KORN2 : การมาของปีศาจ
ในดินแดนอันห่างไกล มีชายหนุ่มชื่อว่า อัมพิกาผู้มีหัวใจอันกรุณาและกล้าหาญ เขาเป็นักรบที่แข็งแกร่ง ชายหนุ่มที่รักการต่อสู้อย่างสุดใจในทุกาที่เกิดขึ้นในอาณาจักรอัมพิกาจะเป็คนแรกที่อาสาออกศึกเพื่อปกป้องบ้านเมืองและคนที่เขารักแต่แม้เขาจะรักการต่อสู้เพียงใด ไม่มีสิ่งใดที่อัมพิการักมากกว่าภรรยาของเขานางชื่อว่า อัปสรา หญิงสาวที่สวยงามราวกับเทพธิดา
อัปสรา เป็ที่รักใคร่ของผู้คนเพราะความงดงามของนางแต่ภายในหัวใจของนางกลับซ่อนเร้นความชั่วร้ายไว้อย่างลึกลับแม้ว่านางจะมีสามีที่รักนางอย่างสุดหัวใจและพร้อมทำทุกอย่างเพื่อเธออัปสราก็ยังคงไขว่คว้าหาความรักจากผู้อื่นเสมอ เมื่อใดที่อัมพิกาออกไปรบอัปสราจะลอบพบปะกับชายอื่นอย่างลับๆ โดยที่ไม่มีใครล่วงรู้
วันหนึ่งเมื่ออัมพิกากลับจากสนามรบที่ยาวนาน เขาได้พบกับภาพที่ทำให้หัวใจของเขาแตกสลายอัปสรากำลังร่วมรักกับชายอื่นในบ้านของเขาเองความโกรธเกรี้ยวท่วมท้นหัวใจของอัมพิกา เขาชักดาบออกมาและสังหารชายคนนั้นทันทีแต่ถึงแม้ว่าเขาจะได้เห็นภรรยาทรยศต่อเขา อัมพิกายังคงรักอัปสราอย่างหมดใจเขาเลือกที่จะให้อภัยเธอ ไม่ว่าความผิดจะหนักหนาเพียงใดเพราะความรักที่เขามีต่ออัปสราไม่มีที่สิ้นสุด
อัปสรารู้ดีว่าตัวเองโชคดีเพียงใดที่มีสามีอย่างอัมพิกาแต่แล้วโชคชะตากลับโหดร้ายอัมพิกาถูกจับและถูกตัดสินปะาชีวิตในฐานะฆาตกรที่สังหารชายคนนั้นไปความเศร้าหมองเข้าครอบงำหัวใจของอัปสรานางรู้สึกผิดอย่างสุดซึ้งที่การกระทำของนางนำพาสามีที่รักมาถึงจุดจบนี้นางภาวนาต่อ์และโลกให้ได้พบกับอัมพิกาอีกครั้งแต่คำอธิษฐานของนางกลับถูกตอบรับโดยพลังงานชั่วร้ายที่ซ่อนเร้นอยู่ในโลกนี้
อัปสราที่ถูกความรู้สึกผิดท่วมท้นไม่อาจทนอยู่ต่อไปได้ นางตัดสินใจผูกคอตายในบ้านที่เคยอบอุ่นและเต็มไปด้วยความรักของทั้งสองิญญาที่รักกันจนเกินกว่าความตายจะพรากได้ิญญาของอัมพิกาและอัปสราถูกพลังงานชั่วร้ายคืนชีพขึ้นมาอีกครั้งในฐานะ ปีศาจร้ายที่เต็มไปด้วยความโกรธและความเ็ป แต่ในที่สุดพวกเขาก็ได้กลับมาอยู่ด้วยกันอีกครั้งแม้ในตอนนี้ความคิดของอัมพิกาและอัปสรานั้นเต็มไปด้วยความมืดมิดและชั่วร้าย
หลังจากที่อัปสราและอัมพิกาได้ฟื้นคืนชีพขึ้นมาในฐานะปีศาจร้ายพลังงานมืดที่ชุบชีวิตพวกเขาไม่ใช่เพียงพลังที่มอบชีวิตใหม่ให้เท่านั้นแต่ยังมาพร้อมกับคำสาปที่โหดร้ายจากอัสโมดัส บาปแห่งราคะหนึ่งในเจ็ดปีศาจผู้ปกครองบาปทั้งเจ็ด
คำสาปของอัสโมดัสกำหนดให้อสูรอัปสรากลายเป็ทาสกามของมันถูกผูกมัดด้วยความปรารถนาและแรงกดดันทางกามารมณ์ที่ไม่มีวันจบสิ้นอสูรอัปสราจะต้องทนทุกข์ทรมานจากการเป็ทาสของอัสโมดัสตลอดไปหากไม่มีกระแสพลังที่แข็งแกร่งพอจะปลดปล่อยเธอจากคำสาปนี้
อสูรอัมพิกาผู้ที่รักอัปสราอย่างสุดหัวใจ ไม่อาจทนเห็นภรรยาของตนต้องทนทุกข์ทรมานได้จึงได้ทำสัญญากับอัสโมดัสโดยฝากหัวใจที่เต็มไปด้วยความรักและความเ็ปของเขาไว้กับอัปสราเพื่อให้เป็เครื่องพิสูจน์ถึงความรักนิรันดร์ของเขาที่มีต่อนาง
ในทางกลับกันอัสโมดัสให้ข้อเสนอที่ท้าทายแก่อัมพิกา หากเขาสามารถล่าิญญาครบหนึ่งล้านดวงอัสโมดัสจะยอมปลดปล่อยอัปสราจากการเป็ทาสกามของมันอัมพิกาผู้ถูกพลังแห่งความโกรธและความเ็ปครอบงำใช้พลังงานมืดออกตามล่าิญญาทั่วอาณาจักร เขาทำลายล้างทุกสิ่งทุกอย่างในเส้นทางของเขาไม่ว่าจะเป็มนุษย์หรือสัตว์แม้แต่บ้านเกิดเมืองนอนที่เขาเคยปกป้องก็ไม่เหลืออยู่ในสภาพเดิม
แต่ถึงแม้ว่าอัมพิกาจะสังหารทุกชีวิตที่ขวางหน้าิญญาที่เขาสะสมได้ก็ยังไม่ถึงหนึ่งล้านดวง เขายังคงออกล่าิญญาต่อไปโดยไม่หยุดยั้งความรักที่เขามีต่ออัปสราและความหวังที่จะปลดปล่อยนางจากการเป็ทาสของอัสโมดัสยังคงเป็แรงผลักดันให้เขาดำเนินการต่อไปแม้เส้นทางนี้จะมืดมิดและไร้จุดจบก็ตาม...
พลังงานมืดที่เขาใช้เริ่มส่งผลกระทบต่อจิตใจของเขายิ่งนานวันเข้าความโกรธและความมืดมิดที่ฝังอยู่ในความคิดของอัมพิกายิ่งทวีความรุนแรงขึ้นเขาเริ่มสูญเสียสติ และในความคิดของเขาการฆ่าและการทำลายล้างกลายเป็สิ่งเดียวที่หลงเหลืออยู่ทุกชีวิตที่ขวางหน้าเขาล้วนเป็เหยื่อของความบ้าคลั่งและความกระหายในการทำลายล้าง
...ปัจจุบัน
กรสดุ้งตื่นขึ้นมาในกลางดึกเหงื่อไหลชุ่มไปทั่วร่างกาย หัวใจเต้นแรงราวกับมันจะหลุดออกมาจากอกฝันร้ายที่เพิ่งผ่านพ้นไปยังคงทิ้งร่องรอยของความหวาดกลัวอยู่ในใจเขาเห็นภาพปีศาจร้ายสีดำที่กำลังคืบคลานเข้ามามันเต็มไปด้วยความโกรธแค้นและความมืดมิดที่จะทำลายล้างทุกสิ่งที่ขวางหน้า
แพรที่นอนอยู่ข้างๆขยับตัวอย่างแ่เบา ก่อนจะลืมตาขึ้นและหันมามองกรด้วยความห่วงใยนางเอื้อมมือมาััไหล่ของเขาอย่างอ่อนโยนความอบอุ่นจากัันั้นช่วยปลอบโยนเขาจากความกลัวที่ยังคงหลงเหลือ
"มีอะไรเหรอ" แพรเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความห่วงใย
กรหันมามองเธอดวงตาของเขาเต็มไปด้วยความเหนื่อยล้าและความสับสน "ฉันฝันร้ายนะฝันเห็นปีศาจร้ายที่กำลังจะทำลายทุกอย่าง..."
แพรยิ้มเล็กน้อยขยับตัวเข้ามาใกล้เขามากขึ้น "นอนต่อเถอะนะ มันแค่ความฝันเองที่รักคุณแค่เหนื่อยมากไปเท่านั้นเอง"
กรพยักหน้าเบาๆแม้ความกลัวจะยังคงอยู่ในใจ แต่คำพูดของแพรก็ช่วยทำให้เขารู้สึกสงบลงเล็กน้อยเขาก้มลงมองเธอและเอ่ยขอโทษด้วยน้ำเสียงที่แฝงไปด้วยความรู้สึกผิด"ขอโทษนะที่ทำให้ตื่น..."
แพรยิ้มอ่อนโยนและตอบกลับด้วยน้ำเสียงอ่อนหวาน"ไม่เป็ไรหรอก ฉันอยู่ตรงนี้เสมอ คุณไม่ต้องกังวลนะ"
หลังจากนั้น ทั้งสองค่อยๆ หลับลงอีกครั้งแต่ในใจของกร ความรู้สึกบางอย่างยังคงคุกรุ่นอยู่เขาไม่แน่ใจว่าสิ่งที่เขาเห็นในความฝันเป็เพียงจินตนาการที่มาจากความเหนื่อยล้าหรือเป็สัญญาณบอกเหตุบางอย่างที่จะเกิดขึ้นในอนาคต...
