาหลอมเหลวร้อนระอุถูกพ่นออกมาจากปาก ราวกับดอกไม้ไฟพุ่งสู่เวหา

            ค้อนในมือซือเฟิงหลงไม่ต่างจากภูเขายักษ์หล่นร่วงกดดันจนอากาศใต้ค้อนแหวกออก ลูกไฟที่พุ่งเข้ามาถูกแรงกดทับทำให้ระเบิดออกก่อนจะทันได้ปะทะ

            มังกรเพลิงลาวาคำรามเกรี้ยวกราดอากาศรอบตัวบีบอัดเข้ามา ลมหายใจของซือเฟิงหลงติดขัดใบหน้าของเขาแดงก่ำราวกับคนขาดอากาศ กระนั้นค้อนในมือก็ยังคงพุ่งแหวกลงมาซัดเปรี้ยวเข้าที่ศีรษะของมัน เวลานั้นเขาถึงสูดอากาศเข้าปอดได้เฮือกใหญ่ค้อนที่สองเหวี่ยงตามติด เกิดเป็นท่วงทำนองของค้อนเพลิงผลาญ

            เจ้าสิ่งนี้คืออสูรที่เกิดจากลาวาหลอมเหลวน้ำของเขาไม่อาจต่อกรมันได้

            ในเมื่อต้องการเลื่อนขั้นวิชาหมักเพลิงผลาญเช่นนั้นก็ต้องยกระดับเพลิงของเขาให้สูงขึ้นสูงเพียงพอที่จะล้มอสูรลาวาตัวหนึ่งให้ได้!

            หมัดเพลิงผลาญต้องชกต่อเนื่องสามสิบเก้าหมัดเขาใช้ค้อนแทนหมักก็ต้องตีต่อเนื่องสามสิบเก้าครั้ง

            ค้อนกลายเป็นเพลิงลุกไหม้ร่างสีขาวพุ่งขึ้นพุ่งลง ทุบงูหินหนืดราวกับทุบตะพาบในไหตัวหนึ่ง

            ยี่สิบ!

            เมื่อตีมาถึงค้อนที่ยี่สิบ เขากลับทุบลงบนความว่างเปล่าซือเฟิงหลงชะงัก มังกรเพลิงมุดหัวลงใต้ลาวาหนืด ชั่วพริบตาที่เขากำลังเสียจังหวะ ปลายหางของมันก็พุ่งขึ้นมาจากธารลาวาด้านหลัง

            อากาศในถ้ำลึกใต้ดินร้อนระอุแต่เด็กหนุ่มกลับเย็นวาบขึ้นจากท้ายทอย

            เขาพลิกตัวทันที ยกค้อนขึ้นต้านรับไอร้องพุ่งเข้ามาเผาไหม้ปลายขนคิ้วของเขา กลิ่นเหม็นไหม้โชยมา

            ค้อนในมือกระแทกเข้าที่อกร่างของซือเฟิงหลงปลิวละลิ่วไปกระแทกผนังหินอีกฝั่ง ฝังลึกเข้าในร่องแตก

            ศีรษะของมังกรเพลิงลาวาโผล่ขึ้นมายามนี้มันพ่นลูกไฟหลอมเหลวเข้าใส่ร่องแตกของหนังถ้ำนั้น หางใหญ่โตของมันฟาดตามลงไปครั้งแล้วครั้งเล่า ไม่เปิดให้โอกาสมนุษย์ตัวจ้อยได้โต้กลับได้อีก

            หินร่วงกราวลงมา ควันดำลอยคลุ้งลาวาไหลเยิ้มออกมาจากรอยแยกของผนังหิน

            ไร้ปฏิกิริยาจากคนที่ถูกฝังอยู่ในนั้น

            ในโถงถ้ำลึกเงียบลงเหลือไว้เพียงเสียงปะทุของเพลิงลาวา

            ดวงตาของมังกรเพลิงลาวาจ้องนิ่งที่รอยแตกนั้นครู่ใหญ่ก่อนจะค่อยๆ ลดศีรษะลง


    คล้ายกับเรื่องซือเฟิงหลง ภาคทะยานสู่เซียนเจี้ย ที่คุณอ่าน