รุ่งเช้ามาเยือนพร้อมกับแสงอาทิตย์อ่อนๆที่สาดส่องเข้ามาผ่านหน้าต่างบ้านกรตื่นขึ้นมาพร้อมกับกลิ่นหอมอันอบอวลที่ลอยมาจากครัว เขาสูดลมหายใจลึกๆรับกลิ่นที่ทำให้ท้องของเขาเริ่มร้องเบาๆ
“หืมหอมจังวันนี้เธอทำอะไรให้ฉันกินละ” กรเอ่ยถามด้วยรอยยิ้มขณะที่เขาก้าวเข้าไปในครัว
แพรยืนอยู่หน้าเตา ปรุงอาหารอย่างตั้งใจเธอหันมามองเขาพร้อมกับรอยยิ้มอบอุ่น “ฉันทำแกงเขียวหวานไก่น่ะไปนั่งรอที่โต๊ะเลยใกล้เสร็จแล้ว”
กรยิ้มพร้อมกับเอ่ยว่า“เดี๋ยวฉันช่วยยกน่า”
แต่แพรก็ยิ้มพลางส่ายหัวเบาๆ“ไม่เป็ไรหรอก ฉันไหวเอง”
ทั้งคู่ช่วยกันยกถ้วยข้าวแกงเขียวหวานไก่ และจานผักที่จัดเรียงอย่างสวยงามไปวางที่โต๊ะอาหารหลังจากจัดเตรียมทุกอย่างเสร็จ พวกเขาก็นั่งลงด้วยกัน
กรตักแกงเขียวหวานใส่จานข้าวของเขาก่อนที่จะกล่าวชมด้วยความชื่นชม “ฝีมือเธอนี่อร่อยจริงๆ เลยนะ อร่อยมาก”
แพรยิ้มอายๆ พร้อมตอบกลับ“ไม่ขนาดนั้นหรอก”
พวกเขานั่งกินอาหารเช้าด้วยกันท่ามกลางบรรยากาศที่อบอุ่นและเป็กันเอง เสียงหัวเราะเบาๆและการพูดคุยที่สนุกสนานเติมเต็มห้องอาหารความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองยังคงแข็งแรงและเปี่ยมไปด้วยความรักแม้ในวันที่เรียบง่ายแบบนี้
ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าหนักๆก็ดังขึ้นนอกบ้าน กรกับแพรมองหน้ากันด้วยความสงสัยก่อนที่ประตูบ้านจะถูกเคาะอย่างเร่งรีบ เมื่อกรเปิดประตูออกไปก็พบกับทหารจอมเวทสี่คนยืนอยู่ตรงหน้า ทั้งสี่คนสวมชุดเกราะประจำการของกรุงศรีวิชัยสายตาจริงจังของพวกเขาทำให้บรรยากาศที่สงบสุขเปลี่ยนไปในทันที
หนึ่งในทหารถามขึ้นอย่างสุภาพ“ท่านใช่คุณกรไหมขอรับ”
แพรที่ยืนอยู่ข้างๆจับแขนของกรแน่นด้วยความกังวล เธอเอ่ยถามด้วยเสียงที่แฝงไปด้วยความไม่สบายใจ“ทหารของกรุงศรีวิชัยเหรอ”
กรพยักหน้าเบาๆ ก่อนจะตอบกลับไป “ใช่ข้าเอง กร”
ทหารคนหนึ่งโค้งคำนับเล็กน้อยแล้วกล่าวต่อ“ทางเ้าเมืองกรุงศรีวิชัย้าให้ท่านไปพบเขาครับ”
กรขมวดคิ้วด้วยความสงสัย“มีเื่อะไรหรือ”
ทหารคนนั้นตอบด้วยน้ำเสียงที่เคร่งขรึม“เนื่องจากชื่อเสียงของท่านในการปราบาาเทือกเขามรณะเขาลือกันว่าท่านมีพลังมากพอที่จะเอาชนะาาเทือกเขามรณะได้ด้วยตัวคนเดียวจริงไหมขอรับ”
แพรหันมามองกรด้วยความภาคภูมิใจก่อนจะตอบแทน “ใช่ ฝีมือเขาเอง”
ทหารทั้งสี่ต่างแสดงความนับถือออกมาโดยพร้อมเพรียง“พวกเราขอแสดงความนับถือท่านเป็อย่างมาก ดังนั้นได้โปรดให้เมืองของเราได้ยืมพลังจากท่านหน่อยเถอะ”
กรตอบกลับด้วยความระมัดระวัง“ยืมพลังเหรอ จะให้ข้าไปสู้กับอะไร”
ทหารนำหัวโค้งคำนับอีกครั้ง“ได้โปรดตามพวกเรามา เราจะไปคุยกันที่กรุงศรีวิชัย”
แพรรีบพูดแทรกขึ้นด้วยความกังวล“อย่าเลยกร ฉันว่ามันอันตรายนะ ตอนที่เรามีา พวกเขายังไม่เคยมาช่วยเราเลย”
หนึ่งในทหารอธิบายด้วยน้ำเสียงที่แฝงความขอโทษ“ไม่ใช่ว่าพวกเราไม่สนใจหรือไม่อยากจะช่วยแต่เพราะอาณาจักรกรุงศรีวิชัยเองก็กำลังมีศึกากับอาณาจักรอื่นอยู่”
กรครุ่นคิดสักครู่ก่อนจะตอบกลับ“ข้าจะขอฟังรายละเอียดก่อน เพราะมันอาจส่งผลถึงเมืองลับแลของเราก็ได้”
ทหารคนนั้นยิ้มออกมาด้วยความยินดี“แน่นอนครับ หากท่านกรให้ความร่วมมือกับพวกเรา ทางกรุงศรีวิชัยจะยินดีส่งอาหารเครื่องนุ่งห่ม หรือของที่พวกท่าน้าจากกรุงศรีวิชัย พวกเรายินดีทำทุกอย่างหากท่านให้การช่วยเหลือ”
กรพยักหน้าเล็กน้อย “น่าสนใจดีข้าจะไปก็ได้ ที่รักฉันขอไปก่อนนะ”
แพรหันมามองกรด้วยความเป็ห่วงเธอเอ่ยอย่างอ่อนโยนแต่แฝงไปด้วยความกังวล “อืม กร ดูแลตัวเองดีๆ นะอย่าไปนานมากละ”
กรยิ้มอ่อนโยนก่อนจะตอบกลับ “ครับ ที่รักข้าจะระวังตัว”
แล้วกรก็เตรียมตัวพร้อมสำหรับการเดินทางที่จะเปลี่ยนชีวิตของเขาอีกครั้งขณะที่แพรมองตามด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความห่วงใยและภาวนาให้เขาปลอดภัย
กรและทหารของกรุงศรีวิชัยเดินทางมาถึงอาณาจักรกรุงศรีวิชัยเมืองที่ยิ่งใหญ่และเจริญรุ่งเรืองอย่างที่กรไม่เคยเห็นมาก่อนเมืองนี้มีสถาปัตยกรรมที่งดงาม ถนนที่กว้างขวาง และประชาชนที่ดูมีชีวิตชีวาซึ่งแตกต่างอย่างมากจากเมืองลับแลที่เป็เพียงเมืองเล็กๆ ที่ยากจนและเงียบสงบ
เมื่อเดินทางมาถึงวังของเ้าเมืองทหารพากรเข้าไปพบเ้าเมืองกรุงศรีวิชัย ซึ่งนั่งอยู่บนบัลลังก์อันหรูหรารอบข้างมีทหารจอมเวทระดับแม่ทัพยืนคุมเชิงอยู่หลายคนทั้งหมดดูทรงพลังและน่าเกรงขาม
เ้าเมืองมองกรด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความสนใจ"นี้นะเหรอ กร ที่เขาลือกัน"
กรคำนับเล็กน้อยและตอบกลับอย่างสุภาพ"สวัสดีครับท่านเ้าเมือง"
เ้าเมืองพยักหน้าเบาๆ ก่อนจะถาม"เ้ารู้ใช่ไหมว่าข้า ้าให้เ้ามาทำอะไร"
กรตอบอย่างตรงไปตรงมา"ท่าน้าพลังจากข้าไปทำอะไรบางอย่าง"
เ้าเมืองยิ้มเล็กน้อย "อืมายังไงละ ตอนนี้เรากำลังมีา"
กรพยักหน้า "ก็ได้อยู่หรอกแต่ข้าอยากทราบว่า ในสิ่งที่จะให้ข้าทำคือรุกรานศัตรูของท่านหรือไว้ป้องกันอาณาจักรของท่าน"
เ้าเมืองสบตากรและตอบกลับอย่างหนักแน่น"ทั้งสองอย่างนั้นแหละ"
กรฟังแล้วนิ่งคิดก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงแน่วแน่ "งั้นเหรอ ข้าขอปฏิเสธถ้าหากจะใช้ข้าในการฆ่าล้างชีวิตคนอื่น ข้าขอไม่เอาด้วย"
คำพูดของกรทำให้ทหารจอมเวทระดับแม่ทัพที่ยืนอยู่ใกล้เ้าเมืองเกิดความโกรธขึ้นทันที"เ้ากล้าดียังไงปฏิเสธท่านเ้าเมือง"
เ้าเมืองยกมือขึ้นห้าม"หยุดก่อน"
แต่ทหารจอมเวทระดับแม่ทัพคนหนึ่งยังคงแสดงความไม่พอใจ"ให้ข้าได้ปลิดชีพมันเถอะ ท่านเ้าเมือง"
กรหันมามองทหารด้วยสายตาที่เยือกเย็น"อะไรกัน ข้าแค่ปฏิเสธ ถึงกับจะฆ่ากันเลยเหรอ"
เ้าเมืองมองกรอย่างพิจารณาก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงสงบนิ่ง"เ้ารู้ใช่ไหมว่าตอนนี้กำลังเกิดาหิมพานต์ครั้งใหญ่อยู่"
กรแสดงความสนใจทันที"าครั้งใหญ่เหรอ ข้าขอทราบรายละเอียดหน่อย"
เ้าเมืองขมวดคิ้วเล็กน้อย"เ้าไม่รู้เื่งั้นเหรอ เ้าเป็ชาวเมืองลับแลจริงใช่ไหม"
กรส่ายหัวเล็กน้อยก่อนจะอธิบาย"ข้าไม่ใช่ชาวเมืองลับแลั้แ่กำเนิดหรอกข้าพึ่งมาอยู่ที่โลกนี้ได้ไม่นานนัก ข้าคือคนที่มาจากอีกโลกหนึ่ง"
เ้าเมืองฟังคำพูดนั้นด้วยความสนใจ"อีกโลกหนึ่งเหรอ... ข้าเคยได้ยินตำนานอยู่บ้าง"
กรพยักหน้า"ช่างเื่ตัวข้าก่อนเถอะข้าขอทราบรายละเอียดเื่าหิมพานต์ครั้งใหญ่หน่อย"
เ้าเมืองกรุงศรีวิชัยนั่งลงพร้อมกับถอนหายใจยาวก่อนจะเริ่มเล่าเื่ราวที่เต็มไปด้วยความหายนะและการทำลายล้าง "อืมาหิมพานต์ครั้งใหญ่นี้เกิดขึ้นมานานมากแล้ว... ในอดีต เมืองกรุงอโยธยาเคยเป็อาณาจักรที่ยิ่งใหญ่และรุ่งเรืองแต่แล้วจู่ๆ อาณาจักรนั้นก็ล้มสลายลงอย่างรวดเร็วภายในหนึ่งวันทุกชีวิตในกรุงอโยธยาตายหมด บ้านเมืองพังทลายแทบไม่เหลืออะไรเลย"
กรฟังอย่างตั้งใจขณะที่เ้าเมืองกล่าวต่อ"ความหายนะนั้นทำให้ทุกอาณาจักรรอบข้างต่างระแวงและหวาดกลัวกันอาณาจักรหนึ่งคิดว่าเป็ฝีมือของอีกอาณาจักร แล้วก็เริ่มมีความขัดแย้งกันไปเรื่อยๆจากาของสองอาณาจักร กลายเป็สาม สี่อาณาจักร จนมาถึงปัจจุบัน มีอาณาจักรทำากันมากกว่า20อาณาจักรแล้ว"
เ้าเมืองเว้นจังหวะก่อนจะกล่าวด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความหนักใจ"บางอาณาจักรพยายามปกป้องตัวเองจากการถูกรุกรานแต่ก็มีบางอาณาจักรที่ฉวยโอกาสในการคิดจะยึดครองดินแดนของอาณาจักรอื่นเพื่อเพิ่มพลังและอำนาจของตนเอง ความโลภและความหวาดกลัวได้กลายเป็เชื้อเพลิงที่ทำให้านี้ไม่มีวันจบสิ้น"
กรรับฟังเื่ราวนี้ด้วยความเข้าใจในสถานการณ์ที่ซับซ้อนและอันตรายเขาเริ่มตระหนักว่าาครั้งนี้ไม่ใช่เพียงแค่การสู้รบธรรมดาแต่เป็าที่เกี่ยวพันกับชะตากรรมของหลายอาณาจักรและอาจส่งผลกระทบต่อดินแดนที่เขารักเช่นกัน
"และนี่คือเหตุผลที่ข้า้าให้เ้าเข้าร่วมานี้"เ้าเมืองกรุงศรีวิชัยกล่าวด้วยน้ำเสียงที่จริงจัง"เพราะพลังของเ้าอาจเป็กุญแจสำคัญในการยุติาครั้งนี้และรักษาสมดุลของโลกจากการถูกทำลายล้างในที่สุด"
กรขมวดคิ้วเล็กน้อยขณะครุ่นคิด"งั้นเหรอ เมืองกรุงอโยธยา... ชื่อเหมือนเมืองในโลกของข้าเลยแต่คงไม่เกี่ยวข้องอะไรกันหรอก ก็คนละโลกนิ"เขาพูดออกมาราวกับพูดกับตัวเองมากกว่าจะตั้งใจให้ใครได้ยิน
เ้าเมืองกรุงศรีวิชัยเอียงคอด้วยความสงสัย"ท่านพูดถึงอะไรนะ"
กรส่ายหัวเบาๆ และตอบกลับ "ป่าวหรอกแค่คิดอะไรไปเรื่อย เมืองที่ล้มสลายไปภายในหนึ่งวัน...ทั้งที่ถ้าถูกโจมตีจากอาณาจักรอื่นจริงๆ ต้องมีอาณาจักรที่รู้เื่บ้างแท้ๆแต่ไม่มีใครรู้สาเหตุเลยเหรอ"
เ้าเมืองถอนหายใจหนักๆ และตอบด้วยน้ำเสียงที่แฝงความหดหู่"ถ้ารู้สาเหตุคงไม่ตีกันเองจนเป็าครั้งใหญ่แบบนี้หรอกสาเหตุที่แท้จริงของการล้มสลายของกรุงอโยธยายังคงเป็ปริศนาที่ไม่มีใครไขได้"
กรพยักหน้าช้าๆ ขณะเริ่มต้นคิดทบทวนใหม่"ข้าเข้าใจแล้ว ข้าจะเอาด้วยก็ได้ข้าอยากจะลองหาเบาะแสเื่การล้มสลายของเมืองกรุงอโยธยาดู"
เ้าเมืองมองกรด้วยความประหลาดใจและความยินดี"ข้ายินดีที่ท่านตัดสินใจเช่นนั้นการที่ท่านเข้าร่วมกับพวกเราอาจนำพาไปสู่การไขปริศนาที่ทุกคนเฝ้ารอคำตอบ"
กรยิ้มเล็กน้อยแม้ในใจของเขายังคงเต็มไปด้วยความสงสัยและความกังวลเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแต่เขาก็รู้สึกว่าการเข้าร่วมาครั้งนี้อาจเป็โอกาสที่จะค้นหาความจริงและอาจจะพบคำตอบบางอย่างที่เชื่อมโยงกับโลกที่เขามาจาก...
กรในฐานะตัวแทนของเมืองลับแลเข้าร่วมาเคียงข้างอาณาจักรศรีวิชัยาครั้งนี้เป็การต่อสู้ที่ท้าทายที่สุดที่กรเคยเผชิญ แม้เขาจะมีพลังมหาศาลแต่กรยังคงมุ่งมั่นที่จะทำให้านี้จบลงโดยมีการสูญเสียน้อยที่สุด
ศึกแรก เกิดขึ้นเมื่อกองทัพอาณาจักรศรีวิชัยต้องเผชิญหน้ากับเมืองชุมพราที่เต็มไปด้วยมหาจอมเวททั้งสองฝ่ายยืนเรียงรายจ้องมองกันอย่างตรึงเครียดก่อนที่เสียงแตรจะดังขึ้นเพื่อเริ่มการต่อสู้ เวทมนตร์ของทั้งสองทัพสาดส่องกันไปมาทุกอย่างวุ่นวายและเต็มไปด้วยะเิและเสียงกรีดร้องกรเห็นถึงความหายนะที่จะเกิดขึ้น เขาตัดสินใจสร้างคลื่นั์สึนามิเพื่อจบาในทันทีการกระทำของเขาช่วยยุติการนองเืได้อย่างรวดเร็ว
ศึกที่สอง เกิดขึ้นที่เมืองสทิงพระขณะที่กองทัพของทั้งสองฝ่ายยืนประจันหน้ากันก่อนเสียงแตรจะดังขึ้นกรไม่้าให้มีการสูญเสียชีวิตเขาจึงใช้เวทมนตร์สร้างกำแพงหินขนาดใหญ่ล้อมรอบกองทัพของเมืองสทิงพระจากนั้นเขาก็สร้างหินหนามแหลมข่มขู่ให้กองทัพเมืองสทิงพระยอมแพ้ก่อนที่จะได้เริ่มต่อสู้จริงๆทำให้าครั้งนี้ยุติลงโดยไม่มีการเสียเืเนื้อ
ศึกที่สาม เกิดขึ้นที่เมืองหาดใหญ่กรสร้างพายุหมุนอันรุนแรงเพื่อทำลายเสบียงอาหารของกองทัพเมืองหาดใหญ่การขาดแคลนเสบียงทำให้กองทัพต้องยอมแพ้ไปอย่างรวดเร็ว
ศึกที่สี่ เป็าทางน้ำกับเมืองตานีกรใช้พลังของเขาสร้างคลื่นั์พัดกองทัพเรือของเมืองตานีจนล่มสลายการสูญเสียกองเรือทำให้เมืองตานีต้องยอมแพ้โดยสิ้นเชิง
หลังจากนั้นกรยังคงนำกองทัพอาณาจักรศรีวิชัยในการต่อสู้กับอาณาจักรอื่นๆ อย่างต่อเนื่อง เมืองลังกาสุกะเมืองกัวลาลัมเปอร์ เมืองมะละกา เมืองลังกาวิ เมืองเปนัง เมืองพิมายกรุงสุวรรณโคมคำ อมรปุระ ตองอู เมืองพะโค กรุงหงสาวดี พุกาม เมืองสุทธาวดีเมืองมหาเทพ เมืองล้านนา เมืองเชียงรุ้ง นครเวียงจันทน์ เมืองศรีสัตนาคนหุตเมืองลาวทอง เมืองอนุราธปุระ เมืองอังกอร์ เมืองเจนละ นครธม และเมืองลิงขอกรนำพาอาณาจักรศรีวิชัยสู่ชัยชนะเหนืออาณาจักรอื่นๆ อย่างต่อเนื่อง
เมื่อาหิมพานต์ครั้งใหญ่จบลงด้วยการที่เ้าเมืองศรีวิชัยมอบเอกราชคืนให้กับทุกอาณาจักรกรกลับไปยังเมืองลับแลพร้อมกับสมบัติมหาศาลที่เ้าเมืองมอบให้เป็รางวัลอย่างไรก็ตามเป้าหมายของกรที่้าหาความจริงเกี่ยวกับการล้มสลายของกรุงศรีอโยธยายังคงเป็ปริศนาแม้ว่าเขาจะได้ยินคำพูดปากต่อปากของเหล่าทหารเกี่ยวกับปีศาจตัวสีดำที่มีแววตามืดมิดแต่ข้อมูลที่ได้รับก็ยังไม่เพียงพอที่จะไขความลับนี้ได้
เมื่อกรกลับถึงบ้านแพรก็รีบวิ่งเข้ามากอดเขาอย่างคิดถึง โดยไม่สนใจสมบัติที่กรนำกลับมาเลยความรักและความคิดถึงของแพรทำให้กรรู้สึกอบอุ่นและปลื้มปิติแม้ว่าในใจของเขายังคงเต็มไปด้วยความสงสัยเกี่ยวกับปริศนาของกรุงศรีอโยธยาแต่การได้กลับมาพบแพรและความสงบสุขของบ้านเกิดทำให้เขารู้สึกว่าสิ่งที่มีค่าที่สุดในชีวิตไม่ใช่สมบัติหรือพลังเวทมนตร์แต่เป็ความรักและความอบอุ่นที่มีต่อคนที่เขารัก
หลังจากกรกลับมากรและแพรเดินทางเข้าไปในป่าหิมพานต์ที่อยู่ไม่ไกลจากบ้านของพวกเขาป่าหิมพานต์นี้เต็มไปด้วยพืชพรรณที่ไม่สามารถพบได้ในโลกอื่น ต้นไม้สูงเสียดฟ้าดอกไม้เรืองแสงในยามค่ำคืน และสัตว์หิมพานต์ที่มีลักษณะพิเศษ เช่นนกการเวกและม้านิลั
กรและแพรเดินสำรวจป่าคุยกันถึงประสบการณ์ที่เคยเจอในาแพรก็เล่าเื่สัตว์หิมพานต์ที่นางเคยได้ยินจากนิทานเมื่อครั้งยังเด็กขณะเดินสำรวจ ทั้งคู่พบกับทะเลสาบลึกลับที่น้ำใสจนสามารถมองเห็นสัตว์น้ำที่มีลักษณะคล้ายปลาเงินปลาทองแต่มีปีกเล็กๆที่สามารถโบยบินได้
แพรหยุดลงและนั่งริมน้ำเธอรู้สึกถึงความสงบที่แตกต่างจากเวลาที่อยู่ในเมือง กรนั่งลงข้างๆ และกอดเธอเบาๆ พวกเขาทั้งสองดื่มด่ำกับความงดงามของธรรมชาติที่เต็มไปด้วยมนต์เสน่ห์และความลี้ลับ
เช้าวันใหม่กรและแพรตื่นมาในกระท่อมที่ตั้งอยู่ใกล้ธารน้ำแห่งหนึ่งธารน้ำนี้เป็ที่รู้จักในนาม "ธารน้ำเทพธิดา"ซึ่งเล่าขานกันว่ามีพลังในการฟื้นฟูร่างกายและจิตใจ
แพรยิ้มเมื่อเห็นกรกำลังนั่งมองสายน้ำอย่างเงียบๆเธอเดินเข้าไปหาและถามว่า "คิดอะไรอยู่หรือ?"
กรหันมายิ้ม"ข้าคิดว่าที่นี่ช่างสงบและเหมาะแก่การพักผ่อนจริงๆ"
ทั้งสองตัดสินใจลงเล่นน้ำในธารน้ำที่เย็นสบายสายน้ำใสกระจ่างจนสามารถเห็นหินสีต่างๆ ที่อยู่ใต้ผิวน้ำแพรรู้สึกถึงพลังของธารน้ำที่ไหลผ่านร่างกายและความเหนื่อยล้าจากาก็ถูกชะล้างไป
หลังจากเล่นน้ำเสร็จกรและแพรนั่งบนก้อนหินใหญ่ที่อยู่ใกล้ธารน้ำพวกเขาพูดคุยกันถึงอนาคตและสิ่งที่อยากทำหลังจากนี้ทั้งคู่รู้สึกผ่อนคลายและใกล้ชิดกันมากขึ้นในบรรยากาศธรรมชาติของหิมพานต์
ในวันต่อมากรและแพรตัดสินใจเตรียมอาหารจากวัตถุดิบที่พวกเขาพบในป่าหิมพานต์ทั้งสองรวบรวมผลไม้หิมพานต์ที่มีรูปร่างแปลกตาและมีกลิ่นหอมสดชื่น เช่นมะม่วงหิมพานต์และลูกทับทิมเรืองแสง
กรใช้พลังเวทมนตร์ของเขาในการทำให้ไฟลุกโชนอย่างอ่อนๆบนกองไม้ที่เขาเตรียมไว้ แพรจัดเตรียมผลไม้และทำอาหารง่ายๆที่สามารถปรุงจากวัตถุดิบในป่า อาหารที่ออกมามีสีสันสวยงามและรสชาติอร่อยทั้งสองนั่งรับประทานอาหารกลางป่าหิมพานต์ท่ามกลางเสียงนกร้องและสายลมที่พัดผ่าน
หลังจากมื้ออาหารกรและแพรนอนพักผ่อนใต้ร่มเงาของต้นไม้ใหญ่แพรกอดกรด้วยความรักและรู้สึกถึงความสงบสุขที่หาได้ยากใน่าความผูกพันระหว่างทั้งคู่ยิ่งแน่นแฟ้นขึ้นพวกเขารู้สึกว่าตนเองได้รับพลังใหม่จากธรรมชาติของหิมพานต์ซึ่งจะช่วยให้พวกเขาพร้อมที่จะเผชิญกับความท้าทายที่อาจมาถึงในอนาคต
ในเย็นวันกรและแพรนั่งพักผ่อนอยู่ใต้ร่มเงาของต้นไม้ใหญ่ที่อยู่ใกล้ธารน้ำทั้งสองรู้สึกผ่อนคลายและเต็มไปด้วยความสุขในบรรยากาศที่เงียบสงบนี้
ขณะที่กรนั่งพิงต้นไม้เขาหันมาถามแพรด้วยความสนใจ “แพร เ้าบอกว่าตอนเด็กเคยได้ยินเื่ตำนานต่างๆในหิมพานต์ ข้าอยากฟังสักเื่ เ้าเล่าให้ข้าฟังหน่อยสิ”
แพรยิ้มอย่างอ่อนโยนก่อนจะเริ่มเล่าเื่ราวที่เธอจำได้อย่างชัดเจน“ตำนานหนึ่งที่ข้าเคยได้ยินจากท่านยายคือเื่ของพญานาคิญญางูที่ทรงพลังซึ่งครองอยู่ในบาดาลพวกเขาเป็ผู้พิทักษ์และผู้ปกครองน้ำทั้งปวง”
กรฟังด้วยความสนใจแพรเล่าต่อด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความเคารพ“พญานาคนั้นมีร่างกายเป็งูใหญ่ที่มีเกล็ดสีทองหรือสีเขียวระยิบระยับดวงตาของพวกเขาส่องประกายเหมือนดวงดาวในคืนฟ้ามืด พญานาคมีพลังอำนาจในการควบคุมน้ำไม่ว่าจะเป็แม่น้ำ ทะเลสาบ หรือแม้แต่สายฝนที่ตกลงมาพวกเขาสามารถทำให้เกิดน้ำท่วมใหญ่หรือทำให้ฝนหยุดตกได้เพียงแค่การเคลื่อนไหวของพวกเขา”
แพรหยุดชั่วครู่ก่อนจะเล่าต่อ“ในตำนานกล่าวว่าพญานาคมีอาณาจักรอยู่ใต้บาดาล ที่นั่นเป็ดินแดนที่งดงามเต็มไปด้วยพระราชวังและสวนที่สร้างจากอัญมณีล้ำค่าพญานาคมีความสามารถในการแปลงร่างเป็มนุษย์ได้และบางครั้งพวกเขาก็ขึ้นมาบนโลกมนุษย์เพื่อทำภารกิจหรือพบปะกับมนุษย์ที่พวกเขาถูกชะตา”
กรฟังแล้วถามต่อ“แล้วพญานาคมีบทบาทอย่างไรในโลกของพวกเรา”
แพรพยักหน้า “พญานาคนั้นมักจะถูกเคารพบูชาในฐานะผู้พิทักษ์น้ำและความอุดมสมบูรณ์ผู้คนที่อาศัยอยู่ใกล้น้ำจะทำพิธีบูชาพญานาคเพื่อขอพรให้ฝนตกต้องตามฤดูกาลเพื่อปกป้องพืชผลและป้องกันน้ำท่วมพญานาคยังเป็สัญลักษณ์ของความมีเมตตาและความเชื่อมั่นพวกเขาจะคอยดูแลและปกป้องผู้ที่เคารพและบูชาพวกเขา”
กรพยักหน้าเบาๆขณะที่ฟังแพรเล่าเื่ราวนี้ “น่าสนใจจริงๆดูเหมือนพญานาคจะมีความสำคัญอย่างมากในโลกนี้”
แพรยิ้ม “ใช่ข้าเองก็เชื่อว่าพญานาคนั้นมีอยู่จริง และพวกเขากำลังดูแลโลกนี้อยู่เื้ัสิ่งที่เราทำ ไม่ว่าจะดีหรือร้าย จะถูกพญานาคจับตาดูและตัดสินด้วยความยุติธรรม”
กรครุ่นคิดถึงเื่ราวที่แพรเล่าเขารู้สึกถึงความลึกลับและอำนาจที่ซ่อนเร้นอยู่ในโลกนี้และตระหนักว่าแม้เขาจะมีพลังเวทมนตร์มากเพียงใดยังมีสิ่งมีชีวิตที่ยิ่งใหญ่และทรงพลังกว่าที่คอยดูแลสมดุลของโลกนี้อยู่เสมอ
ค่ำคืนนั้นกรและแพรนั่งมองท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยดวงดาวทั้งสองคนรู้สึกถึงความสงบและความเชื่อมั่นในพลังแห่งธรรมชาติและสิ่งที่มองไม่เห็นแต่รู้ว่ามีอยู่ในโลกที่พวกเขาอาศัยอยู่
เช้าวันใหม่ที่ควรจะเป็วันที่สงบสุขกลับกลายเป็วันที่เต็มไปด้วยความวิตกกังวลเมื่อกรและแพรตื่นขึ้นจากการพักผ่อนในหิมพานต์ทหารจากอาณาจักรศรีวิชัยที่เคยนำเขาไปร่วมศึกครั้งก่อนก็มาปรากฏตัวที่หน้าบ้านของกร
กรเดินออกมาพบพวกเขาด้วยความสงสัย"พวกเ้า้าอะไร"
ทหารทำความเคารพและพูดด้วยน้ำเสียงเร่งรีบ"พวกเรามีเื่้าตัวท่านด่วนขอรับ"
กรถอนหายใจและพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงเหนื่อยล้า"ข้าพึ่งกลับมาได้ 3 วันเองนะข้าอยากจะใช้ชีวิตอยู่กับคนที่รัก"
ทหารยืนยันด้วยความจริงจัง"นี่เื่ด่วนจริงๆ ขอรับ เมืองอนุราธปุระ เมืองอังกอร์ เมืองเจนละ นครธมและเมืองลิงขอ เมืองเหล่านี้จู่ๆ ก็ล้มสลายไปแล้วถึงแม้พวกเขาจะเป็ศัตรูและไม่ถูกกับเรา แต่ก็น่าสงสัยมากที่พวกเขาล้มสลายไปใน 3วัน มีอะไรบางอย่างทำลายพวกเขาไป"
กรเบิกตากว้างด้วยความใ "5อาณาจักร ใน 3 วัน อะไรมันจะมีพลังทำลายล้างมากขนาดนั้น"
แพรที่ยืนฟังอยู่ข้างๆเอ่ยด้วยน้ำเสียงเป็กังวล "กร ฉันว่ามันเริ่มจะไม่ดีแล้วละ"
กรพยักหน้าอย่างเคร่งเครียดและตัดสินใจทันที"ฉันจะรีบไปเดี๋ยวนี้"
แพรจับแขนของกรและพูดด้วยความเด็ดเดี่ยว"ฉันจะไปด้วย"
กรส่ายหัวเบาๆ และตอบกลับ "ไม่ได้นะมันอันตราย เธออยู่ที่นี่แหละ"
แพรไม่ยอมแพ้ "ไม่ ฉันจะไป"
กรพยายามหว่านล้อม"ไม่เอาน่าแพร"
แต่แพรไม่ยอมทิ้งความตั้งใจ"ถ้านายไม่ให้ฉันไป ฉันก็จะไม่ให้นายไป"
กรถึงกับต้องหยุดคิดและถอนหายใจหนักๆก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความสับสน "โถ่ งั้นฉันไม่ไปก็ได้"
แพรใเล็กน้อย "เอ๋"
ทหารรีบแทรกขึ้นด้วยความเร่งรีบ"ไม่ได้นะครับ พวกเรา้าตัวคุณจริงๆ"
แพรหันกลับมามองกรและเปลี่ยนท่าที"หืม นายไปเถอะ"
กรมองแพรด้วยความอ่อนโยนและพูดว่า"ฉันจะรีบกลับมาหาเธอนะ"
แพรที่ยังคงมองเขาด้วยความห่วงใยเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่จริงจังและเต็มไปด้วยความตั้งใจ "แต่ฉันจะไปด้วยให้ฉันไปด้วยนะ ฉันสัญญาจะไม่ทำให้นายต้องเป็ห่วง"
กรมองแพรและรู้ว่าไม่มีทางที่จะห้ามเธอได้จึงยอมใจอ่อน "ก็ได้"
ทั้งสองคนเดินทางมาถึงอาณาจักรศรีวิชัยด้วยกันเมื่อมาถึง กรพบว่าบรรยากาศของเมืองเต็มไปด้วยความตึงเครียดและความหวาดระแวงทุกคนต่างจับกลุ่มพูดคุยถึงเหตุการณ์ลึกลับที่เกิดขึ้นกับอาณาจักรที่ล้มสลายไปในเวลาอันรวดเร็วทหารพากรและแพรไปยังวังของเ้าเมืองที่รอคอยพวกเขาอยู่
เ้าเมืองยืนอยู่กลางห้องโถงใหญ่พร้อมกับทหารและจอมเวทระดับสูงหลายคนทุกคนต่างมีสีหน้าที่เคร่งเครียดราวกับว่ากำลังเผชิญหน้ากับภัยอันตรายที่ไม่เคยเจอมาก่อน
แพรมองไปรอบๆ ด้วยความรู้สึกไม่สบายใจในขณะที่กรก้าวไปข้างหน้าพร้อมกับคำถามที่ก้องอยู่ในหัว"อะไรกันแน่ที่มีพลังมากพอที่จะล้มสลายอาณาจักรถึง 5แห่งในเวลาเพียง 3 วัน"
กรหันไปมองเ้าเมืองด้วยความตึงเครียด"ท่านเ้าเมืองมีข้อมูลอะไรบ้างไหม"
ก่อนที่เ้าเมืองจะตอบทหารคนหนึ่งก็รีบวิ่งเข้ามารายงานด้วยสีหน้าที่เต็มไปด้วยความใ"เมืองที่อยู่ทางทิศเหนือของเราล้มสลายหมดแล้วครับ! เมืองพิมายกรุงสุวรรณโคมคำ อมรปุระ ตองอู เมืองพะโค กรุงหงสาวดี พุกาม เมืองสุทธาวดีเมืองมหาเทพ เมืองล้านนา เมืองเชียงรุ้ง นครเวียงจันทน์ เมืองศรีสัตนาคนหุตและเมืองลาวทอง"
เ้าเมืองหน้าซีดลงทันที"มีใครรอดชีวิตไหม"
ทหารส่ายหัวด้วยความสิ้นหวัง"ไม่มีเลยครับ ทุกคนหายไปหมด ไม่เหลือร่องรอยของชีวิตเลย"
เ้าเมืองทุบโต๊ะด้วยความโกรธและสับสน"บ้าเอ้ย เกิดอะไรขึ้นกันแน่"
ขณะที่บรรยากาศในห้องเต็มไปด้วยความตึงเครียดทหารอีกคนหนึ่งก็รีบวิ่งเข้ามารายงาน "ท่านเ้าเมืองมีพญานาค้าคุยกับพวกเราครับ"
เ้าเมืองยืดตัวขึ้นด้วยความใ"พญานาคเหรอ? ตัวจริงเหรอ? สิ่งมีชีวิตระดับนั้น"
ทหารพยักหน้าด้วยความมั่นใจ "ครับไม่ผิดแน่ รูปร่างแบบนั้น ตรงตามตำนานทุกประการเลย"
แพรที่ยืนอยู่ข้างๆ กร ดึงแขนเขาเบาๆ"กร...พญานาคของจริง พวกเราก็ไปดูกันเถอะ"
เ้าเมืองหันมาทางกรและพูดด้วยน้ำเสียงที่จริงจัง"กร นายเองก็มาสิ เื่นี้ต้องยืมพลังนายด้วย"
กรพยักหน้าและตอบตกลงทั้งกลุ่มรีบเดินตามทหารไปยังสถานที่ที่พญานาครออยู่ เมื่อพวกเขามาถึงกรและคนอื่นๆ ต่างก็ตกตะลึงกับสิ่งที่พวกเขาเห็น
ตรงหน้าของพวกเขาคือพญานาคที่สง่างามและน่าเกรงขามเกล็ดของมันส่องประกายสีทองระยิบระยับในแสงอาทิตย์ร่างของมันยาวและใหญ่โตเกินกว่าที่ใครจะจินตนาการได้ดวงตาของมันส่องประกายด้วยแววที่ลึกล้ำและทรงปัญญาเหมือนกับมันสามารถมองเห็นทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้
พญานาคยืนอยู่ในท่าที่ทรงพลังและสง่างามมันมองไปรอบๆ และค่อยๆ เอ่ยด้วยเสียงที่ลึกและหนักแน่น"ข้าคือพญานาคผู้เฝ้ารักษาสมดุลของโลกนี้ข้ามาเพื่อเตือนพวกเ้าเกี่ยวกับพลังอันมหาศาลที่กำลังจะทำลายทุกสิ่งที่มีอยู่หากพวกเ้าไม่ยอมร่วมมือกันเพื่อหยุดยั้ง..."
ทุกคนที่อยู่ตรงนั้นต่างก็เงียบและฟังด้วยความเคารพและตื่นเต้นพวกเขารู้ว่าพญานาคไม่ใช่สิ่งมีชีวิตธรรมดา แต่เป็ผู้มีอำนาจและรู้เห็นในสิ่งที่มนุษย์ไม่สามารถเข้าใจได้กรหันไปมองแพรด้วยความรู้สึกหนักใจแต่ก็รู้ว่านี่อาจเป็โอกาสเดียวที่จะไขความลับเกี่ยวกับการล้มสลายของอาณาจักรต่างๆและอาจจะรวมถึงกรุงศรีอโยธยาที่เขายังคงตามหาเบาะแสอยู่
เื่ราวที่กำลังจะถูกเปิดเผยจากปากของพญานาคนี้อาจเป็กุญแจสำคัญในการรักษาสมดุลของโลกและป้องกันการทำลายล้างที่กำลังจะเกิดขึ้น...
พญานาคมองไปยังกรด้วยดวงตาที่เต็มไปด้วยความเศร้าและความหนักใจ"ตอนนี้ เมืองบาดาล เมืองนาคราช ถูกมันทำลายล้างไปแล้วพี่น้องของข้าต่างตายกันไปหมดแล้ว ไม่มีสิ่งใดเหลืออยู่"
กรรู้สึกถึงความหนักใจในคำพูดของพญานาคเขาเอ่ยถามด้วยความกังวล "ใครกัน ฝีมือใครกัน"
พญานาคหันไปมองกรตรงๆดวงตาของมันส่องประกายด้วยความลึกลับและความรู้สึกที่ยากจะเข้าใจ"เ้าผู้ทำลายล้าง"
เ้าเมืองที่ยืนอยู่ข้างๆมองไปที่กรด้วยความตกตะลึง "หรือว่า...ฝีมือเ้าเหรอ กร"
แพรรีบพูดขึ้นอย่างปกป้อง "ไม่ใช่นะกรไม่มีวันทำเื่โหดร้ายแบบนั้นหรอก"
พญานาคส่ายหัวเบาๆ"เขาคือผู้ทำลายล้าง แต่เมืองที่ถูกทำลายไม่ใช่ฝีมือของเขา"
เ้าเมืองฟังแล้วรู้สึกสับสน"อะไรกันที่ทำลายเมืองพวกนั้นได้ ขนาดเมืองของสิ่งมีชีวิตระดับสูงของพวกท่านยังถูกทำลายหมดสิ้น..."
กรคิดถึงฝันร้ายที่เขาเคยมีเขาหันไปหาพญานาค "หรือว่าจะเป็...ปีศาจสีดำ"
เ้าเมืองหันไปมองกรด้วยความประหลาดใจ"ปีศาจสีดำ เ้าเคยเจอมันเหรอ"
กรส่ายหัว "ไม่หรอกแค่ได้ยินพวกทหารพูดกัน และเหมือนฉันเคยฝันแปลกๆ ด้วย ในฝันนั้นฉันเห็นปีศาจตัวสีดำที่กำลังทำลายล้างเมืองอยู่มันเป็ฝันที่เหมือนจริงมาก..."
พญานาคเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะพูดออกมา"อัมพิกา... นั่นคือชื่อของมัน อสูรอัมพิกา"
เ้าเมืองเบิกตากว้าง "อสูร..."
แพรพูดซ้ำชื่อที่เพิ่งได้ยินอย่างแ่เบา"อัมพิกา..."
พญานาคพยักหน้า "อสูรอัมพิกาเคยเป็นักรบผู้ยิ่งใหญ่ แต่ถูกคำสาปแห่งความแค้นและความเ็ปครอบงำจนกลายเป็อสูรที่เต็มไปด้วยความมืดและการทำลายล้าง มันไม่มีความปราณีและพลังของมันยิ่งใหญ่จนแม้แต่พวกข้า พญานาค ยังไม่อาจหยุดยั้งมันได้"
กรรู้สึกถึงความหนักอึ้งที่กดทับลงมา"ดังนั้น...ปีศาจสีดำที่ฉันฝันเห็น ก็คืออสูรอัมพิกา"
พญานาคพยักหน้า "ใช่เ้าคือผู้ทำลายล้างในอนาคต แต่มันคือผู้ทำลายล้างในปัจจุบันหากพวกเ้าไม่ร่วมมือกันหยุดยั้งอสูรอัมพิกาโลกทั้งใบอาจตกอยู่ในความมืดมิดตลอดกาล..."
บรรยากาศในห้องนั้นเต็มไปด้วยความเงียบงันทุกคนต่างก็รู้สึกถึงความหนักอึ้งของสถานการณ์ที่กำลังเผชิญหน้าอยู่กรที่เคยเป็นักรบผู้กล้าหาญและปกป้องผู้คนบัดนี้ต้องเผชิญหน้ากับศัตรูที่ยิ่งใหญ่กว่าที่เขาเคยเผชิญมา และในความเงียบนั้นความกลัวและความหวังเริ่มสลับกันในใจของทุกคน...
แพรจับมือกรแน่นรู้ว่าการเดินทางนี้จะเป็การต่อสู้ที่ยากลำบาก แต่เธอมั่นใจว่าพวกเขาจะไม่ยอมแพ้ไม่ว่าจะต้องเผชิญกับอะไรข้างหน้า...
พญานาคขยับตัวอย่างรวดเร็วดวงตาของมันเบิกกว้างด้วยความหวาดกลัวที่ปกคลุมทุกสิ่ง "ไม่นะ...มันมาถึงแล้ว ความตาย..."
ทันทีที่คำพูดนั้นหลุดออกจากปากของพญานาคเสียงกัมปนาทดังกึกก้องไปทั่วทั้งเมืองศรีวิชัย อสูรอัมพิกาพลังแห่งความมืดที่ถูกปลดปล่อยออกมา มันพุ่งเข้ามากลางเมืองอย่างรุนแรงและรวดเร็วร่างใหญ่โตของมันเต็มไปด้วยเงามืดที่หมุนวนรอบตัว ดวงตาของมันเปล่งแสงสีแดงราวกับเปลวเพลิงแห่งนรกทุกก้าวย่างของมันทำให้พื้นดินสั่นะเือาคารบ้านเรือนของเมืองศรีวิชัยเริ่มพังทลายลงทีละหลังท่ามกลางเสียงกรีดร้องและความโกลาหลของผู้คนที่พยายามหลบหนี
พญานาคที่ยืนอยู่เคียงข้างกรหันไปมองเขา“พวกเราต้องหยุดมัน... ห้ามให้มันทำลายล้างไปมากกว่านี้”
กรพยักหน้าแม้จะรู้สึกถึงพลังที่มหาศาลของอสูรอัมพิกาแต่เขาก็รู้ว่าต้องทำทุกอย่างเพื่อปกป้องเมืองและผู้คนที่เหลืออยู่พญานาคและกรรวมพลังกันพญานาคเรียกใช้พลังแห่งน้ำและบาดาลเพื่อสร้างคลื่นั์ที่หมุนวนรอบตัวอัมพิกาหวังที่จะกักขังมันไว้ในคลื่นน้ำอันทรงพลัง
กรยกมือขึ้นพร้อมกับเรียกพลังแห่งธรรมชาติและพลังเวทมนตร์ของเขาสายลมแรงกล้าพัดผ่านสนามรบพัดพาเศษซากและเถ้าถ่านของเมืองที่กำลังล่มสลายไปในอากาศกรสร้างพลังสายฟ้าและฟ้าผ่าเข้าใส่ร่างอันมืดมิดของอัมพิกาหวังจะหยุดการเคลื่อนไหวของมัน
แต่ทุกสิ่งที่พวกเขาทำดูเหมือนจะไร้ผลอสูรอัมพิกาที่เต็มไปด้วยความมืดและพลังแห่งการทำลายล้างกลับไม่สะทกสะท้านมันคำรามอย่างเกรี้ยวกราดพลังแห่งความโกรธและความเ็ปที่สั่งสมมานานถูกปลดปล่อยออกมาในรูปของแรงะเิที่กวาดทุกสิ่งทุกอย่างออกไปกำแพงและอาคารที่ยังคงยืนอยู่ถูกพัดพาจนพังทลายพลังนั้นรุนแรงจนแม้แต่พญานาคที่ทรงพลังยังต้องถอยหลังกลับไป
เมืองศรีวิชัยเริ่มแตกเป็เสี่ยงๆแผ่นดินที่เคยมั่นคงกลับกลายเป็แผ่นดินไหวและเถ้าถ่าน เศษซากของอาคารบ้านเรือนลอยขึ้นไปในอากาศก่อนจะตกลงมาเหมือนฝนแห่งความพินาศกรและพญานาคพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อหยุดยั้งอัมพิกาแต่แรงอาฆาตและความมืดที่ครอบงำอสูรนี้เกินกว่าจะหยุดยั้งได้
“เราต้องหาทางอื่น”พญานาคะโขณะที่พยายามควบคุมคลื่นน้ำและพลังแห่งบาดาลที่ถูกทำลายลงไปทีละน้อย"มันไม่พอ พลังของมันมากเกินไป"
กรหันมามองพญานาคและรู้ว่าพวกเขาไม่อาจเอาชนะอัมพิกาในสภาพนี้ได้“ท่านพูดถูก เราไม่สามารถสู้ต่อไปแบบนี้ได้อีกต่อไป”
ขณะที่พวกเขากำลังพยายามหาทางออกอัมพิกาก็โจมตีเข้ามาอีกครั้งพญานาคใช้พลังสุดท้ายในการสร้างเกราะน้ำปกป้องกรและแพร แต่รู้ดีว่ามันจะไม่ยืนนาน
พญานาคมองไปที่กรและแพรด้วยความเด็ดเดี่ยว“ไม่มีเวลาแล้ว เราต้องหนีไปก่อน ข้าจะช่วยพวกเ้าออกไปจากที่นี่”
กระโกลับ “ไม่ เราต้องช่วยเมืองนี้”
แต่พญานาคยืนยัน“ไม่มีเมืองเหลืออยู่แล้ว หากเราตายที่นี่ โลกจะไม่มีผู้ใดหยุดยั้งอัมพิกาได้อีก”
พญานาคใช้พลังสุดท้ายในการสร้างกระแสพลังที่รวดเร็วและแรงกล้ามันพากรและแพรออกจากสนามรบในเสี้ยววินาทีก่อนที่อสูรอัมพิกาจะส่งแรงะเิลูกใหม่ที่ทำลายเมืองศรีวิชัยทั้งหมดให้กลายเป็เพียงเศษซากและเถ้าถ่าน
เมื่อพวกเขาหยุดลงในที่ปลอดภัยนอกเขตเมืองกรมองกลับไปที่เมืองศรีวิชัยที่ตอนนี้กลายเป็เพียงซากปรักหักพังความเ็ปและความสิ้นหวังปกคลุมหัวใจของเขา แต่ในเวลาเดียวกันเขารู้ว่าต้องหาทางหยุดอสูรอัมพิกาให้ได้ก่อนที่มันจะทำลายล้างทุกสิ่งทุกอย่างที่เหลืออยู่ในโลกนี้
แพรจับมือกรไว้แน่นรู้ว่าพวกเขาเพิ่งรอดจากการทำลายล้างที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่พวกเขาเคยเจอแต่ทั้งคู่รู้ดีว่าเวลาของพวกเขาเหลือน้อยลงทุกทีในขณะที่อสูรอัมพิกายังคงอาละวาดอยู่ในโลกนี้
ท่ามกลางความเงียบสงัดดวงิญญาของพญานาคปรากฏขึ้นต่อหน้ากรและแพรมันมีรูปร่างที่เลือนรางราวกับจะถูกลมพัดปลิวไปแต่ดวงตาของมันยังคงส่องประกายแห่งความมุ่งมั่นและความห่วงใย
“ิญญาของข้ากำลังถูกมันกลืนกิน”พญานาคเอ่ยเสียงแ่เบา แต่เต็มไปด้วยความหนักใจ
กรรู้สึกถึงความสิ้นหวังที่ล้อมรอบพญานาคเขาถามด้วยความเร่งรีบ “ต้องทำยังไงถึงจะฆ่ามันได้ล่ะ”
พญานาคตอบกลับอย่างชัดเจน“กายเนื้อของมันเป็ะ”
คำพูดนี้ทำให้แพรถึงกับเงียบไปครู่หนึ่งก่อนที่จะพูดขึ้นมา“งั้นเราก็ไม่มีวันชนะสิ... จบสิ้นแล้ว”
พญานาคส่ายหัวเบาๆ“อย่าพึ่งหมดหวังไปมนุษย์ ข้ารู้บางอย่าง อสูรอัมพิกาได้ฝากหัวใจไว้กับอสูรอัปสราเพื่อเป็สัญญารักชั่วนิรันดร์ ก่อนที่มันจะคลั่งไปวิธีเดียวที่ฆ่ามันได้คือต้องทำลายหัวใจของมัน... อสูรอัปสราอยู่ที่เมืองที่ล้มสลายไป... เมืองกรุงศรีอโยธยา”
กรนิ่งคิดครู่หนึ่งแล้วถามด้วยน้ำเสียงเต็มไปด้วยความกังวล“ยังมีอสูรที่แข็งแกร่งอยู่อีกตัวเหรอ”
พญานาคพยักหน้า“อสูรอัปสราไม่ได้แข็งแกร่งเท่าสามีหรอก แต่ก็อยู่ระดับจอมเวทขั้นอาจารย์”
กรขมวดคิ้ว “งั้นเราจะต้องไปที่นั่น”
แพรที่ยืนอยู่ข้างๆ เขา มีความกังวลในใจ“แล้วเมืองลับแลของเราล่ะ อีกไม่นานอสูรอัมพิกาคงจะไปทำลายแน่ๆ”
กรกัดฟันและพูดด้วยความเครียด “บ้าเอ้ยถ้าฉันไปก็จะไม่มีใครปกป้องเมือง...”
แพรจับแขนกรและมองเข้าไปในดวงตาของเขา“ฉันจะไปจัดการอสูรอัปสราเอง ส่วนนายปกป้องเมืองของเรา”
กรแสดงความไม่สบายใจ “แต่เธอจะไหวเหรอ อสูรอัปสราแข็งแกร่งระดับอาจารย์เลยนะ”
แพรเข้ากอดกรแน่น และพูดด้วยความมั่นใจ“ฉันไหว เชื่อมั่นในตัวฉันเถอะ”
ไม่ทันที่กรจะตอบอสูรอัมพิกาก็ะโลงมาข้างๆ พวกเขา พื้นดินสั่นะเืจากแรงกระแทกและบรรยากาศรอบตัวพวกเขาเปลี่ยนไปทันทีความมืดและความโกรธเกรี้ยวของอสูรอัมพิกาเข้าปกคลุมทุกสิ่ง
พญานาคที่อยู่ในสภาพิญญารู้ว่าเวลาของพวกเขาหมดลงแล้วมันพูดด้วยน้ำเสียงที่แ่เบาแต่หนักแน่น “ไม่มีเวลาแล้วข้าจะใช้พลังที่เหลืออยู่ส่งพวกเ้าไปตามที่คุยกันไว้”
พญานาคเริ่มรวมพลังครั้งสุดท้ายกระแสพลังงานจากิญญาของมันลอยขึ้นและหมุนวนรอบตัวกรและแพร กรจับมือแพรแน่นขณะที่พลังของพญานาคเริ่มส่งพวกเขาไปสู่เป้าหมายที่แตกต่างกัน
ในวินาทีสุดท้ายก่อนที่พวกเขาจะแยกจากกันกรหันไปมองแพรด้วยความห่วงใยและความรัก “ฉันจะไม่ลืมกลับมาหาเธอ...”
แพรยิ้มให้เขาแม้ในใจจะเต็มไปด้วยความหวาดกลัว “และฉันจะไม่ทำให้นายผิดหวัง ฉันสัญญา…”
ทันใดนั้นพวกเขาก็ถูกพลังของพญานาคส่งไปยังจุดหมายปลายทางกรถูกส่งกลับไปยังเมืองลับแลเพื่อปกป้องบ้านเกิดของเขาขณะที่แพรถูกส่งไปยังเมืองกรุงศรีอโยธยาที่ซึ่งเธอต้องเผชิญหน้ากับอสูรอัปสราเพื่อตัดสินชะตากรรมของพวกเขาทั้งสองและโลกที่พวกเขารัก
เมื่อพวกเขาหายไปจากสายตาของพญานาคิญญาของมันก็เริ่มจางหายไปในอากาศ มันรู้ดีว่านี่คือความหวังสุดท้ายของโลกนี้และมันก็ฝากความหวังนั้นไว้กับมนุษย์ทั้งสองคน...
กรตื่นขึ้นมาข้างๆ เมืองลับแลเขารู้สึกถึงพลังมืดของอสูรอัมพิกาที่กำลังใกล้เข้ามาพลังนั้นเหมือนเงาทะมึนที่เคลื่อนเข้ามาปกคลุมท้องฟ้าความเยือกเย็นและความโกรธเกรี้ยวของอสูรรู้สึกได้จากทุกทิศทางร่างกายของกรตึงเครียด เตรียมพร้อมสำหรับการต่อสู้ที่กำลังจะมาถึง
กรรู้ว่าการต่อสู้ครั้งนี้ไม่สามารถเกิดขึ้นใกล้เมืองลับแลได้เขาต้องปกป้องคนที่เขารักและเมืองที่เขาเรียกว่าบ้านกรเริ่มวิ่งไปในทิศทางที่เขารู้ว่าอสูรอัมพิกากำลังจะมาเขาวิ่งลึกเข้าไปในป่าอันตรายที่ครั้งแรกที่เขาโผล่มาในโลกนี้ป่าที่เต็มไปด้วยสิ่งมีชีวิตที่น่าสะพรึงกลัวและการต่อสู้เพื่อเอาชีวิตรอดในทุกวัน
ป่านี้เป็ที่รู้จักว่าเป็ดินแดนแห่งความตายต้นไม้สูงใหญ่ที่มีรากหยั่งลึกลงไปในดินราวกับ้าดูดกลืนชีวิตจากทุกสิ่งที่เหยียบย่างเข้ามาสิ่งมีชีวิตอันตรายเดินเตร่อยู่ในเงามืด รอคอยโอกาสที่จะจู่โจมผู้บุกรุกแต่นี่คือที่ที่กรเลือกสำหรับการเผชิญหน้าครั้งนี้เขารู้ว่าเขาต้องดึงอสูรอัมพิกาเข้ามาที่นี่เพื่อหลีกเลี่ยงการทำลายล้างเมืองลับแล
ไม่นานนักกรก็เผชิญหน้ากับอสูรอัมพิกาอีกครั้งร่างกายที่ใหญ่โตและแข็งแกร่งของอัมพิกาถูกปกคลุมไปด้วยเงามืดที่หมุนวนอย่างบ้าคลั่งดวงตาสีแดงของมันส่องประกายอย่างน่ากลัวความโกรธและความเ็ปที่ซ่อนอยู่ภายในมันทำให้บรรยากาศรอบข้างดูหม่นหมองและทารุณ
กรยืนนิ่งอยู่ครู่หนึ่งก่อนที่จะเอ่ยขึ้น"พ่อครับ ผมขอยืมพลังหน่อย..."เขาพูดพลางคุกเข่าลงััพื้นดินด้วยมือทั้งสอง
ในทันทีพลังเวทมนตร์ของกรกระจายไปทั่วบริเวณ ปลุกชีพสัตว์ที่เคยตายไปในป่าแห่งนี้ร่างที่ไร้ชีวิตของพวกมันเริ่มเคลื่อนไหวอีกครั้งกลายเป็ผีปอบหลายร้อยตัวที่ลุกขึ้นมาจากดิน พวกมันล้อมรอบอสูรอัมพิกาในวงกว้างร้องคำรามด้วยเสียงที่เต็มไปด้วยความหิวโหยและความโกรธเกรี้ยว
อสูรอัมพิกาไม่หวั่นไหวมันคำรามอย่างเกรี้ยวกราดและพุ่งเข้าจู่โจมผีปอบที่เข้ามาล้อมรอบมันกรงเล็บของมันฟาดฟันผีปอบทีละตัว เสียงกระดูกแตกหักดังสนั่นไปทั่วป่าแต่ผีปอบเ่าั้ยังคงกรูเข้าใส่อสูรอัมพิกาไม่หยุดหย่อนพวกมันกระโจนเข้ากัดและฉีกทึ้งร่างของอสูร ทว่ากลับทำได้เพียงแค่ถ่วงเวลามันไว้เท่านั้น
กรรู้ว่าเวลาที่เขามีเหลืออยู่น้อยเต็มทีเขาใช้พลังเวทมนตร์ในการเรียกกระแสลมและพลังสายฟ้าลงมาโจมตีอสูรอัมพิกาสายฟ้าสีฟ้าเข้มฟาดลงมาจากท้องฟ้าพุ่งตรงไปยังร่างของอสูรความแรงของพลังทำให้พื้นดินสั่นะเืและต้นไม้รอบข้างถูกพัดจนล้มลง
แต่ถึงแม้จะถูกสายฟ้าฟาดเต็มแรงอสูรอัมพิกากลับไม่สะทกสะท้านมันหันมาสบตากรด้วยดวงตาแดงก่ำที่เต็มไปด้วยความเกลียดชังอสูรอัมพิกาคำรามและเรียกพลังมืดจากภายในร่างกายมันพุ่งเข้าโจมตีกรด้วยความเร็วที่น่ากลัวกรงเล็บของมันฟาดฟันเข้าใส่พื้นดินจนแตกกระจาย กรต้องะโหลบหลีกอย่างรวดเร็ว
กรใช้พลังของเขาในการควบคุมเถาวัลย์หนาแน่นให้พุ่งขึ้นจากพื้นดินรัดร่างของอสูรอัมพิกาไว้เถาวัลย์เ่าั้รัดแน่นจนแทบไม่มีทางให้ขยับเขยื้อนแต่พลังของอัมพิกานั้นมหาศาลเกินไปมันฉีกขาดเถาวัลย์ออกอย่างง่ายดายและคำรามดังสนั่นไปทั่วป่า
เสียงะเิและเสียงกรีดร้องของผีปอบที่ถูกทำลายดังต่อเนื่องกรใช้พลังทุกหยดที่เขามีในการโจมตีและถ่วงเวลาอสูรอัมพิกาเขารู้ว่าการต่อสู้ครั้งนี้เป็เพียงการถ่วงเวลา แต่เขายังคงไม่ยอมแพ้ความมุ่งมั่นในใจของเขายังคงแข็งแกร่ง แม้จะรู้ว่าอสูรนี้อาจเป็ศัตรูที่เกินกว่าจะเอาชนะได้ด้วยพลังเพียงอย่างเดียว
การต่อสู้ระหว่างกรและอสูรอัมพิกากลายเป็ศึกที่ยิ่งใหญ่และน่ากลัวที่สุดในป่าแห่งนี้ความมืดและพลังเวทมนตร์ที่ถูกปลดปล่อยออกมาทำให้บรรยากาศรอบข้างเต็มไปด้วยพลังงานที่บ้าคลั่งพื้นดินแตกเป็เสี่ยงๆ สายฟ้าผ่าลงมาจากท้องฟ้าอย่างต่อเนื่องพลังของอสูรและกรต่างปะทะกันอย่างดุเดือดจนดูเหมือนว่าทั้งป่าอาจจะถูกทำลายไปในเวลาอันสั้น
กรพยายามใช้ทุกวิธีเพื่อหยุดยั้งอสูรอัมพิกาเขาเรียกทุกพลังที่เขามีและทำทุกอย่างที่สามารถทำได้ แม้จะรู้ว่าเป็การถ่วงเวลาเพื่อรอคอยความช่วยเหลือหรือทางออกที่เขายังไม่สามารถเห็นได้
แต่มันก็ไม่เพียงพออสูรอัมพิกาแข็งแกร่งเกินไปความมืดที่มันนั้นล้ำลึกจนไม่มีพลังใดจะต้านทานได้กรเริ่มรู้สึกถึงความเหนื่อยล้าที่เข้ามาแทนที่ความหวังของเขาเริ่มจางหายไปทีละน้อย
แต่ถึงกระนั้น เขาก็ไม่หยุดต่อสู้เขารู้ว่านี่คือสิ่งที่เขาต้องทำ ไม่ว่าจะเป็อย่างไร...
กรและอสูรอัมพิกายืนประจันหน้ากันอีกครั้งในป่าที่เต็มไปด้วยความมืดและพลังแห่งความตายหลังจากการต่อสู้อันดุเดือดและรุนแรง อสูรอัมพิกาก็หยุดลงชั่วคราวมองกรด้วยดวงตาที่เต็มไปด้วยความรู้สึกที่ซับซ้อน ราวกับว่ามัน้าพูดบางอย่าง
"เ้า..."อสูรอัมพิกาเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่แฝงไปด้วยความเศร้า"เ้าคือคู่ต่อสู้ที่ทำให้ข้ารู้สึกสนุกที่สุดในหลายศตวรรษข้าััได้ถึงความกล้าหาญในตัวเ้า ความมุ่งมั่นที่ไม่มีวันท้อถอยมันทำให้ข้านึกถึงอดีต...อดีตที่ข้าอยากจะลืม แต่ไม่เคยทำได้"
กรมองอสูรอัมพิกาด้วยความสงสัย"อดีตของเ้า..."
อสูรอัมพิกาหัวเราะเบาๆแต่เสียงหัวเราะนั้นเต็มไปด้วยความเ็ปที่ยังคงฝังอยู่ในหัวใจที่ไม่มีวันตาย"ข้าเคยเป็มนุษย์เช่นเดียวกับเ้า ชื่อของข้าคือ อัมพิกาข้าเคยเป็นักรบผู้แข็งแกร่งและกล้าหาญ ข้ารักการต่อสู้ และข้ารักอาณาจักรของข้าแต่ไม่มีสิ่งใดที่ข้ารักมากไปกว่าภรรยาของข้านางชื่อว่าอัปสรา...หญิงสาวที่สวยงามราวกับเทพธิดา"
กรยังคงฟังอย่างตั้งใจขณะที่อสูรอัมพิกาเล่าต่อ "อัปสรานั้นภายนอกดูงดงามและอ่อนหวานแต่ภายในนางกลับซ่อนความชั่วร้ายไว้อย่างลึกลับข้าไม่รู้เลยว่าขณะที่ข้าออกไปทำาเพื่อปกป้องบ้านเมืองนางกลับไปแสวงหาความรักจากชายอื่น ข้ากลับบ้านมาพบกับภาพที่ทำให้หัวใจข้าแตกสลาย...นางกำลังร่วมรักกับชายอื่นในบ้านของข้าเอง"
ความโกรธและความเ็ปที่ยังคงฝังอยู่ในใจของอสูรอัมพิกาถูกปลดปล่อยออกมาในน้ำเสียงของมัน"ข้าโกรธแค้นจนควบคุมตัวเองไม่ได้ ข้าสังหารชายคนนั้นทันทีแต่ถึงแม้ว่าข้าจะเห็นนางทรยศต่อข้า ข้ายังรักนางอย่างหมดใจข้าเลือกที่จะให้อภัยนาง ไม่ว่าความผิดจะหนักหนาเพียงใดเพราะความรักที่ข้ามีต่ออัปสราไม่มีที่สิ้นสุด"
กรสามารถััถึงความเ็ปที่อสูรอัมพิกาพยายามจะสื่อออกมา"แล้วเกิดอะไรขึ้นต่อจากนั้น"
อสูรอัมพิกาหลับตาลงเหมือนกับกำลังย้อนกลับไปยังวันที่เลวร้ายนั้น "แต่แล้วโชคชะตากลับโหดร้ายข้าถูกจับและถูกตัดสินปะาชีวิตในฐานะฆาตกรที่สังหารชายคนนั้นไปอัปสรารู้ดีว่าตัวเองทำอะไรลงไปนางรู้สึกผิดและเศร้าหมองที่การกระทำของนางนำข้ามาถึงจุดจบนี้ นางภาวนาต่อ์และโลกเพื่อขอพบข้าอีกครั้งแต่คำอธิษฐานของนางกลับถูกตอบรับโดยพลังงานชั่วร้าย นางไม่สามารถทนอยู่ต่อไปได้นางจึงตัดสินใจผูกคอตายในบ้านที่เคยอบอุ่นของเราิญญาของข้าถูกพลังงานชั่วร้ายคืนชีพขึ้นมาอีกครั้งข้ากลายเป็ปีศาจที่เต็มไปด้วยความโกรธและความเ็ป"
เสียงของอสูรอัมพิกาเริ่มสั่นสะท้าน"พลังงานมืดนั้นไม่เพียงแต่ชุบชีวิตข้า แต่ยังนำคำสาปที่โหดร้ายมาด้วยอัปสรากลายเป็ทาสกามของอัสโมดัส บาปแห่งราคะข้าไม่อาจทนเห็นภรรยาของข้าทนทุกข์ทรมานเช่นนั้นได้ ข้าจึงทำสัญญากับอัสโมดัสโดยฝากหัวใจของข้าที่เต็มไปด้วยความรักและความเ็ปไว้กับอัปสรา"
กรรู้สึกถึงความสิ้นหวังในคำพูดของอสูรอัมพิกา"เ้าทำสัญญากับปีศาจเพื่อช่วยนาง"
อสูรอัมพิกาพยักหน้า "ใช่ข้าทำทุกอย่างเพื่อปลดปล่อยนางจากการเป็ทาสของอัสโมดัสแต่ข้ากลับถูกคำสาปแห่งความแค้นและความมืดมิดครอบงำ ข้ากลายเป็อสูรที่ไร้หัวใจพลังของข้าถูกใช้ในการล่าิญญาทั่วอาณาจักรข้าทำลายล้างทุกสิ่งทุกอย่างที่ข้าเคยปกป้อง ข้าไม่อาจหันกลับมาได้อีกแล้ว"
กรมองเข้าไปในดวงตาของอสูรอัมพิกาเขาเห็นความมืดมิดที่ลึกซึ้งแต่เขายังเห็นเศษเสี้ยวของมนุษย์ที่ยังคงหลงเหลืออยู่ในตัวอสูรนี้
อสูรอัมพิกาหัวเราะอีกครั้งคราวนี้เต็มไปด้วยความสิ้นหวัง "แต่ในที่สุด ข้าก็ไม่ได้รับการปลดปล่อยข้ายังคงต้องตามล่าิญญาต่อไป โดยไม่มีวันสิ้นสุดความรักที่ข้ามีต่ออัปสราและความหวังที่จะปลดปล่อยนางกลายเป็สิ่งเดียวที่เหลืออยู่ในชีวิตที่ไร้สิ้นสุดนี้..."
กรเข้าใจว่าอสูรอัมพิกาไม่ได้เป็เพียงอสูรธรรมดาแต่เป็สิ่งมีชีวิตที่ถูกความเ็ปและความโกรธเกรี้ยวครอบงำ"ข้ารู้ว่าเ้าผ่านอะไรมาบ้าง ข้าเข้าใจความเ็ปของเ้า...แต่ข้าไม่สามารถปล่อยให้เ้าทำลายล้างโลกนี้ได้"
อสูรอัมพิกาพยักหน้า "ข้ารู้...และข้าจะไม่หยุดจนกว่าทุกสิ่งทุกอย่างจะถูกทำลายล้างข้าไม่มีอะไรให้เสียอีกแล้ว..."
ดวงตาของอสูรอัมพิกาเปล่งประกายด้วยความมืดมิดและพลังแห่งความแค้น"มาเถิด มนุษย์ ต่อสู้จนถึงที่สุด แล้วดูว่าเ้าจะทำได้เพียงใด"
การต่อสู้เริ่มต้นขึ้นอีกครั้งคราวนี้เต็มไปด้วยความรุนแรงและความมุ่งมั่นกรและอสูรอัมพิกาต่างพุ่งเข้าหากันด้วยพลังที่เพิ่มขึ้น ไม่มีใครยอมแพ้และทั้งคู่รู้ดีว่านี่อาจเป็การต่อสู้ครั้งสุดท้ายที่ตัดสินชะตากรรมของทั้งโลก...
แพรปรากฏตัวขึ้นข้างซากเมืองที่ล้มสลายอาณาจักรกรุงศรีอโยธยา ท้องฟ้าสีเทาหม่นครอบคลุมทั่วดินแดนแห่งนี้ทุกสิ่งทุกอย่างเงียบสงัดราวกับเวลาหยุดเดินแพรััได้ถึงพลังงานมืดที่ยังคงเหลืออยู่ในอากาศพลังนั้นทำให้เธอรู้สึกหนาวเหน็บไปถึงกระดูก แต่เธอรู้ว่าเธอไม่มีทางหันหลังกลับเธอจำเป็ต้องเผชิญหน้ากับสิ่งที่อยู่ข้างหน้า
แพรย่องเข้าไปในซากเมืองที่พังทลายเหลือบมองดูรอบๆ เพื่อหาที่มาของพลังงานมืดนั้นและสิ่งที่เธอเห็นทำให้หัวใจของเธอเต้นแรงขึ้น ภาพที่ปรากฏตรงหน้าคืออัสโมดัสปีศาจบาปแห่งราคะ กำลังขืนใจอสูรอัปสราอยู่ร่างของมันใหญ่โตและเต็มไปด้วยความน่ากลัว พลังของมันแผ่กระจายไปทั่วอาณาบริเวณทำให้ทุกอย่างรอบตัวดูมืดมนและสิ้นหวัง
แพรพึมพำกับตัวเอง “นั่นมันตัวบ้าอะไร...พลังของมันยิ่งใหญ่กว่าทุกสิ่งที่ข้าเคยเจอ และยิ่งกว่าอสูรอัมพิกาเสียอีก”
อัสโมดัสหัวเราะเบาๆ อย่างพึงพอใจ“อ้า... รู้สึกดีจริงๆ”แล้วมันก็ลุกขึ้นเดินเข้าประตูมิติบางอย่างที่เปิดขึ้นตรงหน้ามันก่อนที่จะหายไปในพริบตา ทิ้งอสูรอัปสราให้นอนอยู่บนพื้นด้วยความอ่อนแรง
อสูรอัปสรานอนร้องไห้ น้ำตาไหลอาบแก้ม"อัมพิกา... ข้าคิดถึงเ้าเหลือเกิน"
แพรมองไปยังอสูรอัปสราด้วยความรู้สึกหลากหลายแต่เธอรู้ว่าตอนนี้ไม่มีเวลาให้เสียใจ “ปีศาจตัวเมื่อกี้อะไรกัน...มันทำให้ข้ารู้สึกเหมือนโลกนี้กำลังจะจมลงไปในความมืดมิด ไม่... ตอนนี้มันไปแล้วเราต้องรีบจัดการอสูรอัปสรา”
อสูรอัปสราเงยหน้าขึ้นมาด้วยดวงตาที่เต็มไปด้วยความโกรธและความอัปยศ“เ้า...เ้ามนุษย์ที่อยู่ตรงนั้นนะ! เ้าจะให้ข้าออกไปฆ่าเ้าหรือเ้าจะมาหาข้าถึงที่นี่ ทำไมเ้าถึงกล้าเห็นข้าในสภาพที่น่าอัปยศเช่นนี้?”
เสียงของอสูรอัปสราเต็มไปด้วยความโกรธเคืองแพรเห็นว่าอสูรอัปสรากำลังเตรียมตัวจะโจมตีเธอความมืดมิดที่ห่อหุ้มร่างของอสูรอัปสรานั้นเต็มไปด้วยพลังที่น่ากลัวแพรต้องรวบรวมความกล้าและพลังที่มีทั้งหมดเพื่อเผชิญหน้ากับอสูรที่อยู่ตรงหน้า
แพรยืนกรานด้วยความมั่นใจแม้ภายในจะรู้สึกหวาดกลัว “ข้ามาที่นี่เพื่อหยุดเ้า ไม่ว่าต้องเผชิญกับอะไรข้าก็จะไม่ถอย”
อสูรอัปสราหัวเราะอย่างขมขื่นและเริ่มแสดงพลังที่น่ากลัวของตนเอง“ถ้าเ้าอยากจะตายที่นี่ ข้าก็จะทำให้เ้าสมปรารถนาเอง!”
อสูรอัปสรามองไปที่แพรด้วยดวงตาที่เต็มไปด้วยความโกรธและความชิงชังร่างของนางเต็มไปด้วยพลังมืดที่แผ่ซ่านออกมาอย่างน่ากลัวในขณะที่แพรเตรียมตัวรับมือกับการโจมตี อสูรอัปสราก็ยกมือขึ้นปล่อยพลังมืดออกมาจากร่างกายของนาง และเริ่มสร้างสิ่งมีชีวิตอันน่าสะพรึงกลัวขึ้นมา
พื้นดินรอบตัวอสูรอัปสราเริ่มสั่นไหวและแตกออกมาร่างเล็กๆ ของเด็กทารกผีหลายร้อยตัวโผล่ขึ้นมาจากพื้นดินิัของพวกมันเป็สีซีดขาว ดวงตาไร้ชีวิตและเต็มไปด้วยความมืดเด็กทารกผีเหล่านี้มีท่าทางน่าสะพรึงกลัวพวกมันกรีดร้องเสียงแหลมและพุ่งตัวเข้าหาแพรด้วยความโกรธเกรี้ยว
แพรพยายามรับมือกับการโจมตีที่มาจากทุกทิศทางเธอใช้พลังไฟทั้งหมดที่มีสร้างโล่ไฟขึ้นมาป้องกันตัวเองแต่จำนวนเด็กทารกผีที่มากมายทำให้การป้องกันเริ่มที่จะไม่เพียงพอพวกมันกรีดร้องและพยายามทำลายโล่ไฟของแพรด้วยความแข็งแกร่งที่ไม่สมกับร่างเล็กๆของพวกมัน
แพรพยายามตอบโต้เธอเรียกพลังเวทมนตร์ของเธอมาใช้ปล่อยลูกไฟขนาดั์ออกไปโจมตีเด็กทารกผีเ่าั้ลูกไฟพุ่งตรงไปยังศัตรูอย่างรวดเร็ว แผดเผาพวกมันจนกลายเป็เถ้าถ่านแต่ทุกครั้งที่ลูกไฟถูกปล่อยออกไปอสูรอัปสราก็สร้างเด็กทารกผีขึ้นมาใหม่ไม่หยุดหย่อน ความเหน็ดเหนื่อยเริ่มเข้ามาครอบงำแพรเธอรู้สึกได้ว่าพลังของเธอเริ่มลดน้อยลงเรื่อยๆ
ขณะที่แพรกำลังต่อสู้ด้วยพลังที่เหลืออยู่อสูรอัปสราก็ยกมือขึ้นอีกครั้ง คราวนี้นางรวบรวมพลังมืดของนางในมือก่อนที่จะปล่อยออกมาเป็ลูกไฟขนาดั์ พลังงานมืดนั้นรุนแรงเกินกว่าที่แพรเคยเจอลูกไฟพุ่งตรงมาที่แพรอย่างรวดเร็วและรุนแรง เธอพยายามหลบหลีก แต่ความเร็วของมันทำให้เธอไม่สามารถหลบพ้นได้ทัน
ลูกไฟพุ่งเข้าชนกับแพรอย่างเต็มที่แรงะเิทำให้เธอลอยกระเด็นไปหลายเมตร ร่างของเธอกระแทกกับพื้นอย่างแรงความเ็ปท่วมท้นทั่วร่างกาย แพรพยายามจะลุกขึ้นแต่ร่างกายของเธออ่อนแรงเกินกว่าจะทำได้
อสูรอัปสราเดินเข้ามาใกล้แพรร่างของนางยิ่งดูน่ากลัวและทรงพลังยิ่งขึ้นเมื่ออยู่ใกล้ แพรนอนอยู่บนพื้นมองขึ้นไปยังอสูรอัปสราด้วยความสิ้นหวัง น้ำตาไหลออกมาจากดวงตาของเธอเธอรู้สึกถึงความพ่ายแพ้ที่หนักหน่วงและรู้ดีว่าตนเองไม่สามารถสู้กับพลังอันยิ่งใหญ่ของอสูรอัปสราได้อีกต่อไป
อสูรอัปสรายืนอยู่เหนือร่างของแพรและหัวเราะเบาๆเสียงหัวเราะนั้นเต็มไปด้วยความชั่วร้ายและความสะใจ “เ้ามนุษย์...ข้าเตือนแล้วว่าเ้าไม่มีทางชนะข้าได้ในที่สุดเ้าก็ได้เห็นแล้วว่าอำนาจของข้านั้นยิ่งใหญ่เพียงใดและเ้าก็รู้แล้วว่าความพยายามของเ้ามันไร้ค่าเพียงใด”
แพรพยายามหายใจลึกเพื่อคุมสติแต่ความกลัวและความสิ้นหวังเข้าครอบงำจิตใจของเธอ “ไม่...ข้าไม่สามารถหยุดเ้าได้...”
อสูรอัปสรายิ้มเยาะและก้มลงมามองแพรด้วยความเหนือกว่า“ใช่แล้ว... และไม่มีใครที่จะหยุดข้าได้เ้าและทุกคนที่พยายามจะต่อสู้กับข้าจะต้องจบลงในความพินาศข้าจะทำลายทุกสิ่งทุกอย่างที่ขวางทางข้า เหมือนกับที่ข้าได้ทำกับเ้าตอนนี้”
แพรรู้สึกถึงความสิ้นหวังที่ท่วมท้นเธอไม่สามารถหาทางออกจากสถานการณ์นี้ได้ ทุกสิ่งทุกอย่างดูเหมือนจะหมดหวังไม่มีแสงสว่างใดๆ ที่จะช่วยเธอได้อีกต่อไป เธอนอนอยู่บนพื้นร่างกายเต็มไปด้วยความเ็ปและความอ่อนล้าขณะที่อสูรอัปสรายืนอยู่เหนือเธอในชัยชนะที่เย้ยหยัน...
ความมืดมิดที่ปกคลุมอาณาจักรกรุงศรีอโยธยายังคงเข้มข้นและแพรก็พบว่าตัวเองตกอยู่ในสถานการณ์ที่ไร้ทางออกจมอยู่ในความสิ้นหวังและความพ่ายแพ้ที่ดูเหมือนจะไม่มีวันหลุดพ้น...
กรเองก็กำลังตกอยู่ในสถาการที่พ่ายแพ้ไปอสูรอัมพิกาเดินมาหาก่อนช้าก่อนที่จะชาร์จพลังปลิดชีพ
เสียงลึกลับดังขึ้นทั้งฝ่ายก่อนและแพร “ทำได้ดีมากมนุษย์ พวกเ้าไม่สู้เพียงลำพังต่อไปแล้ว”
นั้นคือเสียงเขาเหล่าพญานาคและเหล่าสัตว์ป่าหิมพานต์ฝ่ายแพรจู่ๆ พญานาคและเหล่าสัตว์ป่าหิมพานต์มาช่วยสู้กับอสูรอัปราอสูรสู้กับพวกนั้นอย่างสุดชีวิต “ไม่นะฉันยังไม่ได้เจอเธอเลย ฉันขอโทษสำหรับทุกอย่างนะอัมพิกา”
ฝ่ายกรกรและเหล่าพญานาคและเหล่าสัตว์ป่าหิมพานต์ช่วยกัดสู้กับอสูรอัมพิกาก่อนที่อสูรอัมพิกาจะััได้ว่าอัปสราได้ตายไปแล้วและเขาก็จะตายตามไปเพราะหัวใจของเขาได้ถูกทำลายไปแล้ว “จบแล้วสินะ”
กรััได้ว่ามันจบแล้วอสูรอัมพิกาแพ้แล้ว “หยุดการต่อสู้ได้แล้วเขาแพ้แล้ว”
อสูรอัมพิกา “ไม่นะ ฉันยังไม่ได้เจอเธอเลย ฉันขอโทษสำหรับทุกอย่างนะอัปสรา”
การต่อสู้ระหว่างกรและอสูรอัมพิกาในป่ามืดมนยังคงดำเนินไปอย่างดุเดือดแต่กรเริ่มรู้สึกได้ว่าพลังของเขากำลังหมดลงอสูรอัมพิกายังคงเดินหน้าเข้ามาหาเขาอย่างช้าๆดวงตาของมันเต็มไปด้วยความโกรธและความเ็ปที่ยังไม่สิ้นสุดมันรวบรวมพลังมืดจากทุกสิ่งที่อยู่รอบตัวเตรียมที่จะปลิดชีพกรด้วยการโจมตีครั้งสุดท้าย
ขณะเดียวกันแพรที่กำลังต่อสู้กับอสูรอัปสราในเมืองกรุงศรีอโยธยาก็กำลังตกอยู่ในสถานการณ์ที่สิ้นหวังเช่นกันอสูรอัปสรากำลังใช้พลังที่เหลืออยู่เพื่อกำจัดแพร และดูเหมือนว่าเธอจะไม่มีทางรอด
แต่ในขณะที่ทั้งกรและแพรต่างกำลังเผชิญหน้ากับความพ่ายแพ้เสียงลึกลับก็ดังก้องขึ้นในจิตใจของพวกเขาทั้งสอง “ทำได้ดีมาก มนุษย์พวกเ้าไม่ต้องสู้เพียงลำพังอีกต่อไปแล้ว”
เสียงนั้นคือเสียงของเหล่าพญานาคและสัตว์ป่าหิมพานต์ที่มาช่วยพวกเขาในการต่อสู้ครั้งนี้กรหันมองไปรอบๆ และเห็นพญานาคพร้อมกับสัตว์ป่าหิมพานต์พุ่งเข้ามาสมทบในการต่อสู้เหล่าพญานาคพ่นน้ำศักดิ์สิทธิ์และเรียกใช้พลังแห่งธรรมชาติร่วมกับพลังของกรในขณะที่สัตว์ป่าหิมพานต์โจมตีอสูรอัมพิกาด้วยพลังอันมหาศาลการรวมพลังของพวกเขาทำให้อสูรอัมพิกาถูกบีบให้ถอยหลังไป
ฝ่ายของแพรเหล่าพญานาคและสัตว์ป่าหิมพานต์ที่มาถึงเมืองกรุงศรีอโยธยาเช่นกันพวกเขาร่วมกันต่อสู้กับอสูรอัปสราอย่างสุดกำลังเสียงคำรามของพญานาคและสัตว์ป่าหิมพานต์ทำให้ความมืดมิดที่เคยปกคลุมเมืองค่อยๆจางหายไป แต่ถึงแม้พวกเขาจะสามารถทำให้อสูรอัปสราต้องถอยทัพความโศกเศร้าและความสิ้นหวังของอัปสรายังคงเป็แรงขับเคลื่อนที่ทำให้เธอสู้ต่อไป
อสูรอัปสราต่อสู้ด้วยความบ้าคลั่งขณะที่นางถูกรุมล้อมโดยพลังแห่งแสงและธรรมชาติน้ำตาแห่งความเสียใจเริ่มไหลออกจากดวงตาของนาง “ไม่นะ...ฉันยังไม่ได้เจออัมพิกาเลย ฉันขอโทษสำหรับทุกอย่าง... อัมพิกา...”เสียงของอสูรอัปสราสั่นไหวด้วยความโศกเศร้าในใจ
กลับมาที่กรขณะที่อสูรอัมพิกากำลังพยายามใช้พลังสุดท้ายเพื่อโจมตีอีกครั้งเขาก็หยุดชะงักลงทันที มันรู้สึกถึงบางสิ่งบางอย่าง... หัวใจของมันเต้นแรงขึ้นมันััได้ว่าอัปสรา...คนที่มันรักที่สุดได้ตายไปแล้วความรู้สึกว่างเปล่าและความสิ้นหวังถาโถมเข้ามาในจิตใจของมัน
อสูรอัมพิกาพูดด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความโศกเศร้าและสำนึกผิด“จบแล้วสินะ... หัวใจของข้า... มันถูกทำลายแล้ว...”
กรััได้ว่าการต่อสู้ได้สิ้นสุดลงแล้วเขาหันไปมองอสูรอัมพิกาและพูดด้วยความเห็นใจ “หยุดการต่อสู้ได้แล้ว... เขาแพ้แล้ว”
อสูรอัมพิกาทรุดลงไปกับพื้นดวงตาที่เคยเต็มไปด้วยความโกรธและความมืดมิด บัดนี้มีเพียงความว่างเปล่ามันพูดด้วยเสียงที่อ่อนแรงและสิ้นหวัง “ไม่นะ... ฉันยังไม่ได้เจอเธอเลย...ฉันขอโทษสำหรับทุกอย่างนะ อัปสรา... ขอโทษที่ข้าไม่สามารถปกป้องเ้าได้ขอโทษที่ข้ากลายเป็แบบนี้...”
น้ำตาแห่งความเสียใจเริ่มไหลออกมาจากดวงตาของอสูรอัมพิกาก่อนที่ร่างของมันจะค่อยๆ สลายไปในอากาศทิ้งไว้เพียงความเงียบสงบที่เคยไม่มีอยู่ในตัวมันกรยืนมองด้วยความรู้สึกที่หลากหลาย เขารู้ว่านี่คือจุดจบของอสูรอัมพิกาแต่อีกด้านหนึ่ง เขาก็รู้สึกถึงความเ็ปและความเศร้าที่อสูรนี้เคยต้องเผชิญ
การต่อสู้จบลงแล้ว อสูรอัมพิกาแพ้ไปแต่สิ่งที่เหลืออยู่ในจิตใจของกรคือความเข้าใจในความเ็ปของอีกฝ่าย และความตั้งใจที่จะปกป้องผู้คนจากความมืดมิดที่อาจยังคงหลงเหลืออยู่...
กรยืนอยู่ท่ามกลางความเงียบสงบหลังการต่อสู้ที่ดุเดือดได้สิ้นสุดลงเขามองไปยังที่ที่อสูรอัมพิกาเคยอยู่และรู้สึกถึงความเศร้าและความเ็ปที่อัมพิกาเคยประสบมากรปิดตาลงและยกมือขึ้นพนม ทบทวนคำภาวนาในใจของเขา
"ขอภาวนาต่อเทวดาทั้งหลาย...ได้โปรดยกโทษในความผิดของพวกเขา ได้โปรดให้อภัยอัมพิกาและอัปสราขอให้พวกเขาได้อยู่ด้วยกันอีกครั้งในความสุขนิรันดร์...ขอให้พวกเขาได้รับโอกาสที่จะรักและอยู่ด้วยกันตลอดไป..."
คำภาวนาของกรก้องกังวานไปในอากาศที่เงียบสงบในขณะที่เขาภาวนา แสงสว่างอ่อนโยนก็เริ่มส่องลงมาจากฟากฟ้าแสงนั้นเปล่งประกายไปทั่วบริเวณทำให้บรรยากาศที่เคยเต็มไปด้วยความมืดมิดกลับมาเป็สถานที่ที่เปี่ยมไปด้วยความสงบและความหวัง
ในโลกที่เต็มไปด้วยความว่างเปล่าอัมพิกาในร่างมนุษย์กำลังคุกเข่าร้องไห้อยู่น้ำตาแห่งความเสียใจและความสำนึกผิดไหลลงมาจากดวงตาของเขา เขาคิดถึงอัปสราภรรยาที่เขารักอย่างสุดหัวใจความรู้สึกว่างเปล่าและสิ้นหวังถาโถมเข้ามาในจิตใจของเขา
ทันใดนั้นเองเสียงที่คุ้นเคยก็ดังขึ้นเบาๆ ข้างหลังเขา “นั่นเธอใช่ไหม... อัมพิกา”
อัมพิกาเงยหน้าขึ้นอย่างช้าๆและสิ่งที่เขาเห็นทำให้หัวใจของเขาเต้นแรงอีกครั้งใบหน้าที่สวยงามดั่งเทพธิดาของอัปสรา ภรรยาที่เขารักมากที่สุดนางยืนอยู่ตรงหน้าเขาในชุดขาวสะอาดตา ใบหน้าที่เขาไม่เคยลืม...ใบหน้าที่เขาไม่ได้เห็นมานานมาก แต่ยังคงจำได้ดีเหมือนเมื่อวาน
อัมพิกาลุกขึ้นยืนน้ำตายังคงไหลออกมาจากดวงตาของเขา “อัปสรา... นั่นเธอใช่ไหม”
อัปสรายิ้มอ่อนโยนดวงตาของนางเต็มไปด้วยความรักและความอาลัย “ใช่ ข้าเอง... อัมพิกา”
อัมพิกาไม่อาจทนความรู้สึกภายในได้อีกต่อไปเขาวิ่งเข้าหานางและกอดนางแน่น น้ำตาของทั้งคู่ไหลออกมาอย่างไม่หยุดหย่อนความรักและความโศกเศร้าที่เคยคั่งค้างในหัวใจของพวกเขาถูกปลดปล่อยออกมาในกอดอันอบอุ่นนี้
“ในที่สุด...ในที่สุดพวกเราก็ได้เจอกันแล้ว...” อัมพิกาเอ่ยออกมาด้วยเสียงสั่นเครือ
อัปสราก็ร้องไห้ออกมา “ข้าเสียใจ...ข้าเสียใจสำหรับทุกสิ่งทุกอย่าง... ข้าคิดถึงเ้าเหลือเกิน อัมพิกา”
ทั้งคู่กอดกันแน่นยิ่งขึ้นดวงิญญาของพวกเขาสองคนได้รับการปลดปล่อยจากความเ็ปและความโกรธเกรี้ยวที่เคยครอบงำบัดนี้พวกเขาได้กลับมาอยู่ด้วยกันอีกครั้งในที่ที่เต็มไปด้วยความสงบและความรักนิรันดร์
การให้อภัยและความรักที่พวกเขามีต่อกันเป็สิ่งที่ทำให้พวกเขาหลุดพ้นจากคำสาปและความมืดมิดในที่สุดอัมพิกาและอัปสราก็ได้พบความสุขที่พวกเขาค้นหามาตลอดและจะอยู่ด้วยกันตลอดไปในสรวง์แห่งนี้...
End Credit Scene
ณ นรก
ในขุมนรกที่ลึกที่สุดที่ซึ่งเปลวไฟลุกโชนตลอดเวลาเสียงกรีดร้องของิญญาที่ถูกทรมานดังสะท้อนอยู่ในความมืดมิดท่ามกลางเปลวเพลิงนั้น อัสโมดัส ยืนอยู่ท่ามกลางหมอกมืดที่ไหลวนรอบตัวเขาดวงตาสีแดงฉานของเขาส่องประกายแห่งความโกรธเคือง ริมฝีปากของเขาบึ้งตึงเมื่อเขารู้ว่าของเล่นที่เขาสร้างขึ้นมาถูกทำลายไป
อัสโมดัส "ของเล่นของข้าถูกทำลายไปแล้วเหรอ ชิ..." เขาพึมพำกับตัวเองน้ำเสียงเต็มไปด้วยความขัดใจ และความไม่พอใจที่ไม่สามารถปกปิดได้
ในขณะที่เขากำลังครุ่นคิดเสียงหัวเราะเบาๆ แต่แฝงไปด้วยความเยาะเย้ยดังขึ้นจากเงามืดของนรก ซาตาน ปรากฏตัวขึ้นด้วยรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยเล่ห์เหลี่ยม
ซาตาน "เ้านั่นนะ ของเล่นของเ้า ฆ่าคนไปเยอะเลยนะ"ซาตานพูดด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความสนุกสนานราวกับชมผลงานชิ้นเอกของเขา
อัสโมดัส "เพราะเ้าแอบใส่พลังโทสะครอบงำมันไม่ใช่รึไง อย่าคิดว่าข้าไม่รู้นะ"อัสโมดัสหันมามองซาตานด้วยสายตาที่แฝงไปด้วยความโกรธที่เริ่มปะทุขึ้น
ซาตาน "ขอโทษๆ ข้าแค่เล่นสนุกนิดหน่อยเอง..."ซาตานยกมือขึ้นด้วยท่าทางที่แสร้งทำเป็สำนึกผิดแต่รอยยิ้มที่มุมปากของเขายังคงไม่หายไป
ณ ์ชั้นปรนิมมิตวสวัตดี
บน์ชั้นปรนิมมิตวสวัตดีที่เปล่งประกายด้วยแสงสีทองท้าวมาราธิราชนั่งอยู่บนบัลลังก์ที่สูงส่งเขามองลงมายังโลกมนุษย์ด้วยสายตาที่เ็าใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความอำมหิตที่ซ่อนอยู่ใต้ท่าทางสงบนิ่ง
ท้าวมาราธิราช"พวกมนุษย์นับวันยิ่งทำบาปให้พวกมารในนรกแข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆมันคงใกล้เวลาที่ต้องกวาดล้างแล้ว..."น้ำเสียงของเขาเย็นเยียบและเต็มไปด้วยอำนาจคำพูดของเขาเสมือนคำสั่งที่ก้องกังวานไปทั่ว์ชั้นนี้
เสียงหัวเราะทุ้มต่ำของท้าวมาราธิราชดังก้องกังวานไปทั่ว์ชั้นปรนิมมิตวสวัตดีขณะที่เงาของเขาค่อยๆ แผ่ขยายไปทั่วบริเวณ เงานั้นหนาและเข้มขึ้นเรื่อยๆจนกระทั่งมันเปลี่ยนรูปร่าง เผยให้เห็นอีกร่างหนึ่งที่ซ่อนอยู่ภายในร่างนั้นไม่ใช่ใครอื่น นอกจากพญามารเอง เงาอันน่าสะพรึงกลัวนั้นทำให้บรรยากาศที่เคยสงบสุขกลับกลายเป็ความมืดมิดที่น่าหวาดกลัวความมืดที่ห่อหุ้มท้าวมาราธิราชเผยให้เห็นถึงเจตนาร้ายและแผนการที่จะก่อเกิดในอนาคต